หน้าผากผีพราย

หน้าผากผีพราย

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– หน้าผากผีพราย –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ร้อนนัก เหื่อไหลไคลย้อย ร้อนจนหมาหอบแดด มันนอนอ้าปากลากลิ้นออกยาว ปลาลิ้นมียางย้อยเป็นน้ำเหนียว นกจอกนกจิบก็อ้าปากแต่ไม่ลากลิ้นอย่างหมา พอเผลอหรืออยู่นิ่งๆ ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว มันก็ค่อยขยับขยดเข้าหาอ่างล้างตีนแล้วลงอาบ พอเราเคลื่อนไหวก็รีบบินพรือ

“ร้อนนัก ร้อนอะหยังล้ำเหลือ”

ความร้อนไม่ผ่อนลงเลย ตรงกันข้าม นับวันมันทวีจนคนกระวนกระวายไปทั่ว ใกล้เปลี่ยนปีแล้ว สงกรานต์ปีใหม่ใกล้มาถึง ฝนล้างฟ้าควรตกแต่กลับไม่ตก บางวันอบอ้าวมาก ขนาดอยู่ในร่มยังเหงื่อซึม บางวันอากาศนิ่ง ใบไม้ไม่กระดิก อุ่นใจว่าลับแลงแสงอ่อนฝนอาจมีก็ไม่มี  บางค่ำฟ้าดำฟ้าแดงดั่งไฟไหม้ฟ้า หวังว่าดึกดับฟ้าฝนคงหล่นลง ก็ไม่ลง

“มันขึดอะหยังหนอ”

พ่อแก่แม่เฒ่ากระวนกระวายมากยิ่งขึ้น ร้อนไหม้ดั่งไฟเอ่าไม่เคยเป็นมาก่อน อาจตกขึดตกขวงกันเสียแล้ว ขึดคำนี้น่ากลัวนัก ขึดคือวิปริตอาเพศ ขึดคือร้อนไหม้และทุกข์ยากลำบาก อยู่เฉยๆ ขึดขวงไม่ตกแก่บ้านแก่เมือง ขึดขวงเกิดขึ้นเพราะคนทำผิด

ผิดจากจารีตฮีตฮอยที่ยึดถือกันมา

“ลูกพ่อหลวงมันไปได้หน้าผากผีพรายมาอันหนึ่ง” แก้วซูนเอาบุหรี่ดับแล้วที่ทัดใบหูมาจุดแล้วสูบต่อ “ตั้งแต่ได้มา มันถูกรางวัลเลขท้ายสามตัวสองงวดแล้ว มันว่าหมาน (1)

“หน้าผากผีพรายหรือ แก้วซูน อือ…”

ดีหูดชายวัยเดียวกันกับแก้วซูนเอามีดขูดผิวไผ่แห้งดังแกรกๆ แหงนหน้ามองฟ้า ฟ้าขุ่นแห้งเป็นสีขาวจากหวากไม่มีขี้เมฆพอให้อุ่นใจ ฟ้าฝนล่าช้าไปมากแล้ว กระทั่งปีใหม่สงกรานต์ก็ผ่านไปแล้ว มีแต่ลมหัวปีพัดแรงจนมะม่วงหล่น แต่ฝนหัวปีเหมือนถูกระงับหับห้ามไม่ให้มาตกบ้านนี้ เหมือนมีอันขัดอันขวาง เมฆตั้งช่อก่อชั้นเป็นบางวัน เมฆมืดเลื่อนมาลิ่วๆ จากทางทิศใต้ อุ่นใจว่าฝนตกแน่แต่เมฆกลับแหวกวะไปทางตะวันตกสายหนึ่ง ไปทางตะวันออกสายหนึ่ง ตรงกลางคือบ้านนี้เว้นว่างไว้

“ตกขึดกันเสียแล้ว หมู่เฮา”

ฟ้าแห้ง ดินแหง ทุ่งนานอกหมู่บ้านดินแตกอุอะ แตกเป็นหลืบเป็นรู รอยแตกแล่นไล่ไปเป็นริ้วๆ จนสุดสายตา ปูปลากุ้งหอยเหมือนตกตายหายลับไปหมด การอยู่การกินลำบาก ผักไม้ควรแตกงอกออกดินมาแล้วก็ยังเซาซมบ่มซุก เมล็ดพืชเหมือนจะสุกในดินไปเสียแล้ว

“ข้าว่าหมู่เฮาไปขอพ่อเจ้าลงส่องกันเทอะ ร้อนไหม้ขนาดนี้ มันขึด ขึดอะหยังกันแน่ มีแต่พ่อเจ้าจะสอดส่องมองเห็น”

 

ร้อนไหม้ดั่งไฟเอ่า จนล่วงเข้าเดือดแปด แดดแผดแผ้เป็นตัวยิบๆ งัวควายผอม คนผอม หมูหมาก็ผอม บางคืนอากาศเย็น สาบสายอายฝนปนมากับลม วันตกวันออก ขอกใต้หนเหนือฝนตกกันแล้ว แต่บ้านนี้ยังไม่มีฝน จนล่วงเดือนเก้า ควรได้ไถนากันแล้ว แต่จนป่านนี้ดินนาก็ยังแตกแหงเป็นร่องเป็นริ้ว ตอเฟืองตอฟางหักเหี้ยนไม่มีหน่อข้าวพอให้งัวควายประทังท้อง หญ้าก็ฝ่อ ผักไม้ก็ตาย พ่อเจ้าสายน้ำดั้นอันเป็นที่เชื่อถือของคนในหมู่บ้านอ่านทักทำนายวันนั้นว่า…มีคนเอาของอันฮ้อนฮ้ายร้ายกาจเข้าสู่หมู่บ้าน เอาออกบ่ได้ จะฮ้อนไหม้ไส้แสบบ่เสี้ยงบ่สุด…

“ของอันฮ้อนฮ้ายร้ายกาจ”

แก้วซูนดูดบุหรี่แรงๆ จนขี้โยแตกเพียะแตกพะกระเด็นออกมา ชื่อว่าแก้ว แต่มีซูนเป็นสร้อยหรือคำต่อท้ายชื่อ ซูนคือเขยิน เป็นลักษณะอาการของฟันที่มันโผล่พ้นริมปากออกมา

“อือ…”

ดีหูดดูดบุรี่บ้าง เด็ดเอาใบตองหัวบุหรี่ที่ไม่ไหม้ไฟทิ้งไป ชื่อว่าดี หูดเป็นคำต่อท้ายชื่อเหมือนกัน หมายถึงขี้หูด

สี่ห้าคนหลายชายหญิงสุมหัวกันในวันร้อน ยังร้อนอบอ้าว หัวค่ำยุงชุม ร้อนปานใดกองไฟยังจำเป็น เพราะต้องอาศัยควันไฟไล่ยุง ฟืนสองสามดุ้นติดไฟเอาเปลือกส้มโอเข้ากลบ ลดความร้อนของไฟด้วย ควันจากเปลือกส้มโอไล่ยุงได้ด้วย

“สืบหากันถ้วนทั่วแล้ว”ป้าแก้วหม้ายผู้เป็นร่างทรงของพ่อเจ้าสายน้ำดั้นออกปาก “ ไอ้แผ้วลูกพ่อหลวงมันล่องลงไปทำงานเมืองกอกแล้วพอกพลิกคืน มันไปได้หน้าผากผีพรายมาแต่ครูบาอาจารย์เมืองใต้ ข้าว่าอันนี้ละ ของอันฮ้อนฮ้ายร้ายกาจ ของอย่างนี้คนบ้านเฮาบ่มีไผนับถือ แต่ไอ้ผู้นี้ มันเอาใส่กรอบห้อยคอแทนพระ”

“หน้าผากผีพรายเป็นของฮ้อนฮ้าย อย่าว่าแต่หน้าผากผีพรายเลย สุดแต่หน้าผากผีตายโหง หน้าผากผีตายลงท้อง…หน้าผากผีตายใดๆ คนบ้านเฮาถือสานัก เป็นของอันขึดอันขวง บ่ดีเอามาไว้กับบ้านกับเมือง” ”พ่อหนานสมดูบุหรี่ใบกล้วยแห้งแดงวาบๆ” อู้จาว่ากล่าวกับมันดีๆ ไอ้ผู้นี้ได้เชื้อพ่อ มันสวก (2)

“ข้าได้อู้ได้เอยแล้วพ่อหนาน“ ไอ้แดงเอ่ย “อันที่จริงข้ากับมันก็เคยกอดคอกินเหล้ามาด้วยกัน แต่มันบ่ฟัง  มันว่าบ่เกี่ยวกัน ถ้าอันขึดอันขวงคือหน้าผากผีพราย มันว่าเมืองใต้ก็ไหม้เป็นถ่านไปหมดแล้ว แต่เมืองใต้กลับเจริญขึ้น ๆ ถนนหนทางอย่างทางไปสวรรค์ ไฟฟ้าเฮื่อเฮืองจนกลางคืนเป็นกลางวัน”

“หมู่เฮาไปหาตุ๊ลงดีกว่า ตุ๊ลุงเป็นลุงแท้ๆ ของมัน ท่านว่ากล่าว มันอาจฟัง”

 

จนเลยเดือนเก้าหมาเฒ่านอนน้ำ บ้านอื่นเมืองอื่นเขาเอากล้าลงนาจนก่อร่างสร้างตัวเป็นกอเป็นลำ แต่บ้านนี้เพิ่งได้หมักดองขี้ไถรอให้หญ้าเน่า รอดินอ่อนดีได้ที่ค่อยคราด คราดแล้วหว่านกล้า กว่าจะได้เอากล้าลงนาคงล่วงเข้าเดือนสิบเอ็ดกลางพรรษาโน่น คลาดเคลื่อนไปหมด เดือนสี่เพ็ญอาจไม่ได้ทานข้าวใหม่พร้อมเพื่อน เดือนห้าบ้านอื่นเมืองอื่นข้าววายนาว่าง แต่บ้านนี้เมืองนี้ข้าวกำลังเหลือง หนูเป็นพัน นกเป็นหมื่นมันจะแห่กันมา

“ไอ้แผ้วถูกหวยอีกแล้ว งวดนี้มันได้รางวัลที่ห้า กับได้เลขท้ายสามตัว”

“ถ้ามันถูกเอาๆ อย่างนี้ก็ยากแล้ว ที่จะเอาหน้าผากผีพรายออกจากคอ”

“ตุ๊ลุงก็ดาย” พ่อน้อยสีเลาว่ากล่าวเหมือนตัดพ้อไปถึงหลวงลุงเจ้าอาวาสวัด “แทนที่จะไปว่ากล่าวหลาน กลับพูดจาปกป้องมันว่าหน้าผากผีพรายไม่ใช่ของขึดขวงอันใด ในอดีตกาล หลวงพ่อโตพรหมรังสีก็เคยเอาหน้าผากอีนาคมาปลุกเสกกลายเป็นของดีวิเศษไผๆ ก็อยากได้ ขึดขวงบ้านเฮาบ่เกี่ยวกับหน้าผากผีพรายที่ห้อยคอไอ้แผ้ว”

“ตุ๊ลุงหนอตุ๊ลุง”ป้าแก้วหม้ายฮึดฮัดขัดใจ “เห็นแก่หลาน บ่เห็นแก่ความเดือดร้อนของพี่น้องชาวบ้าน บ่อยู่ในผ้าเหลือง กูจะขอพ่อเจ้าไปบีบคอตาเหลือกตาฟื้น”

“ข้าคนรู้น้อย บ่ได้บวชเรียนเป็นน้อยเป็นหนาน ข้าขอถามว่าหน้าผากผีพรายมันหื้อโชคหื้อชัยได้อย่างใด” ไอ้แดงถาม

“ครูบาอาจารย์เมืองใต้ท่านเก่ง”ลุงน้อยสีเลาตอบ “อย่างหลวงพ่อโตพรหมรังสีที่ตุ๊ลุงยกอ้าง  หน้าผากผีพราย บ้านเฮากลัวหย้านบ่มีไผแตะต้อง แต่ท่านเอามาปลุกเสกเลขยันต์ปันโชคปันลาภได้ วิชาอย่างนี้บ้านเฮาบ่มี”

“แล้วขึ้นมาเมืองเฮา กลายเป็นของขึดขวงไปได้อย่างใด”

“ตอบยาก” พ่อหนานสมชักหัวคิ้วชนกัน “คำโบราณบ้านเฮาว่าไว้ ฮีตบ้านใดก็พอบ้านนั้น แปลว่าจารีตบ้านใดก็เหมาะสมกับเมืองนั้น หน้าผากผีพรายอาจเหมาะสมกับเมืองใต้ แต่บ่เหมาะสมกับเมืองเฮา”

“ผีบ้านเฮาบ่สู้”ป้าแก้วหม้ายว่า “ผีเมืองใต้ก็ควรอยู่ที่เมืองใต้ พ่อเจ้าสายน้ำดั้นว่า…”

“ได้ยินไอ้แผ้วมันว่ากว่าจะซื้อหามาได้” ดีหูดตัดบทป้าแก้ว “หมดเงินหมดทองไปเป็นร้อย”

โห…เป็นร้อย”ไอ้แดงอุทาน “ซื้อชิ้นมาลาบ ได้เกือบสามกิโล”

 

ไม่ถึงกับปากหมองท้องแห้งแล้งนั้น แต่ข้าวควรได้สักห้าส่วนกลับลดลงเหลือสามส่วน บกพร่องอยู่บ้าง ขลุกขลักอยู่หลาย จะสะดวกสบายอย่างเก่าไม่ได้ กินใช้อดออม ข้าวเคยใส่เหล้าสบายๆ ก็ต้องลด  กังวลกันว่าปีนี้ได้ข้าวน้อย จะพอกินคุ้มปีหรือไม่ หากเดือนแปดเดือนเก้าหมาเฒ่านอนน้ำแต่ยังแล้งเหมือนที่ผ่านมา ทุกข์ยากลำบากก็จะสืบไปถึงปีหน้า หนี้สินอาจจะเพิ่มขึ้น ลูกบ่าวบางเรือนหวังได้แต่งสาวเอามานอนกอด ก็อาจต้องเลื่อนไปอีกปี แต่อีสาวหมายมันจะรอหรือไม่ คนพึงใจมันใช่มีแต่ลูกบ่าวบ้านนี้ผู้เดียว แทนที่จะได้กอดมัน มันอาจไปให้บ่าวอื่นที่พร้อมกว่ากอดนอน

“อย่าแล้งนักเลย อย่าแล้งยาวนานเหมือนปีก่อนเลย”

วิตกอกเต้น จิตใจไม่อาจผ่อนคลายหายหวาดหายกลัว ต่างขยาดต่อแล้งรุนแรงไม่เคยเป็นมาก่อน บ้านอื่นทำไม่แล้ง มาแล้งทำไมเฉพาะบ้านนี้ เพราะบ้านอื่นไม่มีใครเอาของอันฮ้อนฮ้ายร้ายกาจเข้าบ้าน แต่บ้านนี้ลูกผู้ใหญ่บ้านเอาหน้าผากผีพรายมาแต่เมืองใต้ ไม่มีใครว่ากล่าวมันได้ ตุ๊ลุงก็ซ้ำมาเป็นใจมัน

แล้งหนอ อย่าแล้งซ้ำสองเลย

อึดอัด หงุดหงิด กระวนกระวาย ไม่แตกต่างไปจากนกจอกนกจิบที่อ้าปากหอบ ไม่แตกต่างไปจากหมากระเส่าแดดปล่อยน้ำลายไหลยืดเป็นยางย้อย วันแล้ววันเล่า ร้อนแล้งขึ้นทุกวันเหมือนปีที่แล้ว แล้งจนน้ำแห้งขอดบ่อ บ่อน้ำในหมู่บ้านเหลือน้ำไว้ใช้ไม่กี่แห่ง ก็ยังนับว่าดีที่เจ้าบ่อไม่ได้หวงแหนน้ำไว้ใช้คนเดียว  ยุคสมัยนั้น ยุคที่เงินร้อยบาทซื้อเนื้อมาลาบได้เกือบสามกิโลกรัม ระบบบรรเทาสาธารณภัยยังไม่ก้าวหน้าเหมือนสมัยนี้ ยังไม่มีรถดับเพลิงหรือรถต่างน้ำขององค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลตำบลเอาน้ำออกไปแจกจ่ายบรรเทาความเดือดร้อนตามบ้านนอกคอกนา

นกไก่เหงาเริ่มร้อง มันร้องปี้….ปิดๆ ลากเสียงยาวชวนเหงาชวนง่วง แล้วไก่จะเหงาเซาซบเอาหัวซุกปีก แล้วจะตายเหมือนห่าลง  งัวควายเริ่มผอม ผู้คนกระวนกระวาย พ่อหนานสม พ่อน้อยสีเลา ไอ้แดง ป้าแก้วหม้ายกับคนอื่นๆ อีกสองสามคนพากันไปหาตุ๊ลุงอีกหน ตุ๊ลุงเห็นแก่พี่น้องชาวบ้านก็เรียกหลานมาบอกกล่าวในเย็นวันหนึ่งที่ฟ้าแดงแสงเดือด สองสามวันต่อมา ศรัทธาชาวบ้านก็ไปหาตุ๊ลุง

“มันว่าขออีกสักสองสามงวดก็จะเอาหน้าผากผีพรายออกคอแล้ว  พ่อออกแม่ออกสูเหย”

“ยังรวยไม่พออีกหรือ ถูกหวยห้าหกงวดแล้วบ่ใช่กา? ตุ๊ลุง”

“มันว่าที่โดนหวยกินมากกว่าที่ได้กินหวย ขอถอนทุนคืนก่อน”

“ก็ไหนว่าหน้าผากผีพรายปันโชคปันลาภ โดนหวยกินมันเสียโชคเสียลาภบ่ใช่กา?”

“ก็ ก็…บ่ฮู้กับมัน”

ถึงเดือนแปด ฝนตกลงมาห่าหนึ่ง หลอกให้ดีใจแล้วฝนฟ้าก็ละแล้งแห้งหายเหมือนไม่เคยตก ดินเป็นฝุ่นเป็นแป้ง ฟ้าแห้งหม่นขาวน่าใจหายเหมือนฟ้าตายจาก  กลางทุ่งยามบ่ายมีลมบิดเกลียวพัดเอาเฟืองฟางหญ้าแห้งหมุนวนขึ้นไปเป็นลำ กลิ่นแล้งแห้งผะผ่าวติดมากับลม ยามแลงตะวันหม่นเหลือง แสงเหลืองหม่นมัวส่องจับปลายไผ่ปลายรวกที่ร่วงใบลงเกือบหมดสิ้น บ้านหมอง คนเหงา นกก็เหงา ไก่ก็เหงา แล้งซ้ำปีก่อนแน่นอนแล้ว ตกขึดตกขวงอันเนื่องแต่มีคนเอาอันฮ้อนฮ้ายร้ายกาจเข้าสู่หมู่บ้านยังแก้ไม่ได้ พ่อเจ้าสายน้ำดั้นลงทรงป้าแก้วหม้ายแล้วทำนายแต่ปีก่อนว่ามีคนเอาของอันร้อนร้ายรุนแรงเข้าสู่หมู่บ้าน หากเอาออกไม่ได้ ก็จะปากหมองท้องไหม้กันไปไม่สิ้นสุด

รู้ๆ เห็นๆ กันอยู่ ของอันฮ้อนฮ้ายร้ายกาจนั้นคือหน้าผากผีพรายแน่นอน แต่พ่อหลวงยังเฉยๆไอ้แผ้วก็หลุดๆ ไหลๆ ไม่อยากให้ใครพบหน้า  ผู้นำชาวบ้านห้าหกคนหันหน้าสู่กันอีกหน  คิดอ่านหาวิธีเอาหน้าผากผีพรายออกไปจากหมู่บ้าน

“ข้าพอมีวิธี” ไอ้แดงพูด

 

ถึงเดือนสิบ ตกอยู่ราวปลายเดือนกรกฎาคม ฟ้าฝนหล่นลงถูกต้องไม่ล่าไม่หลง ขี้ไถหมักดองไว้เกือบเดือนเปื่อยยุ่ยจนหัวคาซากหญ้าเน่า ชาวบ้านนี้ได้ไถได้คราดพร้อมเพื่อน ไม่แล้งแล้ว ไม่ต้องทำนาล่าช้ากว่าบ้านอื่น แล้วนกหนูแห่มาลงนา ข้าวเคยได้ห้าส่วนกลับเสียไปสองส่วนอย่างปีก่อน ไอ้หนุ่มอ่อนอาจได้นอนนางสมใจใฝ่มักเมื่อหน้าหนาวมาถึง ตกขึดตกขวงผ่านพ้นไปแล้ว ของอันฮ้อนฮ้ายคือหน้าผากผีพรายออกจากหมู่บ้านไปแล้ว ไหม้ไปกับซากตายไอ้แผ้ว  มันโดนลอบแทงระหว่างทางนอกทุ่ง ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไอ้แดงเองก็บอกว่าข้าก็ไม่รู้ไม่เห็นเช่นกัน

 

เชิงอรรถ : 

(1) หมาน= มีโชค

(2) สวก= ดุ ขี้โมโห

 

Don`t copy text!