นาคเกี้ยว

นาคเกี้ยว

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– นาคเกี้ยว –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ลุล่วงมาราวปีพ.ศ.๒๕๐๒ ตุ๊แก้วบวชเป็นพระมาแล้วสิบสองพรรษา ครูบาแก่เฒ่าร่วงโรยลงไปมาก อายุเจ็ดสิบแก่ๆแล้ว  ญาติโยมชาวบ้านไม่อยากให้ท่านสัญจรร่อนเร่ไปตามป่าเขารกร้างกันดารอีกเลย แต่ท่านว่ายังไปได้อยู่ ไม่ได้แข็งขืนเอาชนะ แต่หากวันใดไปไม่ได้ก็หยุด ท่านว่าอย่างนั้น

ตุ๊แก้วเป็นคำเรียกแบบชาวบ้าน  คำเรียกทางราชการท่านว่าพระแก้ว อินทปัญโญ ภาษาทางสงฆ์ว่าอินทปัญโญภิกขุ แปลว่ามีปัญญาดังพระอินทร์ แต่เขาเองคิดว่าสติปัญญาตนไม่แตกฉานลึกซึ้งอะไรเลย การเล่าเรียนก็จบเพียงนักธรรมโท บาลีก็ไม่ได้เรียน หากจะเรียนบาลีก็ต้องเข้าไปจำพรรษาในเวียงเชียงใหม่ หรือไม่ก็ไปเรียนบาลีมัธยมที่โรงเรียนเมธีวุฒิกรวัดหลวงลำพูน แต่เขาไม่สมัครใจ ไม่ฝักใฝ่ไปทางนั้นเลย พอใจได้อยู่รับใช้ท่าน ซึมซับรับรู้มรรควิธีของท่าน อยากแสวงหา  จาริกไปในที่วิเวกสงบเย็น หากเป็นไปได้ก็อยากโผดผายทั้งคนและผีในที่ดิบดำแสงธรรมพระเจ้าส่องไปไม่ถึง แต่บวชมาสิบกว่าปีแล้ว ยังไม่ค่อยก้าวหน้าสักเท่าไรนัก  ท่านสอนว่า

“เราเข้าป่า ข้อสำคัญที่สุดคือส่องลงในใจตน หมั่นขัดหมั่นขูด หมั่นกล่อมหมั่นเกลา หมั่นเหลาหมั่นถาก มันก็ค่อยเกลี้ยงขึ้นมา”

เพ่งมองลงในใจตน พอใจอยู่มาก แผลในใจหายโดยสนิทแล้ว ไม่มีปลาบแปลบแสบเสียว ไม่วอกแวกหรือวอบแวบแอบออกนอกทาง เวลาเจริญสมาธิก็เข้าได้เร็วขึ้น ในจิตในใจกลายเป็นดวงว่างไม่ทุกข์ไม่โศก  มีความผ่อนคลายสบายใจ อิติปิโสถอยหลังอันเป็นบทบริกรรมประจำสำนักก็หลั่งไหลเหมือนน้ำไหล ไม่เคร่งเครียด ไม่ร้อนรน ไม่วิตกกังวล

“ลืมมันเสีย อิติปิโสบทเดินหน้า ถือเสียว่าอิติปิโสถอยหลังเป็นพระปริตรอันใหม่ อย่าไปติดใจสงสัย ลืมให้ได้ ลบให้ได้ ลืมบ่ได้ ลบบ่ได้ ก็จะกลายเป็นอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น” ครูบาท่านเมตตาสั่งสอนไว้หลายปีมาแล้ว

 

อายุ ๗๗ แล้ว แต่ครูบายังเดินนำหน้า เนิบๆ ช้าๆ ทว่ามั่นคง ไม่รีบเร่งสาวเท้าสะดุดทรุดซวน ท่านสอนว่าเวลาเดินก็เจริญสติไปด้วย อาจมีกรวดคมหนามแหลม  อาจมีหลุมขวาก อาจมีห้าวของหมู่ชาวบ้านเขาดักไว้ อย่าออกนอกทาง ให้เดินไปตามทางคนเดิน ท่านถ่ายทอดวิถีทาง แต่ก็เหมือนถ่ายทอดวิธีธรรมไปในตัว เราเป็นภิกษุสังฆะ  ควรดำเนินไปตามวิถีที่ครูบาสังฆะ ท่านเดินไปก่อน หากออกนอกทาง อาจตกลงไปในหลุมขวากหรือถูกห้าว อันได้แก่หลงใหลเพลิดเพลินไปในฌานโลกีย์ทั้งหลาย

“ในป่าลึกดึกดงอาจไม่มีหลุมขวาก ไม่มีห้าวแต่ก็ให้ระวังต่อหลุม เดินช้าๆ อย่ารีบเร่ง ต่อหลุมมันทำโพรงในดิน จะมีดินอูดดินนูนขึ้นมาพอสังเกตได้ สีดินจะแตกต่างจากดินโดยรอบเพราะมันขุดเอาดินข้างล่างขึ้นมา ตาหื้อพร้อมดู หูหื้อพร้อมฟัง ที่ใดมีต่อหลุม มันจะมีเสียงดังอูดๆ จากในดิน อย่าเข้าไป ควายตัวใดหากตกหลุมต่อก็อย่าหวังว่าจะรอดชีวิตไปได้ มันต่อยเอาจนตาย”

“อันตรายร้อยแปดเลยนะ ครูบาเจ้า”

สมพงษ์ปรารภขึ้น ครูบากล่าวตอบว่าไม่มีหนทางเส้นใดที่ไม่มีอันตราย ไม่ว่าจะเป็นพระ เป็นคนบ้าน เป็นตำรวจ เป็นทหาร ต่างก็มีภัยคุกคามตามติดทั้งนั้น เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงสอนให้ไม่ประมาท สอนให้มีสติทุกบาททางย่างก้าว

“โดยเฉพาะก็คือโลภะ โทสะและโมหะ พระเจ้าแห่งเราสอนว่ามันคือรากเหง้าของอกุศลทั้งปวง   ติดไต่ไล่ตามหื้อทัน อันนี้โลภะ โทสะ หรือโมหะ หากรู้ทันก็ให้ระงับยับยั้งเสีย”

 

ออกแล้งปีนั้น ครูบายังคงเดินนำหน้า สมพงษ์เดินกลาง พระแก้วตามหลังรั้งท้าย สมพงษ์เป็นลูกพ่อเลี้ยงคำอ้ายผู้มั่งคั่ง ไปเป็นนักเรียนอยู่ในเมืองแต่เกกมะเหรกเกเร มีหมอดูทำนายทายทักว่าชะตาอาจจะขาดภายในสามปี ควรเอาไปฝากฝังพระปู่ครูบาชุบย้อมกล่อมใจให้พ้นเคราะห์ พ่อเลี้ยงคำอ้ายจึงเอามาฝากครูบา

ผ่านบ้านคน ผ่านทุ่งนาป่าเขาไปทางตะวันออก ข้ามดอยขุนตาลแล้ว กิจหรือวัตร หรือข้อปฏิบัติอย่างหนึ่งของท่านหลังออกหนาวเข้าร้อน คือการแสวงหาที่สงัดวิเวกเพื่อเพื่อสอดส่องมองลงในใจตน ปีนั้นท่านว่าจะแวะไปไหว้พระธาตุลำปางหลวงก่อน ปีนั้นมีทั้งทางรถไฟและรถยนต์ไปง่ายมาง่าย แต่ท่านตามรอยครูคือเดินไป

เดินสบายๆ รักษาระยะห่างกันราวสามก้าว ทันใดท่านก็หยุดนิ่ง ยืนสำรวม “อะหยัง ครูบาเจ้า”

“อยู่เฉยๆ อย่าดิ้น อย่ากระดุกกระดิก”

เบื้องหน้าเรา ห่างไปราวห้าก้าว งูเห่าคอคำตัวดำเมื่อมผงกหัวแผ่แม่เบี้ย แลบลิ้นแผล็บๆ

ท่านหยุด เราก็หยุด ตกใจ แต่ไม่ถึงกับเย็นวาบเสียสติ สำรวมใจ แผ่เมตตาว่า สัพเพ สัตตา อเวราโหนตุ… งูเห่าคอคำต่างจากงูเห่าทั่วไปตรงที่คอมันมีปล้องสีทองพาดขวาง มันพ่นพิษได้ มักพ่นใส่ตา หมาหลายตัวตาบอดเพราะมันพ่นพิษใส่ นิสัยงูเห่าต่างจากงูจงอางอย่างหนึ่งคือมันไม่จู่โจมก่อน หากเราไม่เคลื่อนไหว ไม่เข้าไปใกล้จนมันรู้สึกว่าถูกรุกราน มันจะไม่ฉก

ราวอึดใจใหญ่ๆ มันก็ลดหัวลงแล้วเลื้อยหนีไป

“โชคดีบุญมี วันนี้อาจได้เห็นนาคเกี้ยว”

“นาคเกี้ยว…? นาคเกี้ยวคืออะหยัง ครูบาเจ้า”

“นาคมาณพกับนาคนารีอาจออกมาฟ้อนเกี้ยวให้เราได้เห็น”

แดดร่มลมตก ลานกว้างใหญ่มีกอไผ่และไม้อื่นขึ้นแซมประปราย ไม่แน่นทึบเกินไป แต่ก็ไม่โล่งจนร้าง หากทึบแน่นมักมีปัญหายุงกวน  หากโล่งเกินไปก็จะร้อนแดดแผดเผา กลดสีกรักสามหลังปักรายใต้ร่มไม้ใหญ่ อาบน้ำชำระกายกันเรียบร้อยแล้ว มืดค่ำมารำไร แสงเดือนอ่อนๆ ส่องลงมาจากฟ้าทางด้านตะวันออก กองไฟก่อไว้หน้ากลดห่างไปราวสามวา ครูบานั่งตกหมากนับ  เป็นอิริยาบถที่เราคุ้นเคย หมากนับหรือลูกประคำของท่าน ท่านได้จากมือครูราวสามสิบปีผ่านมาแล้ว ถูกจับ ถูกนับมาแล้วไม่รู้กี่หมื่นครั้งแต่ละเม็ดจึงเลื่อมมันเหมือนอาบมัน ยามท่านนั่งตกหมากนับหลับตา สีหน้าท่านสงบสุขผ่อนคลายลึกซึ้ง โลกทั้งโลกอาจลุกเป็นไฟ แต่ในใจท่านชุ่มเย็นผ่องใส ใจที่ถูกยกขึ้นสูงแล้ว พ้นจากสุขโศกโลกธรรม ไม่มีลาภยศสรรเสริญใดๆ แผ้วพานท่านได้ ไม่มีความขุ่นข้องหมองมัวใดๆ แปดติดใจท่าน ใจอย่างนี้ควรเป็นใจแห่งพระอริยะ แต่ท่านก็มักบอกว่าอย่าใช้คำนั้นกับครูบา ครูบายังห่างจากอริยภูมิอีกมาก ขอเป็นแค่เพียงตุ๊ปู่ครูบา ได้เมตตาผายโผดทดแทนก้อนข้าวที่พี่น้องหลวงหลายใส่บาตรให้กิน ท่านพอใจแค่นั้น

“ตุ๊พี่ติดตามครูบามากี่ปี”

“สิบกว่าปีมาแล้ว นับแต่เข้าผ้าเหลืองมา”

“ได้อะหยังมาพ่อง”

“ได้อิติปิโสถอยหลัง”

“ประโยชน์มันเป็นอย่างใด”

“รำงับพิษปวดแปลบแสบไหม้ในใจ พาใจตั้งนิ่งเป็นสมาธิ จำเริญสติรู้ตนอยู่ทุกเมื่อ ครูบาท่านว่าผู้ใดท่องอิติปิโสถอยหลังได้แต่ต้นจนจน ดงดิบดงดำใดๆ ก็อยู่ได้ ร้อยผีพันพรายกล้ำกรายบ่ได้”

“เคยพบเคยปะละยังตุ๊พี่ ผีร้ายพรายแรงแข็งกล้า บ่ฟังคำ”

“เคยปะมาแล้ว ที่ไร่ร้างริมห้วยปีนั้น เป็นผีตัวใดไม่รู้ หิงสาพยาบาท อาฆาตแค้นเกลียดชังแรงนัก  แผ่เมตตาไปให้มันก็ไม่ยอมรับ มันคุกคามเข้ามา ลากเอาค้อนเหล็กแดงลุกเป็นไฟไหม้วาบๆ เข้ามา แต่เข้ามาได้อีกสองสามก้าวก็แตกตุ๊บแล้วหายไป”

“ผมขอเรียนเอาจากตุ๊พี่ได้ไหม”

“ได้ เอาวรรคแรกไปก่อน “โลกัสสาติ ปุญญักเขตตัง อนุตตรัง…”

“บ่แม่น…อนุตตรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ…ต่างหาก ตุ๊พี่”

“อันนั้นอิติปิโสบทเดินหน้า เป็นบทเค้า บทตั้งต้น หากยึดติดกับบทตั้งต้น ก็ยากจะได้บทถอยหลัง ครูบาท่านสอนอย่างนั้น”

 

คืนนั้นดวงเดือนแจ่มแจ้งเวหน สายลมบนพัดเชยเตื่อมต้อง ลานหญ้าโล่งเรียบเป็นพื้นที่กว้างเกือบไร่ สักสองทุ่มเศษ เดือนส่องสูงแสงสั้น ตุ๊แก้วนั่งนิ่งทบทวนกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมในรอบวันของตน พอใจอยู่ พอใจมากๆ คือได้ปลีกวิเวก เข้าใจคำนี้ลึกซึ้ง ปลีกไปสู่ที่วิเวกเพื่ออยู่กับตัวเราเอง ไม่ต้องสุงสิงกับใคร ไม่ได้พูดจาสมาคมกับใคร   อย่างน้อยๆ วจีกรรมก็ลดลง  อยู่กับตัวเรา ส่องลงในใจตัวเรา อันใดดีก็ว่าดี อันใดไม่ดีก็ว่าไม่ดี รู้ว่าดีก็ควรทำให้ดียิ่งๆ ขึ้น รู้ว่าไม่ดีต่อไปก็ไม่ทำ

กลดสามหลังเรียงรายกันอยู่ ระยะห่างราวสองวา หลายวันผ่านมากลดของสมพงษ์จะอยู่กลาง แต่วันนี้ครูบาท่านคล้ายรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นท่านจึงอยู่ตรงกลาง

ราวสองทุ่มครึ่ง ครูบาสวดขึ้นก่อนในกลดของท่านว่านโม ตัสสะ ภควโต …ศิษย์พี่ศิษย์น้องในกลดซ้ายขวาสวดรับพร้อมเพียงกันว่า อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ  เสียงไหว้พระสวดมนต์ไม่กระหึ่มก้องกังวานสะท้านสะเทือนไปถึงยมโลกแดนสางแดนผีลี้ลับ ไม่ปรุงแต่งโอ่อ่าอลังการทางเสียง หากแต่ง่ายๆ เรียบๆ สม่ำเสมอ กล่อมเกลาจิตใจให้ดื่มด่ำซาบซึ้งในคุณแห่งพระแก้วเจ้าทั้งสาม สวดถึงอิติปิ โส ภควา…สมพงศ์ยังตามได้อยู่ ถึงบทอิติปิโสถอยหลัง ผู้ถูกทำนายทายทักว่าชะตาจะขาดสวดตามไม่ได้ก็ระงับเสียง

อิติปิโสถอยหลังเป็นปฏิปักษ์ขัดแย้งกับอิติปิโสเดินหน้า แต่เมื่อไม่เอาใจไปผูกติด ถอนใจออกมาเสีย  ความเป็นปฏิปักษ์ขัดข้องก็หายไป ที่แปลกไปจากทุกครั้งก็คือครูบาท่านสวดขันธปริตรอันเป็นบทแผ่เมตตาแก่พญานาคและงูทั้งหลาย

อาจเกี่ยวข้องกับนาคเกี้ยว นาคมาณพกับนาคนารีจะออกมาฟ้อนเกี้ยวเอี้ยวแอบแนบตัว ราวสามทุ่มเศษ ทุ่งโล่งและดงทึบสงบสงัดเยือกเย็นไปทั่ว ยินแต่เสียงแมลงกลางคืนร่ำร้องไปตามประสาของเขา พักใหญ่เสียงต่างๆ ก็หยุด ครูบากระอือกระแอมขึ้น ตุ๊แก้วและสมพงษ์ขานรับแล้ว สงบปากสงบฟัง

ท่านออกมาแล้ว

นาคมาณพและนาคนารี

เป็นตัวเป็นตนออกมา

 

ปีที่ตุ๊แก้วอายุได้ ๓๓ ปี บวชเป็นพระมาแล้วสิบสองพรรษา  เหมือนจะตกมาสู่ปีพ.ศ.๒๕๐๒ แล้ว บ้านเมืองในส่วนใกล้เวียงเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปบ้าง ถนนหนทางดีขึ้นกว่าเดิม ทุ่งนาข้างทางเริ่มหดหาย มีสิ่งปลูกสร้างแทรกแซมประปราย ปีนั้นเองที่ได้เห็นแก่ตา เขากับหนุ่มรุ่นน้องเห็นเพียงงูใหญ่สองตัวเลื้อยรัดมัดเกี่ยวเกี้ยวพากัน ตัวใหญ่มาก ใหญ่กว่าต้นหมาก แต่โตไม่ถึงต้นมะพร้าว ยามเขาเอาคอเกี้ยวกันแล้วชูขึ้นสูงพ้นพงหญ้าดูน่ากลัว ยามเขาสะบัดวัดเหวี่ยงกันดูดุดัน กลัวไหม แต่แรกก็กลัว แต่อบอุ่นใจว่าอานุภาพแห่งเมตตาของครูบากว้างใหญ่ครอบคลุมตนและศิษย์น้อง งูสองตัวนั้นเองคือนาคเกี้ยว เขาเองเห็นเป็นเพียงงู แต่ครูบาท่านเห็นเป็นนาคมาณพกับนาคนารีนเป็นนาคมณพแล

Don`t copy text!