นางคอย

นางคอย

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– นางคอย –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

แสงยามบ่ายที่สาดส่องปล่องฟ้าลงมาเริ่มจะลับหาย ปล่องฟ้าคือรอยแตกหรือรูทะลุเหนือถ้ำ  มันเหมือนปล่องที่มองเห็นท้องฟ้า จึงเรียกว่าปล่องฟ้า

“ก้อนนี้หรือ พ่อหนาน” บัญชาหายใจหอบ ๆ “ผานางคอย”

“ก้อนนี้แล้วครู“ พ่อหนานตอบ ลมหายใจไม่หอบหนักอย่างเขา “ผานางคอย”

ยังเหนื่อยหอบ ต้องอ้าปากช่วยหายใจ เหงื่อโชกจนเสื้อชุ่ม ปลดกระติกน้ำจากเอว หมุนเกลียวที่ฝา ชะงักเล็กน้อย ยื่นให้แกก่อน แต่พ่อหนานผู้พาเขาขึ้นมาดูผานางคอยส่ายหน้า

“ครูกินเทอะ พ่อหนานยังบ่อยาก”

บัญชากรอกน้ำใส่คออักๆ  ค่อยชุ่มชื่นขึ้น ลมหายใจถี่ๆ ค่อยลดลง สายตาเริ่มรับภาพภายในถ้ำได้ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ดูอย่างไร ผาก้อนนั้นก็ไม่เป็นรูปนางคอย

“นางคอยอะไรหรือ พ่อหนาน”

“คอยผัว นางนั่งในถ้ำ สองตาผ่อคอยที่ปากถ้ำ รอผัวนางมาปลดปล่อย”

ครูหนุ่มเดินดูรอบๆ บางมุมพอมองเห็นเป็นเค้าโครงรูปคนอยู่บ้าง จมูกปากไม่ชัดเจนนัก แต่ดวงตาดูเศร้าๆ อย่างไรชอบกล

คล้ายนางมองมาที่เขา

คล้ายนางมองตามเขาทุกฝีเท้าก้าวย่าง

 

“เรื่องราวมันเป็นอย่างใดพ่อหนาน นางถึงไปนั่งเฝ้าส่องตาคอยผัวอยู่ในถ้ำ”

ลงจากลาดเขาสูงชันมาถึงไร่ริมธารก็เย็นแล้ว ตะวันลับเหลี่ยมดอยสูงไปแล้ว แต่ยังไม่มืด แดดบางส่วนสาดลอดเหลี่ยมเขาตกต้องดอยดงด้านตะวันออกของไร่ ฟ้าเข้มมาก แม้เป็นยามเย็นใกล้จะค่ำ แต่สีน้ำเงินก็ยังเข้มข้นเหมือนฟ้ายามสายที่บ้านเกิด ท้องฟ้าที่นี่สะอาดมาก สะอาดพอๆ กับฟ้าบนดอยสูงที่หมู่บ้านปกาเกอะญอ ปีนั้นบัญชาย้ายจากโรงเรียนบนเขามาสอนที่บ้านสบลาว หมู่บ้านคนเมืองหรือชาวไทยพื้นราบ ไม่ใช่ไทยภูเขาอย่างพี่น้องปกาเกอะญอ พี่น้องม้ง พี่น้องลาหู่ลิซูหลากหลายชาติพันธุ์ เขาเองคุ้นเคยแต่พี่น้องปากเกอะญอเท่านั้น ยังจำเรื่องราวหลากหลายที่ประทับรอยอยู่ในความทรงจำ อย่างเรื่องห้วยผีเลาะ ที่มีผีเลาะล่องท่องห้วยลงมา  หรือเรื่องเพลงรักจากหัวใจข้า ที่เล่าถึงความเคียดแค้นของผู้ถูกกระทำ การตอบโต้รุนแรงแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เป็นต้น

ย้ายมาสอนที่สบลาวได้ไม่นาน ก็ได้รู้จักกับพ่อหนานสีผู้นี้  แล้วเลยสนิทสนมคุ้นเคยกัน เพราะเคยออกค่าหยูกยารักษาแผลท้องฉีกให้แก เรื่องมันผ่านไปสองสามปีแล้ว เขาเองไม่อยากจดจำอะไร แต่พ่อหนานถือว่าเขามีบุญคุณต่อแก อันที่จริงจำนวนเงินก็ไม่มากมายอะไรเลย แค่พันกว่าบาทเท่านั้นเอง ไม่ถึงครึ่งของเงินเดือนที่เขาได้รับตอนนั้นด้วยซ้ำ ส่วนตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะร่ำรวยอะไร แค่ลูกชาวนาคนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่พันสองร้อยที่เต็มใจควักให้แก แลกกับคำอธิษฐานที่เป็นจริง มูลค่ามันเทียบกันไม่ได้เลย

พ่อไส้ติ่งอักเสบ ไส้ติ่งเกือบแตกแล้ว หมอว่าทำใจเถิด หากมาถึงหมอก่อนหน้านี้สักครึ่งชั่วโมง จะไม่กังวลเลย แต่ถึงมือหมอเอาตอนนี้ขอให้อธิษฐานถึงบุญกุศลเอาเถิด พอดีกับพ่อหนานสีจะออกโรงยาแต่เงินขาดไปพันสอง เขาควักเงินออกมาจบเหนือหัวแล้วอธิษฐาน ปาฏิหาริย์เหมือนมีจริง พ่อปลอดภัย เงินพันสองกับชีวิตพ่อ มันเหมือนจอมปลวกกับภูเขา

 

“นางผู้นี้บ่แม่นคนบ้านเฮา นางล่องลงมาจากเหนือไกลไปพู้น”

พ่อหนานยกจอกไม้ไผ่ขึ้นจิบ  อายุห้าสิบกว่า แต่ยังแข็งแรงเยี่ยงคนสมบุกสมบันทั้งหลาย มีลูกหลายคน หลานคนแรกอายุสิบกว่าขวบชื่อว่าประเสริฐ จบป.สี่มาจากโรงเรียนบ้านสบลาว  ทุกวันนี้แกอยู่กันสองคนกับเมียชื่อว่าแม่หอม ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้าน ยกเรือนให้ลูกสาวคนสุดท้องแล้วออกมาอยู่ที่กระท่อมเฝ้าไร่ไกลออกมาจากหมู่บ้านประมาณครึ่งกิโลเมตร แกว่าดักหูเย็นใจ คือสงบสงัดจากเสียงรบกวน

ตะวันลับหลังเขา แต่แสงบนฟ้ายังเหลืออยู่ เป็นสีแดงแกมส้มดูเศร้าๆ เศร้าเหมือนอะไรหนอ

เหมือนแสงตานางคอยผู้นั้น

แม่หอมกำลังกกแกงแต่งกินในครัวไฟ พ่อหนานสีได้ฮอกมาตัวหนึ่ง สายตาแกยังดี มือยังแม่น แกเป็นลูกป่าโดยกำเนิด เติบโตมากับป่าดิบดอยดงเมื่อสักเจ็ดสิบปีก่อนย้อนหลังไปจากปัจจุบัน …ยิงมาหมดแล้ว สัตว์เสือเนื้อนก…แกคุยเสียงดังตามแรงดีกรีที่เพิ่มขึ้น…หมีก็ยิงมาแล้ว

“แล้วท้องพ่อหนาน  โดนหยัง”

“เขี้ยวหมู” แกลูบท้องในเสื้อ “บ่ทันหัน หลบบ่ทัน บุญยังมีที่เบี่ยงตัวได้ หาไม่หากท้องแตกไส้ทะลัก คงบ่มีบุญได้รู้จักครู”

“หล้างเฮาได้เกื้อหนุนกันมาแต่ชาติก่อน” บัญชาจิบเหล้าในจอกไม้ไผ่ หยิบมะขามป้อมมาเคี้ยวตามลงไป “ผมอาจติดหนี้พ่อหนาน แล้วได้มาชดใช้เอาในชาตินี้”

“ครูก็เชื่อเรื่องชาติก่อนชาตินี้หรือ”

“ผมก็เป็นชาวพุทธ” เขาตอบคำคลุมเครือ “พ่อผมก็เป็นหนานเหมือนพ่อหนาน”

“ครูเคยบวชมาละยัง”

“ยัง บุญบ่ถึงผ้าเหลือง เรียนหนังสือหนังหามาพรวดๆ แล้วก็มาเป็นครู ห่างวัดห่างวา”

“หล้างครูนี่แล้ว…”

“อะไรหรือพ่อหนาน”

“อาจเป็นครูนี่เอง…”

แกพูดลอยๆ ทอดถอนใจ เบนสายตาไปบนไหล่เขาที่มีถ้ำนางคอย

 

แม่หอมยกเอาชามเอาแกงอ่อมฮอกออกมาจากครัวไฟ หอมฉุยเลย ฮอกคือกระรอก ยังมีอยู่ชุกชุมเพราะป่ายังใหญ่ ไม้ยังแน่น วันเวลาครั้งนั้น สามสิบปีก่อนตอนย้อนหลัง บัญชาอายุราวสามสิบเศษได้ย้ายลงมาสอนที่บ้านสบลาว หุบห้วยภูไพรยังใหญ่กว้าง น้ำห้วยตกตาดเสียงดั่งฮั่งๆ ได้ยินแต่ไกล ลำห้วยมีน้ำยังไหลตลอดปีไม่เคยขาดห้วง  สัตว์ป่าจำพวกกระรอกกระแต บ่าง นกและไก่ป่าเป็นโปรตีนแหล่งใหญ่ของคน เก้งกวางหมูป่าพอมีบ้างแต่น้อยกว่า ส่วนเสือหมีแรดช้างร่อยหรอไปแล้ว นานๆ พ่อหนานสีถึงจะได้เก้งสักตัว เขาเองพลอยได้อานิสงส์เป็นลาภปาก  แกมักเอาตากเป็นเนื้อแห้งไปฝากเขาที่บ้านพักโรงเรียนสบลาว บางทีก็ฝากข่าวส่งไปให้มากินลาบกินอ่อมที่กระท่อมของแก

ไม่ได้คิดเลย ไม่ได้หวังเลยว่าเงินที่ยกจบอธิษฐานขอให้พ่ออยู่รอดปลอดภัย จะมีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ถึงขนาดนี้

เราทำบุญ มันจบลงแล้วที่บุญคือความอิ่มใจ อย่าได้คาดหวังอะไรว่าจะได้จากบุญ

คำพ่อสอน พ่อเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้เรียนหนังสือในโรงเรียน แต่เรียนจากวัด พ่อไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยในคำสอนของพระศาสดา เขาเองเรียนหนังสือจากโรงเรียน ความเคลือบแคลงสงสัยยังมีอยู่เพราะไม่รู้แจ้ง พ่อเองก็อาจไม่รู้แจ้ง แต่พ่อไม่สงสัย

ชาติก่อน ชาตินี้ ชาติหน้า

เขาเองแม้เชื่อ แต่ไม่เชื่อมั่นหนักแน่นโดยไม่สงสัยอย่างพ่อ อย่างพ่อของเขา พ่อหนานสี ผู้เฒ่าผู้แก่ ข้าไพร่ไทน้อย คนธรรมดาทั่วไป

แม่หอมไม่ได้ร่วมวงด้วย แต่นั่งอยู่คอยดูแลห่างๆ นานๆ จะอ้าปากสอดแทรกสักครั้ง สองเฒ่าซึ่งยังไม่เฒ่าสักเท่าใดใช้ชีวิตสงบสันโดษอยู่ที่ไร่นอกหมู่บ้าน เป็นไร่เหมี้ยง ต้นเหมี้ยงกับต้นชาเป็นพืชตัวเดียวกัน หากเอามาหมักดองตามกรรมวิธีพื้นเมืองจะเป็นเหมี้ยง แต่หากเอาไปอบแห้งตามกรรมวิธีแบบจีนจะเป็นชา ยุคสมัยนั้น ราวสามสิบปีก่อนย้อนหลังไป คนพื้นเมืองยังกินเหมี้ยงกันหนาแน่น หลังอิ่มข้าวก็มักสูบบุหรี่อมเหมี้ยง เหมี้ยงจึงขายดีกว่าชา

แดดลับหมดแล้ว ชานฝน หรือชานยื่นอยู่ทางด้านหลังของกระท่อม มองจากชานฝนลงไปยังเห็นส่วนหนึ่งของลำห้วยเล็กๆ ที่กั้นระหว่างลาดเนินด้านนี้กับไหล่ดอยสูงชันด้านโน้น  นึกไปถึงห้วยผีเลาะบนภูเขา ผีเลาะห้วยออกมาทำไม คำตอบไม่ชัดเจน แต่มีผลทางการปฏิบัติที่เป็นจริงเป็นจัง นั่นคือคืนใดที่พี่น้องชนเผ่าออกไปซุ่มยิงสัตว์ หากผีเลาะห้วยออกมาก่อน คืนนั้นพวกเขาจะเลิกล่า

เสียงนกฝูงใหญ่ร้องจ้อกแจ้กมาจากกอไผ่ริมฝั่งห้วย นานๆ ทีได้ยินเสียงชะนีร้องเศร้าว่าผัวๆๆ จิตประหวัดไปถึงผานางคอยในถ้ำบนไหล่เขาที่ขึ้นไปตอนบ่าย  พ่อเฒ่าเล่าว่านางไม่ใช่คนแถวนี้ นางล่องลงมาจากเหนือไกลไปโพ้น ดูคล้ายตำนานดอยนางนอนในเขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เรื่องราวเศร้ามาก นางหนีมาจากเชียงรุ่งสิบสองพันนา หนีพ่อมากับชายคนรักผู้ต่ำศักดิ์ไม่สมฐานะ มาถึงที่ ๆ เป็นดอยนางนอนในปัจจุบัน นางล้มป่วย ชายคนรักไปหาหยูกยามารักษานาง นางทอดตัวนอนลง นางนอนรอคนรักแต่เขาไม่กลับมา นางตายแล้วกลายเป็นดอยนางนอน ยังทอดสายตาผ่อคอยหาชายคนรัก

“พ่อเฒ่าว่านางคอยผัว  ผัวนางทิ้งนางไปหรือ”

“บ่แม่นผัวทิ้งนาง แต่นางทิ้งผัว”

“ยังไง…งง”

นกนานาที่ป่าฟากโน้นเซาเสียงลงแล้ว ชะนีร่ายไม้แล้วร้องเศร้าหาผัวก็เงียบเสียง ลมหนาวเริ่มเลาะมา อากาศเยือกเย็นลงรวดเร็ว แม่หอมแบ่งไฟจากครัวไฟมาก่อที่แม่ชีไฟหรือกระบะอัดดินที่ชานฝน แกงอ่อมฮอกอร่อยมาก หอมยอดไม้ใบหญ้าบางอย่างที่เขาไม่รู้จัก เหล้าหมักเองกลั่นเองพร่องลง ดวงดาวพราวพร่างคล้ายแกว่งไหว เริ่มเมาแล้ว ต้องชะลอจอกแล้ว

“เรื่องราวเล่าขานสืบต่อกันมา” พ่อหนานสีหันไปหักกิ่งไม้แห้งเติมลงในกระบะก่อไฟ “นางมีบาปเกาะกินใจ นางนั่งรอคอยผัวมาปลดปล่อยนางจากห้วงบาป เมินนานแล้วครู นานเท่าไรแล้วไม่รู้  อาจร้อยปี พันปี สองพันปีหรือมากกว่านั้นที่นางนั่งส่องตาคอยท่าหาผัว กระทั่งวันนี้ นางอาจสมหวังแล้ว”

“บาปอันใดเกาะกินใจนางหรือ”

แสงวันลับหมดแล้ว เหลือแต่ดาวดกดวงช่วงโชติ แต่แสงดาวอ่อนจางจึงมองไม่เห็นไหล่เขาที่มีถ้ำนางคอย เห็นแต่แท่งทึบของดอยทั้งลูก นางยังนั่งตรงนั้น นั่งในถ้ำส่องสองตาผ่อคอยปากถ้ำ ยังจำได้ แสงตานางดูเศร้า เศร้าเหลือเกิน

คล้ายนางมองมาที่เขา

ส่องคอยเขาทุกฝีเท้าก้าวย่าง

“นางได้ผัวเป็นลูกเศรษฐี” แม่เฒ่าเล่าแทรกเพราะพ่อเฒ่าจุดบุหรี่อยู่ “ นางเป็นคนงาม แต่ลูกเศรษฐีเป็นคนร่างร้ายนางไม่รัก”

“คงร่างร้ายอย่างผมนี่เอง”

นึกเศร้าๆ ไปถึงความหลังของตน ร่างร้ายคืออัปลักษณ์ พิกลพิการ ไม่หล่อ ไม่สวย รูปร่างไม่งดงาม ว่ากันตามจริง เขาเองไม่ถึงกับร่างร้ายอัปลักษณ์ แต่เขาไม่หล่อ รูปร่างไม่งดงาม ไม่เท่ ไม่ฉูดฉาดดูดดึงสายตา เธอจึงผละไปหาคนใหม่ที่ดูดีกว่าเขา

“แต่ครูเป็นคนดี”

“พ่อแม่สอนมา ให้ผมเป็นดี”

พ่อเฒ่าจุดบุหรี่เสร็จสรรพ พ่นควันยาวแล้วเล่าต่อว่าอยู่มาวันหนึ่ง ก็มีชายหนุ่มรูปงามมาล่อลวงนาง นางหลงรักเขา นางเอายาพิษให้ผัวกินแล้วหอบทรัพย์สินเงินทองหนีล่องลงมากับชายชู้  แต่เมื่อมาถึงถ้ำบนไหล่เขาแห่งนี้ ชายชู้หลอกนางเข้าถ้ำแล้วผลักหินใหญ่ปิดปากถ้ำขังนางไว้ ชายชู้หอบเอาข้าวของเงินทองของผัวนางหนีไป นางสำนึกเสียใจ นางนั่งรอจนตาย แล้วกลายเป็นหินผ่ารูปร่างนางคอย

หูฟังเรื่องเล่า แต่จิตใจหม่นเศร้าหดหู่ เรื่องเศร้ามักกินใจเรากว่าเรื่องความสุขสนุกสนาน ผัวนางน่าสงสารที่สุด เขาตายโดยรู้ตัวไหม อาจกลายเป็นวิญญาณพยาบาทหาทางแก้แค้น ชายชู้ผู้นั้นเล่า ได้เสวยวิบากกรรมอะไรบ้างไหม พ่อเฒ่าว่าในตำนานไม่ได้กล่าวถึง กล่าวแต่ว่านางรอผัวมาปลดปล่อยนางกระทั่งวันนี้

บาปก็เหมือนขี้ แม้นิดเดียวก็ยังเหม็น

นึกไปถึงคำพูดของพ่อ ความหมายมีว่าอย่าได้ดูถูกประมาทหมิ่นแคลนบาปว่าเล็กน้อย นึกต่อไปถึงนางคอยผู้มีเค้าโครงหน้าไม่ชัดเจน แต่สองตาดูเศร้าร้าวรานคล้ายคนสำนึกผิด นางเองอาจยังเยาว์ ยังอ่อนต่อโลก แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะยกขึ้นมาต่อรองในเรื่องบาปบุญคุณโทษ อ่อนก็ผิด แก่ก็ผิด ความผิดไม่มียกเว้นในเรื่องวัย ผัวนางเป็นลูกเศรษฐีแต่ร่างร้ายคืออัปลักษณ์ นางไม่รักผัว เป็นความผิดไหม คิดว่าไม่ผิด แต่นางเอายาพิษให้ผัวกินผิดแน่นอน

รู้แล้วทำก็ผิด

ไม่รู้แล้วทำก็ผิด

หลงแล้วทำก็ผิด

ไม่หลงแล้วทำก็ผิด

จะรู้หรือไม่รู้ จะหลงหรือไม่หลง ทางที่ดีควรยับยั้งชั่งก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ

 

“ครู”

พ่อเฒ่ายื่นมือมาแตะ บัญชาสะดุ้งหลุดจากภวังค์

“ถ้าครูเป็นลูกเศรษฐี ครูจะอภัยให้นางได้หรือไม่”

“ร้อยปี พันปี อาจสองพันปี นางทุกข์มามากแล้ว ถ้าผมเป็นลูกเศรษฐี ผมอภัยให้นางได้”

“สาธุ”

เพิ่งสองทุ่มเศษตอนนั้น แต่มึนเมา เศร้าๆ สุขๆ ปะปนกัน สุขไหมที่ได้ทำบุญ สุข เศร้าไหมที่ได้ทำบาป เศร้า ตัวเขาเองก็ใช่ว่าปลอดจากบาปโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ว่ามันใช่บาปหนาสาหัสอย่างการฆ่าคน ทำร้ายคน ลอบลักมักเล่นเป็นชู้กับเมียผู้อื่น แต่บาปฆ่าสัตว์ ขโมยเงินแม่ไปซื้อขนม พูดปดเพื่อปกป้องตัวเองหรือกินเหล้า มีแน่นอน

ดาวดกดวงคล้อยเคลื่อน แผ่นฟ้าแผ่นดินนิ่งเย็น แม่หอมเข้าไปนอนก่อน ครู่ใหญ่พ่อหนานสีก็ตามไปอีกคน เขาเองออกตัวว่าหมดจอกนี้ก็จะนอนเหมือนกัน ที่นอนของเขายังอยู่ที่เดิม คือโถงกระท่อมตรงเสาเอก ตอกตรึงติดเสาเอกเหนือหัวนอนคือหิ้งพระ จำไม่ได้ว่าคืนนั้นนบกราบพระก่อนนอนหรือไม่ หัวถึงหมอนก็เหมือนจะหลับไปเลย

 

“หินก้อนนี้ คือผานางคอยก้อนเก่าหรือ ประเสริฐ”

“ก้อนเก่าก้อนเดิมนั่นละ ครู”

“เปลี่ยนไปเยอะเลย”

ยังหอบเหนื่อย หอบหนักกว่าเมื่อขึ้นมากับพ่อหนานสีตาของประเสริฐเมื่อสามสิบปีก่อน ตอนนั้นยังหนุ่ม อายุสามสิบเศษนิดหน่อย ตอนนี้หกสิบเศษแล้ว เป็นข้าราชการบำนาญ วันคืนผ่านเลย คนลับล่วง พ่อหนานสีตายจากไปเมื่อราวสิบปีก่อนหน้านี้ แต่แม่หอมยังอยู่ ร่วงโรยไปมากเพราะวัยแปดสิบกว่าแล้ว กลับมาอยู่ในหมู่บ้านกับลูกสาว แม่หอมจำเขาไม่ได้ เขาคงออกจากความทรงจำของแกไปแล้ว คบหากันสนิทแนบแน่นไม่ยาวนานนัก ชั่วระยะเพียงหกเจ็ดปีที่สอนอยู่บ้านสบลาวเท่านั้น ต่อมาเขาได้ย้ายไปสอนโรงเรียนใกล้บ้านจึงค่อยห่างกัน แต่ก็ไม่ถึงกับหายไปเลย เมื่องานศพของพ่อเฒ่าเขาก็มา แต่นั่นมันสิบปีผ่านไปแล้ว เขามาวันนี้เพราะประเสริฐเชิญมาเป็นแขกผู้ใหญ่ในงานแต่งงานของลูกชาย

“นางคอยถูกย้ายอกมาจากในถ้ำเมื่อไร ประเสริฐ”

“สักหกเจ็ดปีมานี่เอง ครู”หลานคนโตของพ่อหนานสีเอามือปาดเหงื่อที่แก้ม “ในถ้ำ หลวงพ่อท่านเอาเป็นสำนักสงฆ์”

นางคอยสถิตอยู่ในศาลคอนกรีตโปร่งโล่งหลังเล็ก เดินดูโดยรอบ ดูทรุดโทรมไป หินบางส่วนบิ่นกะเทาะ จมูกปากดูไม่ชัดเจนเช่นเดิม แต่ส่วนดวงตาที่ดูเศร้าในวันนั้นเปลี่ยนแปลงไป คล้ายนางมองลงมาที่เขา สายตานางคล้ายมีคำขอบคุณ

“หล้างครูนี่แล้ว…อาจเป็นครูนี่เอง…”

คำพูดของพ่อเฒ่าในค่ำคืนนั้นแว่วอยู่ในหู

 

Don`t copy text!