ผีไร้หัว

ผีไร้หัว

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– ผีไร้หัว –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

กองไฟมืดดับเหลือแต่ถ่านคุแดง หนาวเหน็บ แต่คร้านจะลุก งอเข่าเข้าหาอก ชักผ้าห่มขึ้นคลุมถึงหัว หนาวหนักแต่หนาวไม่นานเพราะใกล้รุ่งมาแล้ว

อ่อนสี…

แวบๆ ไหวๆ คล้ายนางมาหา แต่คิดว่าคงฝันไปมากกว่า ยังจำได้ถึงกลิ่นแก้มกลิ่นกายเฉพาะตัวของนาง คล้ายกลิ่นเครื่องเทศบางชนิดคลุกเคล้าเบาบางกับกลิ่นดอกหอมนวล

ฝันหรือจริง เท็จหรือแท้กันแน่หนอ

คล้ายฝันหรือเพ้อไข้ แต่ก็เป็นจริงเป็นจังเหลือเกิน

จับจูบลูบชม

สู่สมเสพส้อง

นางเป็นคนร่างใหญ่ สูงกว่าเขา ใหญ่กว่าเขา ได้ควบขี่นางเหมือนได้ขี่ม้าใหญ่ ติดใจนัก

นางเป็นใครกันแน่หนอ

นึกคิดไม่ออก ช่วงปีนั้นเพิ่งสึกออกมาไม่นาน ยังเป็นหนุ่มน้อยหน้าใสไร้สิว ความรอบรู้เรื่องป่าดงพงไพรยังจำกัด เคยได้เข้าป่าดงหงหลวงก็เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ตอนนั้นอายุ๑๔ เป็นสามเณรอุปถากรับใช้ตุ๊ลุงไปตัดเหล็กไหล แล้วก็ไปตายกันหมด รอดมาได้เพียงตนคนเดียว

มหาเถรชีป่าท่านช่วยไว้ ฝากฝังให้พี่น้องชาวดอยรักษาพยาบาล แล้วท่านก็จากไป

 

ไฟในกองโซมลงเหลือแต่ถ่านคุแดง หนาวหนัก คร้านลุก ใจตื่น ตัวตื่นแต่ตายังหลับ นอนฟังสัพพะสิ่ง สัพพะเสียงรอบข้าง สามคืนมาแล้วที่เราออกจากปางไม้แดง แสงมาขอตามมาด้วย เขารักน้องชายคนเล็กมาก ไอ้แอโดนเสือใหญ่ลักพาตัวขึ้นหลังออกไปจากท้ายสวน รอยเสือใหญ่หายไปที่ฝั่งห้วยแห้ง คืนนั้นฝนตกหนัก ฟ้าเลียฟ้าแลบแปลบปลาบ กุมารเจ้าป่าออกมาเป็นตัวเป็นตน ขี่เสือใหญ่ออกมา หน้าตาเป็นหน้าไอ้แอ มันว่าไอ้อ้ายกลับไปเสีย อย่าห่วงข้า เจ้าป่าท่านเอาข้าไปรับใช้

แสงมาสะอื้นออกมา

เสร็จสิ้นพิธีประกอบกิจกุศลกรรมไปหาน้อง แสงมาคงทนคิดถึงน้องไม่ไหว เราออกจากปางไม้แดง แสงมาจึงขอติดตามมาด้วย พอให้ห่างหายคลายโศกค่อยกลับ  แสงมากับสีวงศ์อายุเท่ากัน หุ่นร่างหน้าตายังเป็นหนุ่มอ่อนเหมือนกัน ส่วนหนาของร่างกายยังไม่ออกมาเต็มที่  ต่างกันตรงที่แสงมายังไม่เคยบวช แต่สีวงศ์เพิ่งสึกออกมาไม่นาน

“ไอ้น้อย ตื่นละยัง”

“ตื่นนานแล้ว”

“ได้ยินอะไรไหม”

“ข้าฟังอยู่ พี่น้อย”

ลมหัวรุ่งพัดโชยเฉื่อยฉิว น้ำค้างน้ำคืนชื้นฉ่ำหล่นลงจากปลายใบสู่พื้นดังเปาะแปะ  เดือนใกล้รุ่งยังไม่ลับ ป่าทั้งป่าเหมือนยังหลับอยู่ ไก่กู่อยู่แว่วๆ ห่างไกลออกไปอีกฟากเขา จิ้งจอกหอนวอกๆ ว้อๆ เหมือนมันส่งเสียงบอกกล่าวแก่กัน ลมพัดแรงขึ้น บงไผ่ในหุบชื้นส่ายไหวดังซ่าซู่ คืนนั้นพี่น้อยติ๊บนอนกลางเพราะนอนที่โคนไม้ไร้ฝากำบัง แต่หากคืนใดนอนถ้ำ ผู้เหมือนครูสอนเรื่องป่าเรื่องปืนมักจะนอนนอกสุดเพื่อป้องกันหนุ่มรุ่นน้องทั้งสองคน แต่คืนนี้ไม่มีนอกมีใน พี่น้อยติ๊บนอนกลาง สีวงศ์นอนด้านซ้าย แสงมานอนด้านขวา ต่างมีดาบคนละเล่มปืนคนละกระบอกวางไว้เหนือหัวนอน

มีเสียงแกรกกราก คล้ายใครจดๆ จ้องๆ ย่องเบาเข้ามา

“มันเข้ามาแล้ว”

คนนอนกลางบอกกล่าวพอได้ยินกันแค่สามคน

ยังหนาวอยู่ แต่ไม่ถึงกับเหน็บหนาวปวดร้าวดูกเดี้ยว ปากไม่สั่น ฟันไม่กระทบ ค่อยดึงผ้าห่มนอนลงพ้นสายตา เสียงย่างย่องกรอบแกรบใกล้เข้ามา แผ่วเบา หยุดๆ หย่อนๆ คล้ายรีรอ ลังเล คล้ายยังไม่ค่อยมั่นใจนัก ไม่ใช่เสือ เสียงเสือย่างแผ่วเบากว่านี้ ยากจะได้ยินเพราะอุ้งตีนมันเบา ไม่ใช่หมี ไม่ใช่เก้งกวางสัตว์กีบตัวใดเลย

มันย่างสองตีน

อาจเป็นคน

ไม่ใช่คนก็ผี

น้ำที่ค้างบนใบไม้แล้วรวมกันเป็นหยดยังหยดหยาดลงอยู่เปาะๆ ฟ้านิ่ง แผ่นดินเย็น ลมยังโชยเฉื่อยเอื่อยช้า ป่าทั้งป่าเงียบระงับหับเสียง ถ่านไฟเรืองคุขึ้นเป็นเปลวเล็กน้อย ช้ามาก นานมาก นานนับกัปนับกัลป์ในความรู้สึก จะทนไม่ไหวอยู่แล้ว แต่แล้วมันก็ก้าวเข้ามา นั่งยองๆ ลงใกล้กองไฟ ยื่นมือออกอังไฟ

ร่างนั้นเป็นคน

แต่เป็นคนไร้หัว

 

แม้มานั่งนึกย้อนไปในยามนี้ ยามที่เป็นปู่เป็นทวดมีหลานเหลนร่วมยี่สิบคน ขนฅิงหรือขนตามตัวก็ยังลุกอยู่เยือกๆ คนผู้หนึ่งนั่งอยู่ต่อหน้า แต่เป็นคนไร้หัว ตกตะลึงพรึงเพริดกันไปหมด นอนตัวแข็งทื่อ รู้สึกตัวแต่กลับกระดิกกระเดี้ยไม่ได้เลย เหมือนโดนข่มหรือโดนสะกดไว้ ตาลืมค้าง กะพริบตาไม่ได้ น้ำในตัวเหมือนจะแข็งไปหมด ขนหัวก็เหมือนจะลุกชูอยู่ทุกเส้น

ผีไร้หัวยังรีๆ รอๆ อยู่ เพิ่งเห็นว่าตัวมันมีมีดเล่มหนึ่ง มันไม่นุ่งเสื้อ นุ่งแต่กางเกงพื้นเมืองผุพ่ายหน่ายเนื้อฉีกขาด สองเท้าเปล่าเปลือยไม่มีรองเท้า มันนั่งนิ่งอยู่ชั่วขณะก็ค่อยขยับลุกคุกคามเข้ามา แต่คนมีหัวทั้งสามกลับกระดิกกระเดี้ยตีนมือไม่ได้เลย

หินขาวสี่ก้อนเหมือนไม่มีอานุภาพอันใดเลย

มีดคมปลาบในมือมันมั่นกระชับ สืบเท้าก้าวย่างเข้ามา เห็นหมด เห็นชัดเจนแต่แก้วตาเหมือนลมค้างเอาหนังตาบนลงล่างไม่ได้ มันย่างกระโหย่งเท้า ใช้แต่ปลายตีนแตะพื้น ยกซ่นลอย ผีตัวใดกันแน่หนอ ไยดุดันกลั่นกล้ามีอานุภาพมาก  รู้ตัวกันหมด แต่กลับขยับแขนขาไม่ได้เลย อำนาจบางอย่างที่มันมีสะกดเราไว้ มันใกล้เข้ามาแล้ว เหมือนมันจะมาปาดคอเราเอาหัวใดหัวหนึ่งไปต่อหัวมัน

แต่ทันใดนั้นเอง

แล้งเดือนหกเกือบตกเดือนเจ็ด แดดกล้าฟ้าขาว ตกลงกันว่าใกล้ปีใหม่เมืองหรือสงกรานต์แบบถ้อยคำภาษาไทยกลาง จะพบไม่พบเบาะแสน้องชายคนเล็กของพี่น้อยติ๊บหรือไม่ก็จะกลับกันก่อน แล้วอาจย้อนเข้ามาตามหาอีกทีเพราะใกล้ปีใหม่เมืองมาแล้ว ปีใหม่เมือง หมู่เฮาคนเมืองไม่ว่าจะไปตกค้างอยู่ต่างด้าวต่างแดนใดๆ จะพยายามกลับคืนสู่บ้านเกิด เข้าร่วมประเพณีดีงามยิ่งใหญ่ขนทรายเข้าวัด ก่อพระเจดีย์ทราย ไหว้สาขอขมาคารวะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดีงามที่เราเคารพนับถือ ไปดำหัวพระสงฆ์องค์เจ้า พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ผู้เฒ่าผู้แก่ และครูบาอาจารย์ที่เราเคารพนับถือ

แต่…ปีใหม่เมืองปีที่แล้ว พี่น้อยด้ายไม่ได้กลับบ้าน

ปีนี้เล่า จะได้กลับไหม

แล้งเดือนหกเกือบตกเดือนเจ็ดปีนั้นเราสามคนด้นดั้นกันไปในป่าดิบดอยดงประสงค์จะสืบเสาะเบาะแสคนหายลูกชายพ่อหนานสอนอย่างเดียว ไม่ประสงค์จะเอาเขาเขี้ยวเล็บงาอันใดสักอย่าง เจ้านักบวชป่าลึกลับทำนายว่าพี่น้อยด้ายยังไม่พ้นเคราะห์พ้นกรรม หากพ้นก็จะได้พบกัน

สีวงศ์เองยังไม่ได้กลับเข้าผ้าเหลืองอีกครั้งเพราะยังตามหาลูกชายคนหล้าของครูไม่พบ  ลองใช้ชีวิตนอกวัดไปก่อน ดูใจตัวเองไปก่อน หากยังไม่เปลี่ยนใจค่อยกลับเข้าไปอีกครั้ง แสงมาเองอยากผ่อนคลายมายใจให้ห่างโศกหมองเนื่องจากน้องชายคนเล็กจากไป เราเตร็ดเตร่ตระเวนไพรตามใจใฝ่มัก ค่ำไหนนอนนั่น นอนเถื่อนถ้ำภูผา นอนที่โล่ง นอนโคนไม้ แต่ไม่เคยขึ้นนอนบนต้นไม้หรือผูกห้างนอน ไม่ได้กลัวเสือกลัวหมีแต่กลัวผีป่า เสือสิงห์กระทิงแรดช้างไม่น่ากลัวเท่าผี เสือหมีเราเลี่ยงมันได้แต่ผีนั้นยากจะเลี่ยง

“เรากลัวเสือ เสือก็กลัวเราเหมือนกัน” หนุ่มรุ่นพี่พูด “เลี่ยงได้ เขาก็จะเลี่ยงเราเหมือนเราเลี่ยงเขา ข้อควรจำคืออย่าพบเสือหิว เสือลำบาก กับเสือแม่ลูกอ่อน ส่วนหมีอย่ายิงเด็ดขาด ปืนเรายิงหมีไม่เข้า ขนมันหนา หนังมันหนา อีกอย่างคนบ้านเราบ่กินเนื้อหมี อันใดบ่กิน อย่ายิง”

“สัตว์สิงห์มิ่งไม้ในป่า พี่น้อยกลัวอันใดที่สุด”

“งูจอง”

“งูเห่าล่ะ ไม่กลัวหรือ”

“จะว่าไม่กลัวก็ไม่ถูก แต่งูเห่าไม่จวนตัวมันไม่ฉก แต่งูจองเอาแน่เอานอนกับมันไม่ได้ ฉุนเฉียว ดุร้าย เลื้อยไล่พรวดๆ วิ่งหนีไม่ทันก็เสร็จมัน”

ออกมาจากปางไม้แดง มีข้าวสารติดย่ามมาคนละสองสามลิตร ข้าวใกล้หมดก็ยิงหมูยิงฟานไปแล้วข้าวแลกเหล้ากับพี่น้องชาวดง พูดกันง่าย เข้าใจกันง่าย ไม่ค่อยมีเล่ห์เหลี่ยมชิงไหวชิงพริบกัน บางทีเขาก็ขอให้เราเข้าร่วมล่าเสือลำบากที่เขายิงพลาดหรือใครยิงพลาดก็ไม่รู้ เสือลำบากหรือเสือบาดเจ็บเป็นเรื่องหนักใจของคนอยู่ป่าอยู่ดง พอมันลำบาก ก็ไล่ไม่ทันเก้งกวางกระต่ายกระจง แล้วมันจะหันมาล่าคนแทน คนที่มักตกเป็นเหยื่อเสือบาดเจ็บคือแม่ย่าแม่หญิงและลูกเล็กเด็กชายเด็กหญิงที่ออกไปเก็บผักหักฟืนตามป่าละเมาะ ชายเต็มวัยมันไม่ค่อยล่า แต่หากหิวมากๆ ไม่ว่าใครมันก็ไม่ไว้

พี่น้องชาวดงขอร้อง พี่น้อยติ๊บไม่ค่อยปฏิเสธ เอาใจเขาไว้ แกบอก วันนี้เขาพึ่งเรา วันหน้าเราอาจพึ่งเขา บางทีก็สำเร็จ บางทีก็ล้มเหลว แต่เรามีที่ไปอยู่ข้างหน้า ล่าไม่สำเร็จก็แบ่งปันลูกปืนที่หลอมหล่อมาให้เขาไว้ใช้ พี่น้องคนดอยจะดีใจมากหากได้ของฝากเป็นเกลือ ปลาทูและลูกปืน

รอบด้านมืดมิด นอกแสงไฟออกไปเหมือนมีดวงตาต้องแสงไฟเคลื่อนไหววูบวาบ เป็นคืนข้างขึ้นอ่อนๆ เดือนลับฟ้าไปแล้ว ดาวดวงไม่ช่วงโชติแต่ดูหมองแสง ดุกระจัดกระจายไม่กระจุกกันเป็นกลุ่ม ไฟยังลุกแรงดีอยู่ ค่ำคืนฟืนไฟเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด หลับนอนไม่มีการผลัดเปลี่ยนเวรยาม ใครรู้ตัวตอนไหนก็ลุกไปเติมฟืนเมื่อนั้น รอมแรมแกมป่ายาวนานเป็นหนที่สองในชีวิต ความคุ้นเคยมากขึ้น ความกลัวลดน้อยถอยลง แต่ไม่ถึงขนาดประกาศว่าไม่กลัวอะไรเลย กลัวผีมากกว่าสัตว์ร้าย มันมาเมื่อไรเราไม่รู้ตัว เสือมายังส่งกลิ่นมาก่อน รู้ตัวยังพอเลี่ยงทัน แต่ผีมาเรามักไม่ทันรู้ตัว

พระเครื่อง ของขลัง คาถาอาคม หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดถือ จึงเป็นของจำเป็นของคนแรมเรือนนอนเถื่อนนอนถ้ำทั้งหลาย  ส่วนตัวสีวงศ์มีหินขาวสี่ก้อนเป็นของดีประจำตัว ครูบาอินถาท่านให้มาแต่เมื่อออกตามหาพี่น้อยด้ายครั้งก่อน ใช้ในทางป้องกัน ไม่ใช่ทางรุกรานจู่โจมทำร้าย แต่ในคืนนั้น คืนที่ผีไร้หัวถือมีดเข้ามาเหมือนจะปาดคอเราเอาหัวเราไปต่อหัวมัน

หินขาวสี่ก้อนเหมือนไม่มีอิทธิอำนาจอะไรเลย ต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่าง อันอาจเกิดจากการประพฤติปฏิบัติของตน แต่ครั้งนั้นยังอ่อนเยาว์เบาความเกินไปจึงไม่ทะลุแจ้ง

ผีไร้หัวยอบร่างนั่งลง เราเห็น เห็นทุกอย่างแต่ขัดขืนฝืนต้านอันใดไม่ได้เลย

มือเปล่าของมันขยุ้มผมที่หน้าผากของแสงมาแล้วกระชากหงาย มือขวาเงื้อมีดจะสับคอ

ทว่าทันใดนั้นเอง

ทันใดนั้นก็มีเสียงเสือใหญ่ร้องโฮกคำรณคำราม มีเสียงคล้ายแส้สะบัดขวับเคี้ยว ผีหัวขาดสะท้านเฮือกคล้ายคนโดนแส้ฟาดหลัง มันกรีดก้องร้องดังเหมือนหมูโดนมีดแล้วแตกวับดับหาย สามคนชายใต้ร่มไม้พรวดพราดลุก  สามคนเห็นเหมือนๆ กัน

เห็นเสือใหญ่ตัวหนึ่ง
เห็นกุมารเด็กชายผู้หนึ่งนั่งอยู่บนหลังเสือ ในมือมีแส้หนังเส้นหนึ่ง กุมารผู้นั้นยิ้มให้ แล้วค่อยสลายหายไป แสงมาครางออกปาก เสียงสั่นๆ ตื้นตันพลุ่งพล่าน

“ไอ้แอ”

Don`t copy text!