ผีเรือนสุด

ผีเรือนสุด

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– ผีเรือนสุด –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

แสงยามเย็นอ่อนแรงลง นกจี๋แจ๊บหรือนกกางเขนเต้นหยกๆ กระดกก้น มันคอยจิกเอาด้วงแมงหรือมดปลวกที่ติดมากับก้อนดินที่เราพลิกพรวน แต่พอเขาขยับตัวตักน้ำในกระติกใส่จอก มันก็บินหนีไป

“พ่อ กินน้ำ”

ยื่นจอกพลาสติกใส่น้ำไปให้ พ่อวางขอสับดินด้ามสั้นลง ป้ายเหงื่อที่หน้าผากด้วยแขนเสื้อ หันมารับจอกจากลูกชาย ดื่มจนหมดจอกแล้วยื่นคืนให้

“พ่อพักเถอะ ผมสับให้”

“ไม่เป็นไร ไม่เหนื่อย พ่อยังไหว สบายๆ”

ขอสับดิน…ไม่รู้ว่าเรียกถูกหรือเปล่า คำพื้นบ้านจริงๆ เรียกว่าขอบกหน้อย หากแปลเป็นไทยให้ตรงตัวก็คือจอบเล็ก ใช้สำหรับสับดินให้ร่วนซุย แต่คำว่าจอบเล็กมันให้ภาพจอบย่อส่วน ไม่ค่อยชัดเจนนัก

“ได้ย้ายอีกหรือเอ็ง เห็นแม่เอ็งว่า โรงเรียนอะไรนะ ห้วยน้ำดิบ…ห้วยน้ำริน”

“ห้วยสีสุกครับพ่อ ใกล้บ้านเข้ามาอีกหน่อย อยากดูแลพ่อแม่”

พ่อหัวเราะหึๆ เหงื่อยังโชกชุ่มเสื้อ พักมือจากขอสับดิน พ่อก็ไซ้ผักโหม ผักปราบ หญ้าหนามดินและวัชพืชอื่นออกจากดินที่โดนสับแล้ว พ่อแทบไม่เคยอยู่นิ่ง อยู่เฉย นอกจากเวลาหัวรุ่งสงบสงัดที่สุดของวัน แต่เล็กๆ แล้ว ราวหกเจ็ดขวบ หัวเช้าหนาวเหน็บที่ปวดท้องฉี่ เอามือควานหาพ่อ ที่นอนข้างตัวว่าง รู้ได้ว่าพ่อลุกไปแล้ว

ไปนั่งไว้พระ สวดมนต์ภาวนาที่โถงเรือน

เป็นความทรงจำ เป็นภาพประทับลึกซึ้ง เหมือนแม่พิมพ์ กดรอยพิมพ์ไว้บนเนื้อใจของเด็กชายผู้ลูก พ่อเป็นหนานหรือชายที่สึกออกมาจากพระ พ่อบวชราวหกเจ็ดพรรษา สึกออกมาเพื่อทำไร่ทำนาแทนปู่ย่าที่ร่วงโรยลง พ่อว่าแต่แรกก็ไม่คิดจะสึก ปู่เองบอกพ่อว่าหากจำเริญในผ้าเหลืองก็อยู่ไปเถิด ปู่กับย่าดูแลกันได้ แต่งานงัวงานควาย งานไร่งานนามันหนักเกินเรี่ยวแรงปู่ ส่วนลุงก็ต้องดูแลครอบครัวของลุงเอง แทนตีนแทนมือปู่ทั้งหมดไม่ได้ พ่อจึงสึกออกมา

บัญชาฉวยขอสับไปอีกฟากแปลง แลงมาแล้ว ตะวันลอยต่ำ เสียงเกราะผูกคอควายดังโกล๋งเกล๋งๆ เข้ามาในเขตบ้าน พี่เขยคงต้อนควายคืนแหล่งแล้ว พ่อกับแม่มีลูกเลี้ยงรอดสามคน พี่คนโตเป็นชาย เข้าไปเป็นเขยเรือนอื่น ถัดมาคือพี่สาวเป็นลูกสืบเรือน ถึงวัยควรมีคู่พ่อก็ได้เขยเข้าเรือน บัญชาเองเป็นลูกคนเล็ก ได้เรียนหนังสือสูงสุดในบรรดาลูกทั้งสามของพ่อแม่

“ยังไม่คิดเป็นฝั่งเป็นฝาอีกหรือเอ็ง” พ่อโยนวัชพืชไปกองรวมกัน เช็ดมือเปื้อนดินกับขากางเกงแล้วเอาบุหรี่ขี้โยดับแล้วมาจุดสูบ “อายุก็มากแล้ว”

“คิดครับ อาจสองสามปีข้างหน้า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด”

“เกิดเป็นคนชายนะเอ็ง  ถึงที่สุดแล้วมันก็ต้องมีลูกมีเมีย ไม่อย่างนั้นหน้าที่มันไม่ครบ”

“ครับพ่อ”

เงยหน้ามองพ่อ แสงยามเย็นส่องทแยงแทงเฉียงแต่แสงไม่ต้องหน้าพ่อเพราะปีกกุบหรืองอบใบตาลบังไว้ หน้าพ่อใต้ปีกงอบดูสงบ พ่อเข้าวัดไปแต่ราวเก้าขวบสิบขวบ โตในวัด บวชนานตั้งแต่เมื่อเป็นสามเณร พ่อได้รับการศึกษาอบรมแบบพื้นบ้านพื้นเมืองจากในวัด แม้สึกออกมา พ่อก็ไม่เคยห่างวัด พ่อเชื่อมั่นในบาปและบุญ คุณและโทษตามแนวพุทธศาสนา พ่อไม่เคยตั้งคำถาม ไม่เคยคลางแคลงสงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า ความเป็นพ่อ ทุกสิ่งทุกอยางที่ประกอบกันเป็นพ่อ มีอิทธิพลต่อแนวความคิดจิตใจของลูกชายคนนี้ลึกซึ้ง

พ่อเหนื่อยยากตรากตรำทำนาทำสวนเลี้ยงลูกเมียจนอยู่ดีมีสุขทุกคน แต่พ่อไม่เคยบ่น ไม่เคยท้อ ไม่เคยเอ่ยปากทวงบุญคุณจากลูกคนใดเลย พ่อจึงยิ่งใหญ่ในความคิดจิตใจของบัญชาตลอดมา

 

ปีนั้นได้ย้ายมาสอนอยู่ที่บ้านห้วยสีสุก เป็นหมู่บ้านพี่น้องคนเมือง หรือคนไทยพื้นถิ่นพื้นฐานทั่วไป ไม่ใช่พี่น้องชาวดอยหรือไทยภูเขาเผ่าต่างๆ ชาวบ้านหากินกับดินกับแดดน้ำฟ้าป่าเขา มีนา มีไร่ มีละเมาะไม้ชายป่าหาเห็ดหาหน่อนางหางไม้เก็บผักหักฟืน ดงดอยไม่ค่อยทึบแน่นอย่างบ้านห้วยตองบนเขา หรือบ้านป่าเมี่ยงแม่ลาย บ้านห้วยสีสุกมีประชากรร่วมร้อยหลังคาเรือน เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่  พื้นที่โดยรวมเป็นลาดเขา มีถนนเล็กๆตัดมาจากถนนใหญ่ที่แล่นไปสู่ตัวอำเภอเชียงดาว ทะลุขึ้นไปถึงไชยปราการและเมืองฝาง ยังไม่ได้ลาดยาง กว้างพอรถกระบะคันหนึ่งแล่นได้ แต่หากรถสองคันต้องสวนกัน คันหนึ่งต้องหาที่จอดข้างทาง มีเรื่องราวมากหลายเล่าถึงคนตายบนถนนสายนี้ มีทั้งผีทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลก เดินตบเท้าพรึบพรับไปตามถนนพูดจาไฮ้ๆ   ทั้งผีตายโหงรถชนหรือรถตกดอยออกมาหลอกคน มีเรื่องหนึ่งเล่าลือไม่นาน สดๆ ร้อนๆ ก่อนบัญชาจะมาสอนไม่ถึงปีนี่เอง เป็นเรื่องผีสาวขอซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ครูหนุ่ม ได้ฟังก็เสียวสันหลังวาบๆ ว่าวันหนึ่งวันใดหากมีใครขอซ้อนท้าย จะกล้ารับขึ้นรถไหม เรื่องมีอยู่ว่า ครูรุ่นพี่คนหนึ่งจะออกไปอำเภอ มีสาวขอซ้อนท้ายจะไปเยี่ยมพ่อที่โดนจับอยู่โรงพัก ครูรุ่นพี่ก็รับขึ้นรถ ขี่ไปก็พูดคุยกันไป แดดร่มลมดี เรื่องเล่าว่าอย่างนั้น ถามไถ่ว่าโดนจับเรื่องอะไร สาวตอบว่าเรื่องเหล้าเถื่อน แต่ผ่านทางไปได้ระยะหนึ่ง เสียงตอบเสียงถามก็หายไปเฉยๆ ครูหนุ่มเหลียวกลับหลัง

เบาะท้ายรถว่างเปล่า

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากเอามาเล่า เป็นเรื่องผีไอ้แก้ว บางคนก็เรียกว่าผีหมาดำ เป็นเรื่องของความรักความผูกพันของไอ้แก้วกับหมาดำ พ่อแก่แม่เฒ่าเล่าว่าดึกดื่นบางคืน จะได้ยินเสียงกระเดาะปาก เสียงหัวเราะระร่วนของไอ้แก้ว แล้วจะมีเสียงหมาเห่าโฮ่งๆ วิ่งเล่นวิ่งไล่กันไปตามถนนหนทางในหมู่บ้าน เรื่องนี้เล่าสืบต่อกันมาไม่ต่ำกว่าห้าสิบปี แต่ก่อนสงครามญี่ปุ่นโน่นแล้ว ไอ้แก้วเป็นคนสมัยนั้น อายุราว๑๗-๑๘ปี มีหมารักตัวหนึ่งชื่อไอ้ดำ กำยำพ่วงพี่ขนดำเลื่อมปลาบ ทั้งสองรักกัน มักหยอกเอินวิ่งเล่นวิ่งไล่ไปด้วยกันตามทางในหมู่บ้าน อยู่มาวันหนึ่งไอ้แก้วพาไอ้ดำไปล่าหมูล่าเม่นในป่า แต่พลาดพลั้งอย่างไรไม่รู้ ไอ้แก้วตกเหวตาย ฝ่ายหมาดำก็เห่าโฮ่งๆ ฮ่างๆ อยู่ปากเหวไม่ยอมไปไหน มันคงอยากลงไปช่วยนายมันแต่ลงไม่ได้ ไอ้ดำกลับสู่หมู่บ้านไปบอกพ่อไอ้แก้วด้วยภาษาหมา มันเห่าโฮ่งๆ แล้วเต้นถอยหน้าถอยหลังแต่พ่อไอ้แก้วเข้าใจแต่ภาษาคนไม่เข้าใจภาษาหมา  สุดท้ายมันคาบปลายขากางเกงพ่อไอ้แก้วแล้วดึง ฝ่ายคนเฒ่าคงเฉลียวใจอะไรสักอย่างว่าคงเกิดเหตุร้ายกับไอ้แก้ว เพราะปกติไอ้แก้วอยู่ที่ไหน ไอ้ดำมักอยู่ใกล้ๆ ไม่ละทิ้งนาย พ่อไอ้แก้วปกป่าวพี่น้องเพื่อนบ้านไปตามเสียงเห่านำหน้าของไอ้ดำ ไปถึงเหว เห็นปืนตกอยู่ก็รู้ว่าไอ้แก้วร่วงลงไปเสียแล้ว เขาลงไปเอาไอ้แก้วขึ้นมาได้ เอาไปประกอบกิจตามหลักความเชื่อที่ยึดถือสืบต่อกันมา ไอ้ดำไม่ยอมไปไหน เฝ้าอยู่ใกล้ๆ โลงศพไอ้แก้ว เขาว่ามันไม่ยอมกินข้าว เขาว่าหัวใจมันสลาย ไอ้แก้วตายไปสักเดือนไอ้ดำก็ตายตาม

แล้วก็เลยกลายเป็นผีไอ้แก้วกับไอ้ดำวิ่งเล่นวิ่งไล่หยอกเอินกันมาจนถึงวันนี้

ได้ย้ายมาสอนใกล้บ้านเกิดเข้ามาอีกมาก  แต่ยังไม่สะดวกพอต่อการไปสอนแล้วกลับมานอนที่บ้าน บ้านห้วยสีสุกอยู่ซุกเข้าไปในเขตป่าเขาดอยดง ไกลจากบ้านเกิดราวสามสิบกว่ากิโลเมตร พักอยู่ที่บ้านพักครู ไม่ใช่บ้านพักที่ทางราชการท่านอนุมัติสร้างให้ แต่เป็นบ้านพักที่สร้างมาจากเรือนสุด

“เรือนหลังนี้ มันมาสุดหรือกุดหรือหยุดลงที่พ่อหนานอินตา” ครูใหญ่อธิบาย พ่อหนานตายลง ไม่มีลูกสืบเรือนจึงชื่อว่าเรือนสุด”

“พ่อหนานไม่มีลูกหรือครับ ครูใหญ่”

“มี มีลูกสามคน สองคนแรกเป็นชายออกไปเป็นเขยเรือนอื่น เหลือคนสุดท้องเป็นหญิง เป็นลูกสืบเรือน ลูกตายก่อนพ่อ ส่วนลูกเขยก็หอบลูกกลับไปอยู่เรือนเดิม แกจึงอยู่คนเดียวจนตาย จึงกลายเป็นเรือนสุดเพราะเหตุนี้”

มีความเชื่อในหมู่ผู้คนพื้นบ้านพื้นเมืองว่าเรือนใดเป็นเรือนสุด ผู้อื่นไปอยู่หรือว่าซื้อมาปลูกใหม่มักจะอยู่ไม่เป็นสุข ไม่ประสบความสุขความเจริญ มักมีแต่เรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอยู่ตลอด เรือนสุดจึงมักถูกรื้อไปไว้วัด แล้วแต่ว่าเจ้าวัดและพ่อน้อยพ่อหนานกรรมการวัดจะคิดอ่านอย่างไร ในรายนี้ท่านเจ้าอาวาส กรรมการวัด และครูใหญ่ซึ่งก็เป็นคนในหมู่บ้านเห็นว่าควรเอามาสร้างเป็นบ้านพักครู ไว้ให้ครูต่างถิ่นต่างฐานที่มาสอนห้วยสีสุกได้พักอาศัย จะได้เป็นบุญกุศลแก่ผู้ตายสืบไปภายหน้า

“แต่ก็ระวังหน่อยนะ” ครูรุ่นพี่สองปีผู้เคยพักอยู่บนบ้านพักครูหลังนี้เตือนเขา  “เรือนนี้ผีดุ เจ้าของเดิมหวง”

พี่สมพรเล่าว่าพ่อหนานอินตาเป็นคนแก่หลังโกง ผมตัดสั้นแต่หงอกขาว คาบบุหรี่ใบตองแห้ง ตอนนั้นแกยังไม่รู้จักพ่อหนานอินตา สอบถามจากครูใหญ่และผู้เฒ่าผู้แก่จึงรู้ได้โดนผีเรือนสุดหลอกหลอน ไม่ได้หลอกครั้งเดียวแต่หลายครั้ง ก่อนหน้านั้นก็มีอะไรแปลกๆ อยู่ๆ หน้าต่างก็ปิดปังเข้ามาทั้งที่ไม่มีลมพัด บางคืนมีเสียงกระดานลั่นกรอบแกรบทั่วเรือน  แกเป็นผู้หญิง ตัวคนเดียว แกอยู่ไม่ได้ ต้องไปขอพักพิงกับเพื่อนครูที่อยู่อีกโรงเรียนแล้วขี่มอเตอร์ไซค์มาสอน บัญชาถามตัวเองว่ากลัวไหม ไม่ถึงกลับกลัว แต่มันก็เสียวๆ ที่ท้ายทอย เหมือนมีใครเป่าลมหายใจเย็นๆ รดต้นคอ บ้านพักครูหลังนี้สร้างมาสามปีแล้ว มีคนพักอาศัยเพียงคนเดียวคือพี่สมพร แต่ก็อยู่ได้ไม่นานนัก ไม่ถึงหกเดือนดีด้วยซ้ำ กลายเป็นที่เก็บของ เก็บวัสดุครุภัณฑ์ทางการศึกษา ชาวบ้านเล่าว่าบางคืนก็มีเสียงคนคุยกันอุมๆ อำๆ กลางค่ำคืนดื่นดึก หนุ่มบางคนเล่าถึงผีคนแก่ออกมาตะเพิดไล่เมื่อเขาส่องจี้กุ่งหรือส่องจิ้งหรีดแล้วเผลอเข้าไปใกล้เขตเรือน บัญชาเองแม้เคยเห็นผีพี่ปั๋นลุกขึ้นมายืนแล้วร้องเรียกผัวให้ลงจากห้างมาแล้ว แต่ก็ยังกังวลอยู่ เขาเองไม่ใช่คนห้าวกล้าบ้าบิ่น ไม่ใช่คนมุทะลุดุดันกล้าได้กล้าเสียอะไรเลย ออกจะเป็นคนขลาดๆ หวาดๆ เสียด้วยซ้ำ ชื่อว่าผี ไม่ว่าดีหรือร้าย ไม่อยากประสบพบเห็นเลย ก็คิดๆ อยู่เหมือนกันว่าพักอยู่ที่บ้านคงดีกว่า ระยะทางอาจไกล ไปมาลำบาก แต่สบายใจดี

 

 

“หลับดีนอนดีไหม บัญชา”

“ก็ดีครับครูใหญ่ ไม่มีปัญหาอะไร”

“อยู่นานๆ นะ อย่างน้อยขอให้อยู่คุ้มปี หาไม่ ไปข้างหน้าอาจไม่มีใครกล้ามาพักเรือนหลังนี้เลย”

“ผม…”

“โดนมาบ้างแล้วใช่ไหม”

“บ้างครับ บางคืนนอนอยู่ดีๆ มีกลิ่นบุหรี่ใบตองแห้ง…แต่ครูใหญ่ครับ ผมจะอยู่ให้ครบปี จะพยายาม”

“ขอบใจมากบัญชา ขอบใจจริงๆ”

ครูใหญ่เอามือเขาไปบีบหนักๆ

ชื่อว่าห้วยสีสุกตั้งชื่อตามลำห้วยที่มีไม้สีสุกขึ้นอยู่หนาแน่น คนเฒ่าเก่าแก่ในหมู่บ้านบอกความเป็นมาอย่างนั้น เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์แบบที่เรียกว่าดินดำน้ำชุ่ม ปลูกฝังอะไรก็งอกงาม ยังปลูกเพื่อกิน ไม่ใช่ปลูกเพื่อขาย วิถีชาวบ้านยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจนน่าใจหายเหมือนหมู่บ้านร่วมสมัยที่ไฟฟ้าเข้าถึง ผู้คนยังมากด้วยรอยยิ้ม ภาพพ่อเฒ่าคาบบุหรี่ขี้โยควันกุ่ยๆ นั่งสานตะกร้ากระบุงตามตั่งใต้ร่มไม้ยังเป็นภาพที่คุ้นเคย เช้าๆ หนาวๆ ภาพผู้คนนั่งจับกลุ่มคุยกันจนตะวันสายเป็นภาพงดงาม เอื่อยๆ เรื่อยๆ ไม่รีบร้อนคือวิถีชาวห้วยสีสุกเมื่อครั้งกระโน้น  สามสี่เดือนผ่านไปแล้ว ไม่เกิดเหตุการณ์ผีหลอกผีหลอนน่าขนลุกขนพองอะไรเลย ไม่มีคนแก่ผมขาวมายืนชี้หน้าด่าว่าไป ออกไปจากเรือนกูอย่างครูสมพรโดน อาจมีบ้างก็อย่างกลิ่นบุหรี่ใบตองแห้งที่เล่ามาแล้ว หรือบางคืนนอนอ่านหนังสือพอเพลินๆ ละสายตามองไปที่หน้าต่าง เห็นใบหน้าเท่ากระด้ง พอขยี้ตามองใหม่ก็ไม่เห็นอะไร

วันจันทร์ถึงวันศุกร์ พักอยู่ที่บ้านพักทางหลังโรงเรียน พอเย็นวันศุกร์กลับบ้านมาอยู่กับพ่อแม่ พี่เขยและพี่สะใภ้ ชีวิตยังเป็นไปปกติอยู่เรื่อยๆ กลางค่ำกลางคืนเหงาๆ เงียบๆ  อยู่ๆ ไปก็คุ้น ไม่ค่อยพบเจอเหตุการณ์ประหลาดอธิบายไม่ได้เหมือนที่ผ่านมา กลางคืนก่อนนอนก็ไหว้พระ อธิฐานขอบุญทานที่ได้ทำมาจงส่งผลไปถึงเจ้าของเรือนสุด อย่าได้มาหลอกหลอนนอนสะดุ้งเลย ขอให้พ่อหนานเป็นสุขๆ ไปสู่ที่ชอบๆ ขอให้ไดเสวยผลบุญอันเนื่องแต่สละเรือนเป็นทานให้ครูบ้านไกลทั้งหลายได้มาพักอาศัย สอนหนังสือแก่ลูกแก่บ้านห้วยสีสุกซึ่งเป็นบ้านเกิดของพ่อหนานเอง

ค่ำคืนเหงาเงียบ จุดตะเกียงอ่านหนังสือ นั่งอยู่กับโต๊ะที่หน้าต่าง ยามลมหนาวพัดมาก็เหงาๆ เศร้าๆ อยู่บ้าง อยากมีใครสักคนไว้รักและคิดถึง ราวๆ สามทุ่มหมู่บ้านสงบสงัดเงียบเสียง นานๆ ทีมีเสียงมอเตอร์ไซค์แล่นผ่านถนนกลางหมู่บ้าน ดับไฟขึ้นเตียง เสียงนกฮูกร้องฮูกๆ อยู่ไกลๆชวนหลับชวนนอน แต่แล้วอยู่ๆ จู่ๆ ใจก็ตกวูบ เกิดภาวะผีอำ ตัวแข็งทื่อ ตาลืมค้างแต่กลับกระดุกกระดิกอะไรไม่ได้เลย

สัพพพุทธานุภาเวนะ

สัมพพธัมมานุภาเวนะ

สัพพสังฆานุภาเวนะ

สัพพคุณา อารักขันตุ สัพพทา

นึกถึงคาถาที่ปู่เคยสอนให้ตอนเด็กๆ ท่องได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่ติดต่อ ไม่ต่อเนื่อง ผีเรือนสุดใบหน้าเท่ากระโดนโจนเข้ามาทางหน้าต่าง เป็นชายชราตัวไม่สูงไม่หญ่ตัดผมสั้นเกรียน กลัวจับจิตจับใจ กลัวกว่าตอนนั่งห้างแล้วผีพี่ปั๋นลุกมาหลอก ตอนนั้นอยู่กันหลายคน แต่ตอนนี้อยู่ตัวคนเดียว ผีเรือนสุดขยับย่างเข้ามา เห็นทุกอย่าง เห็นชัดเจน แต่กระดุกกระดิกอะไรไม่ได้เลย แม้แต่ตาลืมค้างอยากหลับตาลงก็หลับไม่ได้

“พ่อหนานขออะไรได้ไหมครู”

“ได้ ให้ได้ผมยินดีให้”

“บวชเณาให้พ่อหนานสักตนไหม”

“ได้ ผมยินดี”

 

แสงยามเย็นอ่อนแรงลง นกจี๋แจ๊บหรือนกกางเขนเต้นหยกๆ กระดกก้น มันคอยจิกเอาด้วงแมงหรือมดปลวกที่ติดมากับก้อนดินที่เราพลิกพรวน ทำเป็นไม่สนใจ มันก็ไม่หนีไปไหน แต่หากเคลื่อนไหวรุนแรง มันก็ไม่ค่อยไว้ใจเรานัก พ่อเปิดฝากระติก เอาจอกจ้วงน้ำยื่นให้ลูกชาย

“กินน้ำ ไอ่หน้อย”

“ครับพ่อ”

พ่อแม่และพี่สาวยังเรียกเขาว่าไอ่หน้อย แปลว่าเด็กชายเล็กๆ น่าเอ็นดู มักใช้เรียกลูกชายคนเล็ก เป็นคำเรียกที่เปี่ยมความรัก ความเมตตาอาทรลึกซึ้ง เราโตแล้ว อายุยี่สิบกว่าแล้ว แต่ในสายตาพ่อ เรายังเหมือนเด็กชายเล็กๆ ที่พ่อคอยห่วง คอยใส่ใจ

“ผีเรือนสุด ยังมาอยู่ไหม”

“ครั้งสุดท้ายก็ตอนที่เณรครองผ้าเหลือง ผมเห็นแก่ยืนอยู่นอกหน้าต่างโบสถ์ แต่นั้นมาก็ไม่มาอีกเลย”

“คงไปเกิดแล้ว ไม่ติดข้องกังวลอันใดแล้ว”

พ่อเอาจอบด้ามสั้นใส่กระชุ ยกขึ้นไหล่แล้วกลับสู่เรือน แสงสุดท้ายใกล้หายลับ ครูหนุ่มมองไปทางตะวันตก บ้านห้วยสีสุกอยู่ทางนั้น เปิดเทอมปีการศึกษาใหม่เขาก็คงไปพักยังบ้านพักที่เป็นเรือนสุด ผีเรือนสุดคงไปเกิดแล้ว รู้สึกผ่องแผ้วเบาสบายใจ

Don`t copy text!