พรายอำ

พรายอำ

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– พรายอำ –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ฤดูเดือนแดดเดือด เพิ่งย่างเดือนเจ็ด ยังไม่ถึงปีใหม่สงกรานต์เลย แต่แดดแผดเปรี้ยงปานหัวจะแตก  ไก่แม่ไข่ก็ซ้ำมาร้องเดือดร้องดัง หมูยังไม่ได้กินข้าวก็แหกปากอยู่ว้ากๆ

สายๆ ความร้อนเหมือนจะเพิ่มขึ้นอีก ฝนแล้งมานาน สามศีลผ่านมา จะเข้าศีลที่สี่อยู่นี่แล้วแต่ฝนไม่ตกลงมาเลย ต้นไม้เหี่ยวเฉา ผักไม้เหงาหงอย ผักแคบขาดน้ำ ใบที่ควรแผ่เต็มกลับจักเป็นแฉกๆ กิ้งก่าหัวเขียวกลายเป็นกิ้งก่าหัวสีน้ำตาล หากแล้งนานไปกว่านี้ หากปีใหม่ปีหวานสงกรานต์ล่องแล้ว ฝนยังไม่ตกลงมา พ่อหนานทาอาจตีกลองดิน

หม่นมัว ทึมเทาไปทั่ว ไม่ใช่หมอกฝนแต่เป็นฝุ่นควัน แดดเหลืองเหมือนฟ้าเป็นไข้ ไก่เดือดดังจนอยากเอาหินปามันให้แตกกระเจิง เล้าไก่อยู่ใกล้เรือน เอาไว้ห่างไกลเรือนอย่างคอกหมูหรือแหล่งควายก็ไม่ได้เพราะหากอีเห็นดอดมาคาบคอไก่จะไล่ไม่ทัน นานทีปีหนอาจมีงูเหลือมงูหลามมาลักกินไก่ กลางค่ำกลางคืน หากไก่เดือดดังตบปีกสับสน ก็รู้ได้เลยว่าหากไม่ใช่อีเห็นก็เป็นงูเหลือมเข้ารังควานมัน

“เป็นอย่างใด แม่เอ็ง” ไอ้น้อยจิตถามเมีย

“บ่กินข้าวกินน้ำ เอาแต่นอน” เมียไอ้น้อยจิตตอบผัว

ไก่เดือดดังเซาเสียงลงแล้ว อีลายคงหารังมันมันแล้วเข้ารังไปออกไข่ ผัวใหม่เมียใหม่สมสู่อยู่กินด้วยกันไม่ทันถึงปี ศรีวรรณยังไม่ได้ลูกติดท้อง ท่าทีเหมือนจะมีลูกยากสืบเชื้อแม่ แม่มีผัวสองคน ผัวแรกอยู่กินกันสามปีไม่มีลูกก็เลยร้างกัน แม่เป็นแม่ร้างอยู่นานสิบปีแล้วมาได้พ่อหม้ายอายุมากเป็นผัวอีกคน อยู่กินกันสองปีได้ลูกคนเดียวคือเธอแล้วก็ไม่มีอีกเลย อยู่มาวันนี้แม่อายุได้ ๖๐ ปี เป็นหม้ายมาได้สามปี ไม่คิดจะมีผัวใหม่อีกแล้ว ไม่ใช่เข็ดหลาบ แต่แม่ว่า

“กูก้าย…”

ก้ายคือเบื่อหรือหน่าย หรือเอือม ไม่ใช่แม่ก้ายการผัวการเมีย  แต่แม่ก้ายสังขาร คือเบื่อหน่ายสภาพร่างกายของตัวเอง หลังจากพ่อตายไม่นาน แม่ก็เริ่มทรุดโทรมแล้วเลยเสาะแสะออดแอด แม่ห่วงว่าหากแม่ตายละ เธอเองจะอยู่จะกินอย่างไร โชคดีบุญมี ได้พี่น้อยจิตรเป็นผัว แม่คงวางใจได้แล้วเรื่องนี้

“วันพรุ่งอ้ายว่าจะไปกาด เอากระบุงไปส่งเจ๊กเส็ง จะซื้อยากินข้าวลำ  ซื้อยาบำรุงมาให้แม่เอ็ง”

“เรียกแต่แม่เอ็ง ๆ” แม่เรือนยังสาวค้อนคม “เมื่อไรพี่น้อยจะเรียกอีแม่เสียที”

“มันใหม่อยู่” ผัวหนุ่มหัวเราะ “ยังเดียมปาก”

 

บ่ายแก่ ไก่แม่ไก่ผู้ใดๆ เซาเสียงไปหมดแล้ว นานๆ ที ไก่ผู้เจ้าเล้าก็โก่งคอขันคล้ายประกาศขอบเขตที่แดนของตน ไก่แม่ลายออกไข่พ้นท้องก็ลงคอนมาคุ้ยเขี่ยหากิน ไก่แม่ดำแม่แดงที่เป็นไก่แม่ฟักคือกำลังฟักไข่ไม่ลงคอน ยังปกปีกครอบงำไข่อยู่ในรังหน้าซีดหน้าจาง ฟ้ายังหม่น แดดยังเหลือง ไม่ร้อนแต่อบอ้าว ท่าทีเหมือนจะมีฝน เป็นอย่างนี้มานานร่วมสิบวัน เหมือนๆ จะมีฝน แต่ยังไม่มี

“ศรีวรรณ ศรีวรรณเหย เอาอีแม่ลุก”

มีเสียงเรียกผ่าวโผยดังมาจากบนบ้าน เมียสาวไม่อยู่ เอากระบุงคล้องไหล่ไปปาดบุกบอนมาเป็นผักหมู ผัวหนุ่มผู้ชื่อจิต แต่สึกออกมาจากสามเณรจึงมีคำว่าน้อยนำหน้าชื่อลุกละกระบุงกระบายที่คาดปากยังไม่แล้วเสร็จ ขึ้นเรือนทางบันไดหลัง ผลักประตูห้องนอนใหญ่เข้าไป ในห้องไม่มีบานช่องปล่องแสงจึงค่อนข้างมืด น้อยครั้งที่เขาจะก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในห้องนี้เพราะเป็นห้องต้องห้ามสำหรับคนนอกผี

“อีแม่ใคร่ลุกกา?” หลุดปากเรียกอีแม่ออกไปได้ก็ค่อยโล่งใจ

“อีแม่ใคร่ลุก ศรีวรรณไปไหนเสีย”

“ไปปาดผักหมูริมหนอง ข้าจะเอาอีแม่ลุก”

“เอ็งเป็นเขย” คนป่วยไข้ออดแอดอิดๆ เอื้อนๆ เหมือนไม่ค่อยเต็มใจ“สูมาผีพ่อเมียเอ็งก่อน ไอ้น้อย”

“ข้าสูมาผีพ่อเมีย” เขายกมือจบ กล่าวคำขอขมาต่อพ่อตาผู้ล่วงลับ “ขออย่าได้ถือสาหาโทษ แม่เมียลุกบ่ได้ ข้าจะเอาแม่เมียลุก”

สอดแขนขวาเข้าใต้คอคนป่วย มือซ้ายเหนี่ยวหัวไหล่แล้วค่อยประคองแม่ยายลุกนั่งกลางที่นอน ห้องอับ เหม็นขี้เหม็นเยี่ยวอยู่เบาบาง  แม่ยายนอนป่วยเรื้อรังอยู่แรมปี วันๆ เอาแต่จ่อมจมซึมเซาอยู่ในที่นอน  จะขี้จะเยี่ยวก็เยี่ยวก็ขี้ใส่หม้อขี้  ศรีวรรณคนดีเอาหม้อขี้ไปเทลงหลุมถ่ายทุกวันแต่มันยังเหม็น

“อีแม่ใคร่ขี้หรือ”

“เอ็งออกไปก่อน ไอ้น้อย”

“แล้วอีแม่จะขี้คนเดียวได้หรือ”

“อีแม่อายมึง”

 

ค่ำคืนอากาศค่อยเย็นลงบ้าง บานปล่องช่องลมไม่มี แต่ฝาห้องของเรือนนี้สำเร็จจากฝาสานผิวไผ่จึงมีรูระบายอากาศอยู่ทั่ว สำเร็จเสร็จกิจการผัวการเมีย ศรีวรรณละผัวนอนในห้องน้อยคนเดียว เธอเองเข้าไปนอนห้องใหญ่เป็นเพื่อนแม่ ห้องใหญ่หรือเรือนใหญ่ เป็นห้องหลักของบ้าน เป็นห้องต้องห้ามสำหรับคนนอกผี จริงอยู่ พี่น้อยจิตเข้ามาเป็นเขย บอกกล่าวต่อผีปู่ย่าถูกต้องตามรีตคลองยึดถือกันมา แต่ตัวพี่น้อยเองก็น้อยครั้งนักที่จะถือวิสาสะล่วงล้ำห้องหลัก อาจยังไม่แน่ใจในฐานะตัวเองว่าจะเอาผีเรือนนี้เป็นผีตัวเองหรือไม่ เพราะเพิ่งอยู่กินกับเธอมาได้ปีเศษ ลูกก็ยังไม่มีด้วยกัน  จะสืบสาวยาวนานไปได้สักกี่ปีเธอเองก็ไม่มั่นใจ

แม่ไม่สบาย ป่วยไข้ผอมเหลืองแทบช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จะเมาม่วนเมาสุขซุกข้างผัวอยู่ได้อย่างไร เออ…หากแม่สุขสบายดี ก็อาจไม่จำเป็นต้องเข้ามานอนเป็นเพื่อนแม่  แต่จะขี้จะเยี่ยว ยังต้องประคองลุก ค่อยพาแม่กระถดไปพิงฝา เอาหม้อขี้รองก้นแม่ ถ่ายเทเรียบร้อยเธอเองเช็ดก้นให้แม่ไม่รังเกียจเลย แม่เองบ่นว่าก้ายคือหน่ายสังขารคงเพราะเหตุนี้ อาจเห็นว่าตนเป็นภาระแก่ลูกก็เลยเบื่อหน่ายตัวเอง

“แม่ฝันเห็นพ่อเอ็ง…”

“แม่อย่าละข้าไป”

ลูกกำพร้าพ่อร้องไห้ออกมา

ฟ้าร้องครืนๆ  แสงแลบแวบวาบยามบ่ายแก่ดูเข้ม ฝนตกมาแล้ว ฝนหัวปีมาก่อนปีใหม่ พ่อหนานทาไม่ต้องตีกลองดินบอกกล่าวผีฟ้าพญาแถน สาบสายอายฝนราดรดดินร้อนเป็นกลิ่นหอมชื่น ฝนตกหนา ฟ้าร้องถี่  ฟ้าผ่าฟ้าแผดเปรี้ยงๆ แต่ไม่มีใครแช่งฟ้าด่าฝน ร้อนแล้งมานาน ฟ้าข่างฝนหล่นลง ไม่ว่าใครๆ ต่างก็ยินดี

“แม่มึง ลุงว่าพรายอาจจะอำมัน”

“พรายอำหรืออี่ลุง อกๆๆๆ แล้วจะแก้ไขกันอย่างใด ”

“ไม่แน่  อาจไม่ใช่ก็ได้”  พี่ชายของแม่ชำเลืองมองไปยังห้องหลักของเรือนแล้วลดเสียงลงอีก “ไปขอพ่อหมอเก่งกล้ามาส่องมาตรวจดูเถอะศรีวรรณ เรื้อร้างนานไปจะแก้ไขไม่ทัน”

ฝนฟ้าราเสียงลง กลิ่นหอมอายดินยังชื้น มองออกไปนอกบ้าน หม่นมัวม่านฝนยังเทาทึมอยู่ ใจหาย วิตกอกเต้น ไม่ทันเฉลียวใจเรื่องนี้ นึกว่าไข้ค้างเนื้อเรื้อรังธรรมดา กินยามัดยาหม้อจำเริญไปก็คงหาย แต่ลุงนานๆมาเยี่ยมที ลุงคงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของแม่ได้ชัดเจนกว่าเธอ

“พี่น้อย รู้จักพ่อหมอเก่งกล้าสามารถคนใดบ้าง อี่ลุงว่าแม่อาจเป็นพรายอำ”

ฝนเหือด น้ำยังเจิ่งนองหน้าดินเป็นแอ่งเป็นหลุม ใบไม้หล่นเกลื่อนกลาด มะม่วงถูกลมปลิดลงมามากมาย ลุงกลับไปแล้ว ศรีวรรณพูดเสียงเบากับผัว กลัวแม่จะได้ยิน

น้อยจิตวางไม้กวาดทางมะพร้าว สีหน้าเคร่งขรึมลง

 

ไก่แม่ดำแม่แดงพาลูกออกคุ้ยเขี่ยหากิน ไก่แม่ลายเริ่มฟัก ไม่ค่อยได้เห็นหน้ามันบ่อยนัก ไก่แม่หม่นเริ่มไข่ สายๆ มักเดือดดังซ้ำซาก ฝนมาห่าเดียว เย็นลงสองสามวันแล้วร้อนแล้งกลางเดือนเมษายนเริ่มกล้าขึ้นอีก ซอมพอหลวงติดดอกแดงโชนฉาน ลมแล้งดอกเหลืองห้อยพวงเหลืองอ่อนละเอียดลออ แม่เมียดูกระเตื้องขึ้นบ้าง อาจเพราะยากินข้าวลำ ยาบำรุงกำลังและยากวนน้ำผึ้งของพ่อหมอยวงคนเก่งกล้าเรื่องผีเรื่องพราย พรายคือผีอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ผีที่เกิดจากคนตาย เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ถึงไม่มีใครตาย พรายก็มีอยู่แล้ว พ่อหมอว่าอย่างนั้น พรายมีหลายอย่าง …สามสิบแม่พรายควี สี่สิบแม่พรายกล้า ห้าสิบแม่พรายแก่ พรายมักแว่ชอมกิน พรายบินบนหนหาว พรายสามหาวด้อยลูก พรายนอนมูบเหมือนไก่ พรายชอมไต่เอารอย…พ่อหมอร่ายชื่ออกมายืดยาวแต่เขาจำได้แค่นั้น

เขาเองมีความรู้น้อย ไม่ได้ร่ำได้เรียนอะไรหนักแน่นเป็นแก่นเป็นสารก็สึกออกมาแต่เมื่อยังเป็นสามเณร แต่อย่างน้อยๆ ก็เคยได้ยินได้ฟังมาบ้างเรื่องพรายแปดพรายอำ ไม่ทันนึกรู้เลยว่าแม่เมียจะมีพรายมาอำอยู่จำในเนื้อ อยู่เรื้อในตัว นึกว่าเป็นไข้ขำไข้ค้างธรรมดา

พรายอำน่ากลัวนัก  มันจะมาอำคือสิงสู่อยู่ในเนื้อในตน จะกินจากข้างในผู้ถูกพรายอำจะร่วงโรยทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆ จะเซาซมบ่มซุกอยู่แต่ในที่อับที่ลี้ ที่ซึ่งแสงแดดส่องไปไม่ถึง จะอ่อนแอปวกเปียกเอาตัวไม่ลุก  แต่ยามค่ำคืนดึกดื่นคนนอน จะลุกมาหากินของดิบของคาว หากของเรือนตนไม่มีให้กิน ก็จะข้ามเรือนไปล้วงจกฉกกินเรือนอื่น บางทีก็ไปหากินเครื่องดองของเน่า อย่างปลาร้า อาจม หนูเน่า ไก่เน่า และหมาเน่าที่เขาเอาไปทิ้งกลางนาเป็นอาทิ

โชคยังดี บุญแม่เมียยังมีที่ลุงของเมียไหวทันว่าอาจเกิดแต่พรายทักพรายอำ  เขาเองข้ามทุ่งไปปรึกษาพ่อ พ่อว่าพ่อหมอยวงบ้านสันช้างมูบขื้นชื่อลือชาเรื่องพรายเรื่องผี ไปขอพ่อหมอมาขับพราย พ่อหมอเรียกเอาค่าขันครูยี่สิบบาท หนักหนาเอาการอยู่ พ่อหมอเรียกพรายใส่ไข่ เอาไข่สดๆ จากรังมาเสกแล้วเอาเกลือกเอากลิ้งไปทั่วเนื้อตัวแม่เมีย เสร็จพิธีเอาไข่ใบนั้นต่อยใส่กะลา ในไข่แดงมีหนอนตัวเท่าเส้นด้ายอยู่ยุบๆ ยับๆ น่าขนลุก

“อันนี้ละพราย เอาไปฝังเสีย ไอ้น้อยจิต”

 

ล่วงวันล่วงคืน คนป่วยไข้ลึกลับพรายทับพรายอำค่อยกระเตื้องขึ้น มีแรงลุกนั่งเองไม่ต้องคอยใครมาสอดช้อนประคองตัว บางวันก็กระถดก้นยกก้นข้ามธรณีประตูออกมาได้เอง  หน้าตายังร่วงโรยทรุดโทรม อายุหกสิบ แต่หน้ายังเหี่ยวตอบเหมือนอายุสักเจ็ดสิบ

ศรีวรรณกลับมานอนห้องเล็กร่วมผัว ยังไม่มีวี่แววว่าจะติดลูก กังวลอยู่บ้างว่าจะมีลูกยากสืบเชื้อแม่ กลัวว่าสามปีผ่านไปหากไม่มีลูก พี่น้อยจิตรอาจพกห่อผ้าขึ้นบ่าแล้วข้ามทุ่งกลับไปอยู่เรือนพ่อเรือนแม่ที่จากมา แต่พี่น้อยจิตก็ว่าเรื่องนี้อย่าเดือดร้อนล่วงหน้า

“แต่แม่เอ็ง…”

“แม่ข้าเป็นใดหรือ พี่น้อย”

“พี่น้อยเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ ดูไปก่อน ศรีวรรณ”

กลางพรรษา ฝนตกหนักตกหนำปีนั้น ตกเลยวันเลยคืน ไก่น้อยกำลังผลัดขนตกคอนตายเหมือนใบไม้ร่วง เหม็นอืดเหม็นเอือนเก็บฝังไม่ทัน ส้วมหลุมก็เหม็น ส้วมมักอยู่ท้ายสวน อยู่ไกลที่สุดในบรรดาสิ่งปลูกสร้างทั้งหลาย บ้านนอกขอกนาสมัยนั้นยังไม่มีส้วมซึม ยังเป็นส้วมหลุม เหย้าเรือนใดไม่ขุดส้วมหลุมก็จะออกไปถ่ายทุกข์ที่ทุ่งนาหรือป่าละเมาะ แล้วแต่ว่าบ้านใดจะใกล้อะไร

ดึกดื่นคืนหนึ่งเดือนแจ้ง น้อยจิตปวดท้องไปถ่ายลงส้วมหลุม เอาไม้แก้งหรือไม้ซีกกวาดทำความสะอาดก้นแล้วทิ้งลงในหลุม อยู่ๆ ก็ขนลุกเยือกๆ รู้สึกกลัวทั้งที่ไม่ค่อยกลัวอะไรง่ายๆ ตัวแข็งตัวเย็นอยู่ในส้วมครู่ใหญ่ก็ค่อยเยี่ยมหน้าออกมา เหมือนมีตัวอะไรเข้าไปกวนไก่ในเล้า มันไม่แตกตื่นกระโตกกระตากกะต้ากๆ อย่างอีเห็นหรืองูเหลือมงูหลามเข้าเล้า แต่ก็กุกๆ กักๆ พึบพับกระพือปีกดูผิดปกติ เขยใหม่ค่อยลัดแลงแฝงตัวเข้าใกล้ มีเสียงสวบๆ สาบๆ มีเสียง จวบๆ จาบๆ คล้ายคนสูดปากสูดคอได้กินของถูกรส ตาเริ่มคุ้นกับความสลัวเลือนในเล้าไก่ เขยใหม่ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่

แม่ยายเขาเอง ฉีกกินไก่น้อยตายเน่าอยู่ในเล้าไก่

 

Don`t copy text!