พรายเลี้ยงแม่

พรายเลี้ยงแม่

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– พรายเลี้ยงแม่ –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

แก้วตุ่นวายกับสีมอยหอยไห้อยู่กินกันมาสิบปีได้ลูกสี่คน ท่าทีจะมีคนที่ห้าหกไปเรื่อยๆ เพราะอายุเพิ่งย่างสามสิบเท่านั้น  เหตุที่แก้วมีคำว่าตุ่นวายต่อท้ายเพราะเก่งทางดักตุ่น ส่วนสีมอยมีคำว่าหอยไห้ต่อท้ายเพราะหาหอยเก่งจนหอยร้องไห้

อยู่มาวันหนึ่ง นางหอยไห้ก็พูดกับนายตุ่นวายว่า

“ไก่หายไปอีกแล้ว ไอ้แจ้เสียงหวานของสูหายไป”

“ไอ้แจ้เสียงหวาน…” ผู้ผัวนึกเสียดาย “ เมื่อค่ำวาน ข้ายังเห็นมันขึ้นเล้า อาจไปติดไก่สาวบ้านอื่น ข้าจะลองเสาะหาก่อน”

ว่ากล่าวในทางดี แต่ในใจกลับนึกวิตก หมู่นี้เป็ดไก่ในบ้านห้วยห้อมหายถี่ สามสี่วันมักหาย  ไล่มาแต่ไก่น้อยกำลังพรากแม่ จนถึงไก่แจ้ตัวเต็มวัย

ยังเช้าอยู่ คนในหมู่บ้านเพิ่งแต่งสร้างทางกิน ยังไม่ตีเด็งดังเด็งๆ ออกบิณฑบาต สีมอยหอยไห้กกแกงแต่งกินใส่ปากลูกผัว ส่วนแก้วตุ่นวายลงเรือนไปหาไก่ ความสงบเงียบเรียบง่ายยังดำรงอยู่ในห้วยห้อม  แต่หลายคนก็เริ่มระแวงว่าเภทภัยรุนแรงกำลังแฝงตัวอยู่เงียบๆ เพราะไก่หายไม่รู้เหตุ แก้วตุ่นวายทะลุไปถึงเรือนเสี่ยวชื่อว่าทาหน้ามอด ถามว่า

“เสี่ยวเห็นไอ้แจ้เสียงหวานของข้าบ้างไหม”

“ไก่สูหายหรือ วันก่อนไอ้อูลุงดีก็หาย ตามมาเสาะถึงเรือนข้าเหมือนสู”

“ถึงไอ้อูแล้วหรือ ต่อไปข้างหน้า ข้ากลัวว่าไม่ใช่แค่ไก่ อาจถึงหมูถึงหมาแล้วถึงคน”

“ฮุ้ย”

ชายชื่อทา ฉายาว่าหน้ามอดสะดุ้ง

 

“พบไหม สู”

“บ่พบ”

“ช่างมันเถอะสู  ไม่งูเหลือม ก็คงเป็นอีเห็นเอามันไปกิน”

“ไม่ใช่งูเหลือมหรืออีเห็นหรอกสู หากเป็นอีเห็นก็ดี จ่อนก็ดี งูเหลือมก็ดี ไก่ต้องแตกตื่น แต่นี่มันเงียบ ไก่ไม่กระโตกกระตาก ข้ากลัวว่าจะหนักหนากว่านั้น”

“หนักหนาอย่างใด”

เจ้าเรือนชื่อแก้วตุ่นวายชำเลืองมองลูกๆ สี่คนที่รอพ่อกลับมากินข้าว ลดเสียงลงพอได้ยินกันแต่ผัวเมีย

“ช้ากลัวว่าจะเป็นพราย”

“ฮุ้ย”

สีมอยหอยไห้ได้ยินคำผัว ก็อุทานออกมา สีหน้าเคร่งเครียดเปลี่ยนไป

 

คำว่าพรายร้ายกาจน่ากลัวนัก เป็นความกลัวที่ตกทอดสืบต่อกันมาเนิ่นนานแต่อดีตกาลไกลลับ สืบมาแต่เมื่อหมู่บ้านเพิ่งก่อตั้งแต่เมื่อราวร้อยปีก่อนโน่นแล้ว อยู่สืบมาวันนี้ หมู่บ้านที่เริ่มต้นจากคนไม่ถึงสิบครัวเรือนแพร่หลายกลายเป็นร้อยกว่าหลังคาเรือน  เหย้าเรือนคับคั่งถี่ชิดจนแทบหาที่ว่างทางรกไม่ได้ แต่ความกลัวยังคงอยู่ ความกลัวมันฝังแน่นลึกล้ำ รากความกลัวหยั่งลึกลงถึงก้นบึ้งของจิตใจ ยากจะขุดถอนได้ในเวลาเพียงร้อยปี

“พรายมันเป็นตัวอย่างใด อีพ่อ”

ลูกชายถาม แก้วตุ่นวายหักไม้เป็นเสี้ยนไฟวางใส่ในเตา

“มันมีหลายอย่าง ตัวตนบ่แน่บ่นอน บ่เหมือนคนหรือเป็ดไก่หมูหมา ช้างม้างัวควาย พรายบางอย่างแฝงอยู่ในตัวคน พรายบางอย่างอยู่นอกตัวคน พรายเป็นผีร้าย บ่แม่นผีดี พรายบ่มีคุณแก่คน พรายเป็นภัยต่อคน หากแก่กล้าขึ้นมา มันจะกินคน”

“ฮุ้ย”

ลูกสี่คนสะดุ้ง กระเถิบเข้ากันโดยไม่รู้ตัว

ผัวนางสีมอยหอยไห้เอาฟืนใส่ไฟ มองข้ามชานเรือนไปสู่ความมืดรอบบ้าน เหย้าเรือนเพื่อนบ้านอยู่ตรงนั้นตรงนี้ มีไม้ต้นไม้ผลแทรกอยู่ระหว่างเรือนต่อเรือน แสงไฟวอมแวมปรากฏที่นี่ที่นั่น คืนนี้เดือนมืด มืดมาก ดาวทั้งฟ้ารวมกันก็ยังไม่เท่าเดือนดวงเดียว

“ไปนอนกันเถอะ หมู่สู” นางเหย้าบอกลูก “ดึกละ”

“ข้ากลัวพราย” อีน้องงอแง “อีแม่ไปนอนกับข้า”

“มึงมานี่อีน้อง” นางเอามือแตะมินหม้อต้มยาที่วางข้างก้อนเส้าแล้วเอาแปดหน้าผากลูก “อันนี้เป็นผีปู่ดำย่าดำ ปกป้องรักษาคนในเรือน ร้อยผีพันพรายทำใดมึงบ่ได้”

“แล้วผีปู่ขาวย่าขาวล่ะ” ลูกชายคนโตถาม “ไม่ปกปักรักษาคนในเรือนหรือ”

“ผีปู่ขาวย่าขาวบ่มี” ผู้พ่อชี้ที่หม้อก้นดำเพราะรมควันมาแล้วไม่รู้เท่าไร “ไปนอนกันเทอะ ไอ้อ้ายพาน้องไปนอน”

ดาวดวงร่วงลงเป็นเส้นสีเขียว  วูบแล้วก็วับ คำเรียกพื้นเมืองว่าผีพุ่งส้าว แปลว่าผีพุ่งไม้สอย ลมโชยมาอ่อนเบา มีกลิ่นดอกไม้หอมมากับลม ฟ้าฝนเริ่มละร้างแล้ว เสียงฟ้าร้องโครมครืนกลางดื่นกลางดึกเริ่มห่างไป

“สูแจ้งเรื่องนี้แก่ไผละยัง พ่อละอ่อน” นางเอ่ยเมื่อลูกๆ เข้าเรือนนอนกันหมดแล้ว “ไผว่าอย่างใด”

“พ่อหนานว่าอาจเป็นพรายเลี้ยงแม่”

“หือ? พรายเลี้ยงแม่ มันเป็นอย่างใด”

“อาจมีผีตายกลมถูกลอบฝังทั้งแม่และลูกในหลุมเดียวกัน อาจเป็นคนต่างเชื้อต่างชาติต่างศาสนา อาจเป็นชาวป่าชาวดอยนอกรีต บ่ได้ทำพิธีถูกต้องตามรีตรอยบ้านเรา แม่มันอ่อนแอ แต่ผีลูกแข็งแรง มันออกรูมาหากินไปเลี้ยงแม่มัน”

“มันขุดรูอยู่ อย่างหนูอย่างตุ่นหรือ”

“บ่แม่น แต่เขาฝังมันไว้ในดิน จะออกมาได้ก็ต้องตะกุยดินออกมา  พ่อหนานว่าหาบ่ยาก ปากรูมันเลื่อมอย่างรอยงูเลื้อยเข้าเลื้อยออก”

“อาจเป็นพรายอย่างอื่นก็ได้ อย่าเป็นพรายเลี้ยงแม่เลย ข้าเอ็นดูมัน”

“เอ็นดูบ่ได้ มันเป็นผีเป็นพราย บ่แม่นหมาน้อยแมวน้อยจะได้เอ็นดู พ่อหนานว่าลักขณะหากินอย่างนี้เป็นพรายเลี้ยงแม่มากกว่าอย่างอื่น มันหากินได้แต่ไก่ ต่อไปใหญ่กล้าขึ้นมา จะกินหมูกินหมา แล้วกินคน”

“กินคน…” นางนึกถึงลูกๆ “ถ้ามันกินคน บ่เอ็นดูมันละ เยียะใดก็เยียะเทอะ”

ผัวเอาหม้อต้มยาขึ้นตั้งบนก้อนเส้า ตักน้ำเติมลงสองสามกระบวย หักแขนงไม้มาจ่อไฟ พอไฟติดก็เอามาต่อบุหรี่สูบพ่นควันยาว นางเมียเจ้าเรือนปั่นฝ้าย ยืดเส้นฝ้ายออกยาวแล้วถามขึ้น

“มีไผผู้ใดออกไปสอดส่องมองหาละยัง”

“พ่อหนาน ลุงดีกับลุงสีออกสอดแล้ว แต่ยังหาหลุมผีที่น่าสงสัยไม่พบ วันพรุ่งข้ากับเสี่ยวทาจะข้ามทุ่งไต่ทางไปหนองหอย สันกู่เหล็ก ไม่รู้เป็ดไก่ทางนั้นจะหายบ้างไหม  พ่อหนานว่าแวดวงหากินมันอาจกว้าง  ตัวอาจอยู่ทางโน้น แต่หากินมาถึงทางนี้ หรือตัวอยู่ทางนี้แต่ไปหากินถึงทางโน้น”

“ตัวมันเป็นอย่างใด พ่อละอ่อน  สูเคยเห็นไหม พรายเลี้ยงแม่”

แก้วตุ่นวายถอนใจยาวๆ

“เกิดมาข้าก็บ่เคยพบเคยเห็น เคยได้ยินแต่คำคนเฒ่าเล่าลือว่าตัวมันน้อยๆ สักเท่าตุ่นใหญ่ๆ เท่านั้น”

“นอนเถอะสู” นางผลักกงปั่นฝ้ายออกห่างตัว “สูบ่นอน ข้านอนก่อนละ”

“นอนเถอะ กินยาสักบวย ข้าก็จะนอน”

เหน็บหนาวหนักหนา หมอกฝ้ามุงมัวจนตะวันจาง ใกล้หน้าเก็บเกี่ยวแล้ว แต่ไก่ก็ยังหายโดยไม่รู้สาเหตุ ไม่ใช่ไก่ห้วยห้อม ก็เป็นไก่หนองหอย ไม่ใช่ไก่หนองหอยก็เป็นไก่สันกู่เหล็ก แก้วตุ่นวายหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง แล้วอยู่ๆ จู่ๆ ก็มีเสียงทักดังจากข้างหลัง

“เยียะหยังอยู่ เสี่ยว”

“ดัดสายลวด” เจ้าเรือนตอบ “สูมาก็ดีแล้ว ช่วยข้าหน่อย สายลวดมันแข็ง”

ลวดทองแดงถูกลอกออกมาจากสายห้ามรถถีบ พันกันเป็นเกลียว ต้องเลาะออกทีละเส้น เอามาทำเป็นบ่วงคล้องขนาดเท่าเส้นรอบวงภายในของกระบอกไผ่ เป็นส่วนประกอบสำคัญของหล้วง

หล้วงเป็นเครื่องมือดักตุ่น ประกอบด้วยกระบอกไม้ไผ่ เส้นตอก เส้นลวดและคันไม้ไผ่เป็นหลัก เมื่อจะดักก็ขุดปากรูตุ่นให้กว้างพอจะสอดปากกระบอกไม้ไผ่เข้าไปได้ ที่ปากกระบอกจะมีรูเจาะเพื่อสอดเส้นลวดที่ขดเป็นบ่วงกับเส้นตอกที่ขึงขวางปากกระบอกในแนวบนล่าง ธรรรมชาติของตุ่นชอบกัดแทะ เมื่อมันพบเส้นตอกขัดขวางทางเดินในกระบอกไม้ไผ่ มันจะกัดเส้นตอก แต่มันไม่รู้ตัวว่าคอหรือท้องของมันสอดอยูในบ่วงลวดแล้ว เมื่อเส้นตอกขาด คันไม้ไผ่ที่ถูกรั้งด้วยเส้นตอกจะดีดขึ้น ดึงเอาบ่วงสายลวดรัดคอหรือท้องมัน

“เสี่ยวมาหาข้าวันนี้ มีเรื่องใดหรือ”

“ทางหนองเหยี่ยน เขาว่ามันเอาหมูไปกินแล้ว”

“แก่กล้าขึ้นมาทุกที”

บ่ายแก่แต่แดดไม่สว่าง เมฆหนาหนาทึบเทาทึมแทบทั้งวัน แก้วตุ่นวายเอาไผ่ขนาดใหญ่มาเซาะร่องภายในขนานกับปากกระบอก ร่องที่เซาะนี้ เป็นที่เหน็บบ่วงเส้นลวดทองแดงให้แนบชิดสนิทดีกับผิวไผ่ภายใน

“ตัวใหญ่หรือ”ทาหน้ามอด หรือทาหน้าพรุนถาม “สูถึงใช้กระบอกใหญ่”

“น่าจะใหญ่ อาจเท่าฮอก”

“ที่ไหน”

“ไร่ร้างริมห้วย ข้าสังเกตเห็นยอดต้างป่าแถวนั้นเหี่ยวเป็นแถบ ข้าว่าตุ่นคงขุดกินหัวต้าง ข้าไปตรวจดู เหมือนที่ข้าคาดไว้ พบรูตุ่น ขุยดินใหญ่กว่ากองขี้ควาย”

“ต้างป่าเป็นดงเป็นดำ มันจะเข้าหล้วงหรือ”

“ข้ามีทีเด็ด หาไม่ข้าคงไม่ชื่อว่าแก้วตุ่นวาย”

ฟ้าทางด้านตะวันตกเหมือนเปิดออก แดดสอดแสงออกมาได้ชั่วครู่ก็ลับหายไปอีก พ่อเรือนวัยเฉียดสามสิบสองคนยังคงปรับทุกข์ปรึกษาหารือกันเรื่องพรายเลี้ยงแม่ หากยังหาหลุมผีที่มันกับแม่ถูกฝังร่วมกันไม่พบ ภัยแรงแฝงเร้นจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

“มันเป็นไผหนอ สืบหาทางใด ไม่พบเลยว่ามีผีตายกลมถูกฝังร่วมหลุมทั้งแม่และลูก”

“พ่อหนานว่าอาจเป็นคนผ่านทาง บังเอิญตายก็เลยแอบกลบแอบฝังไม่ถูกต้อง แล้วก็กลายเป็นทุกข์หมู่เฮาอย่างนี้”

“พ่อหนานว่าอย่างไร”

“สุดปัญญาพ่อหนานแล้ว พ่อหนานจะไปขอพ่อหมอหลวงครุของแกมาเรียกพรายลงหม้อ ”

“ร้ายกาจนัก ร้อนถึงพ่อหมอหลวงครูของพ่อหนานต้องมาเรียกพรายลงหม้อ แก่กล้าขึ้นมาทุกที สักวันอาจถึงขั้นไปต้องออกล่า แต่เรียกเอาคนไปกิน”

“ถึงขั้นนั้น คงได้ย้ายบ้านหนีกันละเสี่ยว”

 

ใกล้เดือนสี่ หนาวเหน็บหนักนัก ข้าวค้อมรวงลงใกล้จะเก็บเกี่ยว ชาวบ้านเริ่มจักตอกมัดข้าว เอาไผ่บงฝนแรกมาตัดเป็นท่อนยาวราวสองปล้อง แล้วผ่าเป็นซีกๆ เอาแต่ละซีกมาจักเป็นเส้นตอกบางๆไว้มัดฟ่อนข้าวที่จะเก็บเกี่ยว ฝนละฟ้าไปหมดแล้ว แดดกล้าฟ้าใส ฟ้าโล่งและลึกเป็นสีครามสะอาด หัวอกหัวใจชาวห้วยห้อมก็โล่งเบาเพราะพ่อหมอมาเรียกเอาพรายลงหม้อได้แล้ว สีมอยหอยไห้เล่าให้ผัวฟังว่า วันทำพิธี พ่อหมอขึงสายสิญจน์แวดล้อมสี่ด้านไม่ยอมให้ใครเข้าร่วมในรั้วสายสิญจน์ มีแต่พ่อหนานผู้เป็นลูกศิษย์คนเดียวที่เข้าไปได้ พ่อหมอเอาหม้อดินใหม่ๆ ใบหนึ่งมาวางต่อหน้า พอเริ่มทำพิธี แดดแจ้งอยู่ดีๆ ก็สลัวมัวมืด ลมไม่พัดก็เริ่มพัด ใบไม้ปลิวว่อน แล้วมีเสียงกรีดร้องไกล เสียงโหยเสียงไห้เหมือนจะเป็นคำคนว่าเอ็นดูข้าเทอะ สงสารข้าเทอะ ข้าตายแม่ข้าก็ต้องตายแต่พ่อหมอไม่สนใจ พ่อหมอเร่งเร้าเปล่องคาถาเสียงดังกึกก้อง แล้วก็มีควันดำลำหนึ่งพุ่งเข้าหม้อ พ่อหมอเอาผ้ายันต์ครอบปิด ผูกคอหม้อด้วยด้ายสายสิญจน์ แล้วให้คนเอาหม้อไปไหลลอยตามน้ำ ตราบใดหม้อไม่ไหลทวนคืน พรายเลี้ยงแม่จะไม่กลับมา

 

เดือนสี่ต่อเดือนห้า ข้าวนาเริ่มว่างโล่ง หนุ่มๆ สาวๆ ลงเคียวเกี่ยวข้าวเย้าหยอกออกเชิงเกี้ยวและแก้เกี้ยวเลี้ยวลดต่อกัน  ฟ้างามเข้ม โค้งครอบเป็นสีครามล้ำลึก แดดส่องใส แดดส่องใจ ความอึมครึมปนหวาดคลี่คลายหายห่าง แต่ยังไม่ทันที่ข้าวจะถูกขนจากนามาสู่ยุ้ง ไก่ก็หายอีก หนักไปกว่านั้น ลูกอ่อนน้อยนอนอู่ผู้หนึ่งตกตายรอบคอมีรอยเขียวคล้ำคล้ายโดนบีบ เขาลือว่าพรายเลี้ยงแม่กลับมาอีกแล้ว

พรายเลี้ยงแม่กลับมาอีกแล้ว

แก่กล้ากว่าเดิม ถึงขั้นกินคนแล้ว พ่อหมอหลวงเอาไม่อยุ่ กำหราบปราบปรามมันไม่ได้ ขนาดเรียกมันลงหม้อแล้วเอาไปไหลน้ำ มันยังกลับคืนมาได้ พ่อหมอว่าสิ้นสุดคุณกูแล้ว สูไปหาหมออื่นเก่งกล้ากว่ากูเถิด กูเองแก่เฒ่าร่วงโรยแล้ว วิชาอาคมอาจเสื่อมตามสังขาร ระหว่างนั้น ชาวห้วยห้อมไม่ปลอดโปร่งโล่งใจ ผู้ใดมีลูกอ่อนลูกแอยิ่งเป็นทุกข์ แก้วตุ่นวายกับสีมอยหอยไห้เบาใจอยู่บ้าง เพราะอีน้องลูกคนเล็กพ้นวัยนอนอู่มานานแล้ว

อยู่มาวันหนึ่ง ว่างจากงานขนข้าวขึ้นยุ้ง แก้วตุ่นวายเอาสายลวดทองแดงมาดัดจะทำหล้วงหลังใหม่ เสี่ยวผู้ชื่อทาหน้ามอดก็พรวดพราดเข้ามา

“อะหยังหือ ผ่อหน้าเหมือนหมาว้อไล่ขบ”

“ไปกับข้าสู เร็วพลันบัดนี้”

ไม่รอคำตอบก็ลากแขนเสี่ยวจ้ำพรวดๆ ออกไปทางป่าละเมาะท้ายหมู่บ้าน ถึงป่ารกที่เป็นไร่เก่าเจ้าของทิ้งไว้นานแล้ว  ทาหน้ามอดก็ตรงรี่ไปยังหล้วงหลังหนึ่งที่ยังคาดินอยู่ คันแร้วกระดกขึ้น สายลวดทองแดงรัดตึง แต่เส้นตอกที่ผูกล่อให้ตุ่นกัดขาดไปแล้ว มูลดินที่เอาหล้วงเข้าซุกมีรอยคุ้ยแล้วกลบลวกๆ ทาหน้ามอดหันมามองหน้าแก้วตุ่นวาย

“หล้วงของเสี่ยวใช่ไหม”

“ใช่ ใส่ไว้หลายวันแล้ว ลืมไปเลย”

“ข้าก็ว่าต้องเป็นสูนั่นแหละเสี่ยว ข้ามาพบ กลัวมันเน่าก็เลยคุ้ยดู” คนหน้าลายเป็นรอยปรุเพราะพิษฝีดาษมีสีหน้าสะดุ้งสยองประหลาดพิกล “ข้ากลบไว้ก่อน แล้วรีบไปเรียกสูมาดูนี่แหละ”

“อะหยังหือ หน้าสูเหมือนโดนผีหลอก”

“สูคุ้ยดู”

แก้วตุ่นวายเอาปลายมีดคุ้ยดินที่เสี่ยวกลบไว้ลวกๆ ดึงกระบอกไผ่ขึ้นมา แล้วหลุดปากออกมาเพียงคำเดียว

“ฮุ้ย”

 

แก้วตุ่นวายกับสีมอยหอยไห้อยู่กินกันมาสิบห้าปีได้ลูกเจ็ดคน ถัดจากอีน้องยังมีไอ้แดง อีหล้าและไอ้ซ้อย สองผัวเมียหวังว่ามันจะเป็นลูกซ้อยคือคนสุดท้ายจริงๆ ไม่มีลูกคนใดตกตายเพราะพรายเลี้ยงแม่บีบคอ พรายเลี้ยงแม่ถูกพ่อหมอหลวงเรียกลงหม้อแล้วเอาไปไหลน้ำ แต่มันยังกลับมาอีก ไม่ใช่เพราะหม้อไหลทวนสายน้ำขึ้นมา แต่อาจเป็นเพราะหม้อไปกระทบกระแทกหินแล้วแตก พรายเลี้ยงแม่ลุดรอดออกมาได้ก็กลับมาอาละวาดถึงขั้นกินคน แต่นับแต่ขนข้าวขึ้นยุ้งกันทั่วถ้วนทั้งบ้านแล้ว นับแต่นั้นก็ไม่มีไก่หายไม่รู้สาเหตุ ไม่มีลูกอ่อนวัยนอนอู่ตกตายมีรอยเขียวคล้ำรอบคอ

“อาจเป็นอันนั้นละเสี่ยว”แก้วตุ่นวายสรุปกับทาหน้ามอด “พรายเลี้ยงแม่”

“อันไหน”

“อันที่มาติดหล้วง”

“อือ”

ต่างคนต่างนึกไปถึงเหตุการณ์ปีนั้น ปีที่พรายเลี้ยงแม่อาละวาด ยังมีอะไรไม่รู้อย่างหนึ่งมาติดหล้วง ตัวมันเป็นตุ่นก็จริง แต่หัวมันเป็นคน

สองสหายมองหน้ากันแล้วออกปากพร้อมกันว่า

“เผา”

Don`t copy text!