สางโหง

สางโหง

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– สางโหง –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ความกลัวคุกคามหมู่บ้าน เดือนเดียวมีคนตายไปแล้วสามศพ ศพทั้งสามอาจแตกต่างกันด้วยวัยและเพศ แต่สภาพศพทั้งสามคลับคล้ายกัน ศพแรกเป็นบ่าวใหม่อายุสิบหก ศพที่สองเป็นแม่เรือนสาวใหญ่ อายุได้สามสิบห้า  ศพที่สามเป็นพ่อเรือนวัยกลางๆ  อายุได้ราวสี่สิบห้า  ทั้งสามศพปากอ้า ตาเหลือกค้าง คล้ายตกใจกลัวสุดขีด ข้อสำคัญก็คือแต่ละศพถูกแหวกหัวอกจกหัวใจออกไปกิน ตับไตไส้พุงเรี่ยราด

ส่งคนออกไปแจ้งพ่อหลวง พ่อหลวงหรือผู้ใหญ่บ้านก็รับปากว่าจะเข้ามาดูแล แต่สี่ห้าวันผ่านไปก็ยังไม่มีใครเข้ามาถึง ชาวดงดำกำลังเดือดร้อน อกสั่นขวัญแขวน ไม่รู้ว่าศพที่สี่จะเกิดกับใคร จะเกิดเมื่อไร คนแก่คนเฒ่า และคนผู้มีบทบาทมีปากเสียงในหมู่บ้านเริ่มหันหน้าปรึกษากัน มันคืออะไรแน่ จะว่าคนก็ไม่ควรโหดร้ายถึงขนาดนี้ ฆ่าคนแล้วแหวกอกจกใจ จะว่าสัตว์เสือตัวใดก็ผิดแปลก ไฉนเลือกกินแต่หัวใจไม่พออิ่มท้อง มันต้องเป็นผี แต่จะเป็นผีตัวใดไม่มีใครรู้จัก

“มันคือสางโหง”

จู่ๆ ก็มีเสียงโพล่งที่ประตูวิหาร ทุกคนสะดุ้ง หันหน้าไป ผู้พูดคือนางเฒ่าร่างร้ายคนหนึ่ง นางหน้ามอดหรือหน้าปรุด้วยพิษฝีดาษ  ตาข้างหนึ่งถลนออกนอกเบ้าไม่อาจเก็บเข้าเบ้าตาได้ ตาข้างดีก็หรี่ๆ หลับๆ ดูลับลี้

“สูรู้ได้อย่างใดแม่เฒ่า ว่าเป็นสางโหง”

“กูรู้ สางโหงลุกมาอาละวาด แก้ไขไม่ได้ จะตายกันหมดทั้งบ้าน”

 

นางเฒ่าหน้ามอด นางเฒ่าร่างร้าย นางเป็นคนบ้านใดเมืองใดไม่รู้ กำเนิดนางไม่ใช่คนบ้านดงดำแห่งนี้ นางเข้ามาสู่หมู่บ้านเหมือนผีผลัก เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันหนึ่งเมื่อปลายหนาว เด็กเลี้ยงควายต้อนควายไปหากินที่ป่าแพระป่าไพรท้ายหมู่บ้าน  ถึงห้วยสายหนึ่งควายแสดงอาการฟืดฟาดขัดขืนไม่ยอมไปต่อ เหมือนมันระย่อขยาดหวาดเสือ แต่ว่าเสือไม่เข้าบ้าน ไม่ป้วนเปี้ยนปลอมแปลกเข้าใกล้บ้าน นับแต่ราวเสร็จสิ้นสงครามญี่ปุ่น ถนนหนทางถูกปรับปรุงดีขึ้น รถราและอาวุธปืนร้ายแรงก็เริ่มเข้าถึงป่าดิบดงกว้าง เสือสางช้างร้ายถูกล่าก็เริ่มหนีหายไปสู่ป่าลึกดึกดง เสือสมิง เสือเย็น ก็เหลืออยู่แต่ในเรื่องเล่า แล้วควายมันกลัวอะไร

เด็กเลี้ยงควายเข้าไปก็เห็นแม่เฒ่านอนพาดฝั่งห้วย เหมือนคนตาย เหมือนเจ็บป่วยร้ายแรงหมดแรงไปต่อ เขาแล่นเข้าหมู่บ้านไปบอกผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน พ่อหนาน พ่ออาจารย์และสมภารเฒ่าเจ้าวัดออกไปดู เขาสงสาร เขาหามนางเข้ามาเยียวยารักษาในหมู่บ้าน แล้วนางก็เลยสิงสู่อยู่จำที่กุฏิร้างท้ายวัดเรื่อยมา

“สางโหงคืออะไรหรือ พ่อหนานเสา”

คำหมื่น ศิษย์วัดวัยใกล้อุปสมบทถามขึ้น หนานเสาอายุราวห้าสิบเศษส่ายหน้า

“พ่อหนานบ่ฮู้  ถามปู่จารย์ มันเกิดก่อน ปู่จารย์อาจฮู้”

“ปู่จารย์ก็บ่ฮู้บ่หัน บ่เคยได้ยิน สางโหงสางห่า เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินครั้งนี้” ปู่จารย์หรือมรรคนายกประวัดโยนลูกไปทางท่านสมภาร “ดงดำทั้งบ้าน อาจห้วยส้านทั้งตำบลด้วยซ้ำ  ตุ๊ปู่ได้ชื่อว่ารอบรู้เรื่องราวเก่าแก่ที่สุด ตุ๊ปู่อาจฮู้”

ลานใต้ร่มลำไยข้างกุฏิมีผู้หลักผู้ใหญ่ของหมู่บ้านสุมหัวกันอยู่ห้าหกคน หน้าดำก่ำไหม้กันทั้งนั้น ความกลัวคุกคามหมู่บ้าน เดือนเดียวตายไปสามคนก็ถือว่าผิดปกติอยู่แล้ว ดงดำไม่ใช่หมู่บ้านใหญ่โตแน่นหนาคับคั่ง ทั้งบ้านมีอยู่ราวเจ็ดสิบครัวเรือน เดือนหนึ่งหากตายสักคนก็ยังไม่ผิดสังเกต  แต่เดือนนี้ตายไปแล้วถึงสามคน หนักกว่านั้นต่างตายโหงโดนแหวกอกจกหัวใจออกไปกิน จึงเป็นเรื่องผิดปกติ น่ากลัว

“อันที่รู้ก็พอรู้บ้าง” ครูบาเอี้ยวตัว ถ่มน้ำหมากลงดินเกือบตกใส่หลังตีนปู่จารย์ “ปางเมื่อตุ๊ปู่ยังเป็นเณรโคร่ง ขนาดไอ้คำหมื่นนี่ละ  อยู่มาวันหนึ่งครูบาตนลับก็เรียกตุ๊ปู่ไปบีบนวดหัวแหล่ไหล่หลัง ท่านเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วก็เล่ามาถึงสางโหง”

“มันเป็นอย่างใด เป็นผีเป็นสางตนใด ไยว่ามาเจาะจงลงกินแต่ดงดำ บ้าน บ้านเหนือบ้านใต้ บ้านใกล้บ้านไกลไยไม่ลงกิน”

“อันนี้ก็สุดที่ตุ๊ปู่จะหยั่งรู้ “ผู้เฒ่าขยอกหมาก ทำท่าจะเอี้ยวตัวบ้วนลงที่เดิมอีก ปู่จารย์รีบชักเท้าหลบ  “เรื่องมันเมินนานแล้วสูเอ๋ย ห้าสิบกว่าปีแล้ว  จำได้บ่หมด”

 

สางโหงดุดันกลั่นกล้านัก อาละวาดอยู่แต่บ้านดงดำ    บ้านดงดำเมื่อกึ่งพุทธกาลไม่ใช่หมู่บ้านใหญ่โตผู้คนคับคั่งเหมือนในสมัยนี้ เรื่องราวเลวร้ายครั้งนั้นแม้เกิดในช่วงสั้นๆ แต่มันรุนแรงมาก ชาวบ้านกำลังกลัว กำลังกังวล สับสนมึนงงว้าวุ่น ตั้งแต่ก่อตั้งเป็นบ้านดงดำอยู่กินสืบสร้างกันมา ไม่เคยมีเหตุการณ์ร้ายแรงน่าพรั่นพรึงสยดสยองอย่างนี้มาก่อน ค่ำคืนชาวบ้านไม่เป็นอันหลับอันนอน กลางวันก็ไม่เป็นอันออกล่าหากิน วิถีชีวิตรวนเร ลู่คลองอันสงบสุขระส่ำระสาย

“ข้ามาคิดๆ ดู ข้าว่าสางโหงอยู่ในวัดนั่นแหละ” หนานเสาเป็นคนเกริ่นขึ้น “กลัวมันจะรู้ จึงต้องนิมนต์ตุ๊ปู่ออกมาจากวัด”

“มึงหมายถึงย่าเฒ่าหน้ามอดหรือไอ้หนาน” ท่านผู้เฒ่าเจ้าวัดบ้วนน้ำหมากลงดิน ไม่หวุดหวิดหลังตีนใคร ไม่มีใครชักเท้าหลบ “มีเหตุผลอันใดถึงสงสัยมัน”

“แต่ก่อนแต่เดิม ตายโหงร้ายแรงอย่างนี้ไม่เคยมีมาก่อน แต่นับแต่ย่าเฒ่าเข้ามา สามศพแล้ว มันน่าสงสัย”

“ใช่ไม่ใช่ยังไม่ชัด ” ท่านผู้เฒ่าเอาผ้าสีแดงคล้ำเช็ดปาก หันไปหาศิษย์วัดผู้ดูแลติดตาม “เอ็งส่งข้าวส่งน้ำให้มันกินมาตลอด พบเห็นอันใดผิดแปลกหรือไม่”

“ข้าบอกตามซื่อ ไม่บอกคดลดเลี้ยว ข้าเคยเห็นแม่เฒ่าหมอบๆ คลานๆ ครางออกปากอย่างเสือ แล้วมันกลายร่างเป็นเสือ”

“ฮึ่ย…” หลายคนอุทาน ขนลุก

 

มันนั่นแล้ว ย่าเฒ่าหน้ามอด ย่าเฒ่าร่างร้ายผู้นั้นแน่นอนที่เป็นสางโหง มันเข้าสู่หมู่บ้านเหมือนผีผลัก ชาวบ้านสงสารมัน หามเข้าหมู่บ้านแล้วเยียวยารักษา แล้วมันก็เลยสิงสู่อยู่จำที่กุฏิสี่เสาเรื้อร้างท้ายวัด มันหลบๆ ซ่อนๆ มันไม่สุงสิงกับใคร มันรู้ในสิ่งที่คนทั่วไปไม่รู้ มันหมอบๆ คลานๆ อย่างเสือ กลายร่างเป็นเสือ

“เอาไว้ไม่ได้แล้ว ไล่มันไป อย่าให้มันเข้าบ้านมาอีกเลย”

ลมพัดอ่อนๆ หอมดอกบานแลงเมื่อยามหัวค่ำ ตะเกียงลานตั้งอยู่กลางวง สาบสายอายฝนเริ่มมีมา แมงเม่าแมงมายอยู่ในรูดินเริ่มบินมาตอมไฟ ท่านผู้เฒ่าเจ้าวัด ผู้ได้ชื่อว่ารอบรู้เรื่องราวเก่าแก่มากที่สุดในหมู่บ้านคายชานหมากลงกระโถน เมียปู่จารย์รินน้ำจากคนโทใส่จอก สะกิดศอกคำหมื่นให้ยื่นถวาย หลวงปู่รับน้ำ บ้วนปากดังขลุกๆ แล้วถ่มลงกระโถน

“ผิดพลาดหนหนึ่ง อย่าผิดซ้ำสอง”ท่านสมภารถอนใจ สีหน้าอิดโรย “ย่าเฒ่าหน้ามอดซัดเซพเนจรมาแต่ไหนไม่รู้ อาจเป็นผีบ้าผีจวง คลั่งไหลเพ้อเจ้อเท่านั้นเอง  ไล่มันออกไป ผู้ใดจะประกันได้ว่า ศพที่สี่ที่ห้าจะไม่เกิด”

“จะไม่มีศพที่สี่ที่ห้า ข้ารับรอง”

มีเสียงสอด ทุกคนสะดุ้ง ย่าเฒ่าหลังวัด ย่าเฒ่าร่างร้ายหน้าปรุพรุนเพราะฝีดาษก้าวเข้ามาในแสงไฟ

 

ล่วงเข้าหน้าฝน เมฆฝนบนฟ้าเป็นเงาดำแผ่บาง ความกลัวอาจแผ่วจางแต่ยังมีอยู่ หนึ่งเดือนถัดมาแต่ศพที่สาม ศพที่สี่ในสภาพทรวงอกถูกแบะ หัวใจหายไปไม่เกิดขึ้นอีก ความตึงเครียดห่มคลุมหมู่บ้านเริ่มผ่อนคลาย ค่ำคืนยังพอมีเสียงซึงตึ่งตึงเต้นต้อง บทขับร้องจ๊อยซอเป็นเพลงแอ่วสาวเริ่มคืนมาสู่หมู่บ้าน แต่ว่าไม่แน่นหนาคึกคักเหมือนเมื่อปลายหนาว สาวๆ ยังไม่ไม่กล้าทอผ้าใต้ถุน มืดค่ำตะวันลับ โข่ขอนท่อนไม้ก็ยังถูกลากมาทับมาถมประตูรั้วบ้าน หอกดาบหน้าไม้ สีนาดปืนไฟยังไม่ห่างมือ ย่าเฒ่าหน้ามอดก็ยังอยู่ อยู่ที่กระท่อมร้างหลังวัด เป็นคนบ้านใดก็ไม่รู้ มาแต่ไหนก็ไม่รู้

“น้ำเรียงเสียงปาก เหมือนไม่ใช่คนบ้านเรา” หนานเสาคาดคะเน “เสียงปากเหมือนคนยอง ทางลำพูนป่าซาง”

“มาไกลแท้ว่า มาตัวคนเดียว”

หลายคนยังอึดอัด หลายคนยังข้องค้างคาใจเหมือนเสี้ยนคาเนื้อ ไม่บ่งออกไปก็ไม่เป็นที่คลายใจ ติดแต่ตุ๊ปู่ผู้เฒ่ามากมีเมตตา ท่านไม่ถึงกับขัดขวางห้ามปราม แต่หากขับไล่นางไปท่านไม่เห็นด้วย ชาวดงดำหลวงหลายเกรงใจท่าน เคารพนับถือท่าน ไม่กล้ากระทำอันใดให้คนเฒ่าผิดใจ  ก็เลยอยู่ไปกินไป แต่ไม่สะดวกปลอดโปร่งเหมือนเมื่อเก่าหลังก่อนย่าเฒ่าเข้ามา กระทั่งอยู่มาวันหนึ่งถึงหน้าลงนา เหตุการณ์เกิดขึ้นกลางคืนค่อนรุ่ง เดือนข้างแรมแฝงอยู่หลังเมฆฝน มีเสียงกรีดร้องแหลมอยู่ทางหางบ้าน หนานเสาแล่นไป ปู่จารย์แล่นไป แต่ตุ๊ปู่ผู้เฒ่าโลดแล่นไม่ไหว พักใหญ่ๆ ไต้ไฟก็ไหลหลามมาทางท้ายวัด เขาว่ารอยเลือดนำทางมา เขาพากันไปท้ายวัด หลวงปู่จึงให้ไอ้คำหมื่นพาไปท้ายวัด มีรอยเลือดเปรอะเลือดเลอะที่หน้าเรือนน้อยหลังนั้น  หนานเสาถีบประตูผางเข้าไป นางเฒ่าร่างร้ายยังไม่ตาย ยังหายใจแขมบแขม่ว หนานเสาง้างนกยกปืนจะยิง

“อย่า”

ตุ๊ปู่ร้องห้าม แหวกคนเข้าไป ย่าเฒ่าหน้ามอด ย่าเฒ่าร่างร้ายเหมือนรออยู่ ตุ๊ปู่นั่งยองๆลงใกล้ร่างนาง

“ตุ๊ปู่ฮู้ สูบ่แม่นสางโหง”

นางยิ้ม แข็งขืนฝืนใจยอมือขึ้นไหว้ แล้วมือก็ตกลง คอพับ ตาหลับลง

 

ความกลัวคุกคามหมู่บ้านหมดไปแล้ว ไม่มีศพที่สี่ที่ห้าสมคำนางเฒ่ารับรอง อีจุมปีเล่าว่ามันลุกมาก่อไฟนึ่งข้าวตามปกติ ออกไปวักข้าวที่นอกชานแล้วหมีตัวใหญ่ก็เผ่นขึ้นมา ตัวมันใหญ่มาก  หูมันตั้ง ตามันแดง  เขี้ยวมันขาวเต็มปาก เล็บมือก็ยาวเหมือนมีด จุมปีหวีดร้องก้องดึก แล้วก็มีเสือตัวหนึ่งเผ่นขึ้นมา เสือกับหมีสู้กัน หมีตาย เสือบาดเจ็บโจนลงชาน  เสือคืออะไร หมีคืออะไร ผู้ใดเป็นสางโหงชาวบ้านยังสับสน มีแต่ตุ๊ปู่ผู้เดียวระบุว่าย่าเฒ่าไม่ใช่สางโหง ท่านว่าไม่ใช่ ชาวบ้านก็ว่าไม่ใช่ สางโหงที่บ้านดงดำเมื่อคราวกึ่งพุทธกาลจึงคลุมเครือกระทั่งวันนี้

Don`t copy text!