อมฤตาลัย ตอนที่ 27

อมฤตาลัย ตอนที่ 27

โดย : จินตวีร์ วิวัธน์

อมฤตาลัย นวนิยายเรื่องยาวเรื่องแรกของ จินตวีร์ วิวัธน์ นักเขียนสตรีที่เขียนนวนิยายแนววิทยาปาฏิหาริย์และมีผลงานโดดเด่นมากมาย วันนี้อ่านเอาได้นำอมฤตาลัยมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์เป็นครั้งแรกในโครงการปากกาทอง เพื่อให้นักอ่านรุ่นเก่าได้คลายคิดถึงและเป็นโอกาสดีที่นักอ่านรุ่นใหม่จะได้มีโอกาสสัมผัสความสนุกของงานเขียนอมตะเรื่องนี้

ไวฑูรย์ขับรถไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน นัยน์ตาทอดมองตรงไปข้างหน้า แต่แล้วเหมือนมีอะไรกระซิบ เขาหันไปมองบนบาทวิถีทางซ้ายมือ และสายตาปะทะเข้ากับร่างสมส่วนในชุดสีชมพูอมส้มที่ยืนชะเง้อรอรถเมล์อยู่ที่นั่นพอดี ชายหนุ่มเบิกตาโตขึ้นอย่างดีใจ รีบให้สัญญาณชิดซ้ายและจอดรถริมทางเท้านั้น เปิดประตูลงไปหาหญิงสาวผู้ยืนเหม่ออยู่ข้างป้ายรถเมล์โดยเร็ว

“สวัสดีครับ คุณเสาวภาพรรณ พบกันโดยบังเอิญเข้าอีกแล้ว”

“อุ๊ย คุณไวฑูรย์”

นัยน์ตาของหญิงสาวมีแววแจ่มใสขึ้นอย่างยินดีเมื่อเห็นว่าเป็นใคร แววตานี้เองทำให้ชายหนุ่มใจชื้น รีบเอ่ยปากชวนหล่อน

“เชิญขึ้นรถผมเถอะครับ จะไปส่ง คุณภาอย่ารอรถเมล์เลย อีกนานกว่าจะมา”

เสาวภาพรรณเลิกคิ้วนิดหนึ่ง “ภาจะไปธุระค่ะ ไม่ใช่กลับบ้าน อย่าต้องรบกวนเวลาคุณเลย”

“ไปไหนก็ได้ครับ ยินดีรับใช้ ผมว่างจนเหงาเต็มทนแล้ว เชิญซิครับ ถ้าคุณภาไม่รังเกียจ”

หญิงสาวลังเลนิดหนึ่ง แล้วเดินตามเขาไปโดยดี ไวฑูรย์รู้สึกว่าโลกแจ่มใสขึ้นโดยฉับพลันทันทีที่หญิงสาวก้าวขึ้นนั่งเคียงเขา

“คุณภาจะไปไหนครับ”

“ส่งภาที่พาหุรัดสักหน่อยได้ไหมคะ ภาจะเลือกผ้าไหมไว้ตัดชุดเพื่อนเจ้าสาว เพื่อนของภาเขาจะแต่งงานปลายเดือนนี้ค่ะ”

“อ้อ ดูผ้าไหมทำไมไม่ไปร้านใหญ่ที่สุรวงศ์ล่ะครับ”

เสาวภาพรรณห่อริมฝีปากทำตาโต “โอ๊ย ไม่ไหวหรอกค่ะ ร้านนั้นแพงมาก อย่างภามีปัญญาได้แค่ช็อปปิงพาหุรัดเท่านั้นค่ะ แถวนั้นมีร้านผ้าไหมดีๆ เหมือนกัน”

ไวฑูรย์พาหญิงสาวไปถึงจุดหมายปลายทางของหล่อน เขาเดินตามเสาวภาพรรณเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ด้วยความเต็มใจ รู้สึกภาคภูมิใจเมื่อหล่อนหันมาขอความเห็นเขาเกี่ยวกับสีผ้าที่จะซื้อ

“สีนี้คุณว่าสวยไหมคะ”

“คุณภาจะใส่เองใช่ไหมครับ ผมว่าไม่ค่อยเหมาะนา คุณภาเป็นคนประเภท ‘ผิวเนื้อนวลละอองสองสี’ ถ้าใส่สีเหลืองทองอย่างชิ้นโน้นผมว่าจะไบรท์มากขึ้น”

“แหม คุณฑูรย์นี่น่าจะเรียนมัณฑนศิลป์คู่กับโบราณคดีด้วยนะคะ ภาก็ว่าสีนั้นสวยดีเหมือนกัน”

เขากับหล่อนใช้เวลาร่วมชั่วโมงเดินเลือกผ้า จนกว่าจะได้ผ้าไหมที่เสาวภาพรรณพอใจ เมื่อเดินกลับไปขึ้นรถด้วยกัน ไวฑูรย์เอ่ยถามว่า

“จะไปตัดที่ไหนครับ ตอนนี้ร้านเบญญากำลังฮิต คุณภาไม่ลองดูหรือ”

เสาวภาพรรณย่นจมูกน้อยๆ ซึ่งไวฑูรย์เห็นว่าน่าเอ็นดูนักหนา

“ปกติภาไม่เข้าหรอกค่ะร้านนั้น แพงจะตาย แต่เพื่อนภาที่เป็นเจ้าสาวเขาตัดที่นั่น เห็นว่าจะตัดเผื่อภาด้วย เดี๋ยวภาว่าจะแวะสักหน่อย”

“ครับ ผมจะไปส่ง”

“ขอบคุณค่ะ ไปที่สาขาสยามสแควร์นะคะ เพื่อนของภาเขาตัดที่นั่น”

“คุณพินทุวดีก็เป็นขาประจำร้านนี้เหมือนกัน”

อะไรก็ไม่รู้ได้ทำให้ไวฑูรย์หลุดปากออกไป สีหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง แววตาหม่นลงในขณะที่เอ่ยตอบแผ่วเบา

“ค่ะ สถาพรเคยไปนั่งเฝ้าเขาตัดเสื้อ ลองเสื้อทีละเป็นชั่วโมงๆ”

ไวฑูรย์มองหล่อนอย่างเห็นใจระคนสะเทือนใจนิดๆ เมื่อเห็นแววตาที่หมองลงของหญิงสาวในยามพูดถึงชายคนรักผู้หายสาบสูญไป

“คุณเทพไม่ได้ร่องรอยสถาพรบ้างเลยหรือคะ”

“ยังครับ คุณภาถามไปทางบ้านไอ้พรด้วยหรือเปล่า”

“ถามค่ะ ไม่ได้ร่องรอยเลย สถาพรหายเงียบไปราวกับตายจากโลกนี้ไปแล้ว ภาเองก็คิดยังงั้นแหละค่ะคุณฑูรย์ คิดว่าสถาพรคงตายแล้วแน่ๆ”

ไวฑูรย์ถอนใจยาว เขาเสชวนหล่อนคุยเรื่องอื่นที่สนุกสนานเสีย อารมณ์หญิงสาวจึงค่อยแจ่มใสขึ้นเมื่อรถของเขามาเทียบหน้าร้านเบญญา เสาวภาพรรณก็ยิ้มแย้มแจ่มใสได้เหมือนเดิม

เสาวภาพรรณเข้าไปสอบถามเกี่ยวกับเสื้อชุดเพื่อนเจ้าสาวของหล่อนจนพอใจเรียบร้อยแล้ว ก็ชวนไวฑูรย์กลับ…แต่ทว่าที่หน้าประตูนั่นเอง ร่างหนึ่งที่ผลักประตูสวนเข้ามาก็ทำให้คนทั้งสองหยุดชะงักไปทันที

“อ้อ ไวฑูรย์”

ผู้ก้าวสวนเข้ามาเอ่ยทักอย่างแจ่มใส ดวงตาใหญ่ดำงามลึกซึ้งเหมือนน้ำในบ่อลึกเหลือบปราดผ่านชายหนุ่มไปยังร่างงามสมส่วนที่ยืนอยู่ข้างๆ…อากัปกิริยาที่หนุ่มนักโบราณคดีประคับประคองสตรีสาวสวยผู้นั้นเหมือนไข่ในหิน บอกให้รู้อย่างแจ่มชัดว่าเขารู้สึกอย่างไรในตัวหล่อน ริมฝีปากบางงามจึงเผยอยิ้มน้อยๆ อย่างไม่มีใครเข้าใจความหมาย

“วันนี้โลกกลมนะครับ”

ไวฑูรย์เอ่ยยิ้มๆ ซ่อนความรู้สึกไม่สบายใจไว้อย่างมิดเม้น ครั้นสังเกตเห็นดวงตาดำงามยังมองจับอยู่ที่เสาวภาพรรณอย่างสนใจ ก็แนะนำขึ้นอย่างเสียไม่ได้

“นี่คุณเสาวภาพรรณครับคุณพินทุวดี เธอเป็น เอ้อ เป็นเพื่อนสนิทของไอ้พร”

“งั้นรึคะ ยินดีที่ได้พบ”

เสียงใสทรงอำนาจดังขึ้นพร้อมกับก้มศีรษะให้น้อยๆ ดวงตาอันมีแววเร้นลับฉายประกายขึ้นวูบหนึ่ง ในขณะที่มองดูหญิงสาวอย่างหมายมาด เสาวภาพรรณรู้สึกหนาวเยือกขึ้นทันทีโดยไม่มีเหตุผลเมื่อสบตาคู่นั้น รู้สึกดีใจที่ไวฑูรย์พูดกับเจ้าของดวงตาทรงอำนาจนั้นเพียง ๒-๓ คำ แล้วผละจากมา

ระหว่างที่พาหญิงสาวไปส่งบ้าน นักโบราณคดีหนุ่มพูดน้อยกว่าปกติ เสาวภาพรรณพลอยเงียบงันไปด้วย เหมือนมีอำนาจประหลาดมาปิดปากไว้กระนั้น…

 

ศุภสิทธิ์ กาญจนันต์ ออกจากไนต์คลับแห่งนั้นเมื่อเวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น.เศษ ดนตรีที่ไม่เอาไหน และพาร์ตเนอร์หน้าตาเหมือนสวมหน้ากาก ทำให้เขาและเพื่อนผู้ชอบสนุกพากันเบื่อหน่ายเมื่อออกมาแล้วและคนอื่นไปเที่ยวต่อ ศุภสิทธิ์กลับขอตัวแยกไปตามลำพัง อันเป็นความผิดปกติของเขา ซึ่งมันเฮไหนฮานั่นกับเพื่อนๆ เป็นนิจศีล

ชายหนุ่มขับรถเรื่อยๆ ไปตามถนนที่ว่างวายยวดยานและไฟข้างทางสลัวราง ในใจครุ่นคะนึงถึงดวงหน้างามหยาดเยิ้มของสตรีผู้หนึ่ง ซึ่งอยู่ในฝันของเขาทั้งหลับและตื่น พินทุวดี วงศ์ยโสธร นามนี้แนบสนิทอยู่ในใจตลอดเวลาและบันดาลให้เขาเร่าร้อนอยู่ด้วยความปรารถนาเหมือนไฟสุมขอน เขาไม่ได้พบหน้าหล่อนหลายวันแล้ว นับตั้งแต่หายป่วยเป็นต้นมา ทุกครั้งที่เขาขอนัดพบ คำตอบที่ได้รับมักเป็นอย่างเดียวกัน คือบ่ายเบี่ยงเลี่ยงโน่นนี่อย่างจงใจจนชายหนุ่มแทบคลั่งด้วยความไม่สมหวัง แต่แล้วก็กลับมีข่าวว่าหล่อนโฉบไปโน่นมานี่กับผู้ชายอื่น ซึ่งเป็นเพื่อนเกลอของเขาเอง

เพื่อนเราจะเผาเรือนเสียแล้วหรือ…ศุภสิทธิ์ครุ่นคิดด้วยความยอกแสยงใจ เขารักใคร่สนิทสนมกับ ร.ต.ท.ทัดเทพ พิษณุเศรณี จนเข้าใจเพื่อนถ่องแท้ แต่ในสงครามและความรักย่อมไม่มีใครไว้ใจใคร ศุภสิทธิ์จึงพยายามหาทางป้องกันอย่างเต็มที่ที่จะไม่ให้เพื่อนเกลอช่วงชิงดวงใจของเขาไปเสีย แต่แล้วเมื่อคิดๆ ไปอีกที ศุภสิทธิ์ กาญจนันต์ ก็เกิดความท้อแท้ห่อเหี่ยวใจขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ มองดูตัวของเขาและร้อยตำรวจโทผู้นั้นแล้ว ไม่มีทางใดที่เขาจะเขย่งขึ้นทัดเทียมเพื่อนได้เลย ในขณะ ร.ต.ท.ทัดเทพเป็นลูกชายคนเดียวของนายพลตำรวจตรีฐานะดีเยี่ยม มีการศึกษาจากต่างประเทศ และรูปร่างหน้าตาเป็นเสน่ห์แก่เพศตรงข้าม ส่วนเขานั้นเล่า มาจากครอบครัวนักธุรกิจระดับปานกลาง ที่พยายามเรียนจนสำเร็จวิชาการโรงแรมจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงได้ทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการในโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่ง รูปร่างหน้าตาของเขาแม้จะอยู่ในเกณฑ์ผู้ชายที่ ‘สมาร์ต’ แต่เมื่อมีทัดเทพมายืนเคียง ความสมาร์ตของเขาก็หมดความหมายไปทันที กระนี้หรือสตรีจะสนใจเขา ในเมื่อมีคนที่เหนือกว่าที่เปรียบเทียบให้เห็นอยู่เต็มตาเช่นนี้

ศุภสิทธิ์ถอนใจเฮือกยาว กรามถูกขบจนนูนเป็นสัน และหัวคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างครุ่นคิด ดวงหน้างามเฉิดแฉล้มของสตรีในความใฝ่ฝันลอยเด่นในห้วงคิดคำนึงเหมือนยั่วเย้า ศุภสิทธิ์กระแทกคันเร่งจนเกือบมิดเมื่อตัดสินใจเด็ดขาด

‘เป็นไงก็เป็นกันวะ เราจะยอมให้เธอหลุดมือไปไม่ได้ เมื่อนัดพบดีๆ ไม่ให้พบก็ต้องบุกถึงบ้านกันละ’

ด้วยความคิดเช่นนั้นในใจ ศุภสิทธิ์ กาญจนันต์ ก็พารถคู่ชีพของเขามาถึงหน้าบ้านพินทุวดีในเวลา ๒๔.๐๐ น. ตรง ชายหนุ่มคว้าห่วงทองเหลืองกระแทกกับบานประตูอย่างแรงหลายครั้ง โดยไม่คิดว่ามันจะเกิดประโยชน์อันใดในยามดึกเช่นนี้ แต่ผิดคาด…ไม่นานช่องเล็กเหนือห่วงนั้นก็เปิดออก มีแสงสว่างสลัวอยู่ภายใน และดวงหน้าของชายคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในช่องนั้น

“ผมมาหาคุณพินทุวดี” ศุภสิทธิ์บอกห้วนๆ

แสงไฟสลัวส่องให้เห็นสีหน้าของชายวัยกลางคนผู้นั้นไม่เปลี่ยนไปเลย แม้ว่าจะเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่งเพื่อแสดงให้
ผู้มาเยือนเห็นว่าเขานึกประหลาดใจก็ตาม

“ในเวลานี้น่ะหรือขอรับ”

เสียงที่ย้อนถามมานั้นเรียบและสุภาพอ่อนโยน ทว่าแฝงริ้วรอยเยาะไว้จนศุภสิทธิ์รู้สึก เขาจึงกระชากเสียงตอบอย่างขัดใจ

“ใช่ ผมสนิทกับพินทุวดีพอที่จะมาเยี่ยมเธอได้ทุกเวลา ไปบอกซิว่าศุภสิทธิ์มาหา”

“ผมเสียใจขอรับ คุณผู้หญิงไม่อยู่ ผมจะเรียนเธอทันทีที่กลับมาว่า คุณศุภสิทธิ์มาขอพบ”

พูดจบช่องเล็กนั้นก็ปิดสนิทลงทันทีโดยไม่รอฟังชายหนุ่มโต้แย้ง ศุภสิทธิ์สบถหยาบๆ ออกมาคำหนึ่ง แล้วเดินไปขึ้นรถขับถอยหลังออกจากที่นั่นมาสู่ถนนใหญ่ ห่างพอที่คนผู้อยู่ในประตูตายใจว่าเขากลับไปแล้ว…แล้วชายหนุ่มผู้คลั่งรักก็จอดรถของเขาแอบไว้ในซอยแยกเล็กๆ ที่ปราศจากบ้านคน ล็อกประตูอย่างแน่นหนาแล้วจึงเดินย้อนกลับเข้าไปที่เดิม

‘ไอ้นั่นมันโกหก พินทุวดีจะไปไหนดึกดื่นออกอย่างนี้แล้ว เมื่อไม่ให้เข้าบ้านดีๆ ก็ต้องแอบย่องเข้าไปละวะ’

ชายหนุ่มคิดในใจอย่างขุ่นเคือง ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ย้อมใจมาแล้วจากคลับทำให้คึกคะนองขึ้น ศุภสิทธิ์มองลาดเลาอยู่ครู่หนึ่งก็ยิ้มออก เมื่อเห็นมะม่วงต้นใหญ่ต้นหนึ่งขึ้นใกล้แนวกำแพง แผ่กิ่งก้านสาขาเข้าไปชิดกำแพงนั้น ชายหนุ่มไม่รอช้าตรงไปที่นั่นแล้วปีนขึ้นไปตามกิ่งมะม่วงใหญ่ทันที

ไม่นานก็ไกวตัวเข้าสู่บริเวณบ้านของพินทุวดีได้โดยไม่ยากนัก ศุภสิทธิ์ทิ้งตัวย่อลงบนพื้นหญ้าหนานั้นโดยปราศจากเสียง เมื่อตั้งตัวได้เขาก็ย่องเข้าบังหลังพุ่มไม้ต้นหนึ่ง สอดส่ายสายตาไปรอบบริเวณ ครั้นเห็นปลอดคนดีแล้วก็ออกย่องหนับๆ และลัดไปตามหลังพุ่มไม้อันมืดสนิทตรงไปยังทิศทางที่ตัวคฤหาสน์ตั้งอยู่

ประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึงหน้าบ้าน แสงไฟสลัวรางที่หัวบันไดหินอ่อนทำให้ชายหนุ่มระวังตัวมากขึ้น กลัวนายคนหน้าตายที่เจรจากับเขาเมื่อกี้จะเห็นเข้า รูปร่างของชายผู้นั้นพอที่จะจับเขาเหวี่ยงออกนอกประตูไปอย่างง่ายดาย…ทั่วบริเวณอันกว้างขวางเงียบสงัดจนน่าประหลาดใจ เหมือนอยู่ในโลกของคนตายโดยเฉพาะ ความวังเวงของบรรยากาศรอบด้าน ทำให้หัวใจชายชาตรีผู้กำลังคึกคะนองด้วยแอลกอฮอล์หวั่นไหวอย่างประหลาด ศุภสิทธิ์เหลียวซ้ายแลขวาอย่างระวังระไวอยู่เป็นนาน ครั้นเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติก็รีบปราดขึ้นบันไดไปทันที

ผ่านเฉลียงกว้างขวางตั้งกระถางตะโกดัด สลับตุ๊กตาปั้นแบบตะวันตกเป็นระยะๆ เข้าไป ประตูห้องท้องพระโรงที่รับแขกปิดสนิทศุภสิทธิ์ลองขยับดู มันไม่เขยื้อนเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ชายหนุ่มเหลียวซ้ายแลขวาอย่างรวดเร็วอีกครั้ง แล้วปราดไปยังมุมซ้ายสุดของเฉลียงซึ่งเป็นมุขเล็กๆ ยื่นออกไป ที่นั่นมีประตูโค้งเล็กอยู่บานหนึ่ง ซึ่งพอขยับลูกบิดประตูมันก็เปิดออกโดยมีเสียงแอ๊ดเบาๆ ศุภสิทธิ์แทรกตัวเข้าไปภายในอย่างรวดเร็ว แล้วงับไว้ตามเดิม

ภายในห้องนั้นมืดสนิทเหมือนเข้าถ้ำ ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่กับที่จนนัยน์ตาเริ่มชินกับความมืด เขาจึงเห็นว่ามันเป็นห้องเล็กๆ มีเครื่องประดับห้องเพียง ๒-๓ ชิ้น ตะคุ่มอยู่ในความมืดและมีบันไดทอดไปสู่เบื้องบน

ยังไม่ทันที่จะทำอะไรต่อไป ก็มีเสียงตะกุกตะกักดังขึ้นบนบันไดขั้นสูงสุดพร้อมกับเสียงพึมพำเบาๆ และแสงไฟจากที่ใดที่หนึ่งชั้นบนส่องสลัวรางลงมา

ด้วยความว่องไวอันเป็นนิสัยประจำตัว ศุภสิทธิ์กระโดดแผล็วขึ้นไปหลบอยู่ใต้บันไดทันที เขาแอบอยู่ที่นั่นจนตัวลีบ เมื่อได้ยินฝีเท้าลงบันไดมาอย่างช้าๆ ทีละขั้น พร้อมด้วยเสียงพึมพำสั่นเครือของใครคนหนึ่งใกล้ลงมาทุกที และแล้วสวิตช์ไฟในห้องก็ถูกกดให้สว่างขึ้นอย่างฉับพลัน

เคราะห์ดีที่บันไดซึ่งเขาแอบอยู่นั่นเป็นบันไดทึบแบบโบราณ จึงเป็นที่ซ่อนตัวได้อย่างมิดชิด ความอยากรู้อยากเห็นทำให้ศุภสิทธิ์แอบชะโงกหน้าจากใต้บันไดออกไปสังเกตการณ์ภายนอกด้วยใจระทึก

เขาเห็นหญิงชราผู้หนึ่ง ร่างคดงอด้วยอายุขัย ผมทรงดอกกระทุ่มขาวโพลนทั้งศีรษะ กำลังเดินงกเงิ่นไปที่ประตูห้อง แกเดินพลางส่ายหน้าพลางพร้อมกับพึมพำในลำคอด้วยท่าทางปริเทวนาหนักหน่วง

“เขาเป็นไปอีกแล้ว…เออ เอาอีกแล้ว…คราวนี้ก็คงกระหายอย่างแรงละ…เฮ้อ! กรรมเวรอะไรหนอ”

บ่นพลางหญิงชราก็ค้นอะไรกุกกักในลิ้นชักโต๊ะเล็กที่อยู่ข้างประตู ครั้นได้ของที่ต้องการแล้วก็เอื้อมมือปิดสวิตช์ไฟข้างฝา แล้วพาตัวออกจากห้องไป

ศุภสิทธิ์รอจนทุกอย่างเงียบสงัดดีแล้วจึงออกจากที่ซ่อน ย่องหนับๆ ขึ้นบันไดไปอย่างระมัดระวัง เหนือบันไดนั้นมีโคมไฟเล็กๆ ส่องแสงสลัวขนาด ๑๐ แรงเทียน ชายหนุ่มแอบตัวบังหลังรูปศิลาสลักพระนารายณ์สี่กรขนาดใหญ่กว่าตัวคน พลางกวาดสายตาไปรอบๆ

บริเวณที่เขายืนอยู่นั้นเป็นห้องโถงยาวมีรูปประติมากรรมศิลาวางประดับเป็นระยะๆ ๓-๔ รูป ตามมุมห้องมีแจกันขนาดใหญ่สูงเสมอเอวเสียบหางนกยูงอยู่ ๔ มุม ผนังด้านที่อยู่ตรงข้ามเขามีประตูโค้งปิดสนิทอยู่หลายประตู ทางด้านซ้ายมือสุดมีหน้าต่างกระจกแบบฝรั่งเศสยาวจรดพื้น มองทะลุออกไปเห็นมุขขนาดใหญ่ พร้อมด้วยระเบียงล้อมรอบยื่นออกจากตัวบ้าน จากที่ซึ่งเขายืนอยู่ไม่มีทางใดเปิดเข้าไปสู่ห้องนั้นได้เลย ศุภสิทธิ์เกิดความเชื่อแน่ว่า ห้องนั้นคงเป็นห้องนอนเจ้าของบ้านอย่างไม่ต้องสงสัย จึงมีความรู้สึกแรงกล้าที่จะเข้าไปให้ถึงห้องนั้นให้ได้

‘เธอนอนอยู่ใกล้แค่เอื้อมนี้เอง ยังไงๆ ก็ต้องให้รู้เรื่องกันในคืนนี้ละ’ เขาคิดในใจอย่างหมายมั่นปั้นมือ

ศุภสิทธิ์พิจารณาทางหนีทีไล่อย่างรอบคอบ แล้วตัดสินใจผละออกจากหลังรูปศิลา ย่องหนับๆ ไปทางซ้ายมือซึ่งมีหน้าต่างกระจกยาวจรดพื้นนั้น เขาเปิดกลอนออกไป จากผนังตึกกว้างประมาณฟุตครึ่งสลักลวดลายต่างๆ ที่มองเห็นไม่ถนัด ชานนั้นทอดไปเชื่อมกับระเบียงที่ล้อมรอบห้องมุขพอดี จากที่นั้นเขามองเห็นบานประตูห้องที่เปิดออกสู่ระเบียง
แง้มอยู่

โดยไม่รอช้า ศุภสิทธิ์ก้าวออกจากหน้าต่างไต่ตามชานนั้นสู่ระเบียงหน้ามุข ออกกำลังเกร็งตัวอีกอึดใจ เขาก็ส่งตัวเองขึ้นไปสู่ระเบียงที่ล้อมรอบห้องมุขใหญ่ทันที

ประตูห้องซึ่งเปิดออกสู่ระเบียงนั้นเป็นสองชั้นแน่นหนาแข็งแรง ชั้นนอกเป็นบานไม้แกะสลักซึ่งเปิดแง้มอยู่ ส่วนชั้นในเป็นบานกระจกปิดสนิท มีม่านรวบเป็นสองไขอยู่ข้างใน ชายหนุ่มย่องเข้าไปแอบชิดข้างบานประตูไม้ สอดส่ายสายตาเข้าไปมองภายในห้องซึ่งสว่างสลัวด้วยใจระทึกเหมือนตีกลอง

ห้องนั้นกว้างใหญ่มาก มีลักษณะเป็นห้องนอนของเจ้าของบ้านอย่างไม่ต้องสงสัย และคงจะเป็นห้องที่สวยที่สุดในบ้านด้วย ทุกสิ่งที่ตกแต่งไว้งดงามตระการตายิ่งนัก ศุภสิทธิ์เอื้อมมือไปขยับบานกระจกปรากฏว่ามันปิดสนิทแน่นหนาจนไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย…พลันมือของเขาก็ตกลงทันที เมื่อเห็นร่างหนึ่งก้าวจากมุมลับตาออกมาสู่กลางห้อง

ร่างนั้นสวมเสื้อนอนยาวสีขาวสะอาด ประดับลูกไม้ฟูฟ่องงดงาม แต่ลักษณะท่าทางเดินของร่างนั้นดูผิดปกติจนชายหนุ่มไม่อยากคิดว่านั่นเป็นร่างของพินทุวดีผู้เลอโฉม เขามองไม่เห็นดวงหน้าเพราะเจ้าของร่างกำลังใช้ผืนผ้าใหญ่เช็ดหน้าอยู่ ครั้นร่างนั้นขยับใกล้เข้ามาอีกนิดหนึ่งเขาจึงมองเห็นมือทั้งสองซึ่งยกขึ้นเช็ดหน้าได้ถนัด ซึ่ง…เพียงเท่านั้นก็ทำให้ศุภสิทธิ์ถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจ

มือนั้นไม่ใช่มือมนุษย์!! ศุภสิทธิ์ยืนยันได้อย่างแน่นแฟ้นว่า มนุษย์ถึงจะแก่หงำเหงอะขนาดไหนก็ไม่มีมืออย่างนั้นเป็นอันขาด! มือที่ประกอบด้วยหนังสีน้ำตาลแก่กระดำกระด่างเหี่ยวย่นยู่ยี่เหมือนหนังที่ตากแห้งไว้นานแรมปี แต่ละนิ้วที่เรียวยาวผิดปกตินั้นก็ไม่ใช่นิ้วมนุษย์อีกเหมือนกัน หากมีลักษณะเหมือนนิ้วตีนเหยี่ยวมากกว่า เพราะมันผอมลีบมีแต่หนังหุ้มกระดูก ประกอบด้วยเล็บดำสกปรกยาวงุ้ม แต่ทว่าดูมีพละกำลังอย่างประหลาด

แล้วร่างในชุดสีขาวสะอาดยาวกรุยกรายกรอมเท้านั้น ก็ลดผ้าที่เช็ดหน้าลงช้าๆ พร้อมกับหมุนร่างหันมาทางประตูที่เขาซ่อนดูอยู่ พอเห็นใบหน้านั้นถนัดตา ศุภสิทธิ์ก็ถึงกับเข่าอ่อนทรุดแปะลงคุกเข่าอยู่ข้างประตู พร้อมกับกัดริมฝีปากไว้แน่น เพื่อระงับไม่ให้เสียงอุทานหลุดออกมา!

 

 



Don`t copy text!