อมฤตาลัย ตอนที่ 8

อมฤตาลัย ตอนที่ 8

โดย : จินตวีร์ วิวัธน์

อมฤตาลัย นวนิยายเรื่องยาวเรื่องแรกของ จินตวีร์ วิวัธน์ นักเขียนสตรีที่เขียนนวนิยายแนววิทยปาฏิหาริย์และมีผลงานโดดเด่นมากมาย ในวันนี้อ่านเอาได้นำอมฤตาลัยมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์เป็นครั้งแรกในโครงการปากกาทอง เพื่อให้นักอ่านรุ่นเก่าได้คลายคิดถึงและเป็นโอกาสดีที่นักอ่านรุ่นใหม่จะได้มีโอกาสสัมผัสความสนุกของงานเขียนอมตะเรื่องนี้

เป็นคืนข้างแรมที่มืดสนิท ท้องฟ้าแต้มดาววอมแวมไม่กี่ดวง เจ้าช่วงแฝงกายเลาะลัดไปตามพุ่มไม้ใบบังอย่างเงียบเชียบระวังระไว หัวขโมยตีนแมวอย่างมันได้ชื่อว่าเป็นเซียนของวงการ ย่องเบาขึ้นบ้านไหนที่จะไม่ได้ทรัพย์สินติดมือลอยนวลออกไปเป็นไม่มี แต่คืนนี้เมื่อมันแฝงกายเข้ามาภายในแนวกำแพงหนาทึบสูงใหญ่บริเวณบ้านอันกว้างขวางแต่เงียบสงัดนั้น เจ้าช่วงรู้สึกใจคอหวั่นไหวเยือกเย็น เหมือนตกอยู่ในโลกร้างแต่ลำพัง และเกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง
ขึ้นเป็นครั้งแรก

จากแนวกำแพงใหญ่ทะมึน เลาะลัดไปตามสุมทุมพุ่มไม้ที่ตัดแต่งเป็นรูปสัตว์ต่างๆ นั้น เจ้าช่วงต้องใช้เวลาไม่น้อยเลย และในขณะที่ตัวคฤหาสน์ใหญ่ตระหง่านปรากฏให้เห็นเบื้องหน้านั้นเอง เจ้าหัวขโมยก็ต้องเผ่นหลบเข้าบังหลังพุ่มต้นแก้วใหญ่อย่างว่องไว เมื่อเสียงฝีเท้าย่ำพื้นดังแกรกกรากใกล้เข้ามา

จากพุ่มแก้วใหญ่นั้นเจ้าช่วงหมอบติดพื้น ลอบโผล่หน้าออกมาสังเกตการณ์ และแล้วมันก็เห็นตัวเจ้าของเสียงเดินพ้นแนวพุ่มไม้ตรงเข้ามา

เจ้าช่วงรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว อ้าปากค้าง นัยน์ตาเบิกโตจ้องแน่วอยู่ที่ร่างนั้นแทบไม่กะพริบ

มันเป็นร่างคนผู้ชายธรรมดานี่เอง แต่ช่างเป็นคนที่แปลกประหลาดอะไรเช่นนั้น คนที่เคลื่อนไหวแข็งทื่อไปหมดทั้งตัวเหมือนหุ่นยนต์ แต่ละก้าวย่างเป็นไปด้วยความเกะกะเก้งก้าง แขนทั้งสองห้อยนิ่งอยู่แนบกาย และในแสงดาววอมแวมกับระยะประชิดเช่นนั้น เจ้าช่วงมองเห็นดวงหน้าได้ถนัด…ดวงหน้าที่แทบจะทำให้มันเกือบเผลอตัวหลุดปากอุทานออกไปด้วยความตกใจ

เป็นดวงหน้าที่กระด้างแข็งทื่อเหมือนหน้ากาก ซีดเซียวเหมือนแผ่นกระดาษ นัยน์ตาเบิกกว้างจ้องมองเขม็งไปเบื้องหน้าไม่กะพริบ ริมฝีปากเผยอเล็กน้อย…และที่ทำให้เจ้าช่วงชาวาบไปทั้งตัวก็คือ รอยปาดที่คอหอยเป็นแนวยาวจากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่ง…มันรู้สึกว่าดวงหน้านั้นเหมือนหน้าคนที่ตายแล้วโดยแท้ทีเดียว!

ร่างนั้นก้าวกุกกักแข็งทื่อเฉียดมันไป ในระยะประชิดโดยไม่มีท่าทีว่าจะสังเกตเห็นเลย เจ้าช่วงค่อยใจชื้นเมื่อร่างนั้นคล้อยหลังไปแต่แล้วก็ต้องหมอบฟุบลงอีกเมื่อได้ยินเสียงกุกกักดังตามมา และอีกร่างหนึ่งโผล่พ้นแนวพุ่มไม้ออกมาให้เห็น

เป็นชายอีกคนหนึ่งย่างก้าวมาอย่างแข็งทื่อปราศจากชีวิตจิตใจเหมือนคนแรกไม่มีผิด มีรอยปาดที่คอและสีหน้าเย็นเยียบแบบคนตายเหมือนกัน คราวนี้เจ้าช่วงเห็นในมือของชายคนนั้นถือกรรไกรตัดต้นไม้มาด้วย

ด้วยความประหลาดใจ เจ้าตีนแมวลงทุนเลาะลัดไปตามหลังพุ่มไม้คอยแอบดูพวกมนุษย์ประหลาดสองคนนั้น และเมื่อเห็นถนัดว่าชายทั้งสองกำลังทำอะไรกันอยู่ เจ้าหัวขโมยก็เกาหัวด้วยความประหลาดใจขึ้นอีกเป็นทวีคูณ

คนที่ถือกรรไกรเดินขริบแต่งต้นไม้พุ่มไม้รอบบริเวณราวกับมีตาพิเศษ มองเห็นได้ในความมืดทั้งๆ ที่ตาทั้งคู่เบิกโพลงมองตรงไปข้างหน้าไม่กะพริบ ส่วนคนที่เดินมือเปล่านั้นก็ลากสายยางฉีดน้ำมารดต้นไม้และสนามหญ้าอย่างเก้กังแข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์ ทั้ง ๒ ทำงานอย่างเงียบกริบไม่มีแม้แต่เสียงพูดจากันเลยสักคำเดียว

บ้านนี้แปลกแฮะ รดน้ำทำสวนเวลากลางคืนมืดๆ ก็ได้ด้วย

เจ้าช่วงนึกในใจ แล้วสะบัดหน้าขับไล่ความประหลาดใจทิ้ง นึกต่อไปว่าเป็นโอกาสดีแล้วที่ผู้ชายในบ้านสองคนสาละวนรดน้ำทำสวนอยู่ด้านนี้ มันจะได้ย่องขึ้นไปบนบ้านได้ถนัดๆ อีกหน่อย

เจ้าช่วงย่องหนับๆ ผละออกไปจากที่นั่นเข้าสู่บริเวณหลังบ้านทันที เหลียวซ้ายแลขวาจนมั่นใจว่าไม่มีใครรู้เห็นแน่แล้ว มันก็ไต่ตามเสาใหญ่ที่หมายตาไว้แต่แรก ขึ้นสู่ระเบียงชั้นสองอย่างรวดเร็วและเบากริบ

หัวขโมยถอนใจเฮือกอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อรู้ว่าทุกห้องปิดประตูหน้าต่างแน่นหนาแข็งแรง เกินกำลังเครื่องมืองัดแงะของมัน ทุกห้องหับปิดไฟมืดสนิทแสดงว่าไม่มีคนอยู่เลย แต่ชั้นบนสุดของตัวบ้านซึ่งเป็นห้องเล็กสูงโดดเด่นแบบหอคอยฝรั่งนั้น หน้าต่างบานหนึ่งเปิดแง้มอยู่มีแสงไฟลอดออกมาสลัวๆ หนทางที่จะขึ้นไปสู่หอคอยนั้นมีทางเดียวคือไต่ตามต้นไม้ใหญ่ขึ้นไปข้างบน กิ่งใหญ่ใบหนากิ่งหนึ่งของต้นเอนเข้าชิดใต้ระเบียงที่ล้อมรอบหอคอยนั้นพอดี เจ้าช่วงไม่รอช้าไต่ปราดๆ ไปตามต้นไม้ด้วยความคล่องแคล่วว่องไวเหมือนลิง ชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวก็มาถึงคาคบใหญ่ใบหนามิดชิด ซึ่งทอดเข้าไปจนชิดใต้ระเบียง มันเหนี่ยวลูกกรงไกวตัวขึ้นไปอยู่บนระเบียงอย่างคล่องแคล่ว ย่องหนับๆ เข้าไปประชิดบานหน้าต่างที่แง้มอยู่ เอียงหน้าแนบกรอบสอดส่ายสายตามองเข้าไปข้างใน

ห้องนั้นไม่กว้างใหญ่นัก แสงไฟดวงเดียวกลางเพดานก็สลัวมัวซัว แต่ประหลาดด้วยเครื่องตกแต่งซึ่งได้แก่เตียงขนาดเล็กสองเตียงตั้งอยู่เคียงกัน คั่นกลางด้วยโต๊ะเล็กแกะลายเข้าชุดกับเตียง และสิ่งที่ตั้งอยู่บนเตียงทั้งสองนั้นน่าพิศวงจนเจ้าช่วงเบิกตามองอย่างไม่เชื่อสายตา

มันคือโลงศพใบใหญ่ปิดฝาสนิท ๒ โลงตั้งอยู่บนเตียงทั้งสองนั้น!

ยอดตีนแมวขยี้ตาเพ่งมองอีกจนตาแทบปะทุ มองเท่าไรๆ ก็เห็นเป็นโลงศพอย่างเดิมนั่นเอง…แต่แล้วบานประตูห้องซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหน้าต่างที่มันแอบมองอยู่ก็เปิดออกมาอย่างแช่มช้า ร่างหนึ่งก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม เจ้าช่วงเบิกตาค้างอีกครั้งหนึ่ง หากคราวนี้เป็นไปอย่างตะลึงลานในร่างที่เห็นอยู่ต่อหน้า

สตรีสาวงามพิลาสเลิศนางหนึ่งในชุดแม็กซี่อยู่กับบ้านสีดำเป็นมันเลื่อมทั้งตัวเหมือนเกล็ดงู มือขวาถือแส้อันยาวสีดำสนิทก้าวเข้ามาหยุดยืนเด่นอยู่กลางห้อง มองไปทางโลงศพนั้นพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากอย่างพอใจ แล้วเอี้ยวตัวหันหน้าไปทางประตูที่เปิดแง้มอยู่เปล่งเสียงกังวานเรียกขึ้น

“ชิน เข้ามานี่ซิ”

“ครับผม”

พร้อมกับเสียงขานรับ เจ้าของเสียงก้าวเข้ามาฉับไว ร่างสูงใหญ่ใบหน้าเข้มขรึมนั้นคือคนขับรถของบ้านนั่นเอง

“ชิน คืนนี้เอาเจ้าอุษาสวรรค์มาขังไว้ในนี้นะ ทำโทษที่ออกไปยุ่มย่ามเวลาฉันมีแขก”

“ครับผม”

“เอายาแก้พิษให้บัวกินหรือยัง”

สีหน้าอันเรียบเรื่อยของนายชินเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง เพียงชั่วอึดใจเดียวก็กลับเป็นปกติ

“ให้แล้วครับผม”

“ดีมาก ไปได้แล้ว อ้อ ดูแลเจ้าสองคนข้างล่างด้วย ทำสวนเสร็จให้กลับไปที่ของมันนะ”

“ครับผม”

นายชินรับคำแล้วหันหลังกลับเดินออกจากห้องไป พร้อมทั้งงับประตูให้ปิดสนิทอย่างเงียบกริบ

หญิงสาวโฉมงามเดินมาที่โลงศพซึ่งอยู่ทางซ้ายมือผลักฝาโลงให้เลื่อนเปิดออกอย่างแรง แล้วเสียงเฉียบขาดทรงอำนาจก็เปล่งก้องขึ้น

‘เวตาล!’

มีเสียงคำรามจากในโลงแทนคำขานรับ กลิ่นสาบสางโชยมาฉุนกึก แล้วอะไรอย่างหนึ่งก็ทรงกายโงเงขึ้นจากโลงนั้น

พอเห็นถนัด เจ้าช่วงก็มืออ่อนตีนอ่อนจนต้องทรุดลงคุกเข่าอยู่กับพื้นระเบียงชั่วขณะ สำรวมกำลังจิตใจอย่างเต็มที่แล้วจึงค่อยๆ ชะเง้อขึ้นมองอย่างจะให้แน่ใจ

อะไรกันนั่น! มันร้องอุทานอยู่ในใจ ด้วยความประหวั่นพรั่นพรึงระคนสยองกลัวจนบอกไม่ถูก

ร่างที่ลุกออกจากโลงนั้น รูปทรงสัณฐานขนาดเท่ามนุษย์แต่แผ่นหนังใหญ่ที่แผ่กว้างเป็นปีกออกไปจากลำตัวทั้งสองข้างและขนที่ขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วลำตัวนั้น บอกให้รู้ว่ามันเป็นสัตว์ประเภทค้างคาวอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ดวงหน้านั้น คุณพระคุณเจ้าช่วยด้วยเถิด! เจ้าช่วงคร่ำครวญอยู่ในใจด้วยความสยองขวัญระคนฉงนสนเท่ห์สุดขีด มันเป็นดวงหน้าของผี ของอมนุษย์ชัดๆ ดวงหน้าที่ใหญ่แบนกว้างมีขนอ่อนๆ ขึ้นเต็ม ปากใหญ่อ้าแสยะเห็นฟันแหลมเล็กคมกริบเรียงเป็นแถวเต็มพรืด ที่มุมปากทั้งสองข้างมีเขี้ยวใหญ่ยาวโง้งโผล่ออกมา ดวงตาโปนถลนแดงก่ำกลอกกลิ้งไปมาอย่างน่าหวั่นสยองยิ่ง

ร่างวิปริตผิดธรรมชาตินั้นก้าวโหยงๆ ด้วยขาทั้งสองข้างเหมือนคนเข้ามายืนสงบเสงี่ยมอยู่ตรงหน้าหญิงสาวอย่างนอบน้อมเกรงกลัว เจ้าของร่างงามสง่ากวาดตามองด้วยแววตาเยียบเย็น แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“เวตาล! คืนนี้เป็นโอกาสแก้ตัวของเจ้า! เห็นผู้ชายสองคนที่มาหาข้ากลางวันนี้ไหม”

อาการก้มศีรษะรับคำนั้นบอกให้รู้ว่า สัตว์กึ่งมนุษย์ตนนั้นเข้าใจภาษาคนได้เป็นอย่างดี

“ดีละ เจ้าจงฟังให้ดี ผู้ชายที่มากลางวันนี้มีสองคน คนหนึ่งผอมสูง ผิวขาวสวมแว่นตาชื่อไวฑูรย์ ส่วนคนสูงใหญ่ ผิวคล้ำ หน้าคมๆ ชื่อทัดเทพ จำไว้ให้ดีอย่าให้สับกันนะ คืนนี้เจ้าจงไปที่บ้านคนชื่อไวฑูรย์และฆ่าเขาเสีย! ฟังให้ดี ฆ่าเขาเสีย! เขารู้เรื่องของข้ามากเกินไปแล้ว ลองรู้อะไรๆ เกี่ยวกับอมฤตาลัยไม่นานก็จะต้องสาวเรื่องจนรู้หรอกว่าข้าเป็นใคร…ข้าไม่ต้องการอย่างนั้นรู้ไหมเวตาล จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าที่จะแสดงฝีมือกำจัดเขาเสียเป็นคนแรก ส่วนเพื่อนตาน้ำข้าวอีกคนที่รู้เรื่องเมืองนี้เอาไว้คราวต่อไป เข้าใจไหม”

ร่างประหลาดก้มศีรษะรับอย่างนอบน้อมยำเกรง

“ดีแล้ว จงไปที่บ้านของเขา เจ้ารู้แล้วนี่ว่าอยู่ที่ไหน มันก็เป็นบริเวณเดียวกับเหยื่อคนแรกของเจ้านั่นแหละ จงไปที่นั่นแล้วใช้ประสาทพิเศษของเจ้าค้นหาบ้านเขาเอาเอง…คราวนี้ละเจ้าจะได้แก้ตัว ความผิดพลาดของเจ้าที่ลอบขโมยกินศพเหยื่อคนแรกของข้าโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นมันหนักนัก รู้ไหม ไปทำการคราวนี้แก้ตัวเสีย ข้าจะยกโทษให้ ไปซิ!”

ร่างนั้นก้มศีรษะรับคำ แล้วก้าวโหยงๆ ตรงมาที่หน้าต่างซึ่งเจ้าช่วงแอบดูอยู่

หัวขโมยใจหายวาบ…สัญชาตญาณมากกว่าอย่างอื่นทำให้ตีนแมวไหวตัวในบัดดลนั้น ด้วยความว่องไวราวปรอท มันผลุบออกจากที่ซ่อนข้างหน้าต่าง เหนี่ยวลูกกรงระเบียงโยนตัวลงไปคร่อมอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ข้างล่างระเบียงอย่างรวดเร็วน่าอัศจรรย์ หมอบซ่อนอยู่ในเงาของกิ่งใบดกหนา จ้องมองเหตุการณ์ด้วยใจเต้นระทึก

มันเห็นร่างประหลาดเหมือนค้างคาวมหึมานั้นก้าวช้าๆ มายืนตรงหน้าต่าง ปีกอันกว้างใหญ่แข็งแรงทั้งสองกางออก ขยับลองสองสามครั้งเหมือนทดสอบกำลัง แล้วกระโดดขึ้นเกาะขอบหน้าต่างอย่างว่องไว โผผวาด้วยอาการเหมือนนกเหินออกจากที่นั้นขึ้นไปในอากาศ เสียงปีกกระพือดังสนั่นอยู่ในความเงียบสงัด จนลับหายไปในความมืดของราตรี

มีเสียงหัวเราะเบาๆ ต่ำลึกอย่างน่ากลัวจากลำคอหญิงสาวสวยผู้นั้น เจ้าช่วงได้ยินถนัดเพราะเจ้าหล่อนเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงช่องหน้าต่าง จนร่างสัตว์นั้นลับตาไปแล้วจึงหันกลับเข้าไปข้างใน มือตีนของหัวขโมยสั่นระริกด้วยความขนพองสยองเกล้าจากภาพที่เห็นเมื่อครู่ แต่ความอยากรู้อยากเห็นจนถึงที่สุดมีอำนาจมากพอที่จะทำให้มันพยายามข่มความกลัว เพื่อที่จะดูเหตุการณ์ต่อไปให้ถึงที่สุดโดยลืมนึกถึงความตั้งใจเมื่อแรกเข้ามาเสียจนหมดสิ้น

เจ้าช่วงเกาะนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ชั่วครู่ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดและความตื่นตกใจที่ได้รับ สันดานสอดรู้ของมันช่วยให้ยอดตีนแมวสงบใจลงได้เร็วกว่าปกติ มันค่อยๆ ขยับยืดกายขึ้นโหนลูกกรงส่งตัวเองขึ้นสู่ระเบียงล้อมรอบหอคอยนั้นอีกครั้งหนึ่ง ตรงเข้าแอบร่างแนบฝาผนังข้างหน้าต่างสอดสายตามองเข้าไปข้างในด้วยใจเต้นราวตีกลอง

มันเห็นเจ้าของบ้านสาวสวยเดินไปหยุดอยู่หน้าโลงศพที่ปิดฝาสนิทอีกโลงหนึ่งที่ตั้งเคียงกัน นิ่งเหมือนไตร่ตรองอยู่สักครู่ก็ค่อยๆ เลื่อนฝาหีบศพออก เจ้าช่วงเขย่งตัวมองดูก็เห็นร่างที่นอนอยู่ในโลงได้ถนัด เป็นร่างชายหนุ่มฉกรรจ์คนหนึ่งนอนหลับตานิ่งสนิท แสงไฟในห้องสาดส่องให้เห็นใบหน้าซีดเซียวจนเขียวนั้น ตีนแมวรู้ได้ทันทีว่าร่างนั้นคือศพชายคนนั้นตายแล้ว!

ด้วยความพิศวงสงสัยสุดขีดยอดตีนแมวชะโงกหน้าเข้าไปจนเกือบโผล่พ้นขอบหน้าต่าง จ้องดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนตาไม่กะพริบ มันเห็นสาวสวยผู้มีอำนาจประหลาดผู้นั้นหันไปยังโต๊ะเล็กที่วางอยู่ข้างๆ วางแส้หนังลงแล้วหยิบวัตถุอะไรอย่างหนึ่งเหมือนเข็มฉีดยาขนาดใหญ่ ซึ่งวางเตรียมพร้อมอยู่ในชามรูปไตขึ้นมาถือ โน้มตัวลงคว้าแขนอันขาวซีดของศพในโลงขึ้นปักเข็มฉีดยาลงอย่างไม่ปรานีปราศรัย ปล่อยให้น้ำสีดำในหลอดไหลเข้าไปในร่างชายผู้นั้นอย่างช้าๆ

ครู่ต่อมาน้ำยาสีดำก็หมดหลอด เจ้าของบ้านสาวถอนเข็มฉีดยาออกมาวางบนชามรูปไตดังเดิม แล้วถอยห่างออกไปเล็กน้อย นัยน์ตาจับจ้องดูร่างศพนั้นอย่างพึงพอใจ

และแล้ว…เจ้าช่วงก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกหยุดหมุน หน้าชาเห่อเท่ากระด้ง และใจหวิววับแทบจะหลุดจากขั้ว เมื่อเห็นภาพที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตานั้น

เปลือกตาปิดสนิทของศพเริ่มขยับเขยื้อน และลืมขึ้นทีละน้อยทีละน้อยจนเบิกโพลง จ้องแน่วแน่ไปข้างหน้า ต่อจากนั้น แขนทั้งสองก็ขยับเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า มือขาวซีดเหมือนกระดาษค่อยๆ ยกอย่างเก้งก้างขึ้นเกาะขอบโลง และค่อยๆ ยกตัวขึ้นนั่งอย่างแข็งทื่ออยู่ในโลงนั้น

“ลุกขึ้น! ลุกเดินออกมานี่…ได้ยินไหม เจ้าอยู่ในอำนาจของข้า เจ้าเป็นทาสของข้าแล้ว สถาพร ลุกขึ้นเดินออกมา…เวลาของเจ้ามาถึงแล้ว!”

เสียงไพเราะนั้นกังวานต่ำลึก เหมือนก้องออกมาจากลำคอโดยตรง เจ้าช่วงเข่าอ่อนจนคู้ลงไปอีกเมื่อเห็นร่างเก้งก้างของชายผู้นั้นค่อยๆ ขยับเขยื้อนอย่างแข็งทื่อลุกขึ้นยืนในโลง แล้วค่อยๆ ยกขาก้าวพ้นขอบโลงออกมาอย่างแข็งกระด้างเหมือนหนึ่งว่าแข้งขานั้นทำด้วยเหล็กไหล ไม่ใช่เนื้อหนังมนุษย์ธรรมดา!

เท่านั้นก็พอแล้วสำหรับเจ้าช่วง มันรู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกรอบข้างหมุนติ้วราวลูกข่าง หัวใจของเจ้าตีนแมวแทบจะช็อกหมดสติด้วยความตกใจกลัวเหลือจะพรรณนา เจ้าช่วงไม่รู้ตัวว่ามันรูดตัวเองจากระเบียงสู่กิ่งไม้ลงมาตามลำต้นอันหยาบหนานั้น เปลือกไม้ครูดเนื้อตัวจนถลอกปอกเปิกเลือกไหลโซม หล่นตุ้บจากคาคบสุดท้ายลงมาจุกอยู่บนพื้น พอลุกขึ้นได้มันก็วิ่งสุดฝีเท้าหัวซุกหัวซุนตรงไปยังทิศทางที่จำได้เลือนๆ ว่าเป็นกำแพงบ้าน เคราะห์ดีที่พุ่มไม้ใบหนาแน่นในบริเวณบ้านช่วยกำบังมันไว้จากคนสวนประหลาดทั้งคู่ ซึ่งบัดนี้กำลังทำงานอย่างแข็งทื่ออยู่กลางสนาม สัญชาตญาณเหมือนกันสั่งให้มันปีนขึ้นไปตามต้นมะม่วงชิดกำแพง แล้วไกวตัวหลุดออกไปภายนอกโดยเร็ว ร่างของเจ้าหัวขโมยหล่นลงมากลิ้งหลุนๆ อยู่บนพื้นนอกกำแพง พอตั้งตัวได้เจ้าช่วงก็ลุกขึ้นวิ่ง…วิ่งอย่างไม่รู้หนเหนือหนใต้ว่าจะไปไหน วิ่งด้วยสัญชาตญาณหนีภัยเท่านั้น ส่วนสติสัมปชัญญะของมันนั้นขาดผึงไปแล้วด้วยความตกใจถึงขนาด

พ้นจากซอยออกสู่ถนนใหญ่แล้ว เจ้าช่วงก็ยังวิ่งอย่างเต็มฝีเท้าอยู่นั่นเอง วิ่งโดยไม่ยอมรับรู้ถึงสรรพสิ่งที่อยู่รอบกาย และแม้เมื่อรถยนต์คันหนึ่งแล่นมาโดยเร็วเปิดไฟส่องจ้ามาแต่ไกล เจ้าช่วงก็ยังไม่รู้สึก มันถลาลงไปในถนนตัดหน้ารถคันนั้นในระยะกระชั้นชิด…เสียงเบรกดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับรถเสียหลักหมุนคว้างอยู่กลางถนน แล้วถลาเข้าเสยกับต้นก้ามปูใหญ่ข้างทาง หมดฤทธิ์นิ่งสนิทอยู่ตรงนั้น ในขณะที่ร่างของเจ้าช่วงกองแน่นิ่งอยู่กลางถนนเหมือนก้อนวัตถุอะไรสักอย่างที่ปราศจากวิญญาณ!

 



Don`t copy text!