อลวนคนธรรพ์ บทที่ 24 : แผนของเทวบุตร

อลวนคนธรรพ์ บทที่ 24 : แผนของเทวบุตร

โดย : ตรี อภิรุม

อลวนคนธรรพ์  จินตนิยายสุดสนุกเรื่องล่าสุดของ ตรี อภิรุม นวนิยายที่จะทำให้คุณตระหนักถึงบาปบุญคุณโทษ และสนุกสนานไปกับจินตนาการอันสุดแสนตระการตา อ่านออนไลน์ ได้ที่ เว็ปอ่านเอา เพราะนิยายสนุกๆ มีให้อ่านที่อ่านเอา

*************************

– 24 –

มณทินีโทรศัพท์สอบถามสาวใช้คนสนิท ทราบว่าธาดากำลังนวดให้ ม.ร.ว.แสงโสมดีใจยิ่งนัก อยากจะเข้าประจันหน้ากับเขา โต้คารมดุเดือด มั่นใจว่าเขาจะจนมุมแน่นอน ไม่พลิกพลิ้วเอาตัวรอดเช่นทุกครั้ง

สาวสวยมาถึงบ้านม.ร.ว.แสงโสม

นั่นปะไร!

หนุ่มสุดหล่อเสร็จจากการนวด กำลังเดินทอดน่องกลับ ห่างจากศาลากลางสวนประมาณร้อยเมตร ทั้งนี้อยู่ในสายตาม.ร.ว.แสงโสม

“ว่าไงคะ พ่อเทพบุตรแสนกล สารพัดเล่ห์เหลี่ยม เล่นเกมได้ทุกบทบาท คุณสนุกสนานกับการทำให้ดิฉันเวียนหัว”

ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม สายตาล้อเลียนช่างเล่น

“คุณนุ้ยกล่าวหาผมนะครับ”

“ไม่จริงหรอกรึ” มณทินีขึ้นเสียงแต่พยายามไม่โมโห “ทำตัวเป็นพ่อสื่อพ่อชัก ทำไมต้องยัดเยียดคุณอลังการให้ดิฉัน”

“เป็นคู่เหมือนของผมไงล่ะ คล้ายกับว่ามีเงาของผมเคียงข้างคุณตลอด”

“ไม่จำเป็น!”

มณทินีแผดเสียงค่อนข้างดัง

“รวมทั้งท้าวสุธรรมธาดาธรณ์ด้วย”

“จริงเหรอ”

ในฉับพลัน พ่อเทพบุตรจำแลงอันตรธานแวบ

“นุ้ย!”

ม.ร.ว.แสงโสมในศาลากวักมือเรียก สาวสวยเดินตรงเข้าไปหาบุพการี สังหรณ์ใจลึกๆ ว่าจะมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลสักอย่าง ตรงตามที่คาดหมายเผ็ง

“นุ้ยคุยอยู่คนเดียวตั้งนาน จะว่าซ้อมบทละครก็ไม่น่าใช่”

หลานสาวยิ้มทำหน้าปูเลี่ยน แค้นเคืองพ่อหนุ่มเทพบุตรสุดหล่อนนัก ทำให้หล่อนกลายเป็นคนไข้จิตเภทในสายตาของม.ร.ว.แสงโสม เปิดเผยความจริงทั้งหลายทั้งมวลใครจะเชื่อ หล่อนบ่ายเบี่ยง

“ทบทวนรายการอาหารที่ส่งไปขายราคาถูกที่ฟู้ดเวิร์ลสงเคราะห์คนยากจนค่ะ”

“เพลาๆ ความคิดรกสมองไว้บ้าง เดี๋ยวใครๆ เขาจะหาว่าเธอสติไม่ดี”

มณทินียิ้มเจื่อน ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรจึงได้แต่นิ่ง

“เอาละ นุ้ยไปได้แล้ว” ท่านพยักหน้าชราเนิบ “ว่างๆ ละก็ นุ้ยควรไปให้จิตแพทย์ตรวจสภาพจิตดูบ้าง ก่อนที่มันจะเป็นมากกว่านี้”

หากว่าหล่อนเป็นเด็กคงจะร้องไห้โฮ ล้มลงนอนดิ้นตีแปลง ก้าวขึ้นบันไดหินขัดของคฤหาสน์

ปี๊บ- ปี๊บ!

สาวสะคราญโฉมล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพาย

ปราศจากหมายเลขของผู้โทร. สามารถรู้ได้ปฏิภาณอันฉับไวว่า คนก่อกวนคนเดิม

“สะใจคุณแล้วใช่ไหมคะ ดิฉันถูกคุณยายจวกแหลก”

เสียงหัวเราะห้าวทุ้มโรแมนติกแว่วมาตามสาย

“บุพการีตักเตือนด้วยความหวังดีนะคร้าบ ท่านห่วงใยหลานสาวคนสวย”

“เก่งจริง ลองปรากฏตัวเดี๋ยวนี้สิคะ”

เสียงเงียบหายไปเฉยๆ คล้ายสายหลุด

มณทินีทำใจปรับอารมณ์ ครู่เดียวก็ปรกติ ตัดความขุ่นมัวออกไปโดยสิ้นเชิง

คืนนั้น หล่อนนั่งทำสมาธิในห้องนอนอันหรูหราวิจิตร ด้วยความชำนาญ  มณทินีภาคสองล่องลอยในอากาศสูงประมาณร้อยเมตร เบื้องล่างเป็นตึกรามอาคารคอนโดสูงลิ่ว ที่ถนนยวดยานวิ่งสับสน แสงไฟแวบวับ สวยจนน่าจะถ่ายรูปทางโทรศัพท์มือถือ จัดเป็นวอลเปเปอร์

ชั่วพริบตา ทิวทัศน์เบื้องล่างก็เปลี่ยนเป็นสวนป่าอันร่มรื่น ไม้ดอกงามสะพรั่ง หล่อนเห็นด้วยสายตาทางจิต ความมืดปราศจากความหมาย

ทอดตัวลงไปเดินเล่นชมวิว กล้วยไม้ตามคบไม้หลากสีสวยเหลือเกิน ผีเสื้อเกาะตามกิ่งไม้หุบปีก

โอ…โน่นอะไรกันเล่า?

เสือโคร่งหมอบจ้องมองหล่อนตาเขม็ง ในระยะหกสิบเมตร

“ฉันมาด้วยภาคสอง” มณทินีพีมพำ พลางสืบเท้าเข้าไปใกล้…และใกล้ทุกที

แวบ!

เสือโคร่งกลายเป็นก้อนหินใหญ่ตะปุ่มตะป่ำ

นึกรู้ทันที เพราะเคยเผชิญเหตุการณ์ทำนองนี้มานับครั้งแทบจะไม่ถ้วน

“นี่รึ เกมของพ่อเทพบุตรจอมมายา ลองปรากฏตัวสิ”

เกิดเสียงห้าวทุ้มลอยๆ ไม่ปรากฏตัวผู้พูด

“พรุ่งนี้ผมจะไปพบคุณนุ้ยที่ฟู้ดเวิร์ลครับ”

“ขอให้จริงเถอะ”

มณทินีตอบกับความว่างเปล่า

ณ ฟู้ดเวิร์ลตอนเย็น ผู้คนอุดหนุนมากมาย ดูเหมือนว่าจะมากกว่าวันก่อนๆ มีตั้งแต่เด็กโต หนุ่มสาว วัยกลางคน จนถึงผู้เฒ่าชรา แต่งกายมอซอ บางรายเสื้อผ้าขาดปุปะ บ่งบอกถึงฐานะอันต่ำต้อย

สาวสะคราญโฉมกับดาวเรืองช่วยกันตักอาหารราคาถูกขาย เด็กบางคนให้เงินบาทเดียว แต่มณทินีก็รับและไม่ต่อว่าต่อขานแม้แต่คำเดียว

ครั้งหนึ่งเผลอเหลือบมองทั่วบริเวณอันกว้างขวาง พลันสะดุ้ง ดวงตาคู่งามกะพริบยิบๆ

เป็นไปได้อย่างไรกันเนี่ย คนธรรพ์นั่งกระจายตามที่ต่างๆ นับรวมกันสิบคน การแต่งกายเหมือนกันเปี๊ยบ

“แฝดสิบคนไม่มีในโลกมนุษย์”

มณทินีพึมพำในใจ รู้ว่าเกิดจากอิทธิฤทธิ์ของพ่อเทพบุตรต่างภพ แต่ว่าคนไหนเป็นร่างจริงนอนไม่มีญาณที่จะหยั่งรู้ ตัดสินใจวางมือจากการตักมันแกงบวด เดินเข้าไปหาร่างที่นั่งใกล้มากที่สุด ก้มลงหน่อยพูดดังพอประมาณ

“แปลกจัง เทวดากินอาหารของมนุษย์”

ชั่วพริบตานั้น กลายเป็นเด็กหญิงผอมโซสวมเสื้อผ้าเก่าสกปรก

“อุ๊ย! คุณน้าพูดกับหนูหรือคะ?”

“ขอโทษจ้ะ ฉันทักคนผิด”

คราวนี้เหลืออีกเก้าราย สาวโสภากวาดตาไปรอบๆ ต้องมีร่างหนึ่งที่เป็นตัวจริง เดินหลบไประหว่างโต๊ะก้มหน้าลงหน่อยเรียกชื่อจริง

“ท้าวสุธรรมธาดาธรณ์คะ”

“เหวอ!”

หล่อนชะงักกึก ร่างนั้นกลายเป็นชายแก่หง่อมร่างผอมโซ ผมหงอกแซมสีเทา กลางศีรษะผมบางกร่อน ถามเสียงสั่นเครือ

“พูดกับผมเหรอ?”

มณทินีกล่าวคำขอโทษ ถอยออกมาตั้งหลัก และเดินเข้าไปหารายที่สาม ถ้าไม่ติดว่าเขาเป็นบุรุษเพศก็คงจะคว้ามือจับยึด

“เล่ห์เหลี่ยมสารพัดนะ ตัวตลกชิดซ้าย”

เช่นเดียวกับสองครั้งแรก กลายเป็นหญิงชราหน้าเหี่ยวย่นอายุประมาณแปดสิบปี สวมเสื้อสีน้ำตาลเก่ามีรอยปะ

“ยายขอข้าวกับต้มจับฉ่ายเพิ่มได้ไหมจ๊ะ”

“คุณยายไปที่แผงอาหารโน่น”

ธิดามหาเศรษฐีผู้เลอโฉมชี้มือ

หล่อนเข้าไปทักแต่ละรายต่อเนื่อง กลายเป็นร่างอื่นผิดหวังตลอด จนกระทั่งถึงรายสุดท้ายมั่นใจว่าเขาเป็นจำเลยแน่นอน กลั้นลมหายใจรวบรวมพลังจิตคว้าข้อมือจับหมับ

“ข้าวแกงส้มอร่อยนะ”

พลันตกตะลึงปล่อยมือโดยอัตโนมัติ ร่างนั้นเป็นชายวัยหกสิบ ฟันหลอศีรษะเถิก

“หนูเกือบทำให้ช้อนตกจากโต๊ะแน่ะ”

มณทินีไหว้ขอโทษ อานุภาพของพ่อเทพบุตรสุดหล่อมากมายเหลือเกิน จับไม่ได้ไล่ไม่ทันแม้แต่ครั้งเดียว

เหลือบมองไปนอกอาคารฟู้ดเวิร์ล ระยะห้าร้อยเมตร คนธรรพ์ยืนเด่นโบกมือทักทาย ก่อนที่จะเดินแทรกหายเข้าไปในต้นชบาซ้อน

สาวสะคราญโฉมฉุกคิดถึงคำพูดของเขาว่า จะพบเขาได้ที่ฟู้ดเวิร์ล คนธรรพ์ทำตามคำสัญญาทุกประการ แต่ทว่าในรูปแบบตลกที่หล่อนคาดไม่ถึง

“สักวันหนึ่ง” ร้องในใจ “ฉันจะไล่ทันคุณ”

วันนั้นแค่เกือบห้าโมงเย็น ทั้งอาหารและขนมที่ฟู้ดเวิร์ลก็หมดเกลี้ยง มณทินีขับเก๋งคันงามโดยมีดาวเรืองติดรถไปด้วย จอดรถส่งสาวใช้ที่ป้ายรถเมล์พอขับเคลื่อนยานพาหนะ

ร่างกฤษดาวายุก็ปรากฏรางเลือนนั่งเบาะเคียงข้างหล่อน

“คุณแม่ทำไมให้ดาวเรืองนั่งเบาะหลังล่ะฮับ”

มารดาแห่งอดีตชาติคลี่ยิ้มอ่อนโยน รู้ว่ายังไม่ทันค่ำ เด็กเทวอสูรปรากฏกายได้แค่นี้เอง แตกต่างกับภาคกลางคืน อิทธิฤทธิ์ของเขาน้อยกว่าคนธรรพ์

“แม่ไม่ถือตัวจ้ะ อีกอย่างนึง ดาวเรืองหิ้วถุงขนมจะเอากลับไปกินด้วย”

“อยากพบพ่อไหมฮับ?”

“โก๊ะจะช่วยเรอะ”

กฤษดาวายุถูมือไปมาเหมือนเด็กจอมซน

“เอ้า, ตกลง”

เวลาผ่านไปเพียงสิบนาที เทวอสูรวัยเด็กก็อันตรธานเวบ โดยไม่กล่าวคำร่ำลา

มณทินีขับยานพาหนะไปเรื่อยๆ ถนนแต่ละสายยวดยานคับคั่ง ช่วงที่ถนนโล่งมีน้อยมากอย่างไรก็ตามกว่าจะถึงคฤหาสน์อันโอฬารก็โพล้เพล้

ไฟหน้าประตูรั้วเปิดสว่าง น่าแปลกรถเก๋งคันหรูจอดข้างกำแพงรั้ว สงสัยว่าใครหนอ ถ้าเป็นรถคนไม่รู้จักกันก็เสียมารยาท

หล่อนเปิดไฟหน้ารถสว่าง รอให้คนสวนมาเปิดประตูรั้ว ในทันใดชายหนุ่มอีกคนก็เปิดประตูรถเก๋งก้าวออกมาจากตำแหน่งคนขับ ในมือถือดอกกุหลาบสีชมพูที่ก้านดอกโบว์สีเดียวกันเดินเข้ามาหาหล่อน

อ๋อ…อลังการคู่เหมือนคนธรรพ์นั้นเอง

“ผมขอมอบดอกกุหลาบให้คุณนุ้ยครับ”

ถ้าเป็นชายอื่นหล่อนจะไม่รับ แต่รายนี้ตรงกันข้าม

“ขอบคุณค่ะ” และถามต่อเนื่อง “คุณลังคอยนุ้ยนานไหมคะ?”

“ครู่ใหญ่ๆ ครับ” หนุ่มหล่อตอบเสียงห้าวทุ้มนุ่มนวล “ถามสาวใช้เธอว่าคุณนุ้ยยังไม่กลับ โอ…อย่าเอาดอกกุหลาบไปทิ้งถังขยะนะครับ”

“ไม่ทิ้งแน่นอนค่ะ”

ยั้งคำว่าจะเอาไปปักแจกันไว้หัวเตียง รอจนกว่ากุหลาบจะเหี่ยวแห้งจึงทิ้ง

ชายหนุ่มรูปงามค้อมศีรษะอำลาหล่อน

ขณะขับรถยนต์เข้าไปจอดในโรงรถ มณทินีฉุกคิดขึ้นได้ กฤษดาวายุพูดเป็นปริศนาที่แท้ก็ชักนำอลังการมาพบหล่อนนั้นเอง

เดาเหตุการณ์คงจะไม่ผิด คนธรรพ์วางแผน เขาอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์อันค่อนข้างจะสับสนนี้

ค่ำนั้น มณทินีลงจากคฤหาสน์ไปนั่งในห้องมุ้งลวดของศาลากลางสวนพฤกษชาตินั่งสมาธิจิตใจสงบ ว่างจากปัญหาทั้งปวง

ครู่เดียว ดวงจิตหรือมณทินีร่างที่สองก็แยกจากกายเนื้อ ล่องลอยไปในอากาศสูงประมาณร้อยเมตร

เสียงพิณไพเราะแว่วมา

“สาวเอยจะบอกให้ ความในใจฉันรักเธอ”

รู้ทันทีว่ามาจากคนธรรพ์

นั่นปะไร!

พ่อเทพบุตรจอมอลวนยืนพิงต้นจามจุรี มือถือพิณ

มณทินีกำหนดจิตลอยต่ำ และยืนห่างจากเขาพอประมาณด้วยสภาพกายทิพย์ เห็นกลางคืนเท่ากับกลางวัน

“คุณใช่ไหมคะ แนะให้เด็กโก๊ะชักนำอลังการมาพบดิฉัน”

“ผมไม่ปฏิเสธ”

เทพบุตรแห่งจาตุมหาราชิกาภูมิหัวร่อเสียงห้าวทุ้มเยือกเย็น

“เพื่อจุดประสงค์อะไร?”

“แล้วคุณนุ้ยจะพบคำตอบในอนาคต”

ในฉับพลัน คนธรรพ์อันตรธานแวบ เช่นเดียวกับดวงจิตของมณทินีลอยกลับร่างเดิมที่นั่งสมาธิ

Don`t copy text!