พนมนาคา บทที่ 23 : วิลลากลางป่าใหญ่

พนมนาคา บทที่ 23 : วิลลากลางป่าใหญ่

โดย : พงศกร

พนมนาคา นวนิยายลึกลับเรื่องล่าสุดของ พงศกร เมื่อ ‘เอเชีย’ Medical illustrator รับงานวาดภาพประกอบตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคผิวหนังประหลาดที่มองคล้ายเกล็ดงู ทำให้เธอต้องไปพัวพันกับตำนานอันลึกลับของหมู่บ้านที่ผู้คนยังบูชาพญานาค เธอจะได้กลับออกมาไหม ตามไปลุ้นกันที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 23 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

สิ้นสุดคำพูดของชายชราผู้นั้น เสียงฟ้าก็ร้องรับดังครืนใหญ่ ประกายสายฟ้าสว่างวาบ บรรยากาศรอบกายทึบทะมึนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสายลมที่พัดกระโชกแรงราวกับพายุ พาให้ฝุ่นและใบไม้แห้งฟุ้งกระจาย จนทั้งสามต้องยกมือขึ้นป้องหน้าตา

“กลับไปเสีย…รีบกลับไป”

เมฆฝนดำสนิทแผ่ปกคุลมเหนือท้องฟ้า เสียงของชายสูงวัยผู้นั้นดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเสียงลมพัดดังหวืดหวือ…

“เอเชีย ระวัง…” ลมแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏ ขนาดเป็นคนร่างใหญ่ หากพุ่มข้าวบิณฑ์ยังรู้สึกได้ว่ากายของเขากำลังซวนเซ ชายหนุ่มพยายามเอื้อมมือไปข้างหน้า เพราะห่วงว่าเอเชียจะได้รับอันตราย

“ฉันอยู่นี่ค่ะ…ตรงนี้” เอเชียยื่นมือมาจับมือของชายหนุ่มไว้แน่น ฝุ่นคละคลุ้งจนลืมตาไม่ขึ้น หล่อนร้องเรียกหาเด็กสาวที่มาด้วยกัน “สิทธา…สิทธาอยู่ไหน”

“หนูอยู่นี่” สิทธาร้องตอบ มือข้างหนึ่งยังยกขึ้นป้องหน้า มืออีกข้างยึดราวบันไดนาคเอาไว้แน่น

กระแสลมแรงราวพายุหมุน เมื่อลมสงบและทุกคนลืมตาขึ้นอีกครั้งหนึ่งนั้น ก็ปรากฏว่าชายชราลึกลับคนนั้นหายไปเสียแล้ว

“อ้าว…” สิทธาเหลือบมองไปรอบๆ ขณะที่เอเชียขนลุกเกรียว “ตาลุงหายไปไหนแล้ว…พอพายุมา รีบหนีเอาตัวรอดไปเลยนะเนี่ย”

“ช่างลุงเขาเถิด” พุ่มข้าวบิณฑ์พึมพำ เอเชียรู้สึกว่าปลายเสียงของชายหนุ่มเหมือนจะสั่นเล็กน้อย ดวงตาของเขากวาดไปรอบๆ เหมือนกำลังมองหาว่าชายสูงวัยผู้นั้นหายไปไหนเช่นกัน

…ใช่คนหรือเปล่า…เอเชียอดนึกสงสัยมิได้…

โผล่มาเงียบๆ และหายไปเงียบๆ

แต่ยืนคุยกันอยู่ตั้งนาน ไม่ใช่คนแล้วจะเป็นอะไรไปได้

“แล้ว…เอ้อ…เรายังจะขึ้นไปบนโน้นอีกไหมคะ”

เอเชียรีบเปลี่ยนเรื่อง เธอเห็นพุ่มข้าวบิณฑ์แหงนหน้ามองดูปราสาทประธานสลับกับมองท้องฟ้าด้วยสายตากังวล

“กลับกันก่อนดีกว่า” ชายหนุ่มถอนใจยาวอย่างเสียดาย เมฆฝนบนฟ้าทึบทะมึนขึ้นทุกขณะ หากรั้งรออยู่ที่เทวาลัยต่อไป ทุกคนอาจจะลำบาก

“ฝนกำลังจะตกแล้ว เดี๋ยวเราจะกลับเข้าเมืองไม่ทัน…อีกอย่าง วันนี้กล้องมือถือก็ไม่ทำงาน เอาไว้เรากลับมาอีกครั้ง ค่อยเตรียมตัวให้พร้อมกว่าวันนี้…จะได้แวะไปขออนุญาตเจ้าชายอะไรนั่นด้วย”

“แบบนั้นก็ดีค่ะ” เอเชียพลอยถอนใจไปด้วย

อุตส่าห์มาจนถึงที่นี่แล้ว เธออยากรู้เหมือนกันว่าบนปราสาทประธานมีอะไรอยู่บนนั้นบ้าง แต่เห็นด้วยกับเขาว่าถ้าไม่รีบกลับกันตอนนี้ น่าจะลำบากแน่ ด้วยหนทางจากยอดเขากลับเข้าเมือง ต้องผ่านถนนลูกรังที่สภาพไม่ค่อยดีนัก

แต่กระนั้นก็ไม่ทันอยู่ดี เพราะทันทีที่ก้าวพ้นโคปุระ เดินเลาะเลียบริมทะเลสาบมุ่งหน้าไปยังบันไดที่ทอดลงสู่ลานจอดรถเบื้องล่าง ฝนเม็ดใหญ่ก็เทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ทางเดินเต็มไปด้วยตะไคร่และมอสปกคลุม ยามปกติก็ดูสวยดี หากในยามที่ฝนตกหนัก ทำให้เดินยาก แม้จะสวมรองเท้าผ้าใบเตรียมลุย หากเอเชียเสียหลักลื่น เกือบหกล้มถึงสองสามหน เคราะห์ดีที่พุ่มข้าวบิณฑ์คว้าแขนของหญิงสาวเอาไว้ได้ทัน ไม่เช่นนั้นหากล้มกลิ้งลงไป เกิดแขนขาหักจะเดือดร้อน เพราะยังไม่ทันได้เริ่มงานก็จะมาบาดเจ็บเสียแล้ว

“หน้าร้อนแท้ๆ” เอเชียบ่นพึมพำ ดอกหางนกยูงสีแดงเพลิงร่วงลงมาไม่ขาดสาย “ฝนตกได้ยังไงกันนะเนี่ย”

“คราวนี้พยากรณ์อากาศถูกแฮะ” สิทธาบ่นบ้าง “ไม่น่าเชื่อเลย”

“เอายังไงดี ฝนแรงยังกับพายุ” พุ่มข้าวบิณฑ์ละล้าละลัง ฝนหนักขนาดนี้ ไม่แน่ใจว่าควรจะดึงดันต่อไปหรือไม่ แม้จะลงไปถึงรถจักรยานข้างล่างก็กลับเข้าเมืองไม่ได้อยู่ดี “เราไปต่อกันไม่ไหวแน่ หาที่พักหลบฝนก่อนไหม”

“หลบที่ไหนล่ะคุณ…ไม่เห็นมีที่ไหนให้เราหลบฝนได้เลย” เอเชียยกหลังมือขึ้นเช็ดดวงหน้าที่เปียกชื้นไปด้วยสายฝน

“เอ๊ะ…ทางแยก…มาได้ยังไงเนี่ย ตอนขึ้นมาไม่เห็นมีเลย” เสียงสิทธาดังขึ้นทางด้านหลัง เด็กสาวชี้มือไปยังทางแยกเล็กๆ ที่ขาขึ้นไม่มีใครทันสังเกต “สงสัยเป็นทางไปวังที่คุณตาคนนั้นพูดถึงละมังจ๊ะ”

เอเชียและพุ่มข้าวบิณฑ์หันไปมอง พร้อมกันนั้นก็อดประหลาดใจมิได้ เพราะตอนขึ้นบันไดไปบนยอดเขานั้น เขาและเธอไม่มีใครเห็นทางสายเล็กเส้นนี้เช่นกัน

ทางแยกนั้นเลี้ยวลับหายไปในป่าทึบ มีป้ายเล็กๆ เขียนไว้ว่า Villa de Entrée อันมีความหมายว่า ‘คฤหาสน์แห่งทางเข้า’

“ไปกัน” พุ่มข้าวบิณฑ์ตัดสินใจ ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่น

“จะดีเหรอคุณ” เอเชียลังเล จู่ๆ คำว่า ‘อันตราย’ ที่แม่ชีมาศเคยเตือนเอาไว้ ก็ย้อนกลับมาในห้วงคำนึง

พุ่มข้าวบิณฑ์ยังไม่ทันตอบ สายฟ้าก็วาบสว่างเจิดจ้า พุ่งลงมาจากฟากฟ้าทึบทะมึน ผ่าเปรี้ยงลงมาที่ต้นสนขนาดใหญ่ซึ่งขึ้นอยู่ข้างทาง เสียงฟ้าผ่าดังกึกก้อง และเอเชียรู้สึกได้ถึงความสั่นสะเทือนรอบกาย พร้อมกับที่สนต้นนั้นถูกสายฟ้าผ่าจนแยกออกเป็นสองซีก กลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้ง และดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่นใดเหลืออยู่ในตอนนั้น

“เร็วเข้าคุณ” พุ่มข้าวบิณฑ์ใจเต้นตึ้กตั้ก รู้สึกว่าพายุวันนี้รุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏ ฟ้าคะนอง และมีโอกาสที่จะผ่าลงมาได้อีก การยืนอยู่ท่ามกลางต้นไม้สูงใหญ่นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งยวด

เอเชียพยักหน้า เธอเอื้อมมือไปจับสิทธาไว้แน่น รู้สึกได้ถึงความเยียบเย็นของมือเด็กสาว สิทธาก็คงจะกลัวไม่แพ้หล่อน หากเด็กสาวเป็นคนกล้าหาญ สิทธาไม่แสดงความหวาดกลัวออกมาให้เห็น สองสาวรีบเดินตามหลังพุ่มข้าวบิณฑ์ฝ่าสายฝน เลี้ยวไปตามเส้นทางสายเล็ก ที่ทอดคดเคี้ยวไปในม่านสายฝนอย่างรวดเร็ว…

เป็นเส้นทางสายเล็กที่เลี้ยวลดไปมาราวกับงู ทอดยาวอยู่ภายใต้ม่านไม้หนาทึบที่ใบประสานกันเป็นร่ม ช่วยชะลอแรงกระหน่ำของเม็ดฝนให้บางเบาลงไปได้นิดหนึ่ง

รู้สึกเหมือนมีสายตาหลายสิบคู่จับจ้องมองมาจากตรงนั้นตรงนี้ หากเอเชียมองไม่เห็นว่าบริเวณนั้นจะมีใครนอกจากพวกเธอทั้งสามคน

ขุมขนบนเรือนกายลุกเกรียว เอเชียเพิ่งนึกได้ว่าเมื่อเช้าหล่อนรีบจนลืมสร้อยขนนกของแม่ชีมาศไว้ที่หัวเตียง ไม่ได้สวมติดตัวมาด้วย

…คงไม่มีอะไรหรอกน่ะ…

หญิงสาวปลอบใจตัวเอง ทั้งที่ความกังวลเริ่มแผ่ซ่านไปตามขุมขน…

“ระวังก้อนหินก้อนนั้นด้วย…ลื่นนะครับ อย่าเหยียบ”

พุ่มข้าวบิณฑ์มีหน้าที่คอยระแวดระวังให้กับทุกคน

แม้จะเส้นทางเดินจะง่ายขึ้น แต่กระนั้นทางเดินก็ยังลื่นจนทั้งสามต้องจับมือกันไว้แน่น แล้วค่อยๆ เคลื่อนที่ไปข้างหน้าพร้อมกัน คอยประคับประคองกันเอาไว้ และในที่สุด…หลังคายอดแหลมของวิลลาก็ปรากฏให้เห็น

มีกำแพงสูงใหญ่ล้อมอยู่โดยรอบ ทั้งสามมาหยุดยืนหนาวตัวสั่นอยู่ที่หน้าประตูไม้บานใหญ่…

เอเชียจ้องมองลวดลายแกะสลักวิจิตรบนประตูไม้ แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง…

เป็นรูปสลักพญานาคแผ่พังพานในลักษณาการอันอ่อนช้อย ดูราวกับของจริง…เอเชียจะไม่ประหลาดใจเลยถ้าพญานาคที่บานประตูจะสามารถเคลื่อนไหวได้และพุ่งเข้าใส่ผู้มาเยือนอย่างไม่ให้ตั้งตัว

พุ่มข้าวบิณฑ์ยกมือขึ้นหมายจะเคาะประตู หากเมื่อเห็นรูปสลักแล้วเขาก็ชะงักไปนิดหนึ่ง สายตาจ้องมองด้วยความสนใจ แล้วก่อนที่ชายหนุ่มจะเอื้อมมือไปเคาะ ประตูก็เปิดออกในทันใดนั้น

…อย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว…

“อุ๊ย” เอเชียอุทาน เมื่อเห็นชายรูปร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่หลังประตู ดวงหน้าเข้มคมเรียบเฉย ดวงตาสีเข้มของเขาจ้องมองตรงมาแน่วนิ่ง

“เชิญ”

เหมือนกับเขารออยู่นานแล้ว…เสียงของชายผู้นั้นทุ้มต่ำ เป็นกังวาน เอ่ยสั้นๆ แค่คำเดียว ก่อนที่ร่างสูงล่ำสันจะถอยหลังแล้วผายมือให้

“เดี๋ยวก่อน” พุ่มข้าวบิณฑ์ประหลาดใจ “ไม่ถามเลยเหรอครับว่าพวกผมเป็นใคร มาที่นี่ทำไม”

“ฝนตกหนักขนาดนี้…เข้ามาหลบข้างในก่อน” เสียงตอบยังคงราบเรียบดุจเดิม ผิวกายของเขาเข้มเหมือนกับเสื้อผ้าที่สวมใส่ เอเชียมองไม่ออกว่าเป็นผ้าอะไร มันดูเรียบลื่น สะท้อนแสงจากคบไฟที่หน้าประตูแลดูประหลาดตา

“พี่รู้ได้ยังไงว่าพวกเรามาที่นี่ ยังไม่ทันเคาะประตูหรือกดกริ่งเลย” สิทธาไม่หายสงสัย เพราะจู่ๆ ชายผู้นี้ก็เปิดประตูให้พวกเธอ  ราวกับเขามองเห็น…

“เจ้านายของเรารู้…ว่าพวกคุณจะมา” ชายหนุ่มผู้นั้นตอบ “ท่านอนุญาตให้เข้ามาได้”

เอเชียเพิ่งสังเกตเห็นว่า ผมสีดำขลับของเขายาวถึงกลางหลัง ชายหนุ่มรวบเอาไว้เรียบร้อยด้วยเส้นไหมสีเขียวสด มองเผินๆ นึกว่าเป็นงูเขียวตัวเล็ก ดวงหน้าของเขาราบเรียบปราศจากริ้วรอย ประเมินแทบไม่ได้ว่าอายุเท่าไรกันแน่

“เจ้านายของคุณ…ท่านเป็นเจ้าชายหรือคะ” เอเชียพึมพำถาม

“ใช่” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่พยักหน้า

“ท่านอยู่ไหมคะ” หญิงสาวถามต่อ

ชายผู้นั้นไม่ตอบ เพียงแต่พยักหน้า

“ดีเลย” เอเชียหันไปทางพุ่มข้าวบิณฑ์ด้วยท่าทางยินดี “ไหนๆ เราก็มาถึงที่นี่แล้ว จะได้ทำเรื่องขออนุญาตขึ้นปราสาทประธานไว้เลย กลับมาคราวหน้าจะได้ไม่เสียเวลา”

“เชิญ” ชายผู้นั้นย้ำเสียงหนัก และคราวนี้ ทั้งสามก็เดินตามเขาเข้าไปโดยไม่ต้องรอให้เขาเอ่ยปากเชิญเป็นครั้งที่สาม

ฝนยังคงตกแรง หากทางเดินที่แล่นยาวจากประตูสูงอาคารหลังใหญ่ตรงหน้านั้นมีหลังคาต่อเนื่อง

สองข้างทางเดินเป็นสนามหญ้า มีต้นไม้และรูปปั้นตกแต่งเป็นสวนแบบยุโรปสวยงาม เนื่องจากม่านฝนที่โรยตัวต่อเนื่องลงมาไม่ขาดสาย ก่อให้เกิดละไอหมอกสีขาวขุ่นลอยเรี่ยอยู่โดยรอบ เอเชียจึงมองไม่ถนัดว่ารูปปั้นหินอ่อนเหล่านี้เป็นรูปปั้นอะไรบ้าง เห็นรางๆ เหมือนกับมีรูปปั้นสตรีผมเป็นงูอยู่ใต้ต้นหางนกยูงใหญ่

“กอร์กอน…”

เอเชียพึมพำ อดนึกไปถึงรูปปั้นกรีกซึ่งอยู่ในแกลเลอเรียที่ The MET ไม่ได้

ถัดไปอีกหน่อย มีรูปปั้นงูใหญ่ หน้าตาเหมือนรูปปั้นของพวกอินคาตั้งเด่นอยู่บนเนินหญ้า…ดูเหมือนทุกที่ในวิลลาแห่งนี้จะเกี่ยวข้องกับงูไปเสียทั้งหมด

“เจ้านายผมท่านชอบงู…ท่านเกิดปีงูใหญ่” ราวกับจะอ่านใจเอเชียได้ ชายคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้าจึงหันมาอธิบาย “และที่นี่ก็คือพนมนาคา…ขุนเขาแห่งพญานาค…คุณจะได้เห็นสัญลักษณ์เกี่ยวกับงูและนาคมากมาย อย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน”

“ตอนอยู่ที่เทวาลัย…มีคนห้ามเราขึ้นปราสาทประธาน บอกว่าถ้าจะขึ้นไป ต้องมาทำเรื่องขออนุญาตที่นี่ก่อน” พุ่มข้าวบิณฑ์เอ่ยถาม

“ถูกต้อง” ชายหนุ่มผู้นั้นพยักหน้า ไม่มีคำอธิบายใดๆ เพิ่มเติม

“นาคเทวาลัยเป็นสถานที่เฉพาะบุคคลหรือครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์อยากรู้ “ผมนึกว่าขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ใครอยากขึ้นไปเที่ยวก็ไปได้เสียอีก”

“เทวาลัยตั้งอยู่ในเขตที่ดินของเจ้าชาย” ชายหนุ่มที่เดินนำหน้า หันกลับมาตอบอย่างเสียไม่ได้ “และไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน…ฉะนั้น…ใครอยากขึ้นมาเที่ยวชม ต้องมาทำเรื่องขออนุญาตเสียก่อน”

“มาก็ยาก…ยังจะต้องมาทำเรื่องขออนุญาตให้วุ่นวายอีกหรือ…เรื่องเยอะจัง” สิทธาแอบบ่นพึมพำ แล้วเด็กสาวก็ต้องสะดุ้ง เมื่องูตัวหนึ่งเลื้อยตัดหน้าโดยกะทันหัน

“ว้าย”

เด็กสาวร้อง จ้องมองงูสีเขียวเข้มราวกับมรกตด้วยความตกใจระคนประหลาดใจ

งูตัวนั้นหยุดอยู่กลางทางเดิน ชูคอขึ้น หันมาจ้องมองสิทธา ทำท่าเหมือนไม่พอใจ

เด็กสาวรีบยกมือขึ้นปิดปาก ลืมเรื่องไม่พอใจที่เผลอบ่นไปในนาทีนั้น

“ระวังหน่อย” ชายคนนั้นส่งเสียงปราม…และงูตัวนั้นก็ลดคอลง ก่อนจะเลื้อยหายไปอย่างรวดเร็ว

เอเชียกลับรู้สึกว่าเขากำลังปรามงู มากกว่าปรามสิทธาให้ระวัง…

“งะ…งู” สิทธายังไม่หายตกใจ เอเชียจับมือเด็กสาวไว้แน่น

สุดทางเดินเป็นอาคารสองชั้นทันสมัย รูปลักษณะเป็นอาคารทรงโคโลเนียลเหมือนที่เห็นทั่วไปในหมู่บ้านข้างล่าง หากทว่าอาคารตรงหน้าของทุกคนใหญ่โตโอ่อ่ากว่า สมกับเป็น ‘วังเจ้า’

ชายผู้นั้นพาทุกคนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานหนาหนัก รออยู่ชั่วอึดใจ บานประตูก็ค่อยๆ เปิดออกช้าๆ มีสตรีผู้หนึ่งยืนรออยู่

และทันทีที่เห็นดวงหน้าสวยหวานของสตรีผู้นั้นได้ถนัด เอเชียก็ถึงกับอ้าปากค้าง…ด้วยไม่คิดว่าจะเป็นเธอผู้นั้น…

เอเชียรีบหันมามองหน้าพุ่มข้าวบิณฑ์และสิทธา ก็เห็นว่าทั้งสองก็กำลังจ้องมองด้วยความตื่นตะลึงเช่นเดียวกัน!

Don`t copy text!