พนมนาคา บทที่ 24 : Prince Charming

โดย : พงศกร

พนมนาคา นวนิยายลึกลับเรื่องล่าสุดของ พงศกร เมื่อ ‘เอเชีย’ Medical illustrator รับงานวาดภาพประกอบตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคผิวหนังประหลาดที่มองคล้ายเกล็ดงู ทำให้เธอต้องไปพัวพันกับตำนานอันลึกลับของหมู่บ้านที่ผู้คนยังบูชาพญานาค เธอจะได้กลับออกมาไหม ตามไปลุ้นกันที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 24 – 

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ดวงหน้าสวยหวาน ดวงตาคู่ดำขลับที่จ้องมองตรงมา กับริมฝีปากแดงสด ทรวงอกอิ่มเต็ม ช่วงเอวคอดกิ่ว และผมยาวสลวยถึงกลางหลัง…สตรีผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก…นางรำ!

เธอก็คือนางรำที่เป็นตัวแทนจากพนมนาคา ขึ้นร่ายรำระบำนาคนารีที่ปราสาทนาคพันในคืนวันจันทรคราสนั่นเอง…เอเชียมั่นใจว่าตนเองจำไม่ผิดแน่

แต่ที่ทำให้เธอ พุ่มข้าวบิณฑ์ และสิทธาตกตะลึงยิ่งกว่าสตรีผู้นั้น ก็คือบุรุษหนุ่มรูปร่างสูงสง่าที่เดินตามมาข้างหลัง

“คุณอนันตชัย”

เอเชียร้องเสียงดังด้วยความดีใจ ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้าง ด้วยไม่คิดว่าจะได้พบเขาที่วิลลาแห่งนี้

“เสียมารยาท” สตรีผู้นั้นส่งเสียงเอ็ดเป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ เธอปรายสายตามองเอเชียด้วยความไม่พอใจ “คุณพูดแบบนี้กับเจ้าชายได้อย่างไร”

“ไม่เป็นไรหรอกวันนี…เอเชียไม่รู้ว่าผมคือใคร” เขาหันไปปรามหญิงสาวผู้นั้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ “แต่ถึงจะรู้…ผมก็ไม่ถือ”

“แต่…เจ้าชายคะ…นั่นมันไม่เหมาะสม” นางรำแห่งพนมนาคาทำท่าเหมือนจะค้าน หากเจ้าชายหนุ่มรีบยกมือห้ามเอาไว้

“เจ้าชาย” เอเชียอ้าปากค้าง จ้องมองชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มตรงหน้า ก่อนจะเข้าใจความหมายของอีกฝ่าย “คุณ…คือ…เจ้าชาย…”

“ใช่ ผมคือเจ้าชาย…เจ้าชายอนันตชัย” เขาพยักหน้า ดวงตาดำสนิทราวน้ำในบ่อลึกมองแลเลยไปยังพุ่มข้าวบิณฑ์และสิทธาที่ยืนถัดไป “ยินดีต้อนรับสู่วิลลาของผมนะครับ…และนี่คือโส วันนี…”

เขาหันไปแนะนำหญิงสาวที่ยืนอยู่เคียงข้าง

“เธอเป็น…” อนันตชัยชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า “วันนีเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของผม…นอกจากนี้วันนียังเป็นครูสอนรำขแมร์อีกด้วย…”

ครูสอนรำ…มิน่าเล่า ผู้หญิงคนนี้ถึงร่ายรำได้งดงามราวกับนางอัปสรา

“เมื่อสัปดาห์ก่อน วันนีก็เพิ่งพาคณะไปแสดงระบำนาคนารีที่ปราสาทเนียกเพียน” เจ้าชายเล่าต่อ

นั่นยังไง…เอเชียนึกในใจ…ความจำของเธอยังใช้ได้ดีอยู่ โส วันนีในค่ำคืนวันนั้น กับโส วันนีที่ยืนอยู่ตรงหน้า ดูมีเสน่ห์เย้ายวนไม่แตกต่างกัน

“ทำตัวตามสบายนะครับ” อนันตชัยเห็นท่าทางอึดอัดของแขกทั้งสาม จึงหัวเราะเบาๆ พาให้บรรยากาศตึงเครียดค่อยผ่อนคลายลงไปได้บ้าง

“เอ้อ…ค่ะ…ขอบคุณค่ะ” เอเชียยังคงพึมพำด้วยน้ำเสียงอึกอัก

เธอไม่เคยนึกว่าอนันตชัยจะเป็นถึงเจ้าชาย เอเชียจึงทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องทำความเคารพเจ้าชายหรือไม่ ถ้าทำ…จะต้องทำอย่างไร ต้องก้มกราบลงกับพื้น หรือแค่ยกมือไหว้เฉยๆ และเวลาพูดกับเขา ต้องใช้ราชาศัพท์ด้วยหรือเปล่า

“ไม่ต้อง” อนันตชัยบอกราวกับอ่านความคิดของเธอได้ ดวงตาของเขาตวัดกลับมายังเอเชีย มองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว

“ผมหมายถึงว่า…ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องพูดราชาศัพท์หรือปฏิบัติอะไรกับผมเป็นพิเศษหรอกครับ ถึงจะมีศักดิ์เป็นเจ้าชาย แต่ผมก็เป็นแค่เจ้าชายปลายแถว ไม่ได้มีฐานันดรสูงส่งอะไร…อีกอย่าง ในช่วงที่เขมรแดงปฏิวัติประเทศ…เจ้าหลายองค์ได้สละฐานันดรกันไปหมดแล้ว รวมถึงสายสกุลของผมด้วย ดังนั้น ในปัจจุบันนี้ พวกเราทุกคนก็คือประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง…การที่ใครต่อใครเรียกผมว่าเจ้าชาย ก็เพราะพวกเขายังให้เกียรติพวกเราอยู่ ฉะนั้น คุณทำตัวสบายๆ เถิดครับ…เอเชีย”

“ค่ะ” หญิงสาวพึมพำ แม้อีกฝ่ายจะบอกให้ปฏิบัติต่อเขาเป็นปกติ หากเอเชียกลับสัมผัสได้ถึงรัศมีอันน่าเกรงขาม ที่แผ่ออกโดยรอบเรือนร่างสูงล่ำสันของอนันตชัย

“เชิญไปนั่งข้างในกันก่อนดีกว่า…วันนี ช่วยไปเปิดห้องมรกตให้ผมด้วย”

เจ้าชายอนันตชัยหันไปสั่งให้โส วันนีไปเปิดห้องรับแขก พร้อมกับตระเตรียมน้ำชาและอาหารว่างมาต้อนรับแขกที่มาพร้อมกับสายฝน

“ไม่รบกวนดีกว่าครับ เราแค่มาขอหลบฝนชั่วคราว ขอยืนรออยู่แถวๆ นี้ก็ได้” พุ่มข้าวบิณฑ์รีบบอก ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่อนันตชัยปรากฏตัว “ฝนหยุดแล้วพวกเราก็จะไปครับ”

“เกรงว่า…วันนี้ ฝนคงไม่หยุดง่ายๆ น่ะสิ”

ราวกับเป็นการตอกย้ำสิ่งที่เขาพูด เสียงฟ้าผ่าดังลั่น และฝนที่ตกหนักอยู่แล้ว ยิ่งกระหน่ำหนักกว่าเดิม

อนันตชัยหัวเราะเสียงแผ่วในลำคอ เอเชียรู้สึกว่ารอยยิ้มของเจ้าชายหนุ่ม ดูมีเลศนัยอันลึกเร้นบางประการแฝงเร้น

“ดีไม่ดี…พวกคุณอาจจะต้องค้างคืนที่วิลลาของผม…”

เมื่อเห็นแขกทั้งสามมีท่าทางอึกอัก อนันตชัยก็เอ่ยซ้ำ

“ไปนั่งพักกันดีกว่าครับ…อย่ายืนอยู่ตรงนี้เลย โดนละอองฝน ประเดี๋ยวจะป่วยไข้ไป”

“นั่นสิ…เข้าไปนั่งพักกันดีกว่านะคุณ” อากาศชื้นเย็นจนเอเชียต้องจามออกมาพรืดใหญ่ หญิงสาวดึงมือพุ่มข้าวบิณฑ์เป็นทำนองเตือนไม่ให้เขาพูดอะไรมาก “รอให้ฝนหยุด เราค่อยกลับกัน”

พุ่มข้าวบิณฑ์ถอนใจยาว ด้วยไม่มีทางเลือกอื่นใด ชายหนุ่มหันไปพยักหน้าให้สิทธา ก่อนจะเดินตามเจ้าชายเข้าไปแต่โดยดี

ทันทีที่แขกทั้งสามก้าวล่วงเข้าไปในตัวอาคาร ยามหนุ่มก็รีบปิดประตูบานใหญ่ตามหลัง แสงไฟมลังเมลืองและบรรยากาศยะเยือกเย็น ทำให้เอเชียรู้สึกราวกับก้าวล้ำไปสู่โลกอีกมิติหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น

ได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงแผ่วเบา เป็นท่วงทำนองแปลกหู ไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน กังวานใสของเสียงเพลง เหมือนมีใครเคาะแก้วคริสตัลเป็นจังหวะสูงต่ำ ลองเหลือบตามองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นว่าจะมีลำโพงซ่อนอยู่ตรงไหน

ทางเดินดูเหมือนจะทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุด สองข้างทางมีภาพเขียนสีน้ำมันรูปบุคคลทั้งบุรุษและสตรีในเครื่องแต่งกายเต็มยศ บ้างดูโบราณ บ้างดูทันสมัย ทั้งหมดน่าจะเป็นบรรพบุรุษของอนันตชัย

นัยน์ตาในภาพเขียนเหมือนมีชีวิต ขุมขนบนเรือนกายของเอเชียลุกเกรียว เธอรู้สึกเหมือนถูกดวงตาในภาพเขียนนั้นจับจ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์ ครั้นเมื่อหันไปทางพุ่มข้าวบิณฑ์ ก็เห็นเขาเหลียวซ้ายแลขวาด้วยท่าทางระแวดระวังดุจเดียวกัน

ห้องรับแขกที่โส วันนีเปิดต้อนรับแขกในบ่ายวันนี้ ผนังทาสีเขียวเข้ม ยามเมื่อต้องแสงจากโคมระย้า ดูมลังเมลืองราวกับบุด้วยมรกตสีเข้ม เอเชียเข้าใจในนาทีนั้นว่าเหตุใดห้องนี้จึงได้ชื่อว่าห้องมรกต

ไม่เพียงแต่ผนังเท่านั้นที่เป็นสีเขียว ม่าน พรม เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นล้วนมีสีเขียวเช่นกัน เจ้าชายอนันตชัยผายมือเป็นทำนองเชื้อเชิญให้นั่ง เอเชียรู้สึกได้ถึงกำมะหยี่หนานุ่มราวกับนั่งลงบนแผ่นมอสมากกว่าผืนผ้าที่ปราศจากชีวิต

“ไปยังไงมายังไงครับ วันนี้จึงมาถึงที่ยอดเขาพนมนาคาได้”

อนันตชัยชวนคุยเมื่อเห็นทุกคนนั่งลงเรียบร้อย รอยยิ้มของเขามีเสน่ห์ชวนมอง เสื้อผ้าลินินสีขาวที่สวมติดกระดุมต่ำ เผยให้เห็นทรวงอกแข็งแกร่ง

“เรามาเที่ยวชมนาคเทวาลัยกันค่ะ” เอเชียเห็นพุ่มข้าวบิณฑ์ยังคงนิ่งเงียบ เธอเลยเป็นฝ่ายตอบเสียเอง

“อ้อ” ชายหนุ่มพยักหน้าน้อยๆ นิ่งฟังว่าเอเชียจะว่าอย่างไรต่อไปอีก

“สวยมากนะคะ ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้เห็นเทวาลัยที่สวยและสมบูรณ์แบบนี้” เอเชียชื่นชม

“ผมตั้งใจมานานแล้วว่าอยากจะหาโอกาสมาศึกษาดูสักครั้ง” พุ่มข้าวบิณฑ์เอ่ยขึ้นบ้าง เขาเอื้อมมือไปรับแก้วน้ำชาที่โส วันนีนำมาเสิร์ฟ “น่าเสียดายที่กล้องมือถือเกิดมาเสียพร้อมกันทั้งสามคน…และไม่มีโอกาสได้ขึ้นไปบนปราสาทประธาน”

“ตาแก่อัคคิมาห้ามไว้สินะ” โส วันนีหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ซึ่งอยู่ถัดไปจากเจ้าชายอนันตชัย

“ใช่จ้ะ” สิทธารีบพยักหน้า “คุณตาคนนั้นเป็นยามเฝ้าเทวาลัยหรือจ๊ะ”

“ใช่” อนันตชัยพยักหน้า “เรามอบหมายให้อัคคิเฝ้าเทวาลัยเอาไว้ ห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกล่วงล้ำขึ้นไปบนปราสาทประธานเด็ดขาด”

“คุณตาบอกว่าถ้าเราอยากขึ้น ต้องมาทำเรื่องขออนุญาตที่นี่…ผมต้องใช้เอกสารอะไรบ้างครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์วกเข้าเรื่องที่เขาต้องการ

“ใช้ความดี” อนันตชัยหัวเราะเสียงแผ่วต่ำ

“อะไรนะคะ” เอเชียแทบไม่เชื่อหูตนเอง

“มนุษย์แตกต่างกันที่ความดีและความชั่วมิใช่หรือ” เจ้าชายหนุ่มย้อนถาม

“ผมไม่เข้าใจ” พุ่มข้าวบิณฑ์กะพริบตาปริบๆ

“นั่นสิจ๊ะ” สิทธาพลอยงุนงงไปด้วยอีกคน

“หมายความว่า ต้องเป็นคนดีถึงขึ้นไปได้หรือคะ” เอเชียถาม

“บนปราสาทประธานคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์…ไม่ใช่ว่าใครนึกอยากจะขึ้นไปก็ขึ้นได้ตามใจชอบ” โส วันนีเอ่ยขึ้นบ้างหลังจากนั่งฟังมานาน “คนที่มีกรรมชั่วติดตัวมากๆ ถ้าขึ้นไปบนนั้น…อาจจะ…เอ้อ…อาจจะได้รับอันตราย”

“แล้วเราจะวัดความดีความชั่วของคนได้อย่างไรคะ” เอเชียฟังแล้วงงกว่าเก่า “จะบอกได้อย่างไรว่าคนไหนขึ้นได้ คนไหนขึ้นไม่ได้…เรามีมาตรวัดความดีด้วยหรือคะ”

“วัดด้วยสัมผัสละกระมัง เทพเจ้าย่อมแลเห็นรัศมีแห่งความดีความชั่วของมนุษย์ได้เสมอ” เสียงหัวเราะแผ่วต่ำของอนันตชัยยังคงสะท้อนก้องไปทั่วทั้งห้องมรกต ครั้นพอเห็นท่าทางนิ่งงันไปของแขกทั้งสาม เจ้าชายหนุ่มเลยรีบบอกว่า

“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิครับ…ผมแค่พูดเล่น…”

“ผมอยากขึ้นไป” พุ่มข้าวบิณฑ์เอ่ยเสียงหนักแน่นจริงจัง เขารอคอยมานานหลายปีกว่าจะมาถึงที่พนมนาคา…

“ช่วงเวลานี้ เรากำลังเตรียมพิธีกรรมสำคัญ…ไม่ว่าใครก็ขึ้นไปไม่ได้” เจ้าชายตอบเสียงราบเรียบ

“พิธีกรรม” พุ่มข้าวบิณฑ์เลิกคิ้ว “พิธีกรรมอะไรครับ”

“นาคพลี” คำเดียวสั้นๆ คำนั้นหนักแน่น สร้างความสะพรึงกลัวให้เกิดขึ้นในใจของผู้ฟังทุกคน

“นาคพลี” พุ่มข้าวบิณฑ์พึมพำ ดวงตาของชายหนุ่มมีร่องรอยตื่นเต้น เขาศึกษาวัฒนธรรมเกี่ยวกับนาคในเอเชียมาอย่างเชี่ยวชาญ…นาคพลีก็คือพิธีบูชายัญ บำบวงให้พญานาคพอใจ เพื่อที่จะได้อวยชัยให้พรแก่ผู้คน…

“ก่อนจะถึงวันทำพิธี เราไม่อนุญาตให้ผู้ใดขึ้นไปบนปราสาทประธานโดยเด็ดขาด” เจ้าชายเอ่ยเสียงราบเรียบ หากทว่าหนักแน่นจริงจัง

“คุณสามารถกำหนดแบบนี้ได้ด้วยหรือครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์เลิกคิ้ว “ผมนึกว่าเทวาลัยแห่งนี้ เป็นโบราณสถานที่ทุกคนสามารถเข้าไปชมได้โดยอิสระเสียอีก”

“นาคเทวาลัยแห่งนี้แตกต่างจากปราสาทหินอื่นๆ เพราะที่นี่ไม่ใช่สถานที่สาธารณะที่ใครนึกอยากเข้าอยากออกได้ตามชอบใจ” โส วันนีเอ่ยอย่างอดรนทนไม่ได้ เธอนั่งนิ่ง จ้องมองคนนั้นคนนี้อยู่นานแล้ว “แต่เป็น Private Property…เอ้อ…สมบัติส่วนตัวของตระกูลเจ้าชาย”

“หมายความว่าอย่างไรครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์ถึงกับอ้าปากค้าง ด้วยนึกไม่ถึง

“หมายความว่าบรรพบุรุษของเจ้าชายเป็นผู้สร้างนาคเทวาลัยยังไงล่ะคะ” โส วันนีอธิบายอย่างใจเย็น “เทวาลัยแห่งนี้สร้างขึ้นในที่ดินส่วนตัว ฉะนั้น เจ้าชายจึงมีสิทธิ์กำหนดระเบียบต่างๆ สำหรับผู้ที่จะเข้ามาเยี่ยมชม”

“ที่จริงก็ดีเหมือนกันนะคะ” เอเชียกลับนึกไปอีกทาง “พอมีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมมากๆ ไม่จำกัดจำนวน ปราสาทหลายแห่งก็เริ่มเสียหาย”

เอเชียเห็นมีร่องรอยขูดขีด เขียนตัวหนังสือลงไปบนผนังของปราสาทหลายแห่งในเมืองเสียมเรียบ ทั้งหมดล้วนเกิดจากฝีมือของนักท่องเที่ยว

“อาจจะเพราะอย่างนี้ นาคเทวาลัยจึงยังคงสภาพสมบูรณ์ สวยงาม” เอเชียสรุปและพุ่มข้าวบิณฑ์ก็ออกจะเห็นด้วยกับเธอ

“ขอถามหน่อยสิครับ…” เขาหันไปทางเจ้าชายอนันตชัย “นาคเทวาลัยสร้างขึ้นในรัชสมัยของกษัตริย์พระองค์ใดกันแน่ครับ เพราะจากรูปแบบของศิลปะที่ผมเห็น…ยากที่จะบอกว่าปราสาทหินนี้สร้างขึ้นสมัยใด…รูปสลักบุคคลที่อยู่โดยรอบนาคเทวาลัย มีผมเป็นลอนม้วน ศิลปะแบบนี้เรียกว่าศิลปะแบบพนมดา อยู่ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 12 แต่ทับหลังรูปพญานาคกลับมีลักษณะโค้ง เลียนแบบซุ้มไม้ที่มีพวงอุบะ ศิลปะแบบนี้เป็นศิลปะแบบสมโบร์ไพรกุก อายุอยู่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 12…ยังจะตัวปราสาทประธานที่อยู่บนฐานตั้งซ้อนหลายชั้น นี่เป็นศิลปะแบบบาแคง อายุอยู่ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 15…”

“คุณเก่งมาก” เจ้าชายชมจากใจจริง “และต้องบอกว่าที่คุณกล่าวมาก็ถูกต้องทั้งหมด”

เขาหันไปทางประตู ปรบมือเบาๆ เป็นจังหวะ ไม่ถึงหนึ่งอึดใจต่อมา ชายหนุ่มคนหนึ่งก็ปรากฏกายขึ้น พร้อมกับแบบจำลองของนาคเทวาลัยในมือ

เป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมสูง ดวงหน้าเรียบเฉย ดวงตาดำสนิท ผมยาวรวบไว้กลางหลังเหมือนกับยามเฝ้าประตูวิลลา…เขาเดินเข้ามาเงียบๆ วางแบบจำลองลงบนโต๊ะตรงกลาง ก่อนจะถอยกลับไปอย่างเงียบๆ

“อยากรู้ละก็…ผมจะเล่าให้ฟัง” เจ้าชายอนันตชัยยิ้ม ท่าทางมีเลศนัยลึกล้ำ “ฟังให้ดีนะครับ…บรรพบุรุษของผม เล่าสืบต่อกันมาว่า นาคเทวาลัยแห่งนี้…สร้างขึ้นในรัชกาลของพระเจ้าเกาฑินยะวรมันเทวะ และพระนางโสมา…”

เอเชียฟังแล้วได้แต่กะพริบตาปริบๆ ด้วยไม่เคยคุ้นกับพระนามทั้งสองนั้นเอาเสียเลย ในขณะที่พุ่มข้าวบิณฑ์ฟังแล้วถึงกับอ้าปากค้าง พึมพำเสียงสั่นด้วยความตื่นเต้นว่า…

“คุณพระช่วย…”

Don`t copy text!