พนมนาคา บทที่ 26 : รูปเงา

พนมนาคา บทที่ 26 : รูปเงา

โดย : พงศกร

พนมนาคา นวนิยายลึกลับเรื่องล่าสุดของ พงศกร เมื่อ ‘เอเชีย’ Medical illustrator รับงานวาดภาพประกอบตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคผิวหนังประหลาดที่มองคล้ายเกล็ดงู ทำให้เธอต้องไปพัวพันกับตำนานอันลึกลับของหมู่บ้านที่ผู้คนยังบูชาพญานาค เธอจะได้กลับออกมาไหม ตามไปลุ้นกันที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 26 – 

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“แหม…ทันเวลาอาหารเย็นพอดี หวังว่าคงไม่ได้มาขัดจังหวะใครเข้าหรอกนะครับ”

เสียงของชายหนุ่มผู้ก้าวเข้ามาใหม่ดังก้องเป็นกังวาน ไม่ใช่แต่เอเชียเท่านั้นที่จ้องมองเขาด้วยความตื่นตะลึง หากพุ่มข้าวบิณฑ์และสิทธาเองก็จ้องมองร่างสูงล่ำสันของชายผู้นั้นด้วยความประหลาดใจเช่นเดียวกัน

เอเชียมองเขา แล้วหันกลับไปมองชายหนุ่มที่นั่งหัวโต๊ะ…

ชายหนุ่มที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้องอาหาร กับเจ้าชายอนันตชัย มีดวงหน้าเหมือนกันไม่มีผิด นี่ถ้าเธอเจอเขาข้างนอก…เอเชียคิดว่าเธอคงแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร!

“อเนกชาติ…มาทำไม”

แม้เสียงของเจ้าชายอนันตชัยจะทุ้มต่ำ หากทว่าปกปิดร่องรอยไม่พอใจไม่มิด

“นายควรจะพักผ่อนอยู่ที่ห้อง…”

“ผมหายแล้ว” ชายหนุ่มนาม ‘อเนกชาติ’ สวนทันควัน มือเรียวยาวของเขายกขึ้นแตะที่ลำคอโดยไม่ได้ตั้งใจ และเอเชียเพิ่งเห็นในตอนนั้นว่ามีรอยไหม้พาดอยู่รอบลำคอแข็งแรง เหมือนกับรอยแผลถูกไฟไหม้

“อีกอย่าง…” เขากวาดตามองมาทางอาคันตุกะทั้งสาม เอเชียรู้สึกคุ้นเคยกับสายตาของชายหนุ่ม หากบอกไม่ถูกว่าเคยเห็นดวงตาคู่นี้ที่ไหน “มีแขกมาเยือนถึงวิลลา ถ้าผมจะไม่ออกมาต้อนรับก็ดูจะเสียมารยาทไปสักหน่อย”

“วันนี” เจ้าชายอนันตชัยหลับตานิ่งไปพักใหญ่ ราวกับต้องการจะสะกดกลั้นอารมณ์หงุดหงิดให้สงบลง เขาหันไปทางโส วันนีและสั่งผู้ช่วยของเขาด้วยน้ำเสียงที่กลับมาเรียบเรื่อยดุจเดิม “ช่วยจัดที่เพิ่มให้อเนกชาติด้วย”

ดวงหน้าสวยจัดของโส วันนีไม่แสดงอารมณ์อะไรออกมาให้เห็น หญิงสาวหันไปกวักมือเรียกเด็กสาวที่ยืนคอยรับใช้ทางด้านหลัง บอกให้จัดที่รับประทานอาหารเพิ่มขึ้นตรงข้างๆ เธอ ชายหนุ่มนามอเนกชาติรอจนทุกอย่างเรียบร้อยก็ทรุดกายนั่งลง ตำแหน่งที่เขานั่งอยู่ตรงข้ามกับเอเชียพอดี

“จะไม่แนะนำผมหน่อยหรือพี่ชาย” อเนกชาติแค่นเสียง สายตาคู่คมตวัดมองไปทางคนหัวโต๊ะ

“พี่ชาย…” เอเชียพึมพำเสียงแผ่ว พอจะนึกอะไรออกรางๆ

“ทุกคนครับ” เจ้าชายอนันตชัยเม้มริมฝีปากแน่น เขาผายมือไปทางชายหนุ่มนามอเนกชาติและเอ่ยแนะนำขึ้นว่า “ขอแนะนำให้รู้จักน้องชายฝาแฝดของผม…เจ้าชายอเนกชาติ”

“เจ้าชาย…” สิทธาครางเสียงแผ่วในลำคอ

“ฝาแฝด…” เอเชียพลอยพึมพำไปด้วย…มิน่าล่ะ หน้าตาถึงเหมือนกันราวกับรูปเงาในกระจก

พุ่มข้าวบิณฑ์ยิ้มให้อีกฝ่ายตามมารยาท จากนั้นก็แนะนำตัวเองและเลยแนะนำไปถึงเอเชียและสิทธา

“พุ่มข้าวบิณฑ์ เอเชีย…สิทธา…ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ…ทุกคน” เจ้าชายผู้เป็นแฝดน้องยิ้มให้กับอาคันตุกะทั้งสาม เอเชียรู้สึกดวงหน้าร้อนผ่าว เพราะสายตาของเจ้าชายอเนกชาติที่จ้องมองมานั้นดูล้ำลึกน่ากลัว ราวกับมองจ้องเข้าไปกองเพลิงที่ลุกแรง

“เอาละ…เริ่มรับประทานอาหารกันเลยดีกว่านะ” เจ้าชายคนพี่รีบตัดบท “เสียเวลามานานแล้ว…กินเสร็จทุกคนจะได้ไปพักผ่อน”

โส วันนีหันไปโบกมือให้เด็กรับใช้อีกครั้ง พวกเธอช่วยกันเสิร์ฟซุป สลัดและอาหารจานหลักอันได้แก่สปาเกตตีและสเต๊ก ก่อนจะถอยกลับไปยืนรอทางด้านหลังอย่างสงบเงียบ

อาหารมื้อเย็นที่ควรจะเอร็ดอร่อย บรรยากาศที่ควรจะสนุกสนานเป็นกันเอง เปลี่ยนไปจนกลายเป็นความอึดอัด ดูเหมือนทุกคนจะตั้งหน้าตั้งตารับประทานอาหารที่วางตรงหน้าให้เสร็จตามหน้าที่

เจ้าชายอเนกชาติพยายามชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ หากพี่ชายของเขาและโส วันนีดูเหมือนจะไม่มีอารมณ์อยากคุยด้วย ข้างพุ่มข้าวบิณฑ์และเธอเองก็ไม่รู้จะคุยอะไรมากไปกว่าพยักหน้า และตอบคำถามแต่เพียงสั้นๆ

“ได้ยินว่าพวกคุณอยากขึ้นไปบนปราสาทประธาน” รอจนเห็นพุ่มข้าวบิณฑ์รวบช้อน เจ้าชายคนน้องก็เอ่ยขึ้น

“ใช่ครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์ตอบรับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“นัดมาสิ…จะไปวันไหน ผมจะพาไปเอง” อเนกชาติเสนอ

“อเนกชาติ” อนันตชัยแค่นเสียงคร่ำเคร่ง “พี่เพิ่งบอกกับแขกว่าเวลานี้ ไม่เหมาะสมที่จะขึ้นไปยังปราสาทประธาน…เพราะเรากำลังจะมีพิธีใหญ่”

“นาคพลี” อเนกชาติหัวเราะเสียงแผ่วต่ำ ดวงตาของเขาเปล่งประกายสีส้มราวเปลวอัคคี และเอเชียพบว่านี่คือสิ่งซึ่งเจ้าชายฝาแฝดทั้งสองมีความแตกต่างกัน…

แววตาของอนันตชัยเป็นสีดำอมเขียวเข้มราวน้ำในทะเลสาบ ขณะที่แววตาของอเนกชาติเป็นสีดำอมส้มเหมือนกับกองกูณฑ์…

“ยิ่งเป็นพิธีนี้…พี่ควรจะให้พวกเขาได้ขึ้นไปเห็นสถานที่ด้วยตาตัวเองนะ” อเนกชาติหันมาทางเอเชีย แววตาร้อนแรงของเจ้าชายคนน้อง ทำให้เอเชียรู้สึกขนลุก “โดยเฉพาะคุณเอเชีย…เธอควรจะได้ไปเห็น…ก่อนถึงวันนาคพลี”

“พอได้แล้ว” อนันตชัยเหลืออด เขาปาผ้าเช็ดมือลงบนโต๊ะ ก่อนจะผุดลุกขึ้นรวดเร็ว “จะพูดอะไรออกมา…หัดคิดเสียก่อน”

“ผมคิดดีแล้ว ถึงได้พูดออกมาอย่างไรล่ะ” อเนกชาติไม่มีท่าทางหวั่นเกรงผู้เป็นพี่ชายเลยแม้สักนิด “ทำไม…ผมพูดตรงเกินไปหรือครับ”

“อเนกชาติ” เสียงเรียกน้องชายเกือบเป็นตวาด

อเนกชาติหัวเราะเสียงดัง ท่าทางไม่ยี่หระ ขณะที่อนันตชัยได้แต่ยกมือขึ้นกดตรงหว่างคิ้ว เขาหันมาทางอาคันตุกะทั้งสามที่นิ่งเงียบด้วยความงุนงง ก่อนจะปรับเสียงให้อ่อนลง

“ขอโทษด้วยนะครับ…ผมรู้สึกไม่สบายขึ้นมากะทันหัน ค่ำนี้คงต้องขอตัวก่อน…พวกคุณพักผ่อนกันตามสบาย ผมรับประกันว่าตลอดเวลาที่พักอยู่ในวิลลาแห่งนี้…พวกคุณจะปลอดภัย”

เขาเอ่ยเพียงเท่านั้นก็หันหลัง ร่างสูงก้าวเท้ายาวๆ เดินออกไปจากห้องอาหารอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงหัวเราะของอเนกชาติที่ดังไล่หลังไป

“เจ้าชายอเนกชาติ…วันนี้ท่านทำเกินไปแล้วนะคะ” โส วันนีหันมาตำหนิเจ้าชายคนน้อง ไม่สนใจว่าในโต๊ะอาหารยังมีบุคคลภายนอกนั่งอยู่อีกสามคน “เจ้าชายอนันตชัยเป็นห่วงท่านมาก…ท่านน่าจะรู้ดี”

“เรารู้ดี และเรารู้ด้วยว่า…” เขากวาดสายตามาทางพุ่มข้าวบิณฑ์ เอเชียและสิทธา “ทั้งหมดนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

“ทุกอย่างที่เจ้าชายอนันตชัยทำลงไป…ล้วนมีเหตุผล” โส วันนีพูดเรื่องที่เอเชียไม่เข้าใจ

“ก็เพราะมีเหตุผลน่ะสิ…มันถึงได้คาราคาซังแบบนี้” อเนกชาติเม้มริมฝีปากแน่น เอเชียมองดูดวงหน้าคมสันของอีกฝ่ายแล้วรู้สึกเหมือนได้เห็นอนันตชัยในภาคร้าย “ปล่อยให้ผมจัดการตามวิธีของผมแต่แรกก็เรียบร้อยไปนานแล้ว”

“พอเถอะค่ะ” โส วันนีตัดบท “เถียงกันไปก็ไม่มีประโยชน์…และจะทำให้แขกของเรางงเปล่าๆ”

“ไม่มีประโยชน์งั้นหรือ” อเนกชาติแค่นเสียง เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะหันไปทางแขกทั้งสาม “ขอโทษด้วยนะครับ ที่พวกผมมัวแต่คุยกันถึงเรื่องภายในบ้าน พวกคุณฟังแล้วคงไม่เข้าใจ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” เอเชียหมายความตามนั้นจริงๆ “พวกเราต่างหากที่มารบกวน”

“ไม่รู้ข้างนอกฝนจะหยุดแล้วหรือยังนะครับ ที่จริงถ้าฝนหยุดแล้ว…พวกเรากลับกันตอนนี้เลยก็ได้” พุ่มข้าวบิณฑ์ทำท่าชะเง้อมอง หากห้องอาหารที่นั่งกันอยู่เป็นห้องทึบ ปราศจากหน้าต่าง อีกทั้งผนังห้องยังเป็นผนังเก็บเสียง จึงไม่รู้เลยว่าฝนหยุดแล้วหรือยัง

“ผมคิดว่ายังไม่หยุดง่ายๆ หรอกครับ…พายุฝนที่ผิดธรรมชาติแบบนี้ มักจะตกนานกว่าปกติ” คำตอบของอเนกชาติทำให้เอเชียขนลุก “ตอนที่ผมเข้ามาในห้องอาหาร ดูเหมือนจะตกหนักกว่าเก่าเสียด้วยซ้ำ…ยังไงคืนนี้พวกคุณก็คงต้องพักที่นี่ก่อน”

“แล้ว…เรื่องปราสาทประธาน” พุ่มข้าวบิณฑ์เอ่ยอย่างเกรงใจ เรื่องนี้ติดค้างอยู่ในใจของเขามาตลอดทั้งบ่าย “พวกเราจะมีโอกาสได้ขึ้นไปชมไหมครับ”

“มีสิ” อเนกชาติเอ่ยเสียงหนักแน่น “เวลานี้อาจจะยังไม่เหมาะสม…แต่ผมสัญญาว่าจะพาพวกคุณขึ้นไปชมให้ได้…เอาไว้เรานัดหมายกันอีกที…”

“แต่…” โส วันนีทำท่าเหมือนจะแย้ง

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเธอ” อเนกชาติตวาด และเอเชียรู้สึกว่าเสียงนั้นเหมือนเสียงขู่ดังฟ่อมากกว่า “ฉันรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่”

“กำลังจะมีพิธีกรรมใหญ่…เจ้าชายอนันตชัยไม่อนุญาตให้ใครขึ้นไปที่นั่น…” โส วันนีกล่าวย้ำ

“เทวาลัยนั่นใช่ของพี่อนันตชัยคนเดียวเมื่อไร ฉันเองก็มีสิทธิ์เท่าๆ กับที่เขามี…พวกเธอต่างก็รู้ดี” อเนกชาติเอ่ยเสียงราบเรียบ “ถ้าฉันอยากพาแขกของฉันขึ้นไป ใครก็ห้ามไม่ได้…และถ้าจะเกิดอะไรขึ้นละก็ ฉันรับผิดชอบเอง”

“เกรงว่าท่านจะรับผิดชอบไม่ไหวน่ะสิคะ” โส วันนียังคงแย้ง

“หุบปาก” อเนกชาติตวาด “อย่าคิดว่าเป็นคนโปรดของพี่อนันตชัย แล้วฉันจะไม่กล้าทำอะไรนะ…พวกเธอกำลังวางแผนอะไรกันอยู่ อย่านึกนะว่าฉันไม่รู้”

เอเชียเห็นโส วันนีเม้มปาก หญิงสาวผู้เป็นนางรำแห่งพนมนาคาก้มหน้านิ่ง ซ่อนสายตาไม่พอใจไว้ลึกเร้น

บรรยากาศในห้องกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ทุกคนได้แต่นั่งนิ่ง ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีกแม้แต่ประโยคเดียว อเนกชาติผุดลุกขึ้นในท้ายที่สุด

“ผมไปละ…แล้วเราคงได้พบกันใหม่”

เขาเอ่ยขึ้น และหันหลังเดินออกไปจากห้องอาหารโดยไม่เหลียวหลังมามองอีกเลย

“ติดฝนแบบนี้ ไม่ได้กลับโรงแรม…ดอกเตอร์เบเนดิกต์จะกังวลหรือเปล่าก็ไม่รู้” เอเชียเพิ่งนึกขึ้นได้

“นั่นสิ เราน่าจะส่งข่าวให้พวกเขารู้นะ” พุ่มข้าวบิณฑ์พึมพำ โทรศัพท์มือถือนั้นไม่ต้องพูดถึง ทั้งของเขา ของเอเชียหรือแม้แต่ของสิทธา ดับสนิทไปตั้งแต่ที่เทวาลัยโน่นแล้ว แต่ถึงจะใช้การได้ ก็ไม่มีสัญญาณอยู่ดี

“เสียใจด้วยนะคะ” โส วันนีหัวเราะเสียงแผ่วต่ำ “โทรศัพท์ที่นี่ก็เสียเหมือนกัน”

“ไม่เป็นไรหรอกพี่” สิทธาพูดด้วยน้ำเสียงไม่เป็นกังวลอะไรมากนัก “พรุ่งนี้เราก็รีบกลับกัน…คืนนี้เราทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็คงต้องปล่อยไปแบบนี้ละ”

แล้วทุกคนก็นิ่งกันไป ต่างคนต่างจ่อมจมอยู่กับความคิดคำนึงของตน

“กาแฟ หรือชาร้อนไหมคะ” โส วันนีเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นในที่สุด

“ไม่ดีกว่าครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์รีบปฏิเสธ “ผมอยากพักแล้วละ…เหนื่อยมาทั้งวัน…ใช่ไหมเอเชีย สิทธา”

เขาหันไปหาสองสาวราวต้องการแนวร่วม

“ค่ะ” เอเชียรีบพยักหน้า ขณะที่สิทธาแกล้งหาว

“ง่วงจัง” เด็กสาวว่า

“ถ้างั้นรีบไปพักเถิดค่ะ” โส วันนียิ้มให้ เอเชียรู้สึกว่าเป็นรอยยิ้มที่บอกถึงความโล่งใจ  ก่อนจะแยกกัน หญิงสาวเอ่ยย้ำว่า

“เราเสิร์ฟอาหารเช้าตอนเจ็ดโมงตรง ฉันสั่งเด็กให้ปลุกพวกคุณตอนหกโมงนะคะ…หลังอาหารเช้า…ถ้าฝนหยุด ก็คงจะกลับเข้าเมืองได้แล้วละ สำหรับคืนนี้…ขอให้พวกคุณทุกคน พักผ่อนด้วยความสุขนะคะ”

แม้จะอยากนั่งคุยกันต่อ หากห้องนอนของพุ่มข้าวบิณฑ์ถูกจัดแยกไปอยู่อีกปีกตึก ประกอบกับเริ่มง่วงนอนแล้ว ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินแยกกลับไปตามลำพัง

“ฝันดีนะคุณ” เขาหันมาบอกกับเอเชีย

“เช่นกันค่ะ” เอเชียยิ้มให้เขา หลายวันที่ผ่านมา เธอรู้สึกสนิทกับเขามากขึ้นจนกล้าจะพูดเล่นด้วย “ฝันดี อย่าฝันร้ายล่ะคะ”

“คุณนั่นละ…ดูแลตัวเองดีๆ” พุ่มข้าวบิณฑ์ไม่วายเป็นห่วง “มีเสียงอะไรแปลกๆ ก็อย่าออกมาล่ะ”

“รู้แล้วน่ะ” เอเชียยักคิ้วให้คนตัวใหญ่ พร้อมกับโบกมือให้เขา “ไม่ต้องห่วง”

ห้องนอนของสิทธาอยู่ติดกับห้องของเอเชีย หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อย เด็กสาวก็มาเคาะประตูห้องของเอเชีย หอบหมอนมาขอนอนด้วย

“ขอนอนด้วยนะจ๊ะพี่เอเชีย หนูไม่อยากนอนคนเดียว…มันแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้” สิทธารีบบอก

“ดีเลย” เอเชียหมายความตามนั้นจริงๆ “พี่กำลังจะไปชวนสิทธาให้มานอนเป็นเพื่อนอยู่พอดี”

“พี่ว่าที่นี่แปลกไหมจ๊ะ” หลังจากเข้ามาในห้องแล้ว สิทธาก็จัดโซฟายาวเป็นที่นอนของตัวเอง ทิ้งกายลงนอนแล้วหันมาชวนเอเชียคุย

ภายนอกหน้าต่างมืดสนิท มองฟ้าไม่เห็นดาวสักดวง สายฝนยังคงโรยตัวลงมาไม่ขาดสาย อากาศในห้องชื้นเย็นจนเกือบจะกลายเป็นหนาว

“แปลกสิ…ทั้งคน ทั้งสถานที่” เอเชียสารภาพเสียงแผ่ว

“สวยและใหญ่โต จนเหมือนไม่ได้อยู่ที่พนมนาคานะจ๊ะ” สิทธาพูดตามที่รู้สึก “เข้ามาในนี้ก็แปลกๆ บรรยากาศเหมือนเข้าไปในโลกอีกใบเลย”

“ฮื่อ” เอเชียพยักหน้า เธอเองก็รู้สึกเช่นเดียวกับเด็กสาว

“แล้วก็ไม่นึกเลยนะจ๊ะ ว่าเจ้าชายจะมีฝาแฝด” สิทธาพูดต่อ “หน้าเหมือนกันเปี๊ยบ แยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นใคร”

“แต่ถ้าได้คุยด้วยสักพัก…เราจะรู้” เอเชียว่า “นิสัยของสองคนนั้นไม่เหมือนกัน”

“จริงจ้ะ” สิทธาเห็นด้วย “เจ้าชายอนันตชัยเหมือนน้ำ เจ้าชายอเนกชาติเหมือนไฟ…แต่เวลาไม่พอใจอะไรขึ้นมา…น่ากลัวทั้งสองคน”

“ต่อจากนี้ไป เราคงไม่ได้ข้องเกี่ยวอะไรกับพวกเขามากนักหรอก…กลับเข้าเมืองเราก็จะเริ่มทำงานกันแล้วละ ส่วนพวกเจ้าชาย…ก็อยู่ของเขาไป” เอเชียพึมพำ

“แต่พี่หนูพุกอยากมาที่เทวาลัยนี้อีก” สิทธาถอนใจ “หนูละไม่อยากมาเลย…มันดูวังเวง ตาคนที่เฝ้าเทวาลัยก็น่ากลัว”

“คงไม่มีอะไรหรอก” เอเชียอธิบาย “พี่หนูพุกของเธอคงสนใจเทวาลัยจริงๆ เลยอยากมาเก็บทุกซอกทุกมุม ถ้าสิทธากลัวก็ไม่ต้องมาหรอก ปล่อยพี่เขามาคนเดียว…เราก็ทำงานของเราไป”

“ฟังจากที่เจ้าชายเล่าเมื่อตอนบ่าย…พี่เอเชียว่าท่านพูดจริงไหมจ๊ะ” สิทธาชวนคุยต่อ “พวกเขามาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นี่ เพราะมีหน้าที่รักษาปากทางเข้าออกของเมืองบาดาลงั้นหรือจ๊ะ”

“ก็แค่ตำนานน่ะ สถานที่ทุกแห่งล้วนมีเรื่องราว มีตำนานเล่าประกอบทั้งนั้น…สิทธาก็เห็นแล้วว่า ทะเลสาบบริเวณปากปล่องภูเขาไฟดูลึกลับจะตาย ส่วนปล่องภูเขาก็ไม่รู้จะลึกไปถึงไหน คนมาเห็นเข้าก็เลยเกิดจินตนาการ เล่าเป็นเรื่องเป็นราวให้น่าสนใจ…” เสียงของเอเชียแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน “เมืองบาดาลไม่มีจริงหรอก ถ้ามีจริง ป่านนี้คงมีใครค้นพบไปแล้วละ…วิทยาการเดี๋ยวนี้ทันสมัยจะตาย ทั้งดาวเทียม ทั้งระบบคลื่นเสียงสะท้อน ทวีปโบราณที่ถล่มจมลงไปในทะเลเขายังหากันเจอ นับประสาอะไรกับเมืองบาดาล”

“หนูก็ว่ายังงั้น” สิทธาว่า “หนูว่าการที่พวกเจ้าชายมาอยู่ที่นี่ เพราะปลอดภัยมากกว่า…ตอนเขมรแดงฆ่าล้างเผ่าพันธุ์…พวกเชื้อพระวงศ์ ผู้ดีมีเงิน ครูบาอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นเป้าหมายหลักเลยนะพี่ ว่ากันว่าในช่วงเวลานั้น มีเจ้าหญิงเจ้าชายถูกสังหารไปหลายร้อยคน แทบจะเรียกได้ว่าล้างราชวงศ์เลยเชียวละ…องค์ที่รอดมาได้ ก็เพราะลี้ภัยไปอยู่ที่ต่างประเทศ พอสงครามสงบ บ้านเมืองสงบสุขแล้วจึงเสด็จกลับมา”

“สงครามนี่ไม่ดีเลยนะ” เอเชียอ้าปากหาว

“แต่โลกเราก็ไม่เคยว่างเว้นจากสงคราม” สิทธาพลอยอ้าปากหาวไปด้วย

“เพราะสงครามมีมาแต่ดึกดำบรรพ์แล้วไง” เอเชียเอื้อมมือไปปิดไฟที่หัวเตียง “มีมานานนักหนา…นาครบกับครุฑ คนรบกับนาค เทพรบกับอสูร กรีกรบกับทรอย ผิวขาวรบกับอินเดียนแดง จีนรบกับอเมริกา…เห็นไหมว่าสงครามไม่ได้เพิ่งมีสักหน่อย…มีมานานแล้ว และคงจะมีต่อไปจนกว่าจะสิ้นโลกนั่นละ…”

 

Don`t copy text!