พนมนาคา บทที่ 27 : Cambodian Dance

พนมนาคา บทที่ 27 : Cambodian Dance

โดย : พงศกร

พนมนาคา นวนิยายลึกลับเรื่องล่าสุดของ พงศกร เมื่อ ‘เอเชีย’ Medical illustrator รับงานวาดภาพประกอบตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคผิวหนังประหลาดที่มองคล้ายเกล็ดงู ทำให้เธอต้องไปพัวพันกับตำนานอันลึกลับของหมู่บ้านที่ผู้คนยังบูชาพญานาค เธอจะได้กลับออกมาไหม ตามไปลุ้นกันที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 27 – 

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

แสงแดดอ่อนอุ่นยามเช้าตรู่ ปลุกให้เอเชียตื่นจากนิทรารมณ์อันแสนสุขสบาย มองออกไปนอกหน้าต่างก็พบว่าฝนหยุดแล้ว และแมกไม้ภายนอกหน้าต่างชอุ่มเขียวระบัดน้ำ สายหมอกสีขาวลอยระเรี่ยพื้น อีกไม่นานแดดก็จะไล่ให้สลายไป

ตลอดคืนที่ผ่านมา ทั้งเอเชียและสิทธาหลับสนิทดี คนที่มีปัญหากลับเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์ เมื่อพบกันที่ห้องอาหาร เอเชียสังเกตเห็นรอบดวงตาของชายหนุ่มมีรอยคล้ำ เหมือนคนอดนอนมาทั้งคืน

ในห้องอาหารมีแค่เด็กรับใช้กับพวกเธอเพียงสามคนเท่านั้น สิทธาแอบถามเด็กสาวคนที่ยืนรอรับใช้อยู่ใกล้ๆ เป็นภาษาขแมร์ ก็ได้ความว่าปกติแล้วเจ้าชายไม่กินอาหารเช้า เด็กไม่ได้ระบุว่าเจ้าชายคนไหน และสิทธาก็ไม่ได้อยากรู้ถึงขนาดต้องซักไซ้ไล่เลียงเอากับเด็ก ส่วนโส วันนีนั้นเด็กเล่าว่าแวะมาดูแลความเรียบร้อยตั้งแต่เช้ามืด แต่ที่ไม่เห็นอยู่ในห้องอาหารเป็นเพราะเมื่อคืนที่ผ่านมาฝนตกหนัก พายุพัดต้นไม้ใหญ่ล้ม ทำให้หลังคาของวิลลาแตกเสียหายบางส่วน ผู้ช่วยของเจ้าชายอนันตชัยจึงแวะไปดูและสั่งงานช่างที่มาซ่อมหลังคา อีกสักพักคงจะย้อนกลับมาดูแลแขกที่ห้องอาหารอีกที

“นอนไม่หลับหรือคุณ” เอเชียอดถามไม่ได้

“ฮื่อ” พุ่มข้าวบิณฑ์พยักหน้า “ไม่ใช่นอนไม่หลับ แต่ต้องบอกว่าไม่ได้นอนมากกว่า”

“เกิดอะไรขึ้น” เอเชียขมวดคิ้ว

“ถามจริง…เมื่อคืนที่ผ่านมา คุณไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยเหรอ” ชายหนุ่มถาม

“เสียง” เอเชียทำหน้าเหลอหลา “เสียงอะไร”

“เสียงเหมือน…” พุ่มข้าวบิณฑ์ลังเลไปนิดหนึ่ง “เสียงเหมือนตัวอะไรเลื้อยผ่านหน้าห้อง…ถ้าเป็นงู ก็ต้องเป็นงูที่ใหญ่มาก”

“ฉันไม่ได้ยินอะไรเลย” เอเชียส่ายหน้า

“หลับสนิทกันทั้งสองคนเลยจ้ะพี่หนูพุก” สิทธายืนยัน “นอนสบ๊าย สบาย ไม่อยากตื่นเลยละ”

“น่าอิจฉา” พุ่มข้าวบิณฑ์แกล้งทำปากยื่น

“ไหนเล่าสิ…ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงอะไร” เอเชียชักกังวล

“ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นเสียงอะไร ตอนแรกผมคิดว่าตัวเองหูแว่ว” พุ่มข้าวบิณฑ์พึมพำ เขายกกาแฟขึ้นจิบ กรุ่นหอมและรสชาติขมๆ ของกาแฟช่วยให้ความอ่อนล้าที่เกิดจากการอดนอนดีขึ้นนิดหนึ่ง “ปิดไฟกำลังจะนอนอยู่แล้ว ได้ยินเสียงครืดๆ ดังอยู่ที่ทางเดินหน้าห้อง…พอเปิดประตูออกไปดูกลับไม่มีอะไรเลย ทางเดินมีแต่ความว่างเปล่า พอกลับมานอนได้สักพักก็มีเสียงครืดๆ แบบนั้นอีก เปิดออกไปดูอีกก็ไม่มีอะไร…เป็นแบบนี้หลายรอบจนฟ้าสาง เล่นเอานอนไม่หลับ”

“ผีหลอกหรือเปล่า” สิทธาทำท่าขนลุก

“ไม่น่าจะใช่เสียงผีนะ” พุ่มข้าวบิณฑ์ส่ายหน้า

“แปลกมาก…ถ้างั้นจะเป็นเสียงอะไร” เอเชียนิ่วหน้า “เดี๋ยวคุณวันนีมา ลองถามเธอดู ดีไหมคะ”

“ไม่ต้องหรอก” พุ่มข้าวบิณฑ์ส่ายหน้า “เดี๋ยวเราก็จะกลับกันแล้ว”

“อ้าว…คุณไม่อยากรู้เหรอ” เอเชียโคลงศีรษะ

“ไม่อยาก” พุ่มข้าวบิณฑ์ส่ายหน้า “รู้ไปก็เท่านั้น เรื่องบางเรื่องเราไม่รู้อาจจะดีกว่า”

“ทำไมไม่อยากรู้ล่ะ…ถ้าเป็นฉันนะ ฉันต้องถามให้ได้คำตอบ ไม่งั้นค้างคาใจ”

เอเชียยังไม่ทันจะได้พูดอะไรออกมาอีก โส วันนีก็เดินเข้ามาพอดี เช้าวันนี้นางรำแห่งพนมนาคาอยู่ในเดรสยาวกรุยกรายสีแดงสด ท่วงท่าที่เดินมาราวกับนางพญา มีรอยยิ้มหวานบนดวงหน้าของอีกฝ่าย

“อรุณ ซัว สะเด็ย” โส วันนีกล่าวอรุณสวัสดิ์กับทุกคนในห้อง เช้าวันนี้ดูเธออารมณ์ดีกว่าเมื่อวานราวเป็นคนละคน “หลับสบายดีไหมคะ”

“อรุณ ซัว สะเด็ย…พวกเราหลับสบายครับคุณวันนี” พุ่มข้าวบิณฑ์รีบบอกก่อนที่เอเชียจะพูดหรือถามอะไรออกมา

เอเชียเห็นโส วันนีเหลือบมองชายหนุ่มแล้วอมยิ้มประหลาด เหมือนจะบอกว่า…ฉันรู้นะว่าคุณโกหก…

“เมื่อคืน ก่อนจะเข้านอน เจ้าชายฝากฉันมาบอกพวกคุณว่า ถ้าชอบที่นี่…อยากจะพักต่ออีกหลายๆ คืนก็ได้นะคะ” หญิงสาวบอกเสียงกลั้วหัวเราะ

“ไม่ละครับ พวกเราต้องกลับกันแล้ว” พุ่มข้าวบิณฑ์รีบปฏิเสธ

“นั่นสิคะ ป่านนี้คณะของพวกเราคงห่วงกันแย่แล้ว” เอเชียรีบเสริม

“อาหารเช้าที่นี่ทำกันง่ายๆ นะคะ…ขนมปังปิ้งทาแยม กับกาแฟ แล้วก็มีผลไม้และสลัด” โส วันนีเปลี่ยนเรื่อง “แต่ถ้าพวกคุณอยากทานอะไรอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ก็สามารถสั่งได้”

“เท่านี้ก็พอแล้วค่ะ” เอเชียรีบบอก “กินเสร็จ…จะได้รีบกลับ รบกวนคุณกับเจ้าชายมามากแล้ว”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” โส วันนีว่า “เจ้าชายท่านเต็มใจ ท่านยังฝากขอโทษที่ไม่ได้มาส่งพวกคุณด้วยตัวเอง”

เธอไม่ได้ระบุว่าเจ้าชายคนพี่หรือคนน้อง โส วันนีกวาดสายตามองไปรอบๆ ครั้นเห็นว่าทุกคนยังไม่มีใครเริ่มรับประทานก็บอกว่า

“พวกคุณไม่ต้องรอ เด็กของฉันคงบอกพวกคุณแล้วว่า…ปกติเจ้าชายอนันตชัยไม่ทานอาหารเช้า ท่านนอนดึก กว่าจะตื่นก็เที่ยงโน่นเลย…ฉันเองก็ดื่มแค่กาแฟแก้วเดียว พวกคุณตามสบายเลยนะคะ”

“แล้วเจ้าชายอเนกชาติล่ะคะ” เอเชียถามถึงเจ้าชายคนน้อง

“ฉันไม่ทราบ” เสียงของโส วันนีเกือบเป็นกระชาก ครั้นพอรู้ตัวเธอก็ลดเสียงให้อ่อนลง “กับเจ้าชายอเนกชาติ เอาแน่เอานอนอะไรกับท่านไม่ได้หรอก นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป…ฉันคิดว่าเช้านี้ท่านคงไม่มา เพราะถ้ามา…พวกคุณก็คงจะเห็นแล้ว”

พออีกฝ่ายตอบแบบนั้น เอเชียเลยไม่รู้จะชวนคุยอะไรอีก หญิงสาวได้แต่ยกกาแฟขึ้นจิบแล้วก้มหน้าก้มตารับประทานสลัดในจานไปเงียบๆ

พอต่างคนต่างเงียบ บรรยากาศในห้องก็เริ่มอึดอัด สิทธาเป็นฝ่ายอดรนทนไม่ไหว ต้องเอ่ยทำลายความเงียบออกมาในที่สุด

“พี่จ๊ะ” หล่อนเรียกโส วันนี “หนูขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”

“ถามมาสิ…ฉันจะตอบ ถ้าเป็นเรื่องที่ตอบได้” โส วันนีไม่ได้รับปากในทันที

“พี่เป็นคนที่รำระบำนาคนารีใช่ไหมจ๊ะ” สิทธาออกจะมั่นใจเช่นนั้น หากอยากฟังจากปากของโส วันนีเอง “หนูไปดูระบำที่ปราสาทเนียกเพียน…หนูว่าต้องใช่พี่แน่ๆ…คนที่ขึ้นรำตอนเกิดจันทรคราสพอดี”

“ใช่ ฉันเอง” โส วันนีพยักหน้ารับ “ทำไม…มีอะไรหรือ”

“หนูชอบ” สิทธาเอ่ยชมจากใจจริง “พี่รำสวยที่สุด รำสวยกว่าใครๆ ทั้งหมด…ท่ารำของพี่ก็ไม่ใช่ธรรมดา”

“ฉัน…” โส วันนีลังเลนิดหนึ่ง ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยสุ้มเสียงภาคภูมิใจ “เป็นลูกศิษย์ของเจ้าหญิงบุปผาเทวี”

คราวนี้ไม่ใช่แต่สิทธาเท่านั้นที่จะตื่นเต้น หากพุ่มข้าวบิณฑ์และเอเชียเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน ด้วยพระนาม ‘บุปผาเทวี’ นั้นเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นนาฏศิลป์เอกแห่งราชสำนัก

“เจ้าหญิงบุปผาเทวี…ฉันรู้จัก…” เอเชียเคยได้ยินแฮโรลด์ หัวหน้าของเพกาเอ่ยถึงชื่อนี้มาครั้งหนึ่ง ภัณฑารักษ์ประจำสถาบันเสื้อผ้าอัญมณี เคยพยายามจะขอยืมเสื้อผ้าโบราณในราชสำนักกัมพูชาไปจัดแสดงที่ The MET แต่ยังประสานงานไม่สำเร็จ เพราะติดเรื่องระเบียบและขั้นตอนหลายอย่าง

ชื่อของเจ้าหญิงไพเราะเสียจนเอเชียต้องค้นประวัติของพระองค์มาอ่าน และพบด้วยความอัศจรรย์ใจว่านอกจากเจ้าหญิงบุปผาเทวีจะมีความสามารถอันสูงส่งในด้านนาฏศิลป์แล้ว พระองค์ยังเคยเป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์แห่งกัมพูชา ในรัฐบาลสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์อีกด้วย

“ก่อนเขมรแดงเข้ามา เป็นยุคที่ Cambodian Dance หรือนาฏศิลป์ของกัมพูชารุ่งเรืองมากที่สุด”

โส วันนีเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จนยากจะบอกได้ว่าความรู้สึกที่แท้จริงของเธอเป็นเช่นไรกันแน่

“หลังจากเขมรแตก ทุกคนกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง ที่หนีไม่ทันก็ถูกเขมรแดงสังหารอย่างเหี้ยมโหด โชคดีที่เจ้าหญิงบุปผาเทวีทรงลี้ภัยไปต่างประเทศได้ทัน ท่านรักการระบำรำฟ้อนมาก เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองสงบสุข พระองค์ก็เสด็จกลับมาที่กัมพูชาอีกครั้ง และเริ่มฟื้นฟูศิลปะด้านนาฏศิลป์ขึ้นมาใหม่ ทรงรับเด็กชายหญิงจำนวนมากมาเรียนฟ้อนรำแบบราชสำนัก และทรงสอนนักเรียนทุกคนด้วยพระองค์เอง”

เจ้าหญิงบุปผาเทวี มีพระนามเต็มว่าสมเด็จพระเรียมนโรดม บุปผาเทวี เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ และหม่อมพาต กาญล ซึ่งเป็นนางรำที่มีชื่อเสียงโด่งดังในราชสำนัก

หลังจากประสูติได้ไม่นาน พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุก็เลิกรากับหม่อมพาต กาญล เจ้าหญิงถูกส่งตัวไปอยู่ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระมหากษัตริยานีสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ กุสุมะนารีสิรีวัฒนา ซึ่งเป็นพระอัยยิกาหรือยาย

เจ้าหญิงกุสุมะนารี สิรีวัฒนาฯ ทรงมีคณะละครในอุปถัมภ์ ในเวลานั้นการฟ้อนรำของเขมรแยกจากการฟ้อนรำของไทยได้ยาก เหตุเพราะมีรากเหง้าเดียวกัน คือมีต้นกำเนิดมาจากศิลปะอินเดีย พระองค์ต้องการจะสร้างอัตลักษณ์ของนาฏศิลป์เขมรให้เด่นชัด จึงคิดประดิษฐ์ท่ารำรูปแบบเฉพาะของตัวเองขึ้น พยายามลดทอนอิทธิพลของนาฏศิลป์ไทยลง จัดให้มีชุดการแสดงใหม่ๆ ขึ้นมา รวมถึงออกแบบเสื้อผ้าของนางรำให้แตกต่างจากแบบเดิม โดยดัดแปลงมาจากรูปสลักนางอัปสราที่นครวัด รวมถึงประดิษฐ์ท่ารำมาตรฐานขึ้นใหม่ ที่เรียกว่าระบำอัปสรา

พระองค์ทรงสอนและนำเจ้าหญิงบุปผาเทวีมาเป็นนางละครในคณะละครของราชสำนัก คณะ Prima Ballerina ของเจ้าหญิงกุสุมะนารี สิรีวัฒนาฯ ได้ออกแสดงไปทั่วโลก จนเป็นที่จดจำของนานาชาติ เจ้าหญิงบุปผาเทวียังได้แสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง ‘อัปสรา’ ที่พระราชบิดาทรงสร้างอีกด้วย

ในปี พ.ศ.2518 เกิดเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองขึ้นในกัมพูชา เจ้าหญิงกุสุมะนารี สิรีวัฒนาฯ เสด็จลี้ภัยไปปักกิ่ง และสิ้นพระชนม์ในปีเดียวกันนั้นเอง หลังจากเขมรแตกในปีนั้น นางรำในราชสำนักกระจัดกระจาย ระหกระเหินกันไปคนละทิศละทาง

“มิน่าล่ะ พี่ถึงรำสวยกว่าใครๆ” สิทธาเอ่ยชม เด็กสาวนึกอยากถามว่า…แล้ว โส วันนีมาอยู่ที่วิลลาแห่งนี้ได้อย่างไร หากไม่กล้า…

จากท่าทางสนิทสนมระหว่างหญิงสาวกับเจ้าชายอนันตชัย และวิธีที่ทั้งสองแลกเปลี่ยนสายตากัน ดูสนิทสนมมากเป็นพิเศษ

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่สิทธาเพียงคนเดียวที่จะเห็นและแอบคิด หากพุ่มข้าวบิณฑ์และเอเชียเองก็อดคิดไม่ได้ว่าโส วันนีน่าจะมีความสัมพันธ์กับเจ้าชายหนุ่มอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เป็นแค่ผู้ช่วยเหลือส่วนตัวแน่ๆ

“ใครที่ได้เรียนกับเจ้าหญิง ก็ต้องรำสวยทั้งนั้นละ” โส วันนีถ่อมตัว

“เนื้อเรื่องของระบำในคืนวันนั้น…แปลกดีนะครับ ผมไม่เคยเห็นระบำที่มีการเอาพระขรรค์จ้วงแทงตนเองในตอนจบมาก่อน”

พุ่มข้าวบิณฑ์ว่า คืนวันนั้นเขานั่งดูระบำอย่างตั้งอกตั้งใจ ระบำของหมู่บ้านอื่นๆ ดูคล้ายกัน มีแต่ชุดของพนมนาคาเท่านั้นที่แตกต่าง

“เพราะเรื่องราวของเราแตกต่างจากของหมู่บ้านอื่นค่ะ” โส วันนีว่า เอเชียไม่ชอบเสียงหัวเราะแผ่วต่ำในลำคอของอีกฝ่ายเลยสักนิด “ระบำในวันนั้น…เล่าเรื่องพิธีนาคพลี ที่กำลังจะมาถึง…”

“นาคพลี” พุ่มข้าวบิณฑ์เลิกคิ้ว

“พลี หมายถึงการบวงสรวงบูชา” โส วันนีอธิบาย “นาคพลี…คือพิธีบูชาพญานาค”

“แล้วทำไมต้องใช้พระขรรค์จ้วงแทงตัวเองด้วยคะ” เอเชียถามเสียงแผ่ว ภาพระบำในคืนวันนั้นยังติดตาเธอมาจนวันนี้ ทุกครั้งที่นึกถึง…เอเชียจะรู้สึกเจ็บลึกในทรวงอกราวกับว่าเหตุการณ์บนเวทีคือเรื่องจริง และเธอคือสตรีที่ถือพระขรรค์เล่มยาวในมือคนนั้น…

“เพราะผู้หญิงคนนั้นต้องบูชาพญานาคด้วยชีวิตของตัวเองน่ะสิ” โส วันนีเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดจะเหี้ยมเกรียม ครั้นพอมองเห็นว่าแขกทั้งสามกำลังอ้าปากค้างด้วยความตื่นตกใจ เธอก็ส่งเสียงหัวเราะเบาๆ แล้วว่า

“แหม…ฉันพูดเล่นหรอกค่ะ…ก็แค่การแสดงเท่านั้นเอง”

“หนูฟังแล้วตกใจหมดเลย” สิทธายกมือขึ้นลูบอก ขณะที่เอเชียฟังแล้วไม่รู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย อาการวาบลึกในโพรงหน้าอกยังคงอยู่ตรงนั้น…ไม่หายไปง่ายๆ

“ระบำก็คือบันทึกเรื่องราวในอดีต” พุ่มข้าวบิณฑ์ยังไม่หายสงสัย “แสดงว่า…เมื่อครั้งอดีต เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริงๆ หรือครับ”

“ฉันก็ไม่รู้หรอกนะ” โส วันนีส่ายหน้า “เคยฟังผู้เฒ่าผู้แก่เล่ากันต่อมาว่าเมื่อครั้งก่อนมีเรื่องทำนองนี้อยู่จริง…ทุกๆ รอบปีงูใหญ่ จะต้องมีการบวงสรวงด้วยเลือดของหญิงสาวที่ถูกเลือกมา เพื่อบูชาให้พญานาคประทานพรให้ โดยหญิงนั้นต้อง…”

“วันนี”

โส วันนียังเล่าไม่ทันจบประโยค ประตูห้องอาหารก็ถูกเปิดออกโดยแรง พร้อมกับที่ร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว

“เล่าอะไรเพ้อเจ้อให้แขกของเราฟังอยู่ได้…”

เสียงทุ้มต่ำนั้นติดจะตำหนิกลายๆ และโส วันนีก็ชะงักไป

ตอนแรกเอเชียก็แยกไม่ออกว่าเขาคือใคร…ระหว่างอนันตชัยและอเนกชาติ

แต่เมื่อมองสบตาคู่คร้ามคม และเห็นประกายสีส้มจัดราวกับกองเพลิงในนั้น…เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคือใคร…

 

Don`t copy text!