พนมนาคา บทที่ 28 : ความลึกลับที่ทับทวี

พนมนาคา บทที่ 28 : ความลึกลับที่ทับทวี

โดย : พงศกร

พนมนาคา นวนิยายลึกลับเรื่องล่าสุดของ พงศกร เมื่อ ‘เอเชีย’ Medical illustrator รับงานวาดภาพประกอบตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคผิวหนังประหลาดที่มองคล้ายเกล็ดงู ทำให้เธอต้องไปพัวพันกับตำนานอันลึกลับของหมู่บ้านที่ผู้คนยังบูชาพญานาค เธอจะได้กลับออกมาไหม ตามไปลุ้นกันที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 28 – 

 

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“เจ้าชายอเนกชาติ” เอเชียหลุดชื่อนั้นออกมาจากริมฝีปากบางราวกลีบกุหลาบ นัยน์ตาร้อนแรงของเจ้าชายหนุ่มที่มองแลเลยมาทางหญิงสาวเหมือนจะอ่อนแสงลงไปนิดหนึ่ง

“อย่าเสียเวลาฟังนิทานของวันนีอยู่เลยครับ” เจ้าชายแฝดผู้น้องปรับเสียงให้นุ่มขึ้น เขาเดินไปยังที่นั่งว่างข้างๆ เอเชียแล้วเอ่ยขออนุญาต “นั่งด้วยคนได้ไหมครับ”

“เชิญสิคะ” เอเชียขยับเก้าอี้ให้ตามมารยาท พุ่มข้าวบิณฑ์มองตามร่างสูงสง่าด้วยสายตาไม่พอใจนัก รู้สึกขวางหูขวางตาเจ้าชายอเนกชาติอย่างอธิบายไม่ถูก ด้วยเหตุนี้เขาจึงรวบช้อนและกล่าวเสียงแห้งแล้งว่า

“เชิญเจ้าชายตามสบายนะครับ…พวกเราอิ่ม และกำลังจะกลับเข้าเมืองกันอยู่พอดี”

“อ้าว” สิทธาพลอยรวบช้อนตามไปด้วย เด็กสาวได้แต่มองแอปเปิลในจานตาละห้อย “จะไปแล้วหรือพี่หนูพุก”

“หรืออยากจะอยู่ที่นี่ต่อก็ตามใจนะสิทธา” พุ่มข้าวบิณฑ์ทำเสียงต่ำในลำคอ

“งั้นก็ไปกันเถิดจ้ะ” สิทธาพึมพำ

“น่าเสียดาย” อเนกชาติหัวเราะเบาๆ อย่างรู้ทัน “ยังไม่ทันได้คุยกันเลยนะครับ จะไปเสียแล้ว”

“เมื่อวานนี้พวกเราไม่ได้กลับไปในเมือง ติดต่ออะไรใครไม่ได้เลย ป่านนี้หัวหน้าของฉันคงห่วงแย่แล้วละค่ะ” เอเชียรีบรวบช้อนตามพุ่มข้าวบิณฑ์ “อีกอย่าง…เรามีงานที่ต้องทำกันอีกหลายอย่างเลยละค่ะ”

“มาศึกษาเด็กที่ผิวหนังเป็นเกล็ดงู เพราะถูกพญานาคสาปอย่างนั้นหรือครับ” อเนกชาติพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย หากเอเชียกลับรู้สึกว่ามีร่องรอยเยาะหยันแฝงลึกอยู่ในนั้น

“โห” สิทธาอุทานเบาๆ “นี่รู้กันหมดเลยหรือจ๊ะ”

“พนมนาคาเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ใครทำอะไรก็รู้กันหมดนั่นละ” อเนกชาติยังพูดด้วยท่าทางเรียบเรื่อยดุจเดิม

“คุณ…เอ้อ…เจ้าชาย” ดวงตาของเอเชียเปล่งประกายอยากรู้ “เล่าให้ฉันฟังได้ไหมคะ…คำสาปที่ว่าคืออะไร ทำไมพญานาคต้องสาปคนในหมู่บ้านนี้ด้วย ทำไมต้องเป็นเด็กเท่านั้นที่ป่วย เด็กที่นี่ทำผิดอะไรหรือคะ…ทำไม…”

“แล้วพวกเขาเล่าให้คุณฟังว่าอย่างไรล่ะ” เจ้าชายแทรกขึ้นมาทันควัน น้ำเสียงแฝงร่องรอยไม่พอใจ เอเชียรู้สึกขนลุก เพราะดวงตาคู่คมที่จ้องมองตรงมานั้นร้อนแรงราวกับเปลวไฟที่กำลังเผาผลาญ

“ฉันยังไม่ได้ถามคนในหมู่บ้านเลยค่ะ” เอเชียส่ายหน้า “แต่ถึงถาม…ฉันว่าพวกเขาก็อาจจะไม่ยอมเล่าให้ฟัง…เจ้าชายเล่าให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมคะ”

“รอฟังจากพวกเขาก่อนดีกว่า ลองดูว่าชาวบ้านพวกนั้นจะเล่าอะไรให้พวกคุณฟัง” น้ำเสียงของอเนกชาติมีเลศนัยลึกล้ำ “แล้วผมจะเล่าเวอร์ชันของผมบ้าง”

เอเชียรู้แล้วว่าเจ้าชายอเนกชาติจะไม่เล่าเรื่องคำสาปของพญานาคให้ฟังแน่ๆ เธอจึงเปลี่ยนมาถามเขาว่า

“เจ้าชายมีอะไรจะแนะนำฉันไหมคะ”

“ไม่มี” อเนกชาติโคลงศีรษะ “เอาเป็นว่าพวกคุณอยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่ถ้ามีปัญหาอะไรอยากให้ผมช่วย…ก็มาหาที่นี่ก็แล้วกัน”

“ฉันคงไม่กล้ารบกวนเจ้าชายหรอกค่ะ” เอเชียว่า เธอหมายความตามนั้นจริงๆ “เท่านี้พวกเราก็รบกวนมามากแล้ว เห็นจะต้องกลับจริงๆ เสียที”

“ไม่รบกวนหรอกครับ คุณไม่ได้รบกวนอะไรผมเลยเอเชีย” อเนกชาติยกมือขึ้นลูบรอยแผลไหม้ที่ลำคอ และพูดทิ้งท้ายก่อนที่แขกทั้งสามจะลากลับไปว่า “หากผมช่วยอะไรคุณได้ ขอให้บอกมาก็แล้วกัน…ผมพร้อมจะช่วยเหลือคุณเป็นการตอบแทน”

“หนูว่าเจ้าชายอเนกชาติเป็นคนแปลกๆ นะจ๊ะ…พี่เอเชียว่าไหม” สิทธาชวนเอเชียคุยขณะที่ทั้งสามเดินลงเขามาด้วยกัน

“แปลกยังไง” เอเชียเลิกคิ้ว เธอเองก็รู้สึกเช่นนั้น ทว่าอยากฟังว่าเด็กสาวจะพูดอะไรออกมา

“ท่าทางดูแปลก” สิทธาพยายามจะอธิบาย “คำพูดก็แปลก…ทุกอย่างที่เจ้าชายพูด ดูกำกวม ให้คนฟังต้องตีความเอาเอง…นอกจากความแปลก หนูว่าทุกคนที่วิลลาดูลึกลับ น่ากลัว ไม่น่าเข้าใกล้ หนูไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย…”

“จะว่าไป พี่ว่าดูแปลกทั้งเจ้าชายอนันตชัยและเจ้าชายอเนกชาตินั่นละ” พุ่มข้าวบิณฑ์ได้ยินสิทธา เลยช่วยออกความเห็น “แต่ที่แปลกกว่า…”

เขาหันมาทางหญิงสาวร่างสูงโปร่ง

“เอเชีย…คุณแยกได้อย่างไรว่าคนไหนคืออนันตชัย คนไหนคืออเนกชาติ…ผมดูแทบไม่ออกเลย”

“แววตาค่ะ” เอเชียไม่รู้จะอธิบายรายละเอียดให้พุ่มข้าวบิณฑ์เข้าใจได้อย่างไร “ฉันรู้สึกว่าแววตาของสองคนนั้นไม่เหมือนกัน”

“เอาจริงนะ…ผมดูไม่ออก” พุ่มข้าวบิณฑ์ส่ายหน้า

“คงเพราะว่าฉันเป็นนักวาดภาพละมังคะ” เอเชียหัวเราะเบาๆ “เลยสังเกตเห็นความแตกต่าง”

“ผมคิดเหมือนสิทธานะ” ชายหนุ่มพึมพำ ดวงตาคู่คมเหลือบมองไปรอบกาย ความรู้สึกของเขาเหมือนกับว่ากำลังมีสายตาหลายคู่กำลังจ้องมอง “พวกเขาดูน่ากลัว…เราอยู่ห่างๆ พวกเขาน่าจะดีที่สุด”

“แต่คุณอยากขึ้นไปสำรวจปราสาทประธาน…ยังไงพวกเราก็ต้องกลับมาขออนุญาตเจ้าชายที่วิลลาไม่ใช่หรือคะ” เอเชียว่า และพุ่มข้าวบิณฑ์ก็ได้แต่ยักไหล่พร้อมกับถอนใจยาว

“ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือก เอาไว้ผมมาคนเดียวก็ได้” เขาเม้มริมฝีปากแน่น

“ไม่ดีหรอก ฉันมาเป็นเพื่อนดีกว่า” เธอรู้สึกห่วงเขาขึ้นมาเป็นครั้งแรก “ไม่ได้อยากเจอเจ้าชายหรอกนะ แต่ฉันคิดว่ามาสองคนดีกว่ามาคนเดียว”

“สามจ้ะ…ถึงหนูจะกลัว แต่ถ้าพี่หนูพุกมา…หนูก็จะมาด้วย” สิทธายกมือให้สัญญา

“แต่ก็ต้องรอให้เสร็จจากพิธีนาคพลีอยู่ดี เจ้าชายถึงจะอนุญาตให้เราขึ้นไปได้” เอเชียส่ายหน้า “พูดถึงพิธีนี้ น่าสนใจมากเลยนะคะ…น่าเสียดายที่เจ้าชายอเนกชาติมาขัดจังหวะคุณวันนีเสียก่อน เลยไม่รู้ว่าปัจจุบันนี้นาคพลี ยังทำเหมือนสมัยโบราณหรือเปล่า”

“ที่ว่าเอาผู้หญิงมาฆ่าเพื่อบูชายัญน่ะหรือ” พุ่มข้าวบิณฑ์ส่ายหน้า “ป่าเถื่อน ผมว่าปัจจุบันนี้ไม่มีใครเขาทำกันแล้วละ”

“ก็ไม่แน่นะคะ คนป่าบางเผ่าในแอฟริกายังกินคนอยู่เลย ใครจะรู้…ที่อาจจะยังคงพิธีกรรมอะไรแบบนั้นอยู่ก็ได้” เอเชียพูดติดตลกมากกว่าจะหมายความตามนั้นจริงจัง

“ทำแบบนั้น…ผิดกฎหมายนะคุณ” พุ่มข้าวบิณฑ์หัวเราะเบาๆ

เอเชียยังไม่ทันจะโต้ตอบว่าอย่างไร เสียงดนตรีเบาๆ ก็ดังขึ้นมาจากกระเป๋าที่สะพายอยู่ เสียงของโทรศัพท์มือถือนั่นเอง เอเชียหยิบโทรศัพท์รุ่นล่าสุดออกมาจากกระเป๋าและพบว่าจู่ๆโทรศัพท์ที่ดับสนิทไปตั้งแต่เมื่อวานนั้น ติดขึ้นมาได้เอง

“อุ๊ย…มือถือติดแล้วละค่ะ…แปลกมาก ตอนแรกฉันนึกว่าแบตหมดเสียอีก”

“ดูสิพี่…โทรศัพท์ของหนูก็ติดเหมือนกัน” สิทธาลองดูโทรศัพท์ของตัวเองบ้าง เด็กสาวร้องดีใจ ก่อนจะลดเสียงลงเป็นพึมพำ “แต่ก็โทรไม่ได้…แถวนี้ไม่มีสัญญาณอยู่ดี”

“นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่แปลก” พุ่มข้าวบิณฑ์หยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมาดูบ้าง “ของผมก็ติดแล้ว…เป็นไปได้อย่างไร ที่อยู่ๆ มือถือของเราสามคนก็กลับใช้งานไม่ได้ขึ้นมาพร้อมกัน…แถมตอนนี้ก็กลับมาติดพร้อมกัน”

“เป็นไปได้ไหมคะว่า…” เอเชียเหลือบมองไปรอบๆ ต้นไม้สองข้างทางที่เดินลงจากยอดเขาพนมนาคาแน่นขนัด ยามสายลมพัดผ่าน พวกมันพากันไกวตัวไปมาราวมีชีวิต “อาจจะเกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อะไรทำนองนั้น…ก็ที่นี่เป็นภูเขาไฟเก่าไม่ใช่หรือคุณ มันอาจจะมีแหล่งพลังงานอะไรที่รบกวนโทรศัพท์มือถือก็เป็นได้”

“ทฤษฎีอะไรของคุณ ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน” พุ่มข้าวบิณฑ์ส่ายหน้ากับความพยายามจะอธิบายของเอเชีย

“ฉันก็ไม่รู้หรอกทฤษฎีพวกนี้ ฉันไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์” หญิงสาวพลอยส่ายหน้าไปด้วยอีกคน “ฉันแค่พยายามหาเหตุผลมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น…เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกของเรา มันต้องอธิบายได้สิคุณ”

“แต่คุณก็รู้ว่า ยังมีเรื่องอะไรอีกตั้งมากมายที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้” พุ่มข้าวบิณฑ์แย้ง

“หนูไม่เห็นอยากรู้เลย อะไรจะเกิดก็ให้เกิดไปเถอะจ้ะ ตราบใดที่เรื่องเหล่านั้นไม่มาวุ่นวายกับชีวิตของเรา” สิทธาออกความเห็นบ้าง

เด็กสาวยกหลังมือขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ตะวันเคลื่อนสูง แสงแดดเริ่มแรงกล้าขึ้นทุกขณะ หยาดน้ำฝนที่เกาะบนใบไม้และยอดหญ้ากำลังสลายไป ละไอชื้นเย็นรอบกายกำลังถูกแทนที่ด้วยความระอุอ้าว

“ถ้าทุกคนคิดแบบสิทธาได้นี่…ก็สบายใจดีนะ” พุ่มข้าวบิณฑ์ออกจะเห็นด้วย คนเรานั้นบางทีก็คิดมากเกินไป การปล่อยวาง ยอมปล่อยให้เรื่องบางเรื่องผ่านไป อาจจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น สบายใจขึ้น “ที่จริงเราไม่จำเป็นต้องหาคำตอบให้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นหรอก แค่ทำใจยอมรับมันก็พอ”

ฝนที่ตกมาตลอดคืนทำให้ทางเดินลงจากเขานั้นลื่นและเต็มไปด้วยโคลน เอเชียเกือบจะเสียหลักล้มหลายครั้ง ถ้าไม่ได้วงแขนแข็งแกร่งของพุ่มข้าวบิณฑ์ช่วยประคองเอาไว้

เมื่อลงมาถึงข้างล่าง รองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาดของเอเชียก็เลอะโคลนเสียจนมองไม่เห็นสีเดิม

รถจักรยานทั้งสามคันยังจอดสงบนิ่งเหมือนเมื่อวาน เอเชียใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กเช็ดหยดน้ำที่เกาะบนอานจนแห้ง หล่อนสวมเสื้อผ้าชุดเดิมที่ใส่มาเมื่อวานนี้ คนงานของวิลลาซักและรีดมาส่งไว้ที่หน้าห้องพักของทุกคนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

ตลอดทางที่ปั่นจักรยานกลับไปในตัวเมือง เอเชียและพุ่มข้าวบิณฑ์ต่างจ่อมจมอยู่กับความครุ่นคิดที่แตกต่างกันไป จะมีก็แต่เพียงสิทธาเท่านั้นที่ยังคงร่าเริงแจ่มใส ร้องเพลงในลำคอเบาๆ อย่างสนุกสนาน

ขาลงจากเขา ปั่นได้ง่ายกว่าขาขึ้น ด้วยเป็นเส้นทางที่ลาดลง จึงไม่ต้องออกแรงมาก ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็กลับมาถึง ‘โสมรัศมี’ และก็จริงอย่างที่เอเชียคาดเอาไว้ ดอกเตอร์เบเนดิกต์กำลังเดินกลับไปกลับมาด้วยความกังวลอยู่ในล็อบบี

ทันทีที่เห็นบุคคลทั้งสาม ชายร่างผอมสูงก็ตรงเข้ามาพร้อมกับส่งเสียงดังลั่น

“พวกคุณหายไปไหนกันมาทั้งคืน พวกเราเป็นห่วงกันแทบแย่”

“ฉันขึ้นไปบนยอดเขาพนมนาคามาค่ะ” เอเชียรีบอธิบาย สายตาของนายแพทย์วัยกลางคนที่จ้องมองมาบอกถึงความเป็นห่วงมากกว่าจะเกรี้ยวกราด “ฝนตกหนัก…เรากลับลงมาไม่ได้”

“โชคดีที่เจ้าชายอนันตชัยอนุญาตให้เราพักที่วิลลาของเขา” พุ่มข้าวบิณฑ์ช่วยอธิบาย “แต่เราก็ไม่รู้จะส่งข่าวให้พวกคุณรู้ได้อย่างไร”

“วิลลา…” ดอกเตอร์เบเนดิกต์ขมวดคิ้วมุ่น “บนยอดเขามีวิลลาด้วยหรือ”

“ค่ะ” เอเชียพยักหน้า “เรียกว่าวิลลา…แต่ที่จริงเป็นวังใหญ่เลยเชียวละ”

“ทำไมมีวังอยู่บนนั้น” หัวหน้าทีมชาวอเมริกันยังไม่หายสงสัย

“ก็เขาเป็นเจ้าชาย…และวังนั้นก็น่าจะสร้างขึ้นสำหรับไว้ตากอากาศ” พุ่มข้าวบิณฑ์ตอบสั้นๆ “ทำไมครับ…ดอกเตอร์สงสัยอะไรหรือ”

“เปล่า” ดอกเตอร์วัยกลางคนส่ายหน้า “ผมเพียงแต่แปลกใจ พนมนาคาเหมือนจะเป็นเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรสลักสำคัญ แต่กลับกลายเป็นเมืองที่สวย และมีอะไรต่อมิอะไรมากมายจนไม่น่าเชื่อ และที่สำคัญ…กัมพูชาปิดพนมนาคาเอาไว้จนมิดชิดจากสายตาของชาวโลก…”

“ถ้าเปิดตัวเป็นเมืองท่องเที่ยว ป่านนี้คงจะวุ่นวาย ไม่สวยงามเหมือนเดิม อาจจะมีผับ มีบาร์ มีเกสต์เฮาส์เต็มเมืองไปแล้วละครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์ว่า

เขาเห็นตัวอย่างความล่มสลายมาแล้วมากมาย เมืองเล็กๆ ที่สวยงามและสงบเงียบ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมาก ที่เปิดตัวเองต่อสายตาชาวโลก หลังจากนั้นเมืองก็เริ่มมีเศรษฐกิจดีขึ้น ชาวบ้านมีรายได้เป็นกอบเป็นกำเพราะมีนักท่องเที่ยวมากมายหลั่งไหลเข้ามา แต่พวกเขาก็ต้องแลกด้วยความเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิตของชาวเมืองที่เคยสงบงามก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปเป็นความวุ่นวาย คนต่างถิ่นอพยพเข้ามาทำธุรกิจต่างๆ เมืองที่เป็นของพวกเขา ไม่เป็นเมืองของพวกเขาอีกต่อไป

“เจ้าชายอนันตชัย” ดอกเตอร์เอลเลนส่งเสียงแหลม สายตาเธอกวาดมองดูพุ่มข้าวบิณฑ์และเอเชียราวจะจับสังเกต ท่าทางของดอกเตอร์เอลเลนเหมือนกับครูปกครองที่จ้องจับผิดนักเรียน โชคดีที่มีสิทธาไปด้วย ไม่เช่นนั้นดอกเตอร์เอลเลนอาจจะสงสัยมากกว่านี้ “ใครกันน่ะ…สงสัยเป็นเจ้าชายที่พาน ดาราเอ่ยถึงแน่เลย”

“ก็ต้องแน่อยู่แล้วละ” ดอกเตอร์เพียร์สันพูดขึ้นบ้าง “ที่นี่จะมีเจ้าชายกี่คนกัน”

“พาน ดาราเล่าว่าอย่างไรหรือครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์เลิกคิ้ว เมื่อวานตอนที่พวกเขาขึ้นไปบนพนมนาคา ดอกเตอร์เบเนดิกต์กับคณะก็แวะไปยังโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ซึ่งมีพาน ดารา ภรรยาของพาน โสภณเป็นครูใหญ่

“ครูพาน ดาราบอกว่า…หากไม่จำเป็นแล้วละก็…เจ้าชายและทุกคนที่วิลลา จะไม่สุงสิงกับใครเลย เพราะพวกเขาไม่ชอบชาวบ้านพนมนาคาเอามากๆ” ดอกเตอร์ร่างอ้วนเล่าด้วยน้ำเสียงลึกลับ “ไม่ใช่แค่ไม่ชอบนะ…แต่ถึงขั้นเกลียดเลยเชียวละ”

 

Don`t copy text!