พนมนาคา บทที่ 29 : Skeleton in the cupboard

พนมนาคา บทที่ 29 : Skeleton in the cupboard

โดย : พงศกร

พนมนาคา นวนิยายลึกลับเรื่องล่าสุดของ พงศกร เมื่อ ‘เอเชีย’ Medical illustrator รับงานวาดภาพประกอบตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคผิวหนังประหลาดที่มองคล้ายเกล็ดงู ทำให้เธอต้องไปพัวพันกับตำนานอันลึกลับของหมู่บ้านที่ผู้คนยังบูชาพญานาค เธอจะได้กลับออกมาไหม ตามไปลุ้นกันที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 29 – 

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“เป็นความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดที่สุด” พุ่มข้าวบิณฑ์หันไปจ้องหน้าเอเชีย หลังจากฟังเรื่องเล่าของดอกเตอร์เพียร์สันจบลง

เรื่องที่ดอกเตอร์ร่างอ้วนเล่านั้น ฟังมาจากครูใหญ่พาน ดาราอีกที จึงไม่รู้ว่ามีการตีไข่ใส่สีเพิ่มหรือเปล่า แต่กระนั้นเขาสามารถสัมผัสได้ถึงความขัดแย้งลึกๆ ระหว่างพาน โสภณและเจ้าชายอนันตชัย…หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้มีความสลับซับซ้อนมากกว่าที่เคยคาดคิด

“นั่นสิคะ” เอเชียเห็นด้วย

พนมนาคามีผู้ปกครองหมู่บ้านอย่างเป็นทางการคือพาน โสภณ ขณะที่เจ้าชายอนันตชัยนั้นเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ

พนมนาคาจะมีพิธีบูชานาคทุกปี ปีละหนึ่งครั้ง พิธีจะถูกจัดขึ้นที่เทวาลัย ชาวบ้านจะเตรียมข้าวของขึ้นไปถวายพญานาคและขอพร ก่อนที่คณะทำงานจะเดินทางมาถึง เจ้าชายก็เพิ่งส่งนางรำของพนมนาคาไปร่วมแสดงระบำที่ปราสาทนาคพัน

อีกหนึ่งเหตุผลที่พาน โสภณไม่ชอบเจ้าชายอนันตชัย เพราะเจ้าชายทำตัวอยู่เหนือกฎระเบียบ ไม่สนใจกฎหมายหรือข้อบังคับใดๆ อีกด้วย

เจ้าชายอนันตชัยและคนของเขาอยู่กันอย่างอิสระ นึกอยากทำอะไรก็ทำ นึกอยากไปไหนก็ไป ไม่เคยบอกกล่าวให้พาน โสภณรู้ ไม่เคยทำเรื่องขออนุญาตเหมือนอย่างชาวบ้านคนอื่นๆ พาน ดารายังเล่าอีกด้วยว่า เจ้าชายเหมือนกับคนเถื่อน ไม่มีแม้แต่บัตรประจำตัวด้วยซ้ำ แต่กระนั้นทางการก็ไม่มีใครกล้าทำอะไร เพราะถึงแม้ว่าเจ้าชายจะไม่ใช่เจ้านายองค์สำคัญของราชวงศ์ แต่ก็ยังคงเป็นเจ้าที่ทุกคนเกรงใจ

เจ้าชายและบรรดาสมาชิกในสายสกุลอยู่ที่พนมนาคามานาน สืบต่อกันมาหลายร้อยปี ปกติพระองค์ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ชาวบ้านหลายคนไม่รู้ประวัติว่าเจ้าชายเป็นใครมาจากไหน พวกเขารู้แต่ว่าบนยอดเขาโน้นมีเจ้านายประทับอยู่ เอาเข้าจริงแทบไม่เคยมีใครเห็นหน้าเจ้าชายด้วยซ้ำ

ยอดเขาพนมนาคาคือแดนลึกลับ เป็นพื้นที่ต้องห้าม ชาวบ้านจะมีโอกาสได้ขึ้นไปบนนั้นปีละหนึ่งหน ในช่วงพิธีบูชาพญานาคเท่านั้น

ถึงแม้จะไม่ชอบเจ้าชายอนันตชัย หากการจะจัดการอะไรสักอย่างกับเจ้าชาย พาน โสภณก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเจ้าชายคือเจ้าของที่ดินเกือบทั้งหมดในพนมนาคา แม้แต่ตึกที่ทำการของหมู่บ้านก็ปลูกอยู่ในที่ดินของเจ้าชาย

“อย่าสนใจเรื่องนั้นเลย ใครจะทะเลาะกับใคร ใครจะไม่ชอบหน้าใคร ไม่ใช่เรื่องของเรา เรามาอยู่ที่นี่ มาทำงาน…ไม่กี่เดือนก็กลับแล้ว ฉะนั้น รีบทำงานของเราให้เสร็จโดยเร็วจะดีกว่า”

ดอกเตอร์เบเนดิกต์ปล่อยให้ทุกคนคุยกันอยู่อีกพักใหญ่ ก่อนจะสรุปภารกิจของวันนี้ให้ฟัง

“วันนี้ผมจะไปเก็บข้อมูลเรื่องเด็กป่วยที่โรงเรียนอีกหน…ดอกเตอร์เอลเลนกับดอกเตอร์เพียร์สันไม่ได้ไปกับผมด้วย สองคนนั้นจะแวะไปเยี่ยมสถานีอนามัย เพื่อดูระบบสาธารณสุขของพนมนาคาว่าเป็นอย่างไรบ้าง พวกคุณอยากจะไปกับใครก็เลือกเอา”

ที่จริงเขาเป็นคนบอกกับลูกทีมเองว่า สองสามวันแรกที่มาถึงพนมนาคา อยากให้ทุกคนทำตัวสบายๆ เพื่อปรับตัวและทำความรู้จักกับคนในพื้นที่ให้มากที่สุด จากนั้นจึงค่อยเริ่มงาน แต่การที่ได้แวะไปโรงเรียนเมื่อวานนี้ ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ดอกเตอร์หัวหน้าคณะรู้สึกค้างคาใจ จนต้องย้อนกลับไปอีกครั้งในวันนี้

“ผมไปกับดอกเตอร์ครับ”

“ฉันไปด้วยค่ะ ดอกเตอร์เบเนดิกต์”

พุ่มข้าวบิณฑ์และเอเชียตอบรับพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ขณะที่สิทธายังมีท่าทางลังเล ด้วยไม่รู้ว่าควรจะไปกับใครดี

“แต่เมื่อวาน พวกดอกเตอร์ก็ไปโรงเรียนมาแล้วนี่คะ” เอเชียสงสัย

“ไปมาแล้ว แต่ครูใหญ่ไม่ยอมให้เราดูอะไรที่เราต้องการเลย พาไปดูแต่ห้องเรียนและเด็กนักเรียนที่สุขภาพดี…เราอยากดูเด็กป่วยต่างหาก ไม่ใช่เด็กปกติ…” ดอกเตอร์เอลเลนช่วยตอบ สีหน้าท่าทางของเธอเต็มไปด้วยความหงุดหงิด “ไม่รู้จะกลัวจะกังวลอะไรนักหนา ที่พวกเรามานี่ก็จะมาช่วยแท้ๆ”

“พวกเขาอาจจะไม่ได้อยากได้ความช่วยเหลือนะครับดอกเตอร์เอลเลน” พุ่มข้าวบิณฑ์แย้งตรงๆ ตามนิสัย “เราคิดเอาเองว่าเราอยากจะให้…แต่ผมว่า เราต้องถามคนรับด้วย ว่าเขาอยากรับหรือเปล่า”

“ถ้าเขาไม่รับความช่วยเหลือ ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเรา อย่างนั้นก็เป็นหน้าที่ของคุณไงล่ะพีบี…” ดอกเตอร์เอลเลนย้อนหน้าตาเฉย “เราจ้างคุณมาเป็นผู้ประสานงาน ฉะนั้น คุณมีหน้าที่ต้องทำให้พวกเขายอมตกลง…ชัดเจนไหม”

พุ่มข้าวบิณฑ์เจอประโยคนั้นเข้าไป ถึงกับทำอะไรไม่ถูก ได้แต่อ้าปากค้าง

“ก็ถ้าเขาไม่ยอมให้เราดูเด็กป่วย…วันนี้เรากลับไปที่โรงเรียนอีก จะมีประโยชน์หรือคะ” เอเชียยังไม่เข้าใจ

“เราจะไม่ไปแบบปกติ” เบเนดิกต์ว่า “ผมหมายถึงว่า เราจะไม่เข้าไปขอพบครูพาน ดารา แต่เราจะแอบเข้าไปที่ห้องเด็กป่วยในอาคารที่สร้างอยู่ทางด้านหลัง…เด็กที่มีผิวหนังเป็นเกล็ดงู ถูกเก็บไว้ในนั้น”

“เก็บไว้ในนั้น…” เอเชียทวนคำ หัวคิ้วเรียวยาวของเธอขมวดมุ่น คำพูดของดอกเตอร์เบเนดิกต์ทำให้เธอรู้สึกราวกับว่าผู้คนที่พนมนาคารังเกียจเด็กป่วย จนต้องเอาไป ‘เก็บ’ ไว้ให้ไกลหูไกลตา “เด็กพวกนี้ไม่ได้รับการรักษาแบบเป็นเรื่องเป็นราวหรือคะ”

“ไม่” เบเนดิกต์ส่ายหน้า “ชาวบ้านไม่ยอมพาเด็กไปหาหมอ เพราะรู้สึกอับอาย สำหรับอาการป่วยเรื่องผิวหนังคงทำอะไรไม่ได้ เพราะเด็กเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิด แต่ถ้าเด็กเกิดป่วยไข้ด้วยโรคอื่นๆ อย่างเช่น ไข้หวัด ท้องเสีย พวกเขาเลือกจะไปขอยาจากหมอที่สถานีอนามัย หรือจากหมอชาวบ้านมาให้เด็กกินมากกว่าพาเข้าเมืองไปหาหมอแผนปัจจุบัน…เด็กพวกนี้ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว พอรักษากันตามมีตามเกิด ก็หายบ้าง ตายบ้าง…ไม่มีคุณภาพชีวิตสักเท่าไร เด็กคนไหนที่ยังแข็งแรง พาน โสภณก็บังคับพ่อแม่ให้ส่งเด็กมาเรียนหนังสือที่โรงเรียน จะได้พออ่านออกเขียนได้”

“มีการแยกห้องเรียนพิเศษให้เด็กป่วยด้วย…ใช่ไหมคะ” เอเชียถาม

“ห้องเรียนพิเศษอะไรล่ะ…ฉันว่าเป็นเรือนจำมากกว่า” ดอกเตอร์เอลเลนว่า “ห้องเรียนพิเศษที่ว่าเป็นอาคารเล็กๆ อยู่สุดเขตโรงเรียน เลยจากนั้นไปอีกนิดเดียวก็เป็นป่าแล้วละ…ครูพาน ดาราบอกว่าเด็กที่พ่อแม่เอามาฝากเลี้ยงไว้ราวๆ สิบกว่าคน เดิมทีมีมากกว่านี้ แต่ก็ป่วยตายไปเยอะแล้ว เพราะเหตุนี้ ฉันกับเพียร์สันเลยจะแวะไปดูสถานีอนามัยสักหน่อย”

ตัวเลขของเด็กป่วยที่เอเชียรู้มา กับตัวเลขที่พาน ดาราบอกกับคณะนั้นไม่ตรงกันเอเชียเริ่มสงสัยว่าแท้จริงแล้วในหมู่บ้านนี้ มีเด็กป่วยกี่คนกันแน่

“เราขอร้องอย่างไรครูใหญ่ก็ไม่ยอมพาไป บอกว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม” ดอกเตอร์เพียร์สันเล่าเสริม

“แล้วเมื่อไรจึงจะเป็นเวลาที่เหมาะสม” พุ่มข้าวบิณฑ์สงสัย

“ผมก็อยากรู้เหมือนกัน…ว่าเมื่อไร…” เบเนดิกต์ส่ายหน้า

“แล้วเหตุผลคืออะไร ที่ไม่ยอมให้เราไปดู” เอเชียถามบ้าง

“ไม่มีเหตุผล…ดูเหมือนทุกคนในหมู่บ้านจะมีลับลมคมในมากกว่าที่เราเห็น” ดอกเตอร์เบเนดิกต์ถอนใจ “เราไม่มีเวลาเล่นเอาเถิดเจ้าล่อแบบนี้หรอกนะ มาถึงที่นี่แล้ว เด็กป่วยก็อยู่ตรงหน้าแล้ว แต่ก็ยังโยกโย้ ไม่ยอมให้เราไปดู”

“ประเด็นนี้ละเอียดอ่อนนะครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์คิดวิเคราะห์ “ผมว่าดอกเตอร์อาจจะต้องใจเย็นกว่านี้…ธรรมชาติของคนแถวนี้ ถ้าไม่ไว้ใจกันละก็…ใครจะอยากเปิดเผยความลับให้เห็น…เรื่องเด็กป่วยผิวหนังเป็นเกล็ดงู เป็น Skeleton in the cupboard…โครงกระดูกที่พวกเขาพยายามซุกซ่อนเอาไว้ในตู้…ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้พวกเขายอมพาพวกคุณไปดูหรอกครับ เท่าที่อนุญาตให้คณะสำรวจเข้ามาทำงานในพื้นที่ได้ ก็นับว่าเป็นความใจกว้างอย่างที่สุดแล้ว”

“ใจกว้างอะไรกัน ถ้าดอกเตอร์เบเนดิกต์ไม่จ่ายหนักขนาดนี้…ใครจะยอม” ดอกเตอร์เพียร์สันเผลอหลุดคำพูดออกมา

“อะไรนะคะ” เอเชียหันขวับไปมองหัวหน้าคณะของเธอ นี่เป็นความรู้ใหม่ เอเชียคิดว่าการที่ได้รับอนุญาตให้มาศึกษาเด็กป่วยที่พนมนาคา เป็นเพราะชาวบ้านเห็นความสำคัญของอาการป่วยและการรักษา แท้จริงแล้วมีเรื่องของเงินบริจาคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนี่เอง

“เพียร์สัน” เบเนดิกต์เรียกนายแพทย์ร่างอ้วนเสียงหนัก

“ทำไม…กลัวอะไรเบเนดิกต์” เพียร์สันย้อนถาม “ไหนๆ พวกเราก็มาอยู่ที่นี่แล้ว นายก็บอกทุกคนไปเถอะว่านอกจากทำเรื่องขออนุญาต ส่งอีเมลกลับไปกลับมาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ยังจะต้องบริจาคเงินให้มากแค่ไหน พวกเขาจึงยอมให้เรามาเหยียบที่หมู่บ้านนี้ได้”

“อย่านอกเรื่อง” หัวหน้าคณะทำงานวัยกลางคนถอนใจยาว ก่อนจะสรุปอย่างรวบรัด “เรื่องนั้นผ่านไปแล้ว เรามาพูดเรื่องแผนงานวันนี้กันดีกว่า เสียเวลาไปมากแล้ว…เราควรจะแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเองให้เสร็จโดยเร็ว แล้วค่อยกลับมาประชุมร่วมกันอีกทีหลังอาหารมื้อค่ำ… ถึงตรงนี้ ใครมีปัญหา หรือมีข้อสงสัยอะไรอีกไหม…”

โรงเรียนพนมนาคาตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน อยู่ริมถนนสายนอกเมืองที่จะมุ่งหน้าไปสู่พระตะบอง มีนักเรียนตั้งแต่ชั้นปฐมวัยไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ครูใหญ่ชื่อพาน ดารา เป็นภรรยาของพาน โสภณ หัวหน้าหมู่บ้าน

ธงชาติกัมพูชาปลิวไสวอยู่บนเสาธง ดอกหางนกยูงบานสะพรั่ง สีส้มเพลิงบนลำต้นสูงใหญ่ตัดกันกับสีเขียวสดของสนามหญ้า วันนี้เป็นวันอากาศดี ท้องฟ้าสดใส แตกต่างจากเมื่อวานโดยสิ้นเชิง

เสียงนักเรียนอ่านหนังสือประสานกันดังแว่วมาให้ได้ยิน เด็กเล็กชั้นอนุบาลกำลังต่อแถวกันเพื่อไปรับประทานอาหารว่างมื้อบ่าย ตอนที่พวกเธอไปถึงนั้น พาน ดารากำลังสอนหนังสือนักเรียนชั้นมัธยมอยู่ ที่โรงเรียนแห่งนี้มีครูแค่แปดคน ไม่เพียงพอกับจำนวนห้องเรียน ดังนั้น ครูใหญ่ก็ต้องลงมาช่วยสอน ครูบางคนต้องควบสอนถึงสองชั้น

อาคารโรงเรียนสไตล์โคโลเนียลทาสีเหลืองไข่ไก่ หลังคามุงกระเบื้องสีน้ำตาลเข้ม เป็นอาคารสองชั้น มีแค่อาคารเดียว ชั้นล่างเป็นห้องเรียนของเด็กอนุบาลและประถม ส่วนชั้นบนเป็นห้องพักครูและห้องเรียนชั้นมัธยม ลักษณะของห้องเรียนยังเป็นแบบเก่า คือมีกระดานดำและครูสอนด้วยการใช้ชอล์กเขียนตัวหนังสือ

“ดอกเตอร์เบเนดิกต์” พาน ดาราเห็นรถตู้มาจอดที่หน้าอาคารเรียน เธอวางชอล์กในมือลง แล้วรีบวิ่งออกมา สีหน้าของหญิงวัยกลางคนที่มองแลเลยมาทางเอเชียและพุ่มข้าวบิณฑ์เต็มไปด้วยความประหลาดใจ “มีธุระอะไรหรือคะ”

“มิสเตอร์พุ่มข้าวบิณฑ์ครับครู เขาเป็นผู้ประสานงานของพวกเรา ส่วนนี่มิสเอเชีย…เธอเป็นนักวาดภาพชื่อดังจากอเมริกา” ดอกเตอร์เบเนดิกต์หันมาแนะนำชายหนุ่มและหญิงสาวร่างสูง เอเชียส่งยิ้มให้ครูใหญ่ พุ่มข้าวบิณฑ์ทักทายครูเป็นภาษาขแมร์

“ซัวสะเด็ย – สวัสดีครับ”

“สวัสดีค่ะ…” ครูดารายิ้มให้ตามมารยาท เธอเหลือบมองเอเชียด้วยความสนใจ “มิสเป็นนักวาดภาพหรือคะ…”

“ค่ะ” เอเชียพยักหน้า ก่อนจะแนะนำตัวเองคร่าวๆ ว่าเป็นใคร ทำงานอยู่ที่ไหน

“โอ้โห” ครูใหญ่ตื่นเต้น “โชคดีจังเลยที่เจอมิส โรงเรียนของเรามีนักเรียนที่ฝีมือดี วาดภาพเก่งๆ หลายคนเลยค่ะ ถ้าพวกเขาได้รับการสนับสนุน อนาคตน่าจะไปได้ไกล…มิสพอจะมีอะไรแนะนำครูบ้างไหมคะ”

“ฉันแนะนำได้นะคะ” เอเชียจะตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้พูดถึงงานวาดภาพที่เธอรัก “แต่ต้องขอดูห้องศิลปะของคุณครูก่อน ดูว่ามีอุปกรณ์อะไรบ้าง และวิธีการที่สอนเด็กวาดภาพ ที่นี่สอนกันอย่างไร”

“ห้องศิลปะอยู่สุดอาคารโน่นค่ะ ประตูไม่ได้ล็อกเอาไว้ มิสเปิดเข้าไปดูได้เลย” ครูใหญ่ชี้มือไปยังห้องสุดท้ายปลายโถงทางเดิน

“วันนี้ครูจันดีไปประชุมที่อัลลองเวง วันจันทร์โน่นละถึงจะกลับมา…ฉันหมายถึงครูสิน จันดีน่ะค่ะ เธอเป็นครูประจำชั้นอนุบาลและสอนวิชาศิลปะด้วย ถ้าสงสัยอะไร มิสอาจจะต้องถามกับครูจันดีโดยตรง สำหรับวันนี้มิสแวะไปดูห้องเรียนได้ตามสบายเลยนะคะ ในนั้นมีแฟ้มเก็บผลงานเด็กๆ ไว้ทุกชั้น มิสอยากดูอะไรก็หยิบเอาได้เลย ตอนนี้ฉันยังสอนเด็กไม่เสร็จ…อีกครึ่งชั่วโมงจะรีบตามไป”

“ได้ค่ะ ครูไม่ต้องห่วงนะคะ เดี๋ยวฉันจะลองแวะไปดู หากมีคำแนะนำอย่างไรจะบอกกับครูอีกที” เอเชียยิ้มอ่อนโยน รอจนครูพาน ดาราเดินกลับไปสอนหนังสือแล้วนั่นละ จึงหันไปสบสายตากับดอกเตอร์เบเนดิกต์โดยไม่พูดอะไร

สีหน้าของดอกเตอร์เต็มไปด้วยร่องรอยยินดี ไม่นึกว่าทุกอย่างจะเข้าทางเขาโดยบังเอิญ

ห้องเรียนศิลปะเป็นห้องสุดท้ายของอาคาร มีหน้าต่างเปิดโล่งทั้งสามด้าน ภายในมีเก้าอี้เล็กๆ และขาตั้งสำหรับวาดภาพวางเรียงราย มีตู้เก็บสีหลายชนิด ทั้งสีเทียน สีไม้ และสีน้ำ ที่มุมด้านหนึ่งมีตู้เก็บแฟ้มผลงานของนักเรียน เอเชียลองหยิบมาพลิกดู ก็พบว่ามีหลายชิ้นที่ดูน่าสนใจมากอย่างที่ครูพาน ดาราบอกเอาไว้จริงๆ

หญิงสาวกำลังสนใจกับห้องเรียนศิลปะเล็กๆ ขณะที่พุ่มข้าวบิณฑ์และดอกเตอร์เบเนดิกต์สนใจกับอาคารขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ในราวป่าทางด้านหลังมากกว่า

สายลมยามบ่ายพัดผ่านม่านลูกไม้ฉลุมารวยริน เอเชียเห็นหลังคาสีน้ำตาลเข้มของอาคารชั้นเดียวที่อยู่ไกลสุดเขตของโรงเรียน

“เรามีเวลาครึ่งชั่วโมง” เบเนดิกต์เอ่ยเสียงแผ่วต่ำ เขาหันกลับมาทางเอเชียแล้วสั่งว่า “คุณรออยู่ที่นี่…เผื่อครูใหญ่มาแล้วไม่เจอใคร”

“ไม่” เอเชียส่ายหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว เรื่องอะไรจะให้เธอรออยู่คนเดียว มาจนถึงนี่แล้ว เธอก็อยากดูเด็กๆ เหล่านั้นเช่นกัน “ฉันจะไปด้วย”

“แต่…” เบเนดิกต์ลังเล

“ฉันเป็นคนที่จะต้องลงมือวาดภาพเด็กพวกนั้นนะคะ” เอเชียยืนยันเสียงหนักแน่น “ให้ฉันไปเถิดค่ะดอกเตอร์”

“ผมเห็นด้วย” พุ่มข้าวบิณฑ์สนับสนุน เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นมอง ลองประเมินเปรียบเทียบกับระยะทางจากห้องเรียนไปยังอาคารที่ซ่อนอยู่ในป่า ดูแล้วน่าจะทันก่อนครูพาน ดาราสอนหนังสือเสร็จ “เรารีบไปตอนนี้แล้วรีบกลับมาภายในเวลาครึ่งชั่วโมง…ยังไงผมว่าทัน…ครูใหญ่ไม่รู้หรอกครับว่าเราหายไปไหนมา”

“โอเค” เบเนดิกต์ยอมพยักหน้าในที่สุด “แต่ถ้าบังเอิญกลับมาแล้วเจอครูใหญ่…เราค่อยหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันอีกทีก็แล้วกัน…”

Don`t copy text!