พนมนาคา บทที่ 31 : ลับลมคมใน

พนมนาคา บทที่ 31 : ลับลมคมใน

โดย : พงศกร

พนมนาคา นวนิยายลึกลับเรื่องล่าสุดของ พงศกร เมื่อ ‘เอเชีย’ Medical illustrator รับงานวาดภาพประกอบตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคผิวหนังประหลาดที่มองคล้ายเกล็ดงู ทำให้เธอต้องไปพัวพันกับตำนานอันลึกลับของหมู่บ้านที่ผู้คนยังบูชาพญานาค เธอจะได้กลับออกมาไหม ตามไปลุ้นกันที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 31 – 

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี

…ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกนะคะ ที่ต้องทนอยู่กับเด็กอสุรกายพวกนั้น…

คำพูดของครูพาน ดารา ยังคงก้องสะท้อนอยู่ในห้วงคำนึงของเอเชีย แม้เมื่อกลับมาถึง โสมรัศมีแล้ว

ภาพของเด็กในอาคารที่เธอเห็น ไม่ต่างอะไรกับอสุรกายจริงๆ

ตั้งแต่เกิดจนถึงวันนี้ เอเชียไม่เคยเห็นอะไรที่น่าเกลียดน่ากลัวเท่าเด็กที่คืบคลานอยู่ในอาคารหลังนั้นมาก่อน

“ดอกเตอร์คะ…” อดรนทนไม่ได้ ต้องเอ่ยปากถาม “เด็กนั่นใช่ไหมคะ…ที่พวกเราจะเข้าไปทำการศึกษา”

“ใช่” เบเนดิกต์พึมพำเสียงแผ่ว ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยร่องรอยครุ่นคิด

“ดูน่ากลัวกว่าที่ผมคิดเอาไว้เยอะเลย” พุ่มข้าวบิณฑ์พึมพำ แม้เขาเป็นคนที่มีพื้นฐานจิตใจเข้มแข็ง หากภาพที่ได้เห็นก็ทำให้อดประหวั่นมิได้

“ภาพที่ผมเห็นจากสีจัน…ไม่น่ากลัวเท่านี้” ดอกเตอร์เบเนดิกต์หมายถึงเตือน สีจัน หญิงสาวชาวพนมนาคาที่อพยพไปอยู่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นคนที่เอารูปภาพของหลานชายที่ป่วยเป็นโรคเกล็ดงูมาปรึกษาเขาที่มหาวิทยาลัย จุดประกายความสนใจจนกระทั่งเกิดโปรเจกต์ พนมนาคาขึ้น

“เด็กที่ป่วยอาจจะมีความรุนแรงได้แตกต่างกันนะคะ” ดอกเตอร์เอลเลนออกความเห็น เธอ ดอกเตอร์เพียร์สันและสิทธาเพิ่งกลับมาจากสถานีอนามัยพนมนาคา พุ่มข้าวบิณฑ์เป็นคนบอกให้สิทธาตามดอกเตอร์ทั้งสองคนนั้นไป เพราะสิทธาเป็นคนท้องถิ่น อย่างน้อยจะได้ช่วยประสานงานให้ง่ายขึ้น “ยังไงต้องลองตรวจดูเด็กทั้งหมด แล้วจัดกลุ่มความรุนแรงของโรคอีกครั้งหนึ่ง”

“แล้วที่ไปสถานีอนามัย…ได้ความอะไรบ้างหรือเปล่า” ดอกเตอร์เบเนดิกต์ถามแพทย์หญิงผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังในเด็กสายตามองแลเลยไปยังดอกเตอร์เพียร์สัน

“ก็เป็นสถานีอนามัยขนาดเล็ก มีหมอขแมร์อยู่หนึ่งคน พยาบาลอีกสองคน ผลัดกันอยู่เวร ทั้งหมดเป็นคนพนมนาคานี่เอง ที่สถานีอนามัยมีอุปกรณ์และหยูกยาสามัญค่อนข้างจะครบ ศักยภาพพร้อมให้การรักษาโรคเบื้องต้น ถ้าเป็นโรคที่ซับซ้อนมาก ต้องส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลในพระตะบองหรือไม่ก็อัลลองเว” ดอกเตอร์เอลเลนสรุปข้อมูลเบื้องต้นที่ได้มาวันนี้ “ฉันลองถามถึงเด็กป่วยโรคผิวหนัง หมอบอกว่าไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้”

“แปลก” ดอกเตอร์เบเนดิกต์ส่ายหน้า “หรือว่ามี…แต่ไม่ยอมบอกเรา”

ผมคิดว่ามี…ต้องมีสิ…” ดอกเตอร์เพียร์สันออกความเห็น “ตอนผมทำงานแพทย์ไร้พรมแดนที่นี่ สถานีอนามัยทุกแห่งมีหน้าที่จะต้องสำรวจข้อมูลสุขภาพของคนในพื้นที่ เพื่อวางแผนการส่งเสริมสุขภาพ คุมกำเนิดและฉีดวัคซีน ข้อมูลเด็กป่วยโรคผิวหนังมีจำนวนนับสิบในหมู่บ้าน เป็นข้อมูลสาธารณสุขที่สำคัญ…หมอจะไม่ทำทะเบียนเอาไว้ได้อย่างไร…ผมคิดว่าต้องมีแน่ๆ แต่เขาไม่ยอมเอามาให้เราดู

“แล้วเราจะเริ่มต้นศึกษาเด็กได้อย่างไรกันคะ” เอเชียเริ่มกังวล “ตอนแรกดอกเตอร์บอกฉันว่า เราจะได้เห็นเด็กป่วยทุกคนฉันจะวาดรูปรอยโรคของพวกเขาเก็บเอาไว้”

ดูแววแล้วขั้นตอนต่อๆ ไปคงจะไม่ง่าย ทุกอย่างไม่มีอะไรเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ อะไรที่เคยคิดว่าง่าย เอาเข้าจริงกลับไม่ง่ายอย่างที่ดอกเตอร์เบเนดิกต์บอกทุกคนในตอนแรก แค่จะขอรายชื่อว่าเด็กป่วยมีกี่คนกันแน่ ก็ยังขอไม่ได้

“พาน โสภณบอกว่าจะจัดให้เราได้พบกับเด็กป่วยและครอบครัวของเขา” ดอกเตอร์เบเนดิกต์ว่า “แต่เราจะไม่สามารถคุยกับพวกเขาได้ตามลำพัง จะต้องมีคนของพาน โสภณอยู่ร่วมด้วยเสมอ…ถ้าเราพร้อมเมื่อไรก็บอกเขาได้เลย…”

“พรุ่งนี้เลยไหมคะ” เอเชียร้อนใจ เธอรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลที่ก่อตัวขึ้นในอณูอากาศ “ฉันพร้อมแล้ว”

“ก็ดีนะ” ดอกเตอร์เอลเลนพยักหน้าเห็นด้วย “รีบสำรวจรีบกลับดีกว่า พูดตามตรงนะ ฉันไม่ชอบหมู่บ้านนี้เลย…ให้ตายเถิด…ดูสภาพแวดล้อมภายนอก จัดว่าสวยมากนะ แต่เหมือนกับว่าเมืองแห่งนี้ ซ่อนความลับอะไรไว้มากมาย

“ถ้าทุกคนตกลงใจว่าจะเริ่มต้นทำงานกันตั้งแต่พรุ่งนี้เลย ผมจะแวะไปบอกกับพาน โสภณ…ได้ความว่าอย่างไร ค่ำๆ เราค่อยกลับมาวางแผนกันอีกที” ดอกเตอร์เบเนดิกต์ตัดสินใจ เขาหันมาหาพุ่มข้าวบิณฑ์และสั่งว่า “พีบี…คุณไปกับผม…คนอื่นๆ รออยู่ที่นี่…”

“ผมเหรอครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์ชี้มาที่ตัวเอง

“ใช่น่ะสิ” เบเนดิกต์ทำเสียงไม่พอใจ “ยังจะแปลกใจอะไร…คุณมาที่นี่ในฐานะผู้ประสานงานไม่ใช่หรือ รีบไปเรียกรถตู้ให้มารอที่หน้าโรงแรม ผมขอกลับไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องพักสักหน่อย…อีกสิบนาทีเจอกัน”

ดีเหมือนกัน ที่ไม่ต้องไปกับดอกเตอร์เบเนดิกต์และพุ่มข้าวบิณฑ์…เอเชียบอกกับตัวเอง…จะได้มีเวลาเป็นส่วนตัวสักหน่อย

มาถึงพนมนาคาได้หลายวันแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสโทรศัพท์กลับไปที่อเมริกา ส่งข่าวให้พ่อกับแม่รู้เลย หลังจากกลับไปที่ห้องพัก อาบน้ำอาบท่าเรียบร้อย เอเชียก็ย้อนกลับมาที่ล็อบบีขอใช้โทรศัพท์เพื่อโทร.กลับบ้าน

ใจ กันทา หัวหน้าแม่บ้านเป็นคนต่อโทรศัพท์ให้ หล่อนบอกกับเอเชียว่าหากต้องการโทร.ทางไกลต่างประเทศ ไม่สามารถหมุนเองได้โดยตรง แต่จะต้องโทร.ไปที่ทำการหมู่บ้าน ให้โอเปอเรเตอร์ส่วนกลางต่อสายให้อีกทอดหนึ่ง

“ฮัลโหล” เสียงนั้นคุ้นหูมาตลอดทั้งชีวิต

“แม่เหรอคะ หนูคิดถึงแม่ที่สุดเลย

เอเชียทักแม่ และจังหวะนั้นเองที่เธอได้ยินเสียงดังกริ๊ก เหมือนถูกแอบฟัง

“ยัยเอ...แกหายไปไหนมา พ่อกับแม่เป็นห่วงแทบแย่ แม่พยายามโทรหา ทำไมไม่เปิดมือถือ”

หนูไม่ได้ปิดเลยค่ะแม่ แต่ที่พนมนาคานี่แทบจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เลย ลองเปิดมือถือดูสัญญาณขึ้นขีดเดียวเท่านั้น ลองกดโทรออกก็โทรไม่ได้เลยค่ะ เพราะอย่างนี้แม่เลยติดต่อหนูไม่ได้ อินเอร์เน็ตก็ไม่มี อะไรๆ ก็ไม่มี…ล้าหลังเหมือนอยู่ในอีกโลกหนึ่งเลย” เอเชียสลัดความกังวลเรื่องถูกแอบฟังทิ้ง เสียงของแม่ทำให้เธออุ่นใจเสมอ “ถ้าแม่อยากติดต่อหนู มีทางเดียวคือโทรศัพท์…โทรมาที่โรงแรมที่หนูพักได้นะคะ หมายเลข…”

โรงแรมมีโทรศัพท์อยู่ในล็อบบีเครื่องหนึ่ง เอเชียรีบบอกหมายเลขให้แม่อุ่นใจไว้ก่อน ไม่แน่ใจนักหรอกว่าถ้าแม่โทร.มาตามหมายเลขที่เขียนเอาไว้ จะสามารถติดต่อกันได้จริงๆหรือไม่ ระบบโทรศัพท์ที่พนมนาคาดูยุ่งยาก เหมือนกับระบบเมื่อสามสิบสี่สิบปีก่อน ที่เวลาจะโทรศัพท์แต่ละครั้งต้องผ่านชุมสายต่อให้ แบบนี้จะพูดความลับอะไรกันไม่ได้เลย เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีคนคอยแอบฟังอยู่หรือไม่

“พอกันกับยัยพิ้งค์” แม่ของหล่อนหมายถึงเพกา เพื่อนรุ่นพี่ของหล่อนที่เพิ่งเดินทางไปฮ่องกง เพื่อซ่อมแซมกี่เพ้าที่ขอยืมมาแสดงนิทรรศการ แล้วเกิดความเสียหายขึ้น “เมื่อเช้าแม่ไปวิ่งออกกำลังกายที่เซนทรัลปาร์ค เจอกับแม่ของพิ้งค์เข้าพอดี เห็นบ่นว่ายัยพิ้งค์เองก็มัวแต่ยุ่งเรื่องงาน ไม่ยอมติดต่อกลับมาบ้างเลย…จริงสิ แล้วนี่น้องชายของพิ้งค์เป็นยังไงบ้าง ดูแลแกดีหรือเปล่า”

“หนูดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องให้ใครมาดูแลหรอกค่ะ” เอเชียว่า

“อ้าว เป็นยังงั้นไป” แม่หัวเราะด้วยรู้จักนิสัยลูกสาวดียังไงแกก็อย่าประมาท ไปต่างบ้านต่างเมือง ใครเขาเตือนอะไรก็ฟังๆไว้บ้าง ถ้าไม่มีอะไร แม่จะนอนต่อแล้วนะ…ตีสาม กำลังหลับสบายเลย…นี่พ่อแกนอนกรนครอกๆ อยู่นี่ละ อยากคุยด้วยไหม เดี๋ยวแม่ปลุกให้”

“ตายจริง” เอเชียเพิ่งนึกได้ หล่อนเหลือบดูนาฬิกาบนผนัง “หนูลืมไปว่าที่นั่นเป็นตีสาม ไม่ต้องปลุกพ่อหรอกค่ะ ปล่อยให้นอนไปเถิด ขอโทษแม่ด้วยนะคะ สองสามวันนี้หนูมีอะไรคิดหลายเรื่อง ลืมไปเลยว่าเวลาเราต่างกัน”

“ไม่เป็นไรหรอก” แม่ว่า “รู้ว่าแกปลอดภัย ถึงพนมนาคาเรียบร้อยก็โอเคแล้ว…ถ้าโทรยาก ไม่ต้องโทรมาบ่อยก็ได้”

“ค่ะแม่” เอเชียยิ้มกับโทรศัพท์ “เอาไว้หนูจะติดต่อกลับไปเป็นระยะก็แล้วกัน”

แม้จะวางสายไปนานแล้ว หากรอยิ้มยังเกลื่อนอยู่บนดวงหน้าของเอเชีย เมื่อหมุนกายกลับมาอีกครั้ง ก็พบว่าสิทธามายืนอยู่ในล็อบบีแล้ว เด็กสาวย่องเข้ามาเงียบๆ จนเอเชียไม่ทันสังเกต

“โทรหาแม่หรือจ๊ะพี่”

“ฮื่อ” เอเชียพยักหน้า “สิทธามีอะไรหรือเปล่า”

“ไม่มีจ้ะ” เด็กสาวส่ายหน้า “หนูแค่เบื่อๆ ไม่อยากอยู่ห้อง เลยออกมาเดินเล่นน่ะจ้ะ”

“ขี่จักรยานไปกินกาแฟกันไหม” เอเชียชวน เมื่อวานเธอเห็นร้านกาแฟเล็ก ริมทะเลสาบ

“ไปสิจ๊ะ” เด็กสาวทำตาโต “จะชวนสองคนนั่นด้วยไหม”

สิทธาบุ้ยใบ้ไปทางฌอห์นและเวโรนิก้า สองคนนั้นกำลังนั่งจดอะไรง่วนอยู่ คงจะเป็นบันทึกประจำวันที่ดอกเตอร์เบเนดิกต์มอบหมายหน้าที่เอาไว้

“อย่าเลย” เอเชียส่ายหน้า เธอเดินนำสิทธาไปยังจักรยานที่จอดอยู่ด้านหน้าโรงแรม แล้วสองสาวก็ชวนกันขี่เลาะเลียบไปตามถนนสายเล็กๆ ที่มุ่งหน้าสู่ตัวเมือง

แสงแดดยามบ่ายส่องสะท้อนทะเลสาบเกิดเป็นเงาระยับ พรายคลื่นพลิ้วเป็นระลอกตามแรงลม ดอกหางนกยูงสีส้มจัดโรยตัวลงมาจากลำต้นสูใหญ่เป็นสาย ถนนทั้งสายเหมือนกับปูด้วยพรมสีเพลิง

ร้านกาแฟที่เอเชียหมายตาเอาไว้เป็นร้านเล็กๆ ทาสีฟ้า ตกแต่งเอาไว้ทันสมัย

เสียงกรุ๋งกริ๋งของกระดิ่งเหนือประตูดังขึ้น เมื่อเอเชียผลักเปิดเข้าไป ภายในร้านว่างเปล่า มีเพียงเด็กสาวรูปร่างผอม ผิวคล้ำที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ เธอสั่งอเมริกาโน ไม่ใส่น้ำตาล ส่วนสิทธาขอกาแฟเย็นธรรมดา

สองสาวจ่ายเงินเรียบร้อย ยืนรอรับกาจากนั้นก็พากันมานั่งที่เก้าอี้ซึ่งหันหน้าไปสู่ทะเลสาบ

“เฮ้อ…” กาแฟส่งกลิ่นหอมกรุ่น และเอเชียก็ถอนใจยาว “ได้ออกมาแบบนี้ก็ดีเหมือนกันเนอะ”

“นั่นสิพี่” สิทธาว่า “ไม่รู้ว่าเราจะต้องอยู่ที่นี่อีกกี่วันนะจ๊ะ”

“ทำไม เบื่อแล้วหรือ” เอเชียแกล้งว่า “อยากกลับบ้านแล้วหรือไง”

ไม่เบื่อหรอกพี่…หนูแค่รู้สึกว่า ที่นี่มีแต่อะไรแปลกๆ” สิทธายกกาแฟเย็นขึ้นดื่ม “แต่หนูก็ดีใจนะที่ได้มา เพราะเห็นแบบนี้แล้วหนูชักจะเป็นห่วงพวกพี่ๆ…อย่างน้อยมีหนูมาด้วย ก็ได้อยู่เป็นเพื่อนกับพี่เอเชีย หากมีอะไรไม่ชอบมาพากล จะได้ช่วยเหลือกันได้”

“มีอะไรไม่ชอบมาพากล…” เอเชียรู้สึกแปลกใจกับคำพูดประโยคนั้นของเด็กสาว “สิทธาหมายความว่าอย่างไร”

“วันนี้ตอนที่หนูไปสถานีอนามัย” สิทธาเล่า เด็กสาวเหลือบมองเจ้าของร้านกาแฟ ครั้นพอเห็นว่าหญิงสาวคนนั้นดูไม่ได้สนใจอะไรกับพวกหล่อน สิทธาจึงเล่าต่อ “หนูว่าพวกหมอเขาไม่พอใจที่ดอกเตอร์เอลเลนกับดอกเตอร์เพียร์สันอยากรู้ข้อมูลเด็กป่วยมากเกินไป หมอตรอง อำนาจดูหงุดหงิดที่สองคนนั้นจิกไม่ปล่อย

“คนอเมริกันก็แบบนี้ละ” เอเชียออกจะคุ้นชิน “เขาคงอยากได้ข้อมูลให้มากที่สุด ดอกเตอร์เอลเลนเชี่ยวชาญเรื่องผิวหนัง…คงอยากจะตรวจเด็กและช่วยรักษาให้หาย”

“เดี๋ยวเด็กๆ ก็หายแล้วละพี่” สิทธาพึมพำ ไม่ต้องให้หมอรักษาหรอก”

“อะไรนะ” เอเชียนึกว่าตัวเองหูฝาดไป “ไม่ให้หมอรักษา จะหายได้อย่างไร”

จริงๆ นะพี่ หนูได้ยินมาว่า…อีกไม่นาน เด็กพวกนี้ก็หายป่วยแล้วละ” สิทธาย้ำ

“จะเป็นไปได้ยังไง” คราวนี้เอเชียแปลกใจจริงๆ

“หนูได้ยินจากป้าใจ กันทากับแม่บ้านที่โรงแรมพูดกัน” สิทธาลดเสียงลง “ปีนี้เป็นปีงูใหญ่ ที่ตรงกับรอบปีนาคพลีพอดี”

“ยังไง” เอเชียนิ่วหน้า “ไม่เข้าใจ”

“คืออย่างนี้ไงพี่เอเชีย…ในหนึ่งรอบนักษัตรของเรา มีสิบสองปีใช่ไหมจ๊ะ” สิทธาพยายามอธิบาย “ในหนึ่งรอบนักษัตร จะมีปีชนำ โรง หรือที่คนไทยเรียกกันว่าปีมะโรง หรือปีงูใหญ่หนึ่งครั้ง…แต่นาคพลี จะต้องรอให้ครบรอบสิบสองปีมะโรง…ปีมะโรงสิบสองครั้งเชียวนะพี่”

“สิบสองปีมะโรง” เอเชียคำนวณรวดเร็ว “หนึ่งร้อยสี่สิบสี่ปีเลยเชียวหรือ”

“ใช่” สิทธาพยักหน้ารับ “ปีมะโรงสิบสองหน จึงจะเป็นนาคพลีหนึ่งหน…ปีนี้ก็คือปีมะโรงนาคพลี…สัญญาณที่บอกว่าปีนาคพลีมาถึงแล้ว ก็คือการเกิดจันทรคราสตอนเที่ยงคืนพอดี ซึ่งก็คือคืนที่เราไปดูระบำนาคกัญญาที่ปราสาทเนียกเพียนยังไงจ๊ะ”

“โอ้โห” เอเชียทำตาโต “นี่เราโชคดีมากที่ได้ชมระบำนั่นนะ…เพราะถ้าไม่ได้ชมครั้งนี้ ก็ต้องรอไปอีกหนึ่งร้อยสี่สิบสี่ปีเลยใช่ไหม…”

“แหงละจ้ะ” สิทธาหัวเราะชอบใจ

“อ้าว แล้วนาคพลีจะมาเกี่ยวข้องกับการที่เด็กๆ จะหายป่วยได้ยังไง” เอเชียยังไม่หายสงสัย

สำหรับคนพนมนาคาแล้ว ปีนาคพลีถือว่าเป็นปีที่มีความสำคัญมาก” สุ้มเสียงของสิทธาเน้นย้ำถึงความสำคัญ เป็นปีที่พญานาคจะทรงพลังอำนาจสูงสุด ใครที่ต้องคำสาปอะไรมาก็ตาม…จะมาขอให้พญานาคท่านช่วยถอนคำสาปให้ ก็ขอกันด้ในปีนี้ละจ้ะ”

“หมายความว่า…” เอเชียปะติดปะต่อข้อมูล แล้วเริ่มเห็นภาพรางๆ

“ใช่จ้ะ” สิทธาพยักหน้า “คนที่นี่เชื่อว่าเด็กป่วยเพราะถูกพญานาคสาป…จะขอให้ท่านถอนคำสาป ก็ต้องรอขอกันในวันนาคพลีนี่ละ”

“แล้วเขาจะขอกันยังไง” เอเชียชักสนใจ

“หนูก็ไม่รู้” สิทธาส่ายหน้า “ถ้าเป็นสมัยโบราณ เขาจะใช้คนบูชายัญ แบบที่คุณโส วันนีเล่า แต่สมัยนี้อาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้…”

เอเชียฟังแล้วรู้สึกหนาวยะเยือก หวนนึกไปถึงบรรยากาศในเช้าวันที่โส วันนีกำลังจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แต่เจ้าชายอเนกชาติเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน

หนูลองถามพวกพี่ใจ กันทา พวกนั้นก็ไม่มีใครเคยเห็นพิธีกรรมของจริง…แหม แน่ละ ใครจะเคยเห็น พิธีกรรมนาคพลีครั้งสุดท้ายทำกันเมื่อหนึ่งร้อยสี่สิบสี่ปีก่อนโน้น ไม่มีใครเกิดทันหรอก” สิทธาเล่าต่อ “แต่ที่พวกเขาฟังผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบต่อกันมา…ครั้งสุดท้ายที่ทำพิธีนาคพลีกัน…เขาก็ใช้หญิงพรหมจารีนะพี่เอเชีย…เอาพระขรรค์แทงหัวใจ แล้วเอาเลือดทาบนแท่นบูชาที่อยู่บนปราสาทประธาน…เป็นเครื่องพลีบูชา แบบเดียวกับในระบำนาคกัญญาที่เราเห็นเมื่อคืนวันจันทรคราสยังไงจ๊ะ…”

Don`t copy text!