พนมนาคา บทที่ 34 : มิตรภาพ

พนมนาคา บทที่ 34 : มิตรภาพ

โดย : พงศกร

พนมนาคา นวนิยายลึกลับเรื่องล่าสุดของ พงศกร เมื่อ ‘เอเชีย’ Medical illustrator รับงานวาดภาพประกอบตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคผิวหนังประหลาดที่มองคล้ายเกล็ดงู ทำให้เธอต้องไปพัวพันกับตำนานอันลึกลับของหมู่บ้านที่ผู้คนยังบูชาพญานาค เธอจะได้กลับออกมาไหม ตามไปลุ้นกันที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 34 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ถ้าไม่ติดว่าคณะทำงานยังจะต้องขอความช่วยเหลือจากพาน โสภณอีกหลายเรื่องแล้วละก็ เอเชียเชื่อว่าดอกเตอร์เบเนดิกต์จะต้องระเบิดวาจาร้อนแรงออกมาแล้ว

นายแพทย์วัยกลางคนกำหมัดแน่น ถอนหายใจยาว แล้วเดินเลี่ยงไปเก็บข้าวของเตรียมกลับที่พัก

พาน โสภณและลูกน้องของเขาเฝ้าดูจนทุกคนเก็บของเสร็จเรียบร้อย แล้วจึงเดินตามออกมาส่งที่รถตู้ พร้อมกับบอกว่า

“สุดสัปดาห์นี้พักผ่อนกันให้สบาย แล้วพบกันวันจันทร์นะครับ”

คราวนี้ไม่ใช่แต่ดอกเตอร์ทั้งสามจะถอนใจ หากเอเชียและคณะทำงานที่เหลือก็พลอยถอนใจไปด้วยอาการเบื่อหน่าย

หญิงสาวบอกกับดอกเตอร์เบเนดิกต์ว่ายังไม่กลับที่พัก แต่ขอแยกตัวไปเดินเล่นในตัวเมืองให้หายเครียด แล้วค่อยกลับโสมรัศมีตอนค่ำๆ

เอเชียเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว มาเจอกับบรรยากาศการทำงานที่ยืดยาดยืดเยื้อแบบนี้ ทำให้เธออดหงุดหงิดมิได้

“ฉันไม่ชอบวิธีการทำงานแบบนี้เลย” หญิงสาวพึมพำขณะเดินกลับที่พักพร้อมกับพุ่มข้าวบิณฑ์และสิทธา

“มันเป็นเกม” พุ่มข้าวบิณฑ์หัวเราะเสียงแผ่วต่ำในลำคอ “งานนี้ใครอดทนได้นานกว่ากันก็ชนะ”

“แต่มันจะทำให้งานของเรายืดเยื้อออกไป” เอเชียส่ายหน้า “ดูสิคะ ทำงานมาตั้งหนึ่งสัปดาห์ แต่ได้วาดภาพเด็กไม่ถึงยี่สิบคน แถมยังเป็นเด็กที่ป่วยเล็กน้อยอีกต่างหาก ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่เรามาที่นี่เลยสักนิด”

“ผมว่าคนที่เดือดร้อน ไม่ควรจะเป็นคุณ” พุ่มข้าวบิณฑ์พูดตรงตามที่ใจคิด “ปล่อยดอกเตอร์เบเนดิกต์จัดการดีกว่า…ก่อนหน้านี้เขาก็บริจาคไปเยอะไม่ใช่หรือครับ ยังไงคุณโสภณก็ต้องเกรงใจบ้างละ”

“บอกตามตรง ฟังพาน โสภณพูดแบบนั้น…ฉันยิ่งมองไม่เห็นอนาคตของโปรเจกต์นี้เลย” เอเชียส่ายหน้า “เราเห็นกับตาว่ามีเด็กงูอยู่ในอาคารท้ายโรงเรียน แต่เขากลับบอกว่าเด็กที่มีอาการหนักตายหมดแล้ว”

“คุณคิดว่าเขาทำแบบนี้ไปทำไมล่ะครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์ย้อนถามหญิงสาวร่างสูงโปร่ง แสงแดดยามบ่ายคล้อย สะท้อนคลื่นในทะเลสาบตรงหน้าเกิดพรายระยับ

“ปกปิด…อับอาย…ไม่อยากพูดถึง…” เอเชียพยายามนึกหาเหตุผล

“หรือเด็กพวกนั้นอาจเป็นอันตรายกับคนอื่น” พุ่มข้าวบิณฑ์ออกความเห็นบ้าง ภาพเด็กผิวหนังเป็นเกล็ดคล้ายงูที่คืบคลานไปมาบนพื้น และส่งเสียงกรีดร้องแหลมเล็กไม่เป็นภาษา ยังติดอยู่ในความนึกคิดของเขา

“อันตราย…” เอเชียนิ่วหน้า “ยังไงคะ”

“ผื่นอาจเป็นโรคติดต่อจริงๆ อย่างที่ดอกเตอร์เบเนดิกต์สงสัย” พุ่มข้าวบิณฑ์พยายามวิเคราะห์ “หรือเด็กอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง จนต้องจับไปขังไว้…หรืออาจมีเหตุผลอื่นๆ…ผมก็ไม่รู้หรอกนะคุณ…แค่ลองนึกถึงความเป็นไปได้”

“แล้วเราจะทำยังไงต่อ” เอเชียพึมพำ

“ถ้าเป็นผม…ผมจะไม่ทำอะไร” พุ่มข้าวบิณฑ์ยังพูดตรง “ผมจะทำหน้าที่ของผมให้ดี…ดอกเตอร์เบเนดิกต์จ้างคุณมาวาดภาพ คุณก็วาดภาพไปตามหน้าที่…”

“เวลาทำอะไรสักอย่าง…ฉันจะทำเต็มร้อย” เอเชียเม้มริมฝีปากแน่น “บางครั้งเกินร้อยด้วยซ้ำ”

“ผมก็เป็นคนแบบเดียวกับคุณนั่นละ” พุ่มข้าวบิณฑ์หันไปทางเด็กสาวที่เดินตามมาเงียบๆ “ไม่เชื่อลองถามสิทธาดูก็ได้”

“จริงจ้ะพี่เอเชีย” สิทธารีบสนับสนุน

“แต่สำหรับงานครั้งนี้…” พุ่มข้าวบิณฑ์พึมพำด้วยท่าทางหนักใจ “ผมคิดว่าเราทำตามหน้าที่ดีที่สุด อะไรที่ไม่ใช่เรื่องของเรา…เราก็อย่าไปยุ่ง ผมสังเกตมาหลายวันแล้วว่าพาน โสภณไม่อยากให้เราล้วงลึก ขณะที่ดอกเตอร์เบเนดิกต์พยายามจะกดดันให้พาน โสภณ เอาเด็กงูออกมาให้ตรวจ…สองคนนั่นกำลังเล่นชักเย่อกันอยู่ ดูแล้วผมมองไม่เห็นเลยว่าดอกเตอร์เบเนดิกต์จะเอาชนะพาน โสภณได้อย่างไร…พนมนาคาคือพื้นที่ของพาน โสภณ เขามีทั้งอิทธิพลและอำนาจ หากเราขัดแย้งกับเขามากๆ เราอาจไม่ปลอดภัย”

“คุณกลัวหรือคะ” เอเชียย้อนถาม

“ใช่” คำตอบของพุ่มข้าวบิณฑ์ทำให้หญิงสาวถึงกับอึ้งไป “เพราะในชีวิตของผม ยังมีอะไรที่อยากทำอีกหลายอย่าง…ผมไม่มีวันจะเอาชีวิตมาทิ้งกับเรื่องของคนอื่นแบบนี้…ถ้าโปรเจกต์นี้ผมเป็นคนคิดละก็ ผมจะสู้อย่างถวายหัว แต่นี่คือโปรเจกต์ของดอกเตอร์เบเนดิกต์…ดังนั้น ปล่อยให้เขาเป็นคนเผชิญหน้ากับพาน โสภณจะไม่ดีกว่าหรือ”

เอเชียฟังชายหนุ่มแล้วได้แต่นิ่งอึ้งไปนาน…สิ่งที่พุ่มข้าวบิณฑ์พูดอย่างตรงไปตรงมา อาจจะฟังดูเหมือนกับเขานิ่งดูดาย หากทว่าทั้งหมดที่ชายหนุ่มพูดนั้น ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เอเชียเองก็คิดไม่ต่างจากเขา

“แปลว่าให้ฉันอยู่เฉยๆ…อย่าไปยุ่งอะไรกับเรื่องนี้” เอเชียถอนใจ

“เรื่องนี้คุณต้องคิดเอง…” พุ่มข้าวบิณฑ์ส่งยิ้มอ่อนโยนให้กับหญิงสาว “แต่ถ้าเป็นผม…ผมจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เรื่องอื่นๆ ของคนอื่นๆ ผมจะไม่ยุ่ง…”

คืนนั้นเป็นคืนเดือนหงาย รัศมีจันทร์สีเงินยวงส่องสว่างไปทั่วราวป่า เป็นช่วงเวลาอันเหมาะสมที่สุดที่เด็กหญิงจะทำในสิ่งที่ตนเองตั้งใจเอาไว้

มือเล็กๆ กำลูกอมที่ได้มาจากพี่คนสวยไว้แน่น สองขาเดินลัดเลาะผ่านอาคารโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในเงามืด หิ่งห้อยน้อยใหญ่กะพริบส่องแสงสว่าง ราวกับมีใครโปรยละอองสีทองมาโรยไว้เต็มไปทั่วบริเวณ

ดวงตากลมโตเหลือบซ้ายแลขวา อย่างจะให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น

สายลมยามราตรียะเยือกเย็น เด็กหญิงยกแขนสองข้างขึ้นกอดอกไว้แน่น ริมฝีปากสั่นระริก ยากจะบอกว่าเกิดเพราะอากาศหนาวหรือเพราะความประหวั่นในใจกันแน่

อาคารหลังเล็กซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้หนา มีเงาทึบทะมึนของต้นไม้สูงใหญ่ทาบทับ บรรยากาศสงบจนเกือบจะวังเวง มีเพียงเสียงครืดคราดคล้ายกับมีความเคลื่อนไหวบางอย่างอยู่ภายในนั้น

ร่างผอมแกร็นมุดลอดลวดหนามที่กั้นอาณาเขตเข้าไปด้วยความชำนาญ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เด็กหญิงลักลอบเข้ามาที่อาคารแห่งนี้…

อาคารต้องห้ามที่ทุกคนในโรงเรียนรู้ดีว่าห้ามเข้าใกล้

แต่ถึงครูจะไม่สั่งเช่นนั้น ก็ไม่มีใครอยากจะเยี่ยมกรายเข้าใกล้อยู่แล้ว เพราะในอาคารแห่งนั้น…เก็บ ‘อะไร’ บางอย่างที่น่ากลัวเอาไว้

ยิ่งเดินเข้าใกล้อาคารแห่งนั้นเพียงใด หัวใจของเด็กหญิงยิ่งเต้นระรัวแรง เหงื่อเม็ดเล็กเริ่มผุดพรายบนดวงหน้า แม้ว่าอากาศจะยะเยือกเย็น

ประตูลงกลอนเอาไว้จากภายนอก เด็กหญิงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ เพราะนั่นหมายความว่าคืนนี้…ครูผู้ปกครองไม่อยู่

“วันเนตร…วันเนตร”

เด็กหญิงส่งเสียงเรียกนำ ก่อนที่ตัวจะเดินอ้อมไปทางด้านหลังของอาคาร ตรงนั้นมีรอยแตกของกำแพง เป็นช่องทางเดียวที่จะสามารถมองเห็นคนที่อยู่ข้างในได้

“วันเนตร วันเนตร”

เด็กหญิงแนบหน้ากับรอยแตก ภายในอาคารเต็มไปด้วยความมืดมิด เรียกเพื่อนซ้ำด้วยเสียงผะแผ่ว

…ครืด…

มีเสียงครืดดัง พร้อมกับดวงหน้าที่น่าเกลียดน่ากลัว โผล่ขึ้นมาตรงรอยแตกโดยกะทันหัน ทำเอาเด็กหญิงถึงกับผงะหงายหลัง ล้มก้นกระแทกพื้น

“โอย…โผล่มาเร็วแบบนี้ เล่นเอาฉันตกใจ”

ครั้งพอลุกขึ้นมาได้ ซก นารีก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ เธอส่งลูกอมลอดรอยแตกของผนังเข้าไปข้างใน และลูกอมเม็ดนั้นก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว

“อร่อยไหม…”

เด็กหญิงถาม และได้ยินเสียงตอบดังอืออาไม่เป็นภาษา

“ถ้าชอบ…วันหลังฉันจะเอามาให้อีกนะ”

“แซกกกกก….” เสียงแหลมเล็กที่ดังตอบมานั้นโหยหวน

มีเสียงดังครืดคราดตามมาอีกหลายเสียง ซก นารีเห็นเด็กที่มีรูปร่างลักษณะเดียวกับเพื่อนอีกหลายคนค่อยๆ คืบคลานมาทางด้านหลัง หากไม่มีกำแพงคอนกรีตหนากั้นเอาไว้ เธอคงจะกลัวจนวิ่งเตลิดหนีไปเสียนานแล้ว

“แซกกก”

“แซก แซก”

เสียงร้องแหลมเล็กดังเซ็งแซ่ แม้หัวใจจะเต้นรัวแรง หากเด็กหญิงหายหวั่นกลัวแล้วในตอนนั้น จะว่าไปทุกคนในอาคารแห่งนี้ก็คือเพื่อนของเธอทั้งนั้น เพียงแต่รูปลักษณะของพวกเขาเท่านั้นที่แตกต่างไป

ครั้งหนึ่งพวกเขาก็เคยมีหน้าตาเหมือนเธอนี่ละ…

จากผื่นวงเล็ก ค่อยๆ ลุกลามไปยังแขน ขา ลำตัว…จนถึงใบหน้า

จากที่เคยเดินเหินได้เป็นปกติ ทุกอย่างค่อยๆ เสื่อมถอยลง…เร็วบ้าง ช้าบ้าง แตกต่างกันไป

สุดท้ายทุกคนก็เดินไม่ได้อีกต่อไป อยากไปไหนมาไหน ต้องใช้วิธีกระเถิบตัว ถัดไปบนพื้น ไม่ต่างอันใดกับสัตว์เลื้อยคลาน แขนและขาที่มีลีบเล็กใช้การไม่ได้

คำพูดที่เคยพูดเคยจากันด้วยภาษามนุษย์ กลายเป็นเสีย็งอืออาไม่เป็นคำ มีแต่เพื่อนที่เคยคุ้นกันเท่านั้น จึงจะบอกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดอะไร

แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้าใจที่เพื่อนเด็กงูพูดได้ ซก นารีไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดตนเองจึงฟังพวกเขาได้อย่างเข้าอกเข้าใจ…

หรือว่า…เธอกำลังจะกลายเป็นเด็กงูเหมือนกับคนอื่นๆ…

ไม่น่ะ…เป็นไปไม่ได้…

เธอยังอยากอยู่กับพ่อและแม่ อยากใช้ชีวิตอย่างเด็กคนอื่นๆ ไปเรียนหนังสือ ไปเที่ยวเล่น

เด็กที่อยู่ในอาคารพวกนี้ก็เช่นกัน

พวกเขารู้สึกไม่ต่างอันใดกับเธอ แต่รูปลักษณ์อันน่าหวาดหวั่น ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านพากันรังเกียจ แม้แต่พ่อและแม่แท้ๆ…

ด้วยเหตุนี้…พวกเขาจึงต้องมาอยู่รวมกันที่โรงเรียน

เพื่อ…

เพื่ออะไรเด็กหญิงก็มิอาจรู้ได้ ผู้ใหญ่ไม่ได้บอกเหตุผล พวกเขาบอกแต่เพียงว่า เพื่อการดูแลอย่างทั่วถึง

นี่คือคำสาป…

คำสาปที่ผู้ใหญ่ทำให้พญานาคโกรธ และมาลงโทษเอากับเด็กๆ

นั่นทำให้ซก นารีอดหวาดหวั่นมิได้…

ปีที่แล้ว เธอเริ่มมีผื่นขึ้นที่ต้นแขน เด็กหญิงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว พ่อ แม่และยายเองก็หวาดหวั่นไม่แพ้กัน ด้วยกลัวว่าสักวันหนึ่งเธอจะเป็นเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ

แต่เวลาผ่านมาเป็นปี ผื่นของซก นารีก็จำกัดวงอยู่เท่านั้น ไม่เคยขยายลุกลามเป็นวงกว้าง นั่นทำให้ทุกคนพอจะคลายใจลงไปได้บ้าง ยายบอกว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะพญานาคเมตตา นับตั้งแต่เด็กหญิงมีอาการผิดปกติ ยายก็เลิกกินเนื้อสัตว์ หันมาถือศีล ขอพรให้พระและพญานาคคุ้มครองเด็กหญิง

‘แล้วทำไมพญานาคถึงไม่เมตตาเด็กคนอื่นๆ บ้างล่ะจ๊ะยาย’ เด็กหญิงจำได้ว่าถามยายไปเช่นนั้น หากผู้สูงวัยไม่ตอบ ยายเพียงแต่ทำท่าทางฮึดฮัดและบอกกับหลานสาวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า

‘อย่าไปอยากรู้นักเลย เรื่องอะไรที่ไม่เกี่ยวกับเราก็ไม่ต้องไปสนใจ รู้แต่ว่าเอ็งไม่ต้องกลายเป็นเด็กงูเหมือนพวกนั้นก็พอแล้ว’

‘หนูสงสารพวกเขา’ เมื่อคิดไปถึงบรรดาเพื่อนที่มีอาการประหลาดแล้ว เด็กหญิงก็อดจะน้ำตาไหลไม่ได้ สำหรับเด็กหญิงวัยแปดขวบแล้ว เรื่องนี้นับเป็นความทุกข์ที่ไม่รู้จะระบายออกอย่างไร ดูเหมือนอนาคตของเด็กๆ ในหมู่บ้านพนมนาคาจะเต็มไปด้วยความมืดมน

เพื่อนของเด็กหญิงค่อยๆ หายไปทีละคนสองคน บางคนกลายเป็นเด็กงูตั้งแต่ประถมหนึ่ง บางคนมาเป็นตอนประถมสองและประถมสาม

ซก นารีเคยได้ยินผู้ใหญ่คุยกันว่า บางคนเป็นมาตั้งแต่เกิด ส่วนมากแล้วคนที่เป็นมาตั้งแต่เกิดมักจะไม่รอดมาจนถึงเข้าโรงเรียนได้ คนที่เป็นเร็วเป็นตั้งแต่อายุน้อย มักมีอาการหนักกว่าคนที่มาเป็นตอนโตแล้ว

“แซก…”

“แซก…”

เสียงของเด็กที่มีรูปลักษณ์ผิดปกติยังดังระงม เหมือนกับพวกเขาพยายามจะแย่งกันพูดกับเด็กหญิงที่ยืนอยู่ภายนอกอาคาร

“พวกเธออยากกินบ้างใช่ไหมล่ะ” ซก นารีว่า “เอาไว้ฉันจะขอพี่สาวคนสวยมาให้นะ”

“แซก…” เสียงหนึ่งที่ทุ้มกว่าเสียงอื่นดังประท้วง เหมือนจะคัดค้าน

“ไม่…พี่เค้าเป็นคนดี” เด็กหญิงรีบบอก “ไม่รู้สิ…ฉันไม่รู้หรอกว่าพี่เขามาจากที่ไหน แต่เขาใจดี ไม่เหมือนคนอื่น…ไม่เหมือน…เอ้อ…ครู…”

“แซก…แซก…” เสียงใครอีกคนดังแหลมเล็ก

“อะไรนะ” ซก นารีมีท่าทางตกใจ “เธอได้ยินครูพูดกันแบบนั้นหรือ”

“แซกกก…” เสียงแหลมเล็กตอบมาจากในอาคาร

นอกจากร่างกายของเด็กเหล่านั้นจะเปลี่ยนไปแล้ว ประสาทสัมผัสต่างๆ ของพวกเขาก็เปลี่ยนไปจนไม่เหมือนมนุษย์

เด็กที่กลายเป็นงู…มีสัมผัสที่ดีเยี่ยมราวกับงู โดยเฉพาะเรื่องของคลื่นเสียง เด็กในอาคารสามารถได้ยินเสียงที่อยู่ไกลออกไปนับกิโล พวกเขาเล่าให้ซก นารีฟังว่า ได้ยินครูใหญ่กับครูผู้ปกครองวางแผนอะไรบางอย่างกันอยู่

“ถ้างั้นตอนนี้พวกเธอต้องระวังตัวให้มากที่สุด อย่ากินอะไรที่ครูเอามาให้เด็ดขาด” ซก นารีใจเต้นระรัวแรง “หิวแค่ไหนก็ต้องอดทน…เข้าใจไหม แล้วฉันจะหาคนมาช่วยพวกเธอเอง”

“แซก…” น้ำเสียงตอบรับเหล่านั้น…หวีดหวิวไม่ต่างอันใดกับสายลม

“แซกกก” มีเสียงหนึ่งร้องถามด้วยความอยากรู้

“ใครน่ะหรือ…” ซก นารีนิ่วหน้า “ตอนนี้ฉันก็ยังนึกไม่ออกหรอก แต่ฉันสัญญานะว่าจะหาทางช่วยพวกเธอให้ได้…ก่อนที่เขาจะฆ่าพวกเธอทุกคน!”

Don`t copy text!