พนมนาคา บทที่ 39 : ช่วยด้วย

พนมนาคา บทที่ 39 : ช่วยด้วย

โดย : พงศกร

พนมนาคา นวนิยายลึกลับเรื่องล่าสุดของ พงศกร เมื่อ ‘เอเชีย’ Medical illustrator รับงานวาดภาพประกอบตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคผิวหนังประหลาดที่มองคล้ายเกล็ดงู ทำให้เธอต้องไปพัวพันกับตำนานอันลึกลับของหมู่บ้านที่ผู้คนยังบูชาพญานาค เธอจะได้กลับออกมาไหม ตามไปลุ้นกันที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 39 – 

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“กลับไปได้แล้ว ไป…ไป๊…เกะกะเสียจริงเชียว วันหลังค่อยมาใหม่ วันนี้ไม่มีใครอยู่หรอก”

เสียงของหญิงวัยกลางคนเต็มไปด้วยความหงุดหงิด เธอใช้ไม้กวาดในมือทำท่ากวาดไล่เด็กหญิงร่างผอมแกร็นให้ออกไปพ้นจากชายคาโรงแรม

“ขอให้หนูไปหาพี่คนนั้นหน่อยนะจ๊ะ”

เด็กหญิงยังไม่ละความพยายาม เธอเที่ยวสอบถามใครต่อใครจนรู้ว่าพี่คนสวยที่วาดรูปเก่งพักอยู่ที่โสมรัศมี และดั้นด้นเดินมาไกลหลายกิโลเมตร เรื่องอะไรจะให้กลับไปง่ายๆ

“หนูมีเรื่องสำคัญมากจะบอกพี่เขา…”

“ไม่ได้…คุณเอเชียไม่อยู่” ใจ กันทา ส่ายหน้ากับความดื้อดึงของเด็กหญิงคนนี้เสียเหลือเกิน เลิกงานแล้วและเธออยากจะกลับบ้านเต็มทน

“หนูมีเรื่องสำคัญจริงๆ นะ” เด็กหญิงยังยืนกราน

“มีเรื่องอะไรบอกป้าไว้ก็ได้” ใจ กันทาเอ่ยอย่างอดทน “คุณเอเชียกลับมา ป้าจะบอกแกให้”

“ไม่ได้” เด็กหญิงส่ายหน้า “หนูต้องบอกพี่เขาเอง”

“ก็บอกว่าคุณเขาไม่อยู่…โอ๊ย…” ใจ กันทาหมดความอดทน “อีเด็กคนนี้พูดไม่รู้เรื่องหรืออย่างไร ดื้อด้านจริงเชียว”

“เสียงดังอะไรกัน”

ดอกเตอร์เอลเลนเดินผ่านมาพอดี เธอได้ยินเสียงถกเถียงโวยวาย เลยเลี้ยวมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ครั้นพอเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งกำลังถกเถียงกับหัวหน้าแม่บ้านอยู่ แพทย์หญิงชาวอเมริกันก็ขมวดคิ้วมุ่น

“เด็กคนนี้มาทำอะไร” เธอถามใจ กันทาเป็นภาษาอังกฤษ

“เด็กมาหามิสเอเชียค่ะ” ใจ กันทาตอบเป็นภาษาอังกฤษ เหตุผลหนึ่งที่พาน โสภณเลือกเธอมาทำงานที่โสมรัศมี ก็เพราะพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง “ฉันบอกว่าไม่อยู่ ก็ดื้อด้านเซ้าซี้อยู่นี่ละ”

“มาหาเรื่องอะไร” ดอกเตอร์เอลเลนขมวดคิ้วมุ่น เธอรู้สึกคุ้นหน้าเด็กหญิง ดูเหมือนจะเป็นคนไข้หนึ่งในจำนวนหลายสิบคนที่ได้พบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เอลเลนเพิ่งประชุมกับดอกเตอร์เบเนดิกต์และดอกเตอร์เพียร์สันเสร็จเรียบร้อย เป็นการประชุมที่ยาวนานจนปวดหัว เธอกำลังจะกลับไปพักที่ห้อง ในมือของดอกเตอร์เอลเลนถือบันทึกรายงานคนไข้อยู่พอดี

“มันไม่บอกค่ะ” ใจ กันทาถอนใจ

“ให้เข้ามาก่อน”

สายตาของแพทย์หญิงกวาดมองดูร่างผอมบางของเด็กหญิงราวจะสำรวจ ดวงตาสีเข้มไปหยุดอยู่ตรงรอยโรคที่ต้นแขน

ดอกเตอร์เอลเลนพลิกดูเอกสารที่ถืออยู่ในมือ

ตัดสินใจบอกใจ กันทา ให้พาตัวเด็กหญิงเข้ามาพูดคุยกับเธอ เพราะดูจากท่าทางของเด็กคนนี้แล้ว น่าจะมีอะไรบางอย่างที่สำคัญมาก จนทำให้กล้าที่จะดั้นเดินมาจนถึงโรงแรมแต่เพียงลำพัง

“ไปตามสิทธามาพบฉันด้วย”

ดอกเตอร์เอลเลนสั่ง เธอต้องการล่ามเพื่อพูดคุยกับเด็ก และสิทธาดูเหมือนจะเป็นเพียงตัวเลือกเดียวที่มีอยู่ในตอนนั้น

“ดูเหมือนเรามีเรื่องจะต้องคุยกันเสียแล้วละ” ประโยคนั้น ดอกเตอร์เอลเลนหันไปพูดกับเด็กหญิงโดยตรง

“ใช่ไหมจ๊ะ…ซก นารี…”

 

“ไม่…ไม่นะ”

เอเชียกรีดร้องและลุกพรวดพราดขึ้นมาในทันใดนั้น เพียงเพื่อจะพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนโซฟายาว ภายในห้องกว้างห้องหนึ่ง

พยายามสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อเรียกสติตนเองให้กลับคืนมา อาการเจ็บลึกในทรวงอกยังคงแจ่มชัด มือไม้ของหญิงสาวเยียบเย็นทั้งที่มีผ้าห่มผืนบางคลุมกาย

“เอเชีย…คุณฟื้นแล้ว…เป็นยังไงบ้าง”

…พุ่มข้าวบิณฑ์นั่นเอง…

ดวงหน้าคมสันของชายหนุ่มกำลังชะโงกมามองหล่อน สายตาคู่คร้ามคมของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใย

“หนูพุก” เอเชียเสียงสั่น เธอกวาดสายตามองไปโดยรอบ อกใจยังไม่หายตื่นตระหนกกับภาพพิธีนาคพลีที่ยังติดลึกอยู่ในความทรงจำ…

เสียงดนตรีท่วงทำนองแปลกหูยังแว่วอยู่ในหัว ของเหลวรสชาติหวานเอียนเหมือนกับเหล้าในคนโทแก้ว และสุดท้าย…สัมผัสแหลมคมของพระขรรค์ที่แทงลึกลงไปในทรวงอก

ทุกอย่างแจ่มชัด ราวกับเธอและสตรีผู้นั้น คือบุคคลคนเดียวกัน

“ที่นี่ที่ไหนคะ เกิดอะไรขึ้นกับฉัน” เสียงของเอเชียอ่อนระโหย

“คุณหมดสติไป…ผมกับเจ้าชายอเนกชาติช่วยกันพาคุณกลับมานอนพักที่วิลลา” ชายหนุ่มอธิบาย

เอเชียกวาดสายตามองไปโดยรอบ ก็เห็นร่างสูงใหญ่ของเจ้าชายคนน้องยืนอยู่ที่ริมหน้าต่าง สายตาล้ำลึกราวน้ำก้นทะเลสาบจ้องมองตรงมายังหล่อนแน่วนิ่ง

“ดื่มน้ำหน่อยไหม…เอเชีย”

เจ้าชายถาม เขารินน้ำใส่แก้วทรงสูง เดินมายื่นให้กับหญิงสาวด้วยตัวเอง เอเชียสังเกตเห็นว่าภายในห้องไม่มีเด็กรับใช้อยู่เลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงเธอ พุ่มข้าวบิณฑ์และเจ้าชายอเนกชาติเท่านั้น

“กลับกันเถอะหนูพุก”

เอเชียไม่ยอมรับแก้วน้ำที่เจ้าชายส่งให้ สายตาที่หญิงสาวจ้องมองเขาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

“ดื่มสักหน่อย…แล้วจะดีขึ้น” เขาคะยั้นคะยอ หากเอเชียส่ายหน้า

“ฉันไม่เป็นไรแล้ว”

“แต่ผมว่าท่าทางของคุณ…ยังไม่หายตกใจ” เจ้าชายว่า “นั่งพักอีกสักหน่อยดีกว่า อย่าเพิ่งรีบกลับ”

หญิงสาวไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เธอไม่ยอมหันไปมองเจ้าชายด้วยซ้ำ ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนอยู่ในห้องนั้น เอเชียผุดลุกขึ้นจากโซฟาตัวนาว หากรีบลุกเร็วไปหน่อย จึงเกิดอาการหน้ามืดจนซวนเซ และพุ่มข้าวบิณฑ์ต้องรีบเข้ามาประคอง

“ไหวไหมคุณ”

เขานิ่วหน้า นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เอเชียหมดสติให้เห็นต่อหน้าต่อตา พุ่มข้าวบิณฑ์ชักเป็นห่วงมากขึ้นทุกที แม้ว่าคราวก่อนหมอตรวจแล้วว่าไม่มีอะไรน่าวิตก แต่ทำไมถึงเกิดอาการแบบนี้ขึ้นอีกจนได้

เขาออกจะมั่นใจว่าเอเชียไม่ได้เป็นลมธรรมดา อาการของหญิงสาวเหมือนปิดสวิตช์ไปเลย เรียกอย่างไร เขย่าอย่างไรก็ไม่ยอมตื่น แต่บทจะได้สติขึ้นมา เอเชียก็กลับทะลึ่งพรวดลุกขึ้น เป็นแบบนี้แล้วจะไม่ให้เขาห่วงได้อย่างไร

เอาไว้มีโอกาส จะต้องเกลี้ยกล่อมให้เอเชียยอมไปหาหมออีกครั้ง ถ้าเป็นไปได้พากลับไปตรวจที่กรุงเทพฯ ได้ก็น่าจะดี

“ไหวค่ะ” เอเชียเสียงเครียด เธอเผลอยกมือขึ้นแตะสร้อยรูปขนนกที่ห้อยติดตัวโดยไม่ทันรู้ตัว “ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว เรากลับกันเลยดีกว่า”

“เจ้าชายครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์หันไปทางเจ้าชายอเนกชาติ เขาก็อยากกลับโรงแรมเช่นเดียวกัน บรรยากาศที่นี่อึมครึมจนรู้สึกอึดอัด “คงต้องรบกวนให้คนของเจ้าชาย ช่วยไปส่งเราที่ในเมือง…”

“ได้สิ” เจ้าชายยักไหล่ ดูเขาไม่ประหลาดใจสักนิดที่ท่าทางของเอเชียดูแปลกไป “สุกรีรออยู่แล้ว…คุณเดินไปบอกเขาได้เลย”

“ถ้างั้น…ผมไปก่อนนะครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์ก้มศีรษะให้ เขาหันไปทางเอเชียก็เห็นหญิงสาวผลักประตูเดินออกไปแล้ว โดยไม่หันมาขอบคุณหรือแม้แต่เอ่ยร่ำลาเจ้าชาย นับว่าเป็นเรื่องที่ผิดวิสัยมาก

“แล้วพบกันใหม่…เร็วๆ นี้…” ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายประหลาด เจ้าชายยังคงยืนอยู่ที่เดิม และพุ่มข้าวบิณฑ์ก็อดแปลกใจกับคำพูดของเจ้าชายมิได้ ดูเจ้าชายอเนกชาติจะมั่นใจเหลือเกินว่าอีกไม่นานจะต้องได้พบกันอีก

ห้องที่เจ้าชายพาเอเชียมาพัก เป็นห้องรับรองเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงรถนัก เอเชียเดินออกมาก็เห็นสุกรีรออยู่แล้ว พลขับหนุ่มรีบกุลีกุจอมาเปิดประตูให้ หญิงสาวก้าวขึ้นไปนั่งคู่กับพุ่มข้าวบิณฑ์ ตลอดทางที่สุก สุกรีขับรถพาพวกเธอกลับเข้าเมือง เอเชียได้แต่นั่งนิ่ง จ่อมจมอยู่กับความคิดคำนึงอันแสนสับสน ไม่ชวนเด็กหนุ่มพูดคุยเหมือนเดิม

ในเมื่อไม่มีใครชวนเขาคุย สุก สุกรีก็ขับรถไปเงียบๆ ดวงตาคู่คมของเด็กหนุ่มจ้องมองถนนด้านหน้าแน่วนิ่ง ใช้เวลาเพียงสิบกว่านาที รถคันยาวก็มาจอดลงตรงจุดที่เขาทิ้งรถจักรยานเอาไว้

“ออกุน…ขอบใจมากนะสุกรี” พุ่มข้าวบิณฑ์พยักหน้าให้ชายหนุ่ม สุก สุกรีไม่ตอบอะไรเขาเพียงแต่ส่งยิ้มให้ รอจนแขกทั้งสองลงจากรถเรียบร้อย เขาก็เลี้ยวรถจากไปตามเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่วิลลาบนยอดเขา

เหลือเพียงเอเชียและพุ่มข้าวบิณฑ์อยู่ด้วยกันตามลำพังที่ริมทะเลสาบ กับแสงสุดท้ายของวัน…

“คุณ…”

รอบกายเริ่มสลัวราง หมอกสีขาวลอยปกคลุมระเรี่ยอยู่เหนือผิวน้ำ ร้านค้าใหญ่น้อยที่รายอยู่โดยรอบปิดกันหมดแล้ว พุ่มข้าวบิณฑ์เอ่ยถามเอเชียอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง

“แน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไร…แวะไปหาหมอที่สถานีอนามัยหน่อยไหม”

“หนูพุก” เอเชียหันมาหาชายหนุ่ม ก่อนจะโถมกายกอดพุ่มข้าวบิณฑ์ไว้แน่น หล่อนซบหน้ากับบ่าแข็งแรงราวต้องการจะยึดเป็นที่พึ่ง

“เอเชีย…” ชายหนุ่มประหลาดใจ เขารู้สึกว่าร่างของเอเชียกำลังสั่นระริก “คุณเป็นอะไร”

“ฉันกลัว…หนูพุก” เอเชียร้องไห้ “ฉันกลัว”

“ไหน…เล่าให้ผมฟังหน่อย” เขาลูบหลังของเอเชียเบาๆ น้ำเสียงปลอบประโลม “คุณกลัวอะไร”

“นาคพลี” เสียงของเอเชียกระท่อนกระแท่น “ฉันเห็นพิธีนาคพลี…”

“เห็นพิธีนาคพลี” พุ่มข้าวบิณฑ์นิ่วหน้า คำบอกเล่าของเอเชียไม่ได้ไขความกระจ่างอะไรให้เขาแม้สักนิด ตรงกันข้ามกลับทำให้ชายหนุ่มงงกว่าเก่า “คุณไปเห็นที่ไหน อย่างไร”

“ตอนขึ้นไปบนปราสาทประธาน…และเห็นแท่นบูชานั่น…” เอเชียพยายามตั้งสติและลำดับเหตุการณ์ให้พุ่มข้าวบิณฑ์ฟัง “แล้วฉันก็วูบไปหมดสติ พอรู้สึกตัวอีกครั้งฉันก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ถูกเลือกให้เข้าพิธีนาคพลี…เธอแต่งชุดแบบเขมรโบราณ ร่ายรำอยู่บนแท่นศิลานั้น ท่ารำเหมือนกับระบำนาคนารีที่เราเคยเห็นที่ปราสาทนาคพันไม่มีผิด…เธอรำตั้งแต่ย่ำค่ำโดยไม่หยุด จนถึงกลางดึก เกิดจันทรคราส…และ…และ…”

หญิงสาวหลับตานิ่ง ภาพพญานาคที่เลื้อยขึ้นมาจากปล่องดำมืดนั้นยังติดตาของเอเชียจนบัดนี้ แม้เป็นเพียงนิมิต หากทว่าทุกอย่างกลับแจ่มชัด ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น เสียง และสัมผัส ราวกับเธอได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ

“แล้วพญานาคก็เลื้อยขึ้นมาจากปล่อง” เธอเอ่ยออกมาได้ในที่สุด “เพื่อมารับตัวผู้หญิงคนนั้นไปอยู่ด้วย…”

เอเชียละเอาไว้ ไม่ได้เล่าว่าจังหวะที่สตรีผู้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับเธอใช้พระขรรค์ในมือจ้วงแทงตนเอง ชายหนุ่มคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนกับพุ่มข้าวบิณฑ์ก็พุ่งเข้ามาในปราสาทประธาน เพื่อช่วงชิงตัวของหญิงสาว…

เรื่องราวต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร เอเชียก็ไม่อาจจะรู้ได้ เพราะเธอส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่งนั้น ก็ปรากฏว่าเธอมาอยู่ที่ห้องรับแขกในวิลลาของเจ้าชายอเนกชาติแล้ว

พุ่มข้าวบิณฑ์ฟังแล้วอดรู้สึกเย็นยะเยือกด้วยความประหวั่นมิได้ เขาไม่คิดว่าเอเชียแต่งเรื่อง ไม่มีประโยชน์ที่เธอจะทำเช่นนั้น อ้อมแขนล่ำสันจึงได้แต่กอดหญิงสาวแน่นเข้า กระซิบบอกกับเธอว่า

“คุณฝันไป…นั่นเป็นเพียงความฝันเท่านั้น”

“ฉันกลัว…” เอเชียยังคงพึมพำ

“ไม่ต้องกลัวนะคุณ” เขาบอกหล่อนเสียงหนักแน่น “ผมอยู่นี่…ผมจะไม่ปล่อยให้ใครมาทำอันตรายคุณได้เด็ดขาด”

“แม้แต่พญานาค…หรือคะ” เอเชียถอนใจ

“ใช่…แม้แต่พญานาค” พุ่มข้าวบิณฑ์ตอบเสียงเครียด

“ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว” เอเชียค่อยๆ ขยับกายออกจากอ้อมแขนของชายหนุ่ม เธอเงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าคมสันและจมูกโด่งงาม เคยเดินทางไปทำงานตามเมืองต่างๆ มามากมาย หากความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองมาก่อน “ถ้าไม่ใช่กลัวว่า The MET จะเสียชื่อละก็…ฉันอยากจะเก็บของกลับอเมริกาไปเสียเดี๋ยวนี้เลย”

เอเชียไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกที่เกิดขึ้นให้พุ่มข้าวบิณฑ์เข้าใจได้อย่างไร เธอรู้สึกว่าภาพนิมิตที่เห็นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของภยันตรายครั้งใหญ่เท่านั้น หากอยู่ที่พนมนาคาต่อไปเธอก็ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง

…เพราะถ้าหล่อนกับผู้หญิงในนิมิต คือบุคคลคนเดียวกันละก็…

ในพิธีนาคพลีที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

…เอเชียอาจจะเป็นคนที่ถูกเลือกอีกครั้ง!

Don`t copy text!