ภาพภพ บทที่ 11 : เดินละเมอ…อย่างนั้นหรือ?

ภาพภพ บทที่ 11 : เดินละเมอ…อย่างนั้นหรือ?

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

แสงไฟจับใบหน้าซีดเซียวของอเดลลาดูขาวโพลนตัดกับเส้นผมเปียกลู่แนบศีรษะ แม้จะมีผ้าห่มคลุมกาย แต่ร่างยังสั่นเทิ้ม บุรฉัตรยืนมองด้วยความห่วงใยจนลืมไปว่าตัวเขาเองก็เปียกโชกไม่ต่างกัน ยามดึกเช่นนี้ น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเย็นเยือกจับหัวใจ เธอคงหวาดกลัวไม่น้อยเมื่อต้องตื่นขึ้นมาเผชิญกับเหตุการณ์ระทึกขวัญโดยไม่ได้ตั้งตัว ชายหนุ่มเชื่อว่าอเดลลาคงเดินละเมอไปจนถึงศาลาริมน้ำ เหมือนเช่นที่เดินไปในสวนหลังตึกเมื่อคืนวาน เขานึกขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดลให้นลธวัชได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ จนวิ่งตามไปช่วยเธอไว้ได้ทันเวลา

“โธ่! เดล เกิดอะไรขึ้นกับเธอนักหนาเนี่ย” ดาริกาคร่ำครวญ กอดเพื่อนรักไว้ แม่เจียมนั่งอีกข้าง สีหน้าเคร่งขรึม ไม่ต่างจากสตรีชราเจ้าของบ้านราชพินิจซึ่งนั่งบนโซฟาถัดไป

“ตกลงหนูเดลเดินละเมอออกไปที่ท่าน้ำนั่นหรอกหรือ” ย่าปรุงถาม “ย่ายังคิดว่าออกไปว่ายน้ำเล่นกันดึกๆดื่นๆเสียอีก กำลังจะเอ็ดอยู่แล้วเชียว”

“ใช่ครับคุณย่า” บุรฉัตรชิงตอบแทน

“มืดขนาดนั้น หนูคงไม่กล้าลงไปว่ายหรอกค่ะคุณย่า น่ากลัวจะตาย” ดาริกาหันมาเอ่ยกับสตรีชรา

“ตายจริง ละเมอหนักขนาดนี้ น่าเป็นห่วงอยู่นะ” ย่าปรุงเอ่ยด้วยสีหน้าเป็นกังวล “ฝันอะไรบ้างหรือเปล่า ถึงได้เดินออกไปไกลขนาดนั้นน่ะ”

แม่เจียมเหลียวมามองผู้พูด สีหน้าคล้ายชั่งใจ กำลังจะขยับปากพูด แต่เสียงสั่นเครือของอเดลลาดังขึ้นก่อน

“หนู..ขอโทษค่ะ ที่ทำให้ทุกคนต้องวุ่นวาย” หญิงสาวยกมือไหว้ย่าปรุง แม่เจียม นลธวัชและบุรฉัตรตามลำดับ

“ไม่เป็นไรจ้ะ ไม่ใช่ความผิดของหนูสักหน่อย” ย่าปรุงยิ้มปลอบ มองผู้อ่อนวัยด้วยแววตาอ่อนโยน “ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นหรอก สบายใจเถอะจ้ะหนู”

“อย่าคิดมากเลยเดล ทุกคนเป็นห่วงเธอนะ” ดาริกาใช้นิ้วช้อนปอยผมที่ระหน้าผากเพื่อนรักขึ้น “แต่..เดล” เธอหยุดคิด “มันแปลกนะ เธอเดินละเมอออกไปนอกห้องสองคืนติดกันแล้ว ยิ่งคืนนี้…” ดาริกายั้งคำพูดเมื่อมองเห็นแววตื่นกลัวฉายวูบขึ้นในดวงตาอีกฝ่าย “ฉันขอโทษ..” พูดจบดึงอเดลลาเข้ามากอด ลูบหลังปลอบโยน

“มันน่ากลัวมากเลย”เสียงของอเดลลาสั่นเครือ เบียดกายเข้าซุกคล้ายเด็กน้อยควานหาความอบอุ่นปลอดภัย ใจบุรฉัตรพลันวาบขึ้น แอบคิดถึงไออุ่นจากร่างในอ้อมกอดของตนเมื่อคืนผ่านมา ยอมรับว่าในเวลานั้น อิ่มเอิบใจอย่างบอกไม่ถูก

“เขาตั้งใจจะทำร้ายฉัน ไล่ฉันไปจนถึงริมแม่น้ำ” เสียงอเดลลาดังอู้อี้เพราะซุกหน้ากับอกของดาริกา

“ไม่มีอะไรแล้วจ้ะเดล มันผ่านไปแล้ว” ดาริกาเอ่ยปลอบ กระชับวงแขนเข้า มือลูบหลังเพื่อนรักไปมา

“ผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว ใช่ไหมคะ” แม่เจียมขยับเข้ามาใกล้ ถามเร่งร้อนดุจเดียวกับสีหน้า “หนูฝันเห็นเขาอีกแล้ว ใช่ไหมคะ” หางเสียงสั่นรัว ใบหน้าหญิงสูงวัยเปลี่ยนเป็นหวาดหวั่นจนเห็นได้ชัด อเดลลาเงยหน้าขึ้นมอง พยักหน้ารับช้าๆ

“คุณพระ!” แม่นมบุรฉัตรอุทาน ยกมือทาบอก เด้งตัวออกทันควัน “อะ..อีกแล้ว..เหรอนี่”

“เป็นอะไรไปแม่เจียม ตกใจอะไรนักหนา” สตรีเจ้าของบ้านเอ่ยถาม เอียงคอมองด้วยความฉงน

“ปละ..เปล่าค่ะคุณย่า” แม่เจียมละล่ำละลัก สีหน้าย่าปรุงยังไม่คลายเคลือบแคลงจึงซักต่อ “ผู้หญิงคนไหนที่แม่เจียมพูดถึงน่ะ”

“ผู้หญิง..คนไหนคะ” หญิงสูงวัยตีหน้าเหลอหลา “ไม่มีค่ะ เจียมก็ถามไปยังงั้นแหละค่ะ” ตอบเสร็จเหลือบมองผู้ถามแวบเดียวแล้วหลบตาไปทางอื่น

“เอ ปิดอะไรฉันอยู่หรือเปล่า หน้าตาท่าทางมีพิรุธเสียจริง” สตรีชราเขม้นมอง “ไหน หันหน้ามามองฉันสิแม่เจียม”

“ไม่มีจริงๆค่ะคุณย่า” แม่นมบุรฉัตรปฏิเสธ หันมาสบตาพร้อมฉวยมือย่าปรุงมาจับไว้ “ดึกแล้ว คุณย่าขึ้นนอนเถอะค่ะ เดี่ยวทางนี้ เจียมจะดูแลเอง ไม่ต้องห่วงนะคะ” หญิงสูงวัยเอ่ยคะยั้นคะยอ พยักหน้าให้สาวใช้ที่ยืนอยู่ห่างออกไป

“เฮ้อ! แม่เจียมหนอแม่เจียม ถามเสียดิบดียังกะรู้จัก” สตรีเจ้าของบ้านถอนใจ ยันกายลุกขึ้นยืน สาวใช้ตรงรี่เข้ามาประคอง ก่อนจะก้าวเดิน ย่าปรุงหันมาเอ่ยกับทุกคน “แยกย้ายกันเข้านอนเถอะหนู แม่เจียมก็ด้วย ไม่มีอะไรแล้ว ย่าขอตัวไปนอนก่อนละ”

“ให้ผมไปส่งไหมครับคุณย่า” บุรฉัตรเสนอ ก้าวเข้ามาจับแขนผู้เป็นย่า

“ไม่ต้องหรอกพ่อฉัตร อยู่ดูแลทางนี้เถอะ แล้วก็รีบไปเปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนผ้าเสีย ดูเถอะ เปียกมะล่อกมะแล่กยังกะลูกแมวตกน้ำ เดี่ยวก็ได้ป่วยไข้ขึ้นมาหรอก” ย่าปรุงว่า แววตาเปี่ยมด้วยความรักและเอ็นดูหลานชาย

“ครับคุณย่า ผมจะขึ้นไปเดี่ยวนี้ละครับ” ชายหนุ่มรับคำ ประคองผู้สูงวัยไปส่งจนถึงบันไดพร้อมเอ่ยส่งท้าย “ฝันดีนะครับคุณย่า”

ทันทีเมื่อสตรีชราเดินลับขึ้นบันไดไป แม่เจียมก็ขยับเข้าไปหาอเดลลาทันที

“หนูเดล ป้าสงสัยจริงๆ ผู้หญิงคนนั้น หน้าตาเหมือนคุณยายทวดมากเหรอคะ” สีหน้าหญิงสูงวัยเต็มไปด้วยความอยากรู้ระคนตื่นเต้น จับมือผู้อ่อนวัยเขย่า

“มันมืดค่ะแม่เจียม แต่เท่าที่เห็นในฝัน หนูว่าคล้ายมาก” อเดลลาตอบเสียงอ่อนโรย แม่เจียมถอนใจเฮือกใหญ่ แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อเสียงบุรฉัตรถามขึ้น

“แม่เจียมรู้จักผู้หญิงคนนั้นเหรอครับ”

“เอ๊อะ..เอ้อ” ผู้ถูกถามอึกอัก “ป้าจะไปรู้จักได้ยังไงคะคุณฉัตร ใครก็ไม่รู้”

“ผมนึกว่ารู้จัก เห็นแม่เจียมถามถึงเขา”

“ไม่ค่ะ ป้าไม่รู้จัก” หญิงสูงวัยส่ายหน้าปฏิเสธ “ป้าก็แค่สงสัยว่ามีใครหน้าเหมือนคุณยายทวด ก็แค่นั้นละค่ะ”

บุรฉัตรไม่อยากซักถามต่อ เพราะเห็นความกระอักกระอ่วนบนหน้าตาแม่นมของตนแล้วนึกสงสาร เขาหันมาพูดกับสองสาว

“พาอเดลลาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เดี๋ยวผมจะไปส่ง” ชายหนุ่มสบตากลมโตที่เหลือบขึ้นมองมา เขายิ้มให้พลางพยักหน้า “ไอ้ม่อน ข้าขอเวลาแป๊บหนึ่ง เอ็งไปรอในสวนก่อน เดี่ยวข้าตามไป” ประโยคหลังหันไปบอกกับนลธวัช ฝ่ายนั้นเอ่ยกลับมา

“ได้เลย ข้าจะได้โทรบอกแม่ด้วย ลืมเสียสนิทเลย ไม่รู้ป่านนี้เข้านอนหรือยัง” พูดพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แตะหน้าจอเพื่อดูเวลา

บุรฉัตรตามไปส่งสองสาวหน้าห้อง พร้อมกำชับดาริกาให้ลงกลอนประตูให้แน่นหนา หลังจากนั้นจึงขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วลงมาหานลธวัชซึ่งนั่งรอในสวน

“เอ้า เอ็งเพิ่งไปลุยน้ำเย็นๆมา เพิ่มความอุ่นให้ร่างกายหน่อยเพื่อน” นลธวัชส่งแก้วให้เมื่อบุรฉัตรนั่งลงเรียบร้อย บรรยากาศเงียบเชียบผิดจากเมื่อตอนหัวค่ำ แว่วเพียงเสียงลมพัดเคลียยอดไม้และเสียงแมลงกลางคืนกรีดปีกอยู่รอบกาย

“คิดอะไรอยู่วะไอ้ฉัตร” จิตแพทย์หนุ่มถาม มองใบหน้าเคร่งขรึมของอีกฝ่าย

“กำลังคิดเรื่องอเดลลา ข้าว่ามันแปลก เขาฝันเห็นผู้หญิงที่หน้าตาคล้ายยายทวดของข้า ฝันติดกันมาสองคืนแล้ว” บุรฉัตรหยุดพูด ยกแก้วขึ้นจิบ “ฝันอย่างเดียวไม่เท่าไหร่ แต่นี่เล่นเดินละเมอออกไปข้างนอกกลางดึกคนเดียว เมื่อคืนวาน ข้าก็ไปเจอเขายืนร้องเหมือนคนเสียสติอยู่ในสวนหลังตึกโน่น” เขาหยุด ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “คืนนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเอ็งไม่ได้ยินเสียงร้อง แล้วข้าไปช่วยไม่ทัน ไม่รู้จะเป็นยังไง”

“อืม..” นลธวัชยกมือข้างหนึ่งกอดอก ข้อศอกอีกข้างวาดพาดทับ ยกมือเท้าคาง ปลายนิ้วลูบไปมาบนริมฝีปากอย่างใช้ความคิด

“อยากรู้จริงๆว่า ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร มีตัวตนจริงหรือเปล่า แล้วทำไมต้องมาอยู่ในความฝันของอเดลลา” บุรฉัตรหยุดมองหน้าอีกฝ่ายครู่หนึ่ง “แล้วข้าก็รู้สึกเหมือน..เขาอยากจะทำร้ายอเดลลา”

“ความฝัน..” จิตแพทย์หนุ่มเปรย “บางที มันก็อาจจะบอกอะไรได้หลายอย่าง หรืออาจจะไม่มีความหมายอะไรเลย”

“อะไรของเอ็งวะ” บุรฉัตรงงกับคำพูดของอีกฝ่าย “อเดลลาเดินละเมอออกไปจนเกือบจะจมน้ำตาย ยังว่าไม่มีอะไรเหรอวะ”

“ใจเย็นสิวะเพื่อน” นลธวัชเตือน มองหน้าบุรฉัตรอย่างแปลกใจ “ข้าแค่จะบอกว่า มีคนมากมายที่ฝันร้ายเป็นประจำ แล้วก็มีอีกหลายคนที่เดินละเมอออกไปไหนต่อไหนตอนกลางคืนโดยไม่รู้ตัว ข้าก็แค่คิดว่า อเดลลาก็อาจจะเป็นแบบนั้น แต่เรื่องนี้ ก็ทำให้ข้าคิดถึงคนไข้คนหนึ่งของ ดร.ไบรอัน”

บุรฉัตรเหลียวมามอง “ยังไงวะ เล่าให้ฟังหน่อยสิ” เขาเริ่มสนใจ นลธวัชจิบไวน์ วางแก้วลงแล้วเริ่มพูด

“ผู้หญิงอเมริกันชื่อแอนเดรีย สาวโสดอายุห้าสิบกว่า เป็นเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลประจำเมืองบล็อกตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ เมื่อตอนอายุสามสิบหก เธอฝันถึงผู้ชายคนหนึ่ง ความฝันเริ่มต้นในวันที่เธอไปสะดุดตาภาพชายแปลกหน้าในหนังสือประวัติของเมืองบล็อกตัน เธอบอกว่ารู้สึกคล้ายจะเคยเห็นหน้าผู้ชายคนนี้ที่ไหนมาก่อน แต่นึกไม่ออก แอนเดรียเล่าว่า ทุกครั้งในฝัน ชายคนนี้พยายามคุกคามเธอด้วยท่าทางและคำด่าที่รุนแรงหยาบคาย พูดแต่เรื่องที่เธอไม่เข้าใจและไม่เคยรับรู้” นลธวัชเว้นคำพูด ยกไวน์ขึ้นจิบ “แอนเดรียมาพบดร.ไบรอันในสภาพทรุดโทรม ผอมเหมือนคนเป็นโรค เธอบอกว่ากลัวการนอนหลับเป็นที่สุด แม้จะเหนื่อยล้าแค่ไหน แต่ก็ไม่อยากนอน เพราะเมื่อหลับตาเมื่อไหร่ ก็คือการที่จะต้องเผชิญหน้ากับชายคนนั้น”

นลธวัชหยุดเล่า ยกขวดไวน์ขึ้นรินน้ำสีแดงเข้มเติมลงแก้ว

“แล้วไงต่อ” บุรฉัตรเร่ง อยากรู้ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป

“ดร.ไบรอันสะกดจิตแอนเดรียให้ย้อนกลับไปในอดีต แล้วพบว่า ผู้ชายคนนั้นชื่อแบรนดอน เป็นเจ้าของไร่ มีฐานะร่ำรวยและก็เป็นสามีของแอนเดรียเมื่อชาติที่แล้ว แต่แอนเดรียก็ทำผิดด้วยการนอกใจเขา เมื่อถูกจับได้ เธอก็เลยร่วมมือกับชายชู้ซึ่งเป็นหนุ่มคนงานในไร่นั่นแหละ วางแผนจับตัวแบรนดอนไปแขวนคอในป่ารกร้าง ไกลออกไปนอกเมือง พรางให้ดูว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ในขณะที่ยังถูกสะกดจิตอยู่ แอนเดรียก็เอาแต่ร้องไห้เหมือนคนเสียสติ พูดแต่คำว่า‘ขอโทษ ฉันผิดไปแล้ว’ จนดร.ไบรอันต้องเรียกเธอกลับมา”

“ผู้ชายคนนั้น เป็นวิญญาณตามมาล้างแค้นแอนเดรียอย่างนั้นเหรอ เรื่องจริงเหรอวะ” บุรฉัตรถาม

“จริงไม่จริง ข้าก็ยืนยันไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ แบรนดอนมีตัวตนจริงๆ เพราะเมื่อแอนเดรียไปค้นประวัติบุคคลในปี ค.ศ.1933 ก็พบผู้ชายที่ชื่อแบรนดอน เป็นเศรษฐีเจ้าของไร่ในชนบทเมืองบล็อกตัน มีชีวิตอยู่ในช่วงนั้นจริง ตรงกับเรื่องราวที่แอนเดรียเล่าออกมาตอนที่ถูกสะกดจิตทุกอย่าง”

ความเงียบโถมเข้าครองบรรยากาศครู่ใหญ่ ก่อนจะได้ยินเสียงถอนใจของบุรฉัตร ความคิดเขาเริ่มสับสน เรื่องราวข้ามภพข้ามชาติมีจริงหรือนี่ การที่คนหนึ่งได้มาเกิดใหม่ แต่อีกคนยังติดค้างกับความทรงจำในภพเก่า กอดความแค้น ความพยาบาทไว้ ไม่ยอมปล่อยวาง เฝ้ารอเนิ่นนานที่จะได้สะสางล้างแค้น มันจะเป็นไปได้จริงหรือ

“แล้วหลังจากนั้นแอนเดรียเป็นไง” บุรฉัตรถามต่อ

“เธอไม่ได้มาพบดร.ไบรอันอีกเลย แต่ทราบข่าวว่าชีวิตเธอตกต่ำ กลายเป็นคนหวาดกลัวการนอนหลับ ร่างกายแย่ลงเรื่อยๆ เดินเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น จนในที่สุดก็ต้องถูกให้ออกจากงานที่ทำอยู่ เพราะทำงานไม่ได้อีกแล้ว”

“เป็นใครก็คงไม่ต่างกัน เจอความฝันแบบนั้นทุกคืน สักวันคงได้เป็นบ้า” บุรฉัตรรู้สึกหดหู่เมื่อได้ฟัง นึกไม่ถึงว่าเพียงแค่ความฝันจะส่งผลให้ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งต้องพานพบกับความเลวร้ายที่สุดในชีวิต

“ไม่ทันได้เป็นบ้าหรอก” นลธวัชตอบเสียงเรียบ “เธอแขวนคอตายในบ้านพักตัวเองเสียก่อน”

“คงเครียดมากจนเป็นโรคประสาท ฆ่าตัวตายโดยไม่รู้ตัว น่าสงสาร” บุรฉัตรรู้สึกใจหาย ความหวาดหวั่นเริมก่อตัวขึ้นในใจ อดไม่ได้ที่จะโยงเรื่องราวของแอนเดรียไปหาอเดลลา

“ข้าว่าเขารู้ตัวนะ” นลธวัชเอ่ย “เพราะแอนเดรียเขียนจดหมายทิ้งไว้ว่าขอจบเรื่องราวระหว่างเธอกับแบรนดอน ความตายคือสิ่งเดียวที่จะชดเชยให้กับทุกอย่างที่เธอเคยทำกับเขาเมื่อชาติที่แล้ว”

“อาจจะเขียนไว้ก่อนหน้าจะเสียสติก็ได้มั้ง” บุรฉัตรแย้ง

“แต่ข้าว่าไม่ใช่ว่ะ คนที่จะแขวนคอตาย ก็ต้องมีการเตรียมอุปกรณ์ ต้องคิดว่าจะผูกเชือกตรงไหน ต้องยกเก้าอี้มาวาง เอาเชือกคล้องคอ ทุกขั้นตอน มันต้องใช้สมองคิดทั้งนั้น เขาคงเครียดมาก ตัวคนเดียว ครอบครัวก็ไม่มี งานที่เคยทำก็ต้องหยุด เพื่อนฝูงคงไม่กล้าเข้าใกล้ ทุกอย่างในชีวิตพังพินาศหมด คงตั้งใจเต็มที่ที่จะทำแบบนี้ เพราะอย่างน้อยถ้าเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ ช่วงเวลาก่อนจะตัดสินใจในวินาทีสุดท้าย ก็น่าจะมีบ้างที่ฉุกคิดได้แล้วเปลี่ยนใจ”

“ข้าชักห่วงอเดลลา” บุรฉัตรเอ่ยขึ้น แม้ในใจยังไม่ยอมรับเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่ “เอ็งลองสะกดจิตอเดลลาดูไหมล่ะ เผื่อบางที อาจจะรู้ความจริงเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้นบ้างก็ได้”

“เอ็งเชื่อแล้วเหรอว่าการสะกดจิตย้อนอดีตมีจริง” นลธวัชถามหยั่ง มองหน้าเพื่อนหนุ่มนิ่ง

“เชื่อหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่การได้ทำอะไรบ้าง ก็ดีว่าอยู่เฉยๆหรือเปล่าวะ มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่นา”

“ข้าน่ะยินดีเว้ยเพื่อน” นลธวัชเอื้มมือตบไหล่บุรฉัตร “สำคัญอยู่ที่อเดลลา เขาจะเชื่อเรื่องแบบนี้เหรอ เขาจะยอมถูกสะกดจิต ให้คนเข้าไปขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตของเขาเหรอ เอ็งลองคิดดูให้ดี ผู้หญิงเขาต่างจากเรานะเว้ย เรื่องที่ผู้ชายอย่างเราคิดว่าธรรมดา อาจจะซับซ้อนละเอียดอ่อนสำหรับเขามากก็ได้”

สีหน้าบุรฉัตรดูเคร่งเครียด เขาถอนใจเฮือกใหญ่ นลธวัชมองอย่างเข้าใจ เขาโอบไหล่กว้างเพื่อนรักพร้อมกับเอ่ย

“เอ็งอย่าเพิ่งกังวลไปเลย ข้าเข้าใจว่าเอ็งเป็นห่วงอเดลลา แต่จริงๆ เขาอาจจะฝันถึงผู้หญิงคนนั้นแค่สองคืนนี้ คืนต่อไป อาจจะไม่ฝันอีกเลยก็ได้”

“ไม่รู้ว่ะ” บุรฉัตรลังเล ส่ายหน้าช้าๆ “แต่ข้ากลัว ถ้าเกิดมันเป็นเรื่องจริงขึ้นมา ข้าไม่อยากให้มันเลวร้ายเหมือนเรื่องของแอนเดรีย ข้าคิดว่าอเดลลาน่าจะโอเค”

“เอาอย่างนี้แล้วกัน” นลธวัชสรุป “เอ็งอย่าไปคิดแทนเขาเลย ลองคุยดู ว่าเขาฝันแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว ฝันบ่อยหรือเปล่า แล้วเขาเป็นทุกข์กับความฝันนั้นมั้ย ดีเปล่าวะ”

บุรฉัตรไม่ตอบ แต่นิ่งเงียบคล้ายกำลังคิด

“หรือเอ็งไม่กล้า ให้ข้าคุยกับเขาเองมั้ยล่ะ” นลธวัชหยอด

“ไม่เป็นไร ข้าคุยเองได้” บุรฉัตรหันมาตอบทันที จิตแพทย์หนุ่มเหลือบมอง แอบยิ้มขบขัน

“ดูเอ็งเป็นห่วงเป็นใยอเดลลาจังเนาะ คิดอะไรเกินลูกศิษย์หรือเปล่าว้า” นลธวัชทำเสียงล้อเลียน

“เปล่าเว้ย ข้าก็แค่เป็นห่วงเขา” บุรฉัตรตอบเสียงอ่อย สายตาจับจ้องแก้วตรงหน้านิ่ง นึกฉุนในใจเมื่อคนข้างๆปล่อยเสียงหัวเราะลั่น

“ให้มันจริงเหอะวะไอ้ฉัตร เพราะถ้าเอ็งไม่คิด ข้าจะเป็นคนคิดเอง” นลธวัชพูดกลั้วเสียงหัวเราะ แล้วก็ต้องผ่อนลงเมื่อสายตาคมกริบเหลียวขวับมา

“เฮ้ย! ข้าล้อเล่น” เขาร้องขึ้น “แหม! ทำตาขวางเลยนะเอ็ง”

“ข้าก็ล้อเอ็งเล่นเหมือนกันเพื่อน” บุรฉัตรเปลี่ยนจากหน้าเคร่งขรึมเป็นยิ้มกว้าง ที่สุดสองหนุ่มก็ระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นพร้อมกัน



Don`t copy text!