ภาพภพ บทที่ 14 : คำสัญญาของเพื่อนรัก

ภาพภพ บทที่ 14 : คำสัญญาของเพื่อนรัก

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

อเดลลาเพลินกับงานจนลืมเวลา ไอลินสีดกับกลิ่นสีน้ำมันที่ใครต่างพากันเบือนหน้าเพราะความฉุน แต่กลับดึงดูดเธอให้นั่งจมอยู่หน้าเฟรมเขียนภาพได้อย่างไม่รู้เบื่อ  กลิ่นของมันเย้ายวนชวนเชิญให้จับพู่กันขึ้นบรรเลงสีสันได้ทุกครั้ง เธอใช้เกรียงปาดสีเข้าผสมกันในจานสี แล้วปัดแปรงลงบนผิวผ้าใบอย่างคล่องแคล่ว อเดลลาเคยนึกพิศวงสมองของคนวาดภาพ ว่าช่างจดจำและแยกแยะสีได้ละเอียดมากกว่าคนทั่วไป สีสันต่างเฉดกันหลายล้านน้ำหนัก แต่จิตรกรกลับเลือกใช้ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว สายตาเฉียบคมก็จับรายละเอียดยิบย่อยได้ไม่มีพลาด

วันนี้ ดาริกาบอกว่าไม่ได้กลับบ้านด้วยกันเหมือนทุกวัน เพราะต้องประชุมกับทีมเพื่อเตรียมงานประจำปีของมหาวิทยาลัย เหลียวมองรอบห้อง พบว่าเพื่อนคนสุดท้ายที่นั่งทำงานอีกฟากหนึ่ง กลับไปแล้ว ชะเง้อมองนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ากลายเป็นสีน้ำเงินเข้มเตือนว่าควรพักงานไว้เพียงเท่านี้ เธอล้างพู่กันในโถแก้วบรรจุ Odourless Solvent น้ำยาไร้กลิ่นฉุนและไม่เป็นอันตรายเหมือนน้ำมันสน หลังจากนั้นจึงเก็บจานสีเข้าที่ รวบรวมหลอดสีลงถุงผ้าแล้วใส่ลงในกระเป๋าหนังอีกชั้น จากนั้นเดินไปล้างพู่กัน ทำความสะอาดมือด้วยสบู่เหลวตรงอ่างล้างมือหลังห้องเรียน ครู่เดียวก็กลับมายืนยิ้มให้กับผลงานของตัวเอง ภาพดอกเบญจมาศสีเหลืองสดช่อใหญ่ แซมประดับด้วยใบสีเขียวประปราย ปูฉากหลังด้วยสีม่วงเข้มขับเหลืองให้โดดเด่น เธอแทรกสีม่วงหม่นลงในหลายจุดของกลีบดอกที่ไร้แสงตกกระทบ เพื่อกระจายโทนสีให้กลมกลืนกันทั้งภาพ เหลือเพียงแค่เก็บรายละเอียดอีกนิดหน่อย เติมจุดสว่างในบางพื้นที่ก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว

ทางเดินข้างตึกประติมากรรมมืดทึมเพราะอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว อเดลลาชอบใช้ทางนี้กลับบ้านเป็นประจำ เพราะเดินไม่กี่นาทีก็ถึงประตูใหญ่ เธอกระชับกระเป๋าสะพายคล้องไหล่ ความเงียบและความมืดบังคับให้เร่งฝีเท้าขึ้น เมื่อเลี้ยวตรงมุมตึก ก็ต้องหยุดชะงัก หญิงสาวสามคนนั่งคุยกันบนเก้าอี้ไม้ยาวดูเป็นเงาตะคุ่ม ทั้งหมดหันมามองเมื่อเห็นเธอ หนึ่งในนั้นลุกขึ้นยืน อเดลลาเบี่ยงตัวหลบเมื่อก้าวผ่าน เพราะเก้าอี้ตัวใหญ่กินพื้นที่ทางเดินไปเกือบครึ่ง แต่แล้ว เท้าซึ่งกำลังก้าวก็ต้องสะดุดด้วยสายกระเป๋าถูกรั้งไว้

“นี่เธอ” อเดลลาเหลียวขวับ เมื่อมองในระยะใกล้ จึงเห็นคนเอ่ยทักชัดเจน หญิงสาววัยยี่สิบเศษ แต่งหน้าเข้มจัด ผมซอยสั้นแนบศีรษะย้อมสีอ่อน

“มีอะไรคะ” อเดลลาตอบ มือยังกำสายกระเป๋าไว้

“อยู่คุยกันก่อนดิ” อเดลลาไม่ชอบน้ำเสียงยียวนแบบนี้เลย เธอจำได้แล้วว่า หญิงสาวคนนี้คือรุ่นพี่ต่างคณะที่มีตึกเรียนใกล้กับตึกจิตรกรรม

“มีธุระกับฉันหรือคะ”

“มีสิ เธอรู้จักพี่เมย์ป่ะ” สาวคนเดิมเชิดหน้าถาม อเดลลามองนิ่ง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร แม้ไม่หันไป ก็รู้ว่าอีกสองคนต่างกำลังจับตามองเธออยู่

“รู้จักค่ะ คุณเมลิน” เธอตอบ ยกมือปัดควันฉุนกึกลอยฟุ้งอยู่รอบตัว เหลือบมองหาที่มา เห็นหนึ่งในสองที่นั่งบนเก้าอี้กำลังอัดบุหรี่ไฟแดงวาบ นึกอยากออกไปให้พ้นจากที่นี่โดยเร็ว

“แล้วเธอก็คงรู้ว่า พี่เมย์เป็นแฟนอาจารย์บุรฉัตร”

“เอ้อ..ดิฉันไม่ทราบค่ะ” เอดลาเริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล เธอระแวดระวังตัวเต็มที่

“ตอแหล!” น้ำเสียงคนพูดห้วนกระด้าง พร้อมกับแรงกระตุกสายกระเป๋าจนอเดลลาเจ็บแปลบตรงหัวไหล่ เธอยื้อสายหนังไว้ อีกฝ่ายก็ยื้อกลับ

“ปล่อยค่ะ คุณต้องการอะไร” อเดลลาเริ่มไม่พอใจ

“ไม่ปล่อย” หญิงสาวคนเดิมเสียงแข็ง ขยับเข้าประชิด “ไหนบอกมาสิ คิดว่าเท่รึไงที่ดอดไปกินข้าวกับแฟนคนอื่นน่ะ”

“ฉันไปกินข้าว ไม่ได้ทำอะไรเสียหายนี่คะ” อเดลลาโต้

“แต่พี่เมย์ไม่ชอบให้เธอมายุ่งกับอาจารย์” หญิงผมสั้นจ้องด้วยแววตากร้าว อเดลลามองสบได้เพียงครู่เดียว ก็ต้องหลบตาลง เธอไม่อยากให้เรื่องราวรุนแรงไปมากกว่านี้จึงรีบพูดตัดบท

“ปล่อยกระเป๋าเถอะค่ะ ดิฉันจะรีบกลับบ้าน”

“มึงจะพูดกับมันให้เสียเวลาทำไม” หญิงสาวอีกคนที่นั่งอยู่บอกเสียงดังพร้อมกับผุดลุกขึ้น ฉวยแก้วน้ำบนโต๊ะมาถือพลางก้าวเข้ามา อเดลลาเห็นหล่อนพ่นควันสีขาวลอยคละคลุ้งออกจากปาก “อีพวกสตอเบอแรด ต้องสั่งสอนมันซะบ้าง” สัญชาตญาณบอกให้หญิงสาวถอยไปจนชิดผนัง ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่อยู่ในแก้วใบนั้นคืออะไร อาจจะเป็นแค่น้ำเปล่าหรือน้ำกรด เธอมองสลับไปมาระหว่างแก้วน้ำกับใบหน้าคนถือด้วยความหวาดระแวง

“อีพวกแรดเงียบ ต้องถ่ายคลิปลงประจาน มันจะได้เข็ด” อีกคนที่นั่งเงียบมานานกล่าวเสริม

“ว้าย!” อเดลลาหวีดร้อง ยกมือขึ้นป้องใบหน้าเมื่อน้ำในแก้วถูกสาดเข้าใส่ตัว รอยเปื้อนสีคล้ำจับเป็นคราบบนเสื้อสีฟ้าอ่อนที่สวมอยู่ กลิ่นเหม็นฉุนโชยคลุ้ง และโดยไม่ทันตั้งตัว ก็รู้สึกถึงอาการร้อนวาบบนแก้มซีกซ้ายจนหน้าหัน

“นั่นแหละ เอาให้หนัก” เสียงยุจากหญิงสาวที่กำลังยกโทรศัพท์มือถือขึ้นถ่าย ส่วนสาวผมสั้นยืนกอดอก มองด้วยรอยยิ้มเหยียดหยัน

“ออกมานี่!” มือสาดน้ำคว้าแขนอเดลลาแล้วกระชากอย่างแรง ร่างบอบบางเซถลาออกจากผนัง

“ตบมันอีก!” เสียงเชียร์ดังลั่น อเดลลาเห็นคนกระชากแขนเงื้อมือขึ้น จึงคว้าข้อมือนั้นไว้

“อ๋อ! มึงคิดจะสู้เรอะ” เจ้าของเสียงเข่นเขี้ยว พยายามหมุนข้อมือจากการยึด อเดลลาออกแรงต้านสุดกำลัง เธอบีบข้อมืออีกฝ่ายไว้ไม่ยอมแพ้ แต่น้ำตากลับไหลพรากอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว ความกลัวเริ่มครอบงำความรู้สึก

“อีแนน! มึงรุมมันเลย” คนถ่ายคลิปตะโกนบอก

แคว่ก!

“ว้าย!” อเดลลาตกใจเมื่อคอเสื้อถูกหญิงสาวผมสั้นกระชากจนหลุดลุ่ย เธอปล่อยมือขึ้นปิดหน้าอกไว้ พร้อมกับรับรู้ความเจ็บแปลบบนแก้มซีกเดิม ใบหน้าสะบัดไปตามแรงตบ

“เริ่ด! ภาพสวยมากเลยย่ะ” มือถ่ายคลิปร้องดังอย่างสะใจ “เอาอีก ขอช็อตตบแบบเต็มๆอีกที ว้าย!”

เจ้าของโทรศัพท์มือถือกรีดร้องเมื่อปอยผมถูกจิกจากด้านหลังแล้วกระตุกอย่างแรงจนหงายล้มลงบนพื้น โทรศัพท์ร่วงกระเด็นไปไกล

“อีพวกหมาหมู่! ต้องเจอกะชั้นนี่” อเดลลาจำเสียงนี้ได้ เธอเห็นเพื่อนรักกระชากคนสาดน้ำแล้วเงื้อมือสูง ฟาดเพียะเข้ากึ่งปากกึ่งจมูกจนร่างหมุนคว้าง

“กรี๊ด!” เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดไม่ทำให้ดาริกายั้งมือ เธอยกเท้าถีบเข้าใส่ช่องท้องหญิงสาวคนเดิม จนถลาไปกระแทกกับผนัง

“คราวนี้ก็ตาหล่อนบ้างละ” หน้าตาของดาริกาถมึงทึง แดงก่ำด้วยความโกรธขณะก้าวเข้าไปหาอีกคนที่กำลังถอยกรูด

“ถ่ายต่อสิ หยุดทำไม! ถ่ายตอนเพื่อนแกโดนตบ เดี๋ยวชั้นจะลงให้” ดาริกาตวาดพลางชี้หน้าคนที่กำลังคลานไปหยิบโทรศัพท์

“แกอย่าเข้ามานะ ไม่งั้นฉันจะเอาคลิปเพื่อนแกไปลง” คนที่ถอยไปจนชิดผนังขู่ปากคอสั่น

“ก็เอาซี้! ชั้นก็อยากจะรู้ว่าพวกแกจะแก้ตัวยังไง ถ้าคณบดีเห็นคลิปที่พวกแกกำลังรุมทำร้ายเพื่อนชั้น” ดาริกาหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาชูตรงหน้า

“ดา..พอเถอะ” อเดลลาเดินเข้ามาดึงแขนเพื่อนรัก “ฉันไม่เป็นอะไรแล้วละ”

“ก็เธอใจดีแบบนี้ไงล่ะ พวกนี้มันถึงได้ใจ” เสียงดาริกายังคงขุ่นเคือง จังหวะที่เธอหันมา คนที่ยืนตรงหน้าถือโอกาสนั้นยกเท้าถีบร่างอวบอั๋นเต็มแรง ดาริกาเสียหลักถลา  ถอยไปชนอเดลลา พากันหงายหลังล้มลงไป

“ถ่ายไว้! เดี๋ยวกูจะกระทืบอีอ้วนนี่ให้ดู” เมื่อเห็นได้ทีก็ร้องสั่งพลางรี่เข้าหาดาริกา คิดว่ารูปร่างอวบท้วมคืออุปสรรคในการเคลื่อนไหว ดาริกายันกายขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว เป็นจังหวะที่คนจู่โจมเข้าถึงตัวพอดี ดาริกายกมือซ้ายขึ้นรับแรงซึ่งกำลังฟาดลงมา มืออวบอูมอีกข้างตวัดตบเข้าฉาดใหญ่ที่แก้มอีกฝ่ายจนหน้าสะบัดหัน

“จำไว้! อย่าแตะต้องเพื่อนชั้น” ดาริกาโกรธจนสุดหัวใจ เธอผลักร่างตรงหน้าเต็มแรง จนปลิวหวือไม่เป็นท่า สองคนซึ่งยืนขึ้นแล้ว ตรงเข้าประคองเพื่อนที่ร่อนถลาเหมือนนกปีกหัก

“เข้ามาสิ! ใครที่อยากตบเพื่อนชั้นอีก เข้าม้า!” ดาริกาแผดเสียง ตาขุ่นขวางกวาดมองสามสาวที่เข้าไปยืนเกาะกลุ่มกัน แล้วต่างพากันกรีดร้อง วิ่งแตกกระเจิงไปคนละทิศทางเมื่อเห็นร่างอวบอั๋นปรี่เข้าไปหา

“โธ่! อีพวกเก่งแต่ปาก” ดาริกายืนหอบ มองตามสามสาวซึ่งพากันวิ่งหายไปในความสลัวหลังตึก

“เดล เป็นไงบ้าง” เธอหันมาสวมกอดเพื่อนรัก

“ขอบคุณมากดา..” อเดลลาสะอื้นเสียงสั่น ซาบซึ้งใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เพื่อนคนนี้มีแต่ความรัก ความหวังดี เป็นที่พึ่งให้เธอเสมอมา

“ไม่เป็นไรแล้วจ้ะ” ดาริกาปลอบ ลูบหลังเพื่อนรักด้วยความสงสาร “มานั่งนี่ก่อน ดูเสื้อเธอสิ อีบ้านั่นมันดึงจนขาดหมดแล้ว แหม! พูดแล้วขึ้น อยากตบอีกสักที” พูดพลางประคองอเดลลาลงนั่งบนเก้าอี้ แล้วถอดเสื้อคลุมตัวนอกที่ตนสวมอยู่ส่งให้ “ใส่เสื้อฉันไปก่อนละกัน ตัวใหญ่หน่อยนะ”

“ฉันกลัวจังเลยดา กลัวมันจะไม่จบแค่นี้” อเดลลาบอกเสียงเครือขณะสวมเสื้อ มือที่กลัดกระดุมสั่นระริก ดาริกาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เอื้อมมือจับไหล่บอบบางให้หันมา

“เดล ฟังฉันนะ” เสียงดาริกาจริงจังแต่นุ่มนวล “เธอต้องไม่กลัว ความกลัวจะทำให้เธออ่อนแอ ต้องเข้มแข็ง ต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับทุกเรื่องให้ได้”

“แต่ฉัน..” อเดลลาขลาดกลัว แค่คิดถึงเหตุการณ์ซึ่งเพิ่งผ่านไป เธอก็แทบไร้เรี่ยวแรงจะยืน ตลอดชีวิต ตั้งแต่เล็กจนทุกวันนี้ เธอเติบโตมาในครอบครัวที่ห้อมล้อมด้วยความสุข แทบไม่เคยเห็นพ่อกับแม่มีปากเสียงกันเลย เมื่อเกิดปัญหาก็จะช่วยกันหาทางแก้ไข พูดคุยด้วยเหตุผล แทนการทะเลาะเบาะแว้งหรือลงไม้ลงมือด้วยความรุนแรง ดาริกาถอนใจยืดยาวก่อนเอ่ยขึ้นว่า

“ชีวิตเธอคงพบแต่ความสวยงาม ถึงได้เป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่ในชีวิตจริง มันไม่ได้ราบเรียบสวยหรูไปตลอดหรอกนะเดล มันมีอุปสรรคขวากหนามให้เราต้องฝ่าฟันไปตลอด ฉันเองก็ต้องต่อสู้มาตลอด ชีวิตมีแต่ความผิดหวัง” เสียงดาริกาแผ่วเศร้า รอยยิ้มสดใสซึ่งเคยประดับใบหน้าเสมอเลือนหายไปหมดสิ้น ท่าทางสนุกสนานเฮฮาในยามนี้ดูหม่นหมองเป็นคนละคน

“พ่อคือผู้ชายคนแรกและคนเดียวในชีวิตที่แม่รักมาก โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าพ่อมีเมียแล้ว แม่ต้องเข้าไปอาศัยในบ้านชายคาเดียวกับเมียของพ่อ ก้มหน้ายอมรับสภาพเมียน้อย ทนให้เมียหลวงโขกสับสารพัดเพราะความรักพ่อ ฉันก็โตมาท่ามกลางความเกลียดชังจากแม่ใหญ่ โดนกลั่นแกล้งจากพี่น้องร่วมพ่อเดียวกัน ฉันเรียนรู้เพื่อจะอยู่อย่างเข้มแข็ง ต่อสู้ปกป้องตัวเองมาตลอด กลายเป็นคนปากร้าย ปากถึงตีนถึงถ้าโดนรังแก แต่ก็นั่นแหละ มันช่วยให้ฉันรอดพ้นจากการโดนระรานจากพวกลูกๆของแม่ใหญ่ ฉันอาจจะดูร้ายดูแรงในสายตาคนอื่น แต่ฉันไม่เคยคิดร้ายกับใคร ไม่เคยรังแกคนอ่อนแอกว่า” น้ำตาไหลพรากลงอาบแก้มดาริกา อเดลลาเอื้อมมือไปกุมมือของเพื่อนรักด้วยความรู้สึกสงสารสุดใจ

“เธอคงเข้าใจแล้วนะเดล..รอยยิ้มบนหน้าฉัน เสียงหัวเราะที่เธอได้ยิน มันเป็นแค่เปลือกนอกที่ปกปิดความทุกข์ในชีวิตของฉันไว้”

“ฉันเข้าใจ ฉันรักเธอนะ” อเดลลาน้ำตารินไหล โน้มตัวเข้าไปโอบเพื่อนรัก ทั้งสองกอดกันสะอื้นไห้อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะคลายวงแขนออกจากกัน ดาริกามองหน้าอเดลลาพลางเอ่ย

“เดล เธอฟังฉันนะ อย่าเป็นคนดี จนคนมองว่าเธอโง่และอ่อนแอ ทุกคนมีด้านร้ายในตัวเองทั้งนั้น ดึงมันออกมา ไม่ใช่เพื่อไประรานรังแกคนอื่น แต่ฉันจะให้เธอใช้ปกป้องตัวเอง ฉันอยากมาช่วยเธอทุกครั้ง แต่มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก” อเดลลาพยักหน้าทั้งที่ส่วนลึกภายในไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อย เธอมองแววตาแกร่งกล้าของอีกฝ่าย นึกอยากแบ่งความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญมาจากดาริกาให้ได้สักครึ่งหนึ่ง

“ฉันรักและเป็นห่วงเธอมากนะเดล แต่ในโลกความเป็นจริง ถ้าเธออ่อนแอ เธอก็จะถูกรังแกข่มเหงตลอดไป อย่ากลัวนะเดล เธอต้องมั่นใจ แสดงให้พวกนั้นเห็นว่าเธอเข้มแข็งและปกป้องตัวเองได้ สัญญากับฉันนะว่าเธอจะทำเพื่อตัวเอง”

“ฉันสัญญา..ฉันจะพยายาม” อเดลลาพยักหน้า ยิ้มทั้งน้ำตา ความอิ่มเอมในมิตรภาพงดงามจากดาริกาเอ่อล้นท่วมใจ

“ไม่เอาน่า อย่าขี้แย ดูหน้าเธอตอนนี้สิ” ดาริกาลุกขึ้นยืนพลางจับมือเพื่อนรัก ยิ้มกว้างทั้งที่คราบน้ำตายังไม่แห้งหาย “ไปกันเถอะ ฉันหิวแล้วละ ไปหาอะไรอร่อยๆกินกัน”

อเดลลาลุกขึ้นยืน ยิ้มตอบ เพื่อนรักคนเดิมของเธอกลับมาแล้ว 



Don`t copy text!