ภาพภพ บทที่ 15 : อยากแลกกับชั้นใช่มั้ย!

ภาพภพ บทที่ 15 : อยากแลกกับชั้นใช่มั้ย!

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

“บอกไปสิเดล” ดาริกาคะยั้นคะยอ ขัดใจกับท่าทีนิ่งเฉยของอเดลลาที่ยังคงก้มหน้าเก็บสีและพู่กันลงกระเป๋าหนัง เธอตัดสินใจว่าจะบอกเรื่องเมื่อคืนวานให้บุรฉัตรทราบ เพราะมั่นใจว่าเขาคือชนวนสำคัญที่ทำให้เพื่อนของเธอต้องประสพกับเรื่องร้าย แต่อเดลลาดูไม่ใยดี จนเธอทนไม่ได้อีกต่อไป จึงเปิดปากเอ่ยเอง

“เดลโดนทำร้ายค่ะอาจารย์”

“ที่ไหน แล้วใครทำร้าย” บุรฉัตรวางมือจากงานบนโต๊ะ เอ่ยถามร้อนรน “แล้วคุณเป็นไงบ้างเดล”

“ไม่เป็นอะไรค่ะ พอดีดาเข้ามาช่วยได้ทัน” อเดลลาตอบ เหลือบขึ้นมองเพียงแวบเดียว

“ที่หลังตึกคณะค่ะอาจารย์ รู้สึกจะเป็นรุ่นพี่อีกคณะหนึ่ง โชคดีที่หนูเสร็จธุระเร็ว เลยมาเห็นเข้าพอดี” ดาริกาอธิบาย

“แล้วจำหน้าพวกนั้นได้มั้ย” อาจารย์หนุ่มถาม ดาริกากำลังจะอ้าปาก แต่เห็นเพื่อนรักขยิบตาเป็นเชิงให้เงียบ จึงสะบัดค้อนใส่พร้อมพ่นลมออกจมูกดังฮึด้วยความขัดเคือง

“เอ่อ..มันมืดค่ะ เห็นหน้าไม่ชัดเท่าไหร่” อเดลลาตอบไม่เต็มเสียง

“น่าแปลก คุณเพิ่งมาอยู่ได้ไม่นาน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับใครนี่นา” บุรฉัตรสงสัย มองหน้าสองสาวสลับไปมา

ดาริกาคันปากยุบยิบ อยากบอกออกไปอย่างใจนึก จะมีใครล่ะ ถ้าไม่ใช่แม่อินทีเรียร์ดีไซน์เนอร์คนสวยของอาจารย์ แต่ก็ไม่วายหยอดไปพอให้หายรำคาญ

“อาจจะมีคนที่ชอบอาจารย์ เขาไม่พอใจที่เดลไปไหนมาไหนกับอาจารย์บ่อยๆน่ะค่ะ”

“งั้นเหรอครับ” บุรฉัตรอมยิ้ม หันมามองหน้าคนพูดนิ่ง “ใครกัน ผมนึกไม่ออก”

“อุ๊ย ไม่ใช่หนูนะคะ”ดาริกาปฏิเสธพร้อมส่ายหน้า “อย่ามองหน้าหนูแบบนั้น หนูใจบ่ดี” ตบท้ายด้วยหัวเราะคิก บิดตัวเขินอาย

“ดีแล้วที่ไม่เป็นอะไรมาก ต่อไปคุณต้องระวังตัวให้มากกว่านี้แล้วละ” คราวนี้กลับเป็นอเดลลาที่ขัดใจเสียเอง บุรฉัตรไม่รู้จริงๆหรือเห็นว่าไม่สำคัญ เขาน่าจะเดาได้ไม่ยากว่าใครคือคนที่คิดทำร้ายเธอ

“ยังไง ผมฝากดูแลอเดลลาด้วยนะ วันนี้ ขอตัวก่อนนะครับ ผมมีนัดคุยงานกับลูกค้า”

“หนูดีใจที่อาจารย์เป็นห่วงเดล หนูจะดูแลเพื่อนคนนี้ให้ดีที่สุดค่ะ ขับรถดีๆนะคะอาจารย์ แล้วเจอกันค่ะ” ดาริกายิ้มแป้น ยกมือไหว้

“ผมไปก่อนนะ ดูแลตัวเองด้วย แล้วเจอกันครับเดล” อเดลลาสบตา ส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม เพียงเท่านี้ หัวใจหญิงสาวก็เต็มตื้น

หลังจากบอกลาบุรฉัตร สองสาวเดินอ้อมไปทางหลังตึกที่คุ้นเคย คุยกันเพลิดเพลินจนถึงท่าเรือ ดาริกาเปลี่ยนใจเมื่อมองเห็นผู้คนยืนรอแน่นขนัดทั้งบนท่าและบนโป๊ะเทียบเรือ เธอหาซื้อของกินจากรถเข็นแถวนั้น ชวนเพื่อนรักให้นั่งเล่นก่อนเพราะยังไม่เย็นมาก มีเก้าอี้หินอ่อนวางเรียงเป็นระยะบนทางเท้าให้คนได้นั่งพักตลอดแนว

“อาจารย์น่ารักดีเนอะเดล” ดาริกาเอ่ยขึ้น จิ้มลูกชิ้นทอดในถุงขึ้นใส่ปาก หันมามองเพื่อนรักที่กำลังทอดสายตามองสายน้ำยามเย็นตรงหน้า

“ดูท่าทาง อาจารย์ชอบเธอนะ” อเดลลาสะดุ้ง หันขวับมามอง วูบหวามในหัวใจ

“บ้าน่าดา คิดอะไรแบบนั้น”

“จริงนะ ฉันดูออก แล้วเธอล่ะ ชอบอาจารย์มั้ย” คำถามแบบประชิดตัวทำให้ใบหน้าคนถูกถามร้อนผ่าว เกิดอาการอึกอักเหมือนถูกสาปให้เป็นใบ้

“ชอบก็ยอมรับเถอะเดล ไม่ใช่เรื่องน่าอาย เธอไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อยนี่นา”

“เขาหน้าตาดี เก่งและรวย คงมีคนชอบเขาเยอะ”

“ถ้าคนชอบน้อย เธอจะชอบเขางั้นเหรอ” ดาริกาดักคอ

อเดลลาเงียบ ไม่รู้จะตอบอย่างไร จะบอกความรู้สึกที่ตรงกับหัวใจ ก็ไม่กล้า ครั้นจะโกหก ก็คงไม่แนบเนียน เพราะรู้ดีว่าดาริกาฉลาด จับความรู้สึกเก่ง

“เธอมีเวลาไม่มากนักหรอกนะเดล อีกไม่นานก็ต้องกลับบ้านแล้ว” ท้ายเสียงดาริกาดูหม่นหมองคล้ายคนทอดอาลัย “เฮ้อ! คิดแล้วใจหาย ไม่อยากให้ถึงวันที่เราต้องจากกันเลย ฉันคงคิดถึงเธอมากเลยละ”

“เธอไปเรียนต่อที่อิตาลีไหมดา ไปกับฉันเลย” อเดลาเอื้อมมือไปแตะมือเพื่อนรัก เสียงถอนใจจากดาริกาทำให้ยิ่งหม่นหมอง

“ฉันก็อยากไปนะ แต่ไม่มีเงิน”

“ไปแบบคอร์สสั้นๆก็ได้ เดี๋ยวฉันช่วยหาทุนให้” อเดลลาเสนอ

“ฉันไม่ได้เก่งขนาดจะสอบผ่านได้นะเดล ภาษาก็รู้แค่นิดเดียว”

“บางมหาวิทยาลัยในฟลอเรนซ์ ก็ใช้แค่ผลงานเท่านั้นนะดา งานเธอก็ดี มีสไตล์ของตัวเองชัดเจน” อเดลลาชอบงานวาดของเพื่อนรักซึ่งเป็นสไตล์ Impressionism ดาริกาเก่งในการใช้สีจัดจ้าน น้ำหนักแรง นำเอาเส้นสายมาจัดองค์ประกอบ บางภาพจับคู่สีตรงข้ามมาใช้ร่วมกันได้อย่างงดงามลงตัว  สีสันที่หญิงสาวตวัดพู่กันลงไปก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวในภาพได้อย่างน่าทึ่ง

“เธอน่าลองส่งผลงานเข้าประกวด Young artist of Asian ดูนะ ฉันว่าเธอมีสิทธิ์นะ”

“ฉันไม่มั่นใจตัวเองเลยเดล ฝีมืออย่างฉันคงไปไม่ถึงหรอก” ดาริกาตอบ จิ้มของกินเข้าปากเคี้ยวเนิบ สีหน้าครุ่นคิด ผิดจากดาริกาคนที่เคยเห็น

“เธอเคยสอนฉันให้มั่นใจ บอกฉันให้สู้ไม่ใช่เหรอดา แต่ตอนนี้เธอกลับมายอมแพ้ง่ายๆ” อเดลลากุมมืออีกฝ่ายไว้ บีบกระชับเบาๆ “ไม่ลองจะรู้ได้ไง ทำเถอะ รางวัลระดับอาเซียนเลยนะ ฉันเชื่อมั่นว่าเธอทำได้ ”

ดาริกาหันมาสบตาเพื่อนรัก ถอนใจแผ่วเบาก่อนพยักหน้า

“โอเค งั้นฉันจะทำจ้ะ” ดวงตาดาริกาแจ่มใส รอยยิ้มเดิมกลับมาประดับบนใบหน้าอีกครั้ง “ไปกันเถอะ คนซาลงแล้ว กว่าฉันจะถึงบ้านคงค่ำพอดี” ร่างท้วมลุกขึ้นยืนพร้อมดึงมืออีกฝ่ายให้ลุกตาม สองสาวออกเดินไปตามทางเท้า ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเพื่อไปท่าเรือ แต่ทั้งคู่กลับต้องหยุดชะงักเมื่อมองเห็นใครคนหนึ่ง

“ไฮ! อเดลลา” เมลินยิ้ม ร่างโปร่งในชุดเดรสสั้นเหนือเข่าสีเขียวมะกอก สวมทับด้วยแจ็กเก็ตชายสั้นสีเทาเข้มก้าวเข้ามายืนขวางทาง สายตาจับจ้องอเดลลาซึ่งยืนนิ่งงัน “เป็นไง คุยกับบรู๊ค สนุกมั้ย”

“สนุกซิคะ อาจารย์น่ารักจะตาย” ดาริกาชิงตอบ ตีหน้าระรื่น คนถามชายตามอง เบะปากก่อนเอ่ย

“ฉันไม่ได้ถามเธอ ฉันถามแม่นี่”

“แม่นี่ แม่ไหน” ดาริกาตีหน้างง กระพริบตาปริบๆ “คนเขามีชื่อให้เรียก แต่มาเรียกแม่นั่นแม่นี่” ดูเหมือนเมลินจะไม่ใยดีกับถ้อยคำของเธอ

“ไงล่ะ ได้ยินว่าโดนเล่นงานมาเหรอ” ร่างสูงก้าวเข้าใกล้อเดลลา เชิดหน้าถาม

“คุณรู้ได้ยังไง เรื่องนี้ มีคนรู้ไม่กี่คนเอง” ดาริกาถามกลับทันควัน เบี่ยงตัวเข้าบัง ประจันหน้าแทนเพื่อนรัก

“แหม นักศึกษาสาวต่างชาติ มาเรียนยังไม่ถึงสองเดือน แต่ไปแอบตอดแฟนคนอื่น แถมยังเป็นอาจารย์ของตัวเองเสียอีก เรื่องคาวแบบนี้ ใครไม่รู้ก็โง่แล้วละ” เมลินปรายหางตามองขณะก้าวเนิบรอบตัวสองสาว

“เหมือนที่คนเขาก็รู้เรื่องของคุณใช่มั้ยล่ะ” ดาริกาเอ่ยเสียงท้าทาย เลิกคิ้ว ชายตามอง

“เรื่องอะไร!” เมลินหันขวับ ตวัดเสียงห้วน

“คนเรานี่ก็แปลกเนอะ เรื่องคนอื่นละรู้ดีนักเชียว ทีเรื่องของตัวกลับโง่ไปซะงั้น” ดาริกายักไหล่ ผายมือออก “วงการศิลปะมันแคบจะตาย ใครทำอะไรคาวๆ แป๊บเดียวกลิ่นก็ลอยเหม็นหึ่งออกมาแล้ว”

“เธอสินะที่ชื่อดาริกา” เมลินกระตุกยิ้ม สายตาขุ่นขวางจ้องเขม็ง

“อุ๊ยตาย! นี่ฉันดังจนใครๆก็รู้จักด้วยเหรอเนี่ย โอย น้ำตาจะไหล” ดาริกายกมือทาบอก แสร้งใส่จริตตื่นเต้น

“ชื่อฟังดูหรูดีนะ แต่..” น้ำเสียงเมลินชัดเจนว่าถากถาง เพียงเท่านี้ ดาริกาก็รู้ความนัย

“แต่ฉันติดดิน” ดาริกาตอบชัดเจนเน้นทุกคำ “ ไม่ชอบทำตัวไฮโซ มันคันผิวหนังกำพร้าค่ะ” พูดพลางกรีดนิ้วเกาแกรกบนแขน

“บอกเพื่อนเธอว่าให้อยู่ห่างๆบรู๊ค อย่ามายุ่งกับเขาอีก” หน้าตาเมลินขึงขัง ดวงตากร้าวจิกจ้อง

“ทำไมจะยุ่งไม่ได้คะ เขาเป็นอาจารย์กับนักศึกษา ก็ต้องเจอกันคุยกัน ไม่เห็นแปลก” ดาริกาเลิกคิ้ว ยื่นหน้าถาม

“บรู๊คเป็นแฟนฉัน ห้ามไม่ให้ใครมายุ่ง” เมลินเริ่มเดือดดาลเมื่อเห็นท่าทางของฝ่ายตรงข้าม

“คุณก็ไปบอกแฟนคุณสิคะ มาบอกเพื่อนฉันทำไม อ้อ! แล้วอีกอย่าง ก็แค่แฟน รอให้เขาแห่ขันหมากเข้าปากซอยมาก่อน ค่อยห้ามดีมั้ยคะ”

“ปากดีนักนะนังนี่” เมลินเข่นเขี้ยว เงื้อมือขึ้น

“เอาสิคะ ถ้าอยากกินน้ำจิ้มลูกชิ้นแบบราดพิเศษหัวถึงเท้า ก็ลองดูค่ะ อร่อยแซ่บ!” ดาริกาลอยหน้าท้าทาย กระแทกเสียงคำสุดท้ายหนักหน่วง

“ฟังไว้นะ ดูแลเพื่อนแกให้ได้ตลอดละกัน” เมลินขยับเข้ามากระซิบข้างหู ซึ่งดาริกาก็ทำกลับด้วยกิริยาเดียวกัน

“ฟังไว้ด้วยนะ ใครกล้ามาแตะเพื่อนฉันอีก ฉันจะแหกอกมันให้ไม่มีชิ้นดีเลย คอยดูละกัน”

เมลินเม้มปากแน่น ตัวสั่นด้วยความโกรธ ดาริกาเชิดหน้า คว้าข้อมือเพื่อนรักออกเดิน เอ่ยลอยๆกลั้วหัวเราะ

“ไปเถอะเดล เดี่ยวก็ได้เวลา กทม.มาไล่จับหมาบ้าไปทำหมันแล้ว”

“แกว่าใคร!” ดาริกาที่กำลังก้าวต้องสะดุดกึกเพราะสายกระเป๋าถูกกระตุกอย่างแรง

“อ้าว! ฉันไม่ได้เอ่ยชื่อใครนี่ คนแถวนี้ก็ออกเยอะแยะ ไม่เห็นมีใครเดือดร้อนนอกจากคุณ” ดาริกาหมุนตัวมาประจันหน้า หน้าตาขึงขัง

“แต่แกคุยกับฉันอยู่ แกก็ต้องว่าฉัน” เมลินตวาดเสียงดัง โกรธจนหน้าแดง

“ถ้าคุณอยากรับ ก็รับไป ฉันไม่เกี่ยว ไปเถอะเดล เสียเวลา” ร่างท้วมก้าวเดิน แต่ก็ต้องเซจนเกือบหงายหลังล้มลง ไหล่เสื้อของเธอถูกกระชากอย่างแรง เมื่อยืนทรงตัวได้ จึงหันมาคว้าคอเสื้อของผู้รุกรานไว้แล้วดึงเข้าหาตัว ร่างเมลินเซถลาตามแรงรั้ง เสียงวี้ดว้ายดังรอบตัว ผู้คนเริ่มให้ความสนใจหยุดมองดู

“อยากแลกกับชั้นใช่มั้ย!” ดาริกาโกรธจนตัวสั่น กำลังจะยกมือผลักร่างโปร่ง แต่อเดลลาคว้าข้อมือไว้พร้อมร้องห้าม

“อย่านะดา!”

“ปล่อยชั้นนะเดล!” ดาริกาฮึดฮัด พยายามดึงข้อมือออกจากการฉุดดึง

“ฉันขอร้อง อย่ามีเรื่องเลย”เสียงสั่นเครือของอเดลลากระตุกความรู้สึกคนเดือดดาลให้คลายลงได้ ดาริกาปล่อยมือจากคอเสื้ออีกฝ่าย สูดลมหายใจลึกเรียกสติก่อนจะผ่อนลมหายใจออกยืดยาว เมลินแม้จะอยู่ในความตระหนก แต่ดวงตาแข็งกร้าวยังจับจ้องไม่วาง

อเดลลาถือโอกาสดึงข้อมือเพื่อนรักให้ออกเดิน แหวกกลุ่มคนที่ยืนรายล้อมตรงไปยังท่าเรืออย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เมลินยืนกัดฟัน มองตามด้วยสายตาอาฆาต

“ห้ามฉันทำไมเดล คนแบบนั้นต้องสั่งสอนซะบ้าง” หน้าตาและน้ำเสียงของดาริกายังโกรธขึ้งขณะก้าวลงโป๊ะเทียบเรือ

“ฉันเข้าใจนะดา แต่ทำไปแล้วได้อะไรขึ้นมาล่ะ นอกจากความสะใจตัวเอง เธอนึกถึงผลที่จะตามมาด้วยสิ” อเดลลาจับมือเพื่อนรัก มืออีกข้างลูบเบาๆบนต้นแขน

“ช่างมัน ฉันไม่สน”

“ตั้งสติหน่อยนะดา ถ้าเธอทำอะไรผู้หญิงคนนั้น อาจารย์เขาจะว่าเธอได้ ยังไงเขาก็สนิทกัน” บอกไปแล้ว หัวใจก็พลันวูบขึ้นมา ไม่อยากใช้คำว่า ‘รักกัน’ เพราะที่สุด คนที่รู้สึกก็คือตัวเธอเอง

ดาริกาถอนใจหนักหน่วง หันมามองคนข้างตัวพลางเอื้อมมือมาแตะไหล่ เอ่ยเสียงอ่อนลง “ขอบใจเธอมากเดล ฉันผิดเองที่ใจร้อนไปหน่อย”

“ไม่เป็นไรจ้ะ เราเป็นเพื่อนกัน ก็ต้องช่วยกันเตือน” อเดลลายิ้มส่งให้เพื่อนรัก ก่อนจะ

ชะเง้อมองไปทางแม่น้ำ “เรือมาโน่นแล้ว เธอรีบไปเถอะ เริ่มมืดแล้ว”

เสียงหวูดดังแว่วมา แม้บรรยากาศเริ่มมืดสลัวแต่ยังพอมองเห็นธงสีเหลืองสะบัดเหนือหลังคาเรือมาแต่ไกล ผู้คนบนโป๊ะเริ่มขยับตัวเตรียมพร้อมที่จะลงเรือโดยสารซึ่งกำลังแล่นลำแหวกสายน้ำเข้าเทียบท่า

 

อเดลลาตั้งใจจะตื่นแต่เช้าในวันเสาร์ แต่ความง่วงเพลียจากการวาดรูปจนดึกเมื่อคืน ทำให้หลับยาวไปจนถึงเจ็ดโมงกว่า น่าแปลกที่ช่วงหลัง ความฝันประหลาดไม่ค่อยมาแผ้วพานยามนิทรา ทำให้เธอได้พักผ่อนเต็มที่ หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ หญิงสาวชงกาแฟออกมายืนบนระเบียงมองผลงานบนเฟรมผ้าใบ แสงแดดยามสายเริ่มอุ่นขึ้น แต่ก็ได้ลมเย็นจากแม่น้ำเจ้าพระยามาช่วยคลาย เสียงเรียกจากโทรศัพท์มือถือดังแทรกความเงียบ อเดลาหยิบขึ้นมองหน้าจอแล้วหัวใจก็วูบหวามขึ้นมา รีบเลื่อนนิ้วรับสายด้วยใจเต้นตึกตัก

“สวัสดีค่ะคุณฉัตร”

“วันนี้คุณว่างไหม” เสียงทุ้มกังวานปลายสายทำให้ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว “ผมอยากชวนไปชมงานนิทรรศการสีน้ำของศิลปินญี่ปุ่น”

“ว่างค่ะ” อเดลลารีบรับคำราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ

“ถ้างั้น ผมจะเข้าไปรับตอนสิบโมงนะครับ”

อเดลลาแทบกระโดดและกรีดร้องด้วยความดีใจ รีบจัดการรื้อเสื้อผ้าในตู้ออกมากองบนเตียง ฮัมเพลงอย่างเป็นสุขขณะทาบเสื้อตัวแล้วตัวเล่าเพื่อเลือกชุดสวยที่สุด

บุรฉัตรมาตรงตามเวลา จอดรถบนลานจอด ออกมายืนรอไม่ถึงสิบนาที เขามองร่างระหงที่กำลังก้าวลงบันไดหน้าตึกด้วยความตื่นตะลึง อเดลลาดูสวยน่ารักในเสื้อเชิ้ตพับแขนสีเหลืองมะนาว  ระบายดอกขาวเล็กๆทั่วตัว สวมทับด้วยกระโปรงเอี๊ยมยาวคลุมเข่าเนื้อลูกฟูกสีน้ำตาลไหม้ เข้าคู่กับรองเท้าหุ้มข้อหนังกลับสีน้ำตาล หมวก Straw Boater hat สีขาวสวมทับบนผมสีน้ำตาลที่รวบถักเป็นเปียหลวมไว้ด้านหลังยิ่งส่งให้หญิงสาวดูเตะตาชวนมอง ใบหน้าขาวเกลี้ยงอมชมพูเกลื่อนด้วยรอยยิ้มสดใสเมื่อมองเห็นเขา

“คุณดูเท่และน่ารักมากเดล” ชายหนุ่มเอ่ยชมอย่างจริงใจเมื่อเธอเดินมาถึง คนถูกชมหน้าแดง ยิ้มขวยเขิน “เขาเรียกสไตล์การแต่งตัวแบบนี้ว่าอะไรครับ”

“Vintage style มั้งคะ ฉันชอบสวม Bib ค่ะ มันสบายดี เอ ภาษาไทยเรียกว่าอะไรนะคะ” หญิงสาวผายมือโชว์ชุดที่สวมอยู่

“เรียกว่าเอี๊ยมครับ” บุรฉัตรยิ้มกว้างเห็นฟันขาวสะอาด “แล้วไม่ถามต่อเหรอครับว่าผ้า corduroy เขาเรียกว่าอะไร”

“กำลังจะถามพอดีเลยค่ะ” อเดลลาหัวเราะเสียงใส ยิ่งทำให้ใบหน้าดูชมพูระเรื่อขึ้นไปอีก บุรฉัตรชอบมองหญิงสาวในอิริยาบถแบบนี้

“ได้เวลาแล้วครับ เราไปชมนิทรรศการสักชั่วโมงก็คงพอ เดี๋ยวผมจะพาคุณไปทานกลางวันที่ร้านหนึ่ง คุณต้องชอบแน่ๆ”

ชั่วโมงเศษในการชมงานภาพวาดสีน้ำ คือช่วงเวลาที่อเดลลามีความสุขมากจนแทบไม่อยากให้ถึงเวลาสิ้นสุด หัวใจของเธอไม่ได้อยู่กับภาพวาดเหล่านั้นเลย แต่ไปผนึกแน่นอยู่กับวงหน้าคมเข้มและรอยยิ้มอบอุ่น บุรฉัตรชวนชมพร้อมแนะนำเทคนิคมากมายให้ จนล่วงเวลาใกล้เที่ยง  บุรฉัตรจึงพาอเดลลาเดินมายังร้านที่บอกไว้ อยู่ไม่ไกลจากแกลเลอรีแสดงภาพ ป้ายไม้สี่เหลี่ยมหน้าร้านเขียนคำว่า Artafé  เมื่อผลักบานประตูกรุกระจกใสเข้าไป กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟลอยฟุ้งออกมาต้อนรับทันที ห้องโถงขนาดกลาง ปูกระเบื้องสีน้ำตาลเข้ม ผนังปูวอลเปเปอร์เป็นลายเปลือกไม้ โต๊ะและเก้าอี้เป็นเหล็กดัดลวดลายอ่อนหวานสีขาว เบาะบุนวมสีครีมเข้มดูสะอาดชวนนั่งตั้งวางเป็นระเบียบ ด้านขวามือคือเคาน์เตอร์ชงกาแฟ มีพนักงานหญิงสองคนสวมชุดเหมือนกันส่งยิ้มต้อนรับลูกค้าอยู่ อีกคนเป็นชายหนุ่มกำลังง่วนกับเครื่องชงกาแฟสด

แต่ที่ดึงดูดสายตาอเดลลามากที่สุดคือ ภาพวาดแขวนเรียงรายบนผนังสองด้าน ภาพสีน้ำ สีปาสเตลและสีน้ำมันสลับกันไป ส่วนใหญ่เป็นภาพทิวทัศน์และภาพหุ่นนิ่ง มีเพียงไม่กี่ภาพที่เป็นภาพคน

บุรฉัตรเลือกโต๊ะด้านในที่ค่อนข้างสลัว แสงไฟจากโคมบนผนังทำให้บรรยากาศดูอบอุ่น

“เจ้าของร้านเป็นรุ่นน้องผมที่มหาวิทยาลัย ภาพวาดที่เห็นทั้งหมดนั่น ฝีมือเขาเองครับ” ชายหนุ่มเอ่ย

“ร้านสวยมากค่ะ” อเดลลาเอ่ยชม เหลียวมองภาพบนผนังด้วยความสนใจ เสียงสัญญาณมือถือดังขึ้นแผ่วเบา บุรฉัตรหยิบขึ้นมองแล้วเอ่ยกับหญิงสาว

“ผมขอตัวรับโทรศัพท์ก่อนนะครับ” เขาเลื่อนเปิดหน้าจอแล้วรับสาย ยกขึ้นแนบหู กรอกเสียงทักทาย

“สวัสดีครับ ผมบุรฉัตรครับ”

เพียงครู่เดียว อเดลลาเห็นสีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไป คิ้วเข้มขมวดมุ่น ตาเบิกกว้าง

“แล้วตอนนี้แม่เจียมอยู่ที่ไหน” เสียงบุรฉัตรห้วนเข้ม “แค่นี้นะ เดี่ยวผมจะไปเดี่ยวนี้แหละ” อเดลลาละล้าละลัง มองร่างสูงที่ผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับแม่เจียมเป็นแน่

“เดล ไปกับผมนะ” เขาหันมาบอก แม้จะอยู่ในสถานการณ์รีบร้อน แต่อเดลลาก็ยังอดปลื้มใจไม่ได้ หญิงสาวรีบลุกขึ้น เดินตามไปอย่างรวดเร็ว



Don`t copy text!