ภาพภพ บทที่ 16 : อย่ามายุ่งกับคนของชั้น!

ภาพภพ บทที่ 16 : อย่ามายุ่งกับคนของชั้น!

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

อเดลลาก้าวตามหลังบุรฉัตรเข้าไปในห้องพักคนไข้ ไอเย็นหอบเอากลิ่นอ่อนจางคล้ายน้ำยาฆ่าเชื้อโชยออกมา ย่าปรุงลุกขึ้นจากโซฟาทันทีเมื่อเห็น

“พ่อฉัตรมาพอดี” หญิงสูงวัยเอ่ย หันมารับไหว้อเดลลา “หนูเดล ไหว้พระนะลูก”

อเดลลากวาดตามองห้องพักกว้างขวาง ทาสีเขียวอ่อนเย็นตา สว่างด้วยแสงผ่านช่องหน้าต่างบานกว้างกรุกระจก ประดับม่านสีเขียวหม่นสองฟาก ชุดรับแขกโซฟาบุหนังสีขาวสะอาดตั้งอยู่อีกด้านหนึ่ง โทรทัศน์แขวนบนผนังตรงปลายเตียง ภายในห้องเย็นฉ่ำ สบายน่าอยู่กว่าห้องพักของเธอหลายเท่า อเดลลาประหลาดใจเมื่อเห็นเมลินยืนอยู่ข้างเตียงคนไข้ กำลังจ้องมองมาด้วยสายตาวาววับ เธอยกมือไหว้ เมลินนิ่งเฉย ไม่รับไหว้ แต่เดินปราดเข้ามาเกาะแขนบุรฉัตร

“โชคดีมากเลยค่ะบรู๊ค เมตั้งใจมาเยี่ยมคุณย่าพอดี ก็เลยรู้เรื่อง น่าสงสารแม่เจียมมากเลยค่ะ”

อเดลลามองแม่นมของบุรฉัตรในชุดคนไข้สีฟ้าอ่อนกำลังหลับสนิทด้วยความรู้สึกสงสาร ใบหน้าซีดเซียว โหนกแก้มและหน้าผากมีผ้ากอซปิดไว้ ข้อมือขวาวางพาดข้างกาย พันด้วยผ้าพันแผลหนาเตอะ

“เกิดอะไรขึ้นครับคุณย่า” สีหน้าของบุรฉัตรเคร่งเครียดพอกับน้ำเสียง เขาจับมือแม่เจียมกุมไว้ มืออีกข้างเสยผมที่ปรกหน้าผากแม่นมขึ้น

“มีคนแอบเข้ามาในบ้านเราเมื่อคืน” คำตอบสั้นๆ แต่ทำเอาบุรฉัตรหันขวับ

“ขโมยน่ะเหรอครับ”

“ใช่จ้ะ แม่เจียมได้ยินเสียงเลยออกมาดู มันมาสองคน กำลังขนของออกจากห้องรูปวาดของพ่อฉัตร แกก็ร้องโวยวาย เลยโดนมันรุมทำร้ายเอาจนล้ม ข้อมือหัก กระดูกสะโพกร้าว”

“แล้วทำไม ไม่มีใครบอกผมตั้งแต่เมื่อคืนละครับ” ความตกใจบวกกับความกังวลทำให้ชายหนุ่มลืมถามรายละเอียดเกี่ยวกับข้าวของที่ถูกขโมย

“ย่าก็มัวตกใจ ให้คนโทรไปแจ้งตำรวจ ต้องมาให้ปากคำกับตำรวจอีกตั้งนานสองนาน ไหนต้องรีบพาแม่เจียมมาโรงพยาบาลอีก กว่าจะเสร็จเรื่องก็เกือบสว่าง” เสียงเครือของผู้เป็นย่าทำให้บุรฉัตรละมือจากคนไข้ เดินเข้าไปโอบกอด เขาหยุดคำถามมากมายที่อยากถามไว้ในใจ  อเดลลามองหน้าอวบอิ่มของหญิงสูงวัยดูอิดโรย ดวงตาแดงช้ำอย่างคนอดนอนมาทั้งคืน

“คุณย่าทานอะไรหรือยังครับ แล้วได้นอนพักบ้างหรือเปล่าครับ”

“ย่านอนไปพักใหญ่แล้ว เหนื่อยจนลืมหิวไปเลย เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้า” เสียงย่าปรุงอ่อนระโหย บุรฉัตรพาหญิงชราไปที่โซฟายาว ประคองให้นั่งแล้วเอ่ยขึ้นว่า

“คุณย่านอนพักก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะไปหาอะไรมาให้ทานครับ”

“ฉันออกไปซื้อให้ไหมคะ” อเดลลารีบอาสา อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้าง ดีกว่ายืนเฉยๆ “คุณฉัตรอยู่ดูแลคุณย่าเถอะค่ะ”

“ดีเลยเดล ผมรบกวนด้วยนะ ดูเป็นโจ๊กหรือข้าวต้มปลาก็ได้ แถวหน้าโรงพยาบาลน่าจะพอมี” บุรฉัตรบอก เปิดกระเป๋าสตางค์ หยิบธนบัตรยื่นให้อเดลลา

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันพอมีเงินติดตัวอยู่” หญิงสาวปฏิเสธ แต่บุรฉัตรกลับรวบมือของเธอมาพร้อมกับยัดเงินใส่ให้ อเดลลายืนตัวแข็ง ร้อนวูบไปทั่วร่าง

“คุณยังไม่มีงานทำนะเดล แค่ช่วยซื้อของให้ ผมก็ขอบคุณมากแล้ว”

“ค่ะ..” อเดลลาเสียงอ่อย เหลือบไปเห็นเมลินกำลังจ้องเขม็ง จึงค่อยๆดึงมือออก “แล้วคุณฉัตรละคะ กาแฟสักถ้วยดีไหมคะ” เธอถามด้วยความห่วงใย เครื่องดื่มร้อนๆน่าจะช่วยให้ชายหนุ่มกระปรี้กระเปร่าขึ้นบ้าง มองไปทางเมลินอีกครั้ง กำลังจะเอ่ยถามว่าหล่อนต้องการอะไรบ้าง แต่ฝ่ายนั้นกลับพูดขึ้นก่อน

“เธอไม่รู้หรอกว่าบรู๊คดื่มกาแฟแบบไหน เดี๋ยวไปซื้อกาแฟข้างถนนมา เขาไม่ดื่มหรอก”

อเดลลาไม่ใส่ใจกับน้ำเสียงเหยียดหยัน เธอหันไปบอกบุรฉัตร

“ฉันไปซื้อของให้คุณย่าก่อนนะคะ”

อเดลลาออกจากห้อง เดินมาตามทางยาว ขนาบข้างด้วยห้องพักผู้ป่วยเรียงราย ยืนหันซ้ายขวาตรงทางแยก มองเห็นลิฟต์อยู่ทางซ้ายมือ เธอเดินตรงไปกดปุ่มเพื่อเลือกชั้น รอเพียงครู่เดียวเสียงสัญญาณดังขึ้นพร้อมกับบานประตูลิฟต์เลื่อนออก กำลังจะก้าวเข้าไป แต่เสียงหนึ่งดึงเท้าให้ชะงักค้างอยู่กับที่

“เดี๋ยวก่อน ”

เธอหันไปเพราะคิดว่าคงเป็นใครสักคนที่ต้องการร่วมโดยสาร แต่กลับเห็นเมลินกำลังก้าวตรงมาหา

“เธอไปไหนมากับบรู๊ค” หญิงสาวถามเสียงขุ่น คว้าแขนอเดลลาไว้ ออกแรงผลักให้หันหน้ามาประจัน

“คุณฉัตรพาดิฉันไปทานข้าว” อเดลลาตอบ ดึงแขนออก

“แหม คุณฉัตร เดี๋ยวนี้ สนิทกัน ถึงขั้นเรียกแบบนี้เลยนะ” เมลินทวนคำด้วยน้ำเสียงค่อนขอด “ไปกินที่ไหน” เมลินซักต่อ ตาวาววับจับจ้อง

“ดิฉันไม่รู้จักหรอกค่ะ ยังไม่ทันได้ทาน ก็มาที่นี่เสียก่อน”

“แล้วทำไม เขาถึงชวนเธอไป” เมลินก้าวเข้ามาประชิดตัว จ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง เสียงประตูลิฟต์เลื่อนปิด ตัดหนทางหลบหลีกของอเดลลา

“บอกมาเดี๋ยวนี้!” เสียงดุดันสำทับ

อเดลลาไม่ตอบ หันหน้ากลับไป เอื้อมมือไปกดปุ่มลิฟต์อีกครั้ง

“อเดลลา!” เสียงเมลินห้วนเข้ม พร้อมกับฉุดแขนอเดลลาไว้ “อย่ายุ่งกับบรู๊ค เขาเป็นคนของฉัน ไม่อย่างนั้น ฉันเล่นงานเธออีกแน่”

ประโยคหลังทำให้อเดลลาหันขวับ กลั้นใจประสานตาซึ่งคมเข้มด้วยดินสอและอายไลเนอร์ เกือบหลบวูบด้วยไม่คุ้นกับการประจันหน้ากับใคร ที่ผ่านมา เธอเลือกวิธีหลีกเลี่ยงความรุนแรง ไม่ชอบการปะทะกันด้วยคำพูดและกิริยา  แทบถอดใจยอมแพ้เมื่อรู้สึกถึงหัวใจเริ่มสั่นไหวด้วยความกลัว แต่คำพูดของดาริกาก็พลันแล่นเข้ามาในหัว

“ฉันรักและเป็นห่วงเธอมากนะเดล แต่ในโลกความเป็นจริง ถ้าเธออ่อนแอ เธอก็จะถูกรังแกข่มเหงตลอดไป อย่ากลัวนะเดล เธอต้องมั่นใจ แสดงให้พวกนั้นเห็นสิว่าเธอเข้มแข็งและปกป้องตัวเองได้ สัญญากับฉันนะว่าเธอจะทำเพื่อตัวเอง”

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้า ตอบด้วยเสียงชัดเจนกลับไป “คุณห้ามฉันไม่ได้หรอกค่ะ ฉันเป็นนักศึกษา ส่วนคุณฉัตรเป็นอาจารย์ของฉัน เราต้องพบเจอพูดคุยกันอยู่แล้ว”

อเดลลาระบายลมผ่านริมฝีปากแผ่วเบา เธอก้าวข้ามเส้นของความขลาดกลัวไปได้แล้ว ความมั่นใจเริ่มก่อตัวขึ้น จึงกล้ามองเข้าไปในดวงตาอีกฝ่ายอย่างกล้าแกร่ง เมลินหน้าแดง เม้มริมฝีปากแน่นด้วยความไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นอีกฝ่ายตอบโต้ หล่อนเค้นเสียงใส่

“ถ้าในชั้นเรียน ในมหาวิทยาลัย ชั้นไม่ว่า แต่ไม่ใช่นอกเวลาเรียนแบบนี้”

“คุณฉัตรชวน ฉันก็ต้องมา ฉันไม่ได้ทำอะไรเสียหายนี่คะ” ถ้อยคำธรรมดากับน้ำเสียงราบเรียบกลับทำให้เมลินร้อนหนักขึ้นอีก

“เธอไม่เสีย แต่ชั้นเสีย! ตรงที่เธอมายุ่งกับคนของชั้น” เมลินเริ่มตัวสั่น กำสองมือแน่น อเดลลาตีหน้านิ่งเฉย แม้ในใจจะหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย พร่ำบอกตัวเองว่าต้องเข้มแข็งและปกป้องตัวเองให้ได้ ดาริกาไม่อาจอยู่เคียงข้างเพื่อช่วยเธอได้ตลอดเวลา

“คุณเมลินคะ คุณคงเข้าใจอะไรผิดแล้วละค่ะ ฉันกับคุณฉัตรไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลย” ตอบแล้วก็ต้องเบนสายตาไปอีกทาง รู้สึกเหมือนกำลังทำความผิด

“ให้มันจริงเถอะ อย่าให้รู้นะว่าเธอคิดจะแย่งบรู๊คไปจากชั้น ชั้นไม่ยอมแน่ๆ” เมลินเข่นเขี้ยว แววตาขุ่นขวางจ้องเขม็ง อเดลลาระวังตัวทุกวินาที พร้อมรับมือกับเรื่องซึ่งอาจเกิดขึ้นกะทันหัน เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้น เปิดช่องให้ขยับตัวถอยห่างออกมา เธอเอ่ยตัดบท

“แล้วแต่คุณจะคิดแล้วกันนะคะ ขอตัวก่อน เดี๋ยวคุณย่าจะรอนานค่ะ”

“เดี๋ยว กลับมานี่ก่อน!” เมลินแผดเสียงเมื่อเห็นอีกฝ่ายหมุนตัวกำลังจะก้าว แต่อเดลลาไม่ฟัง ตรงเข้าไปในลิฟต์แล้วกดปุ่มเลื่อนประตูปิด ทิ้งอีกฝ่ายไว้กับอารมณ์พลุ่งพล่านเพียงคนเดียว

 

“บรู๊คคะ เมย์มีเรื่องอยากคุยด้วย” เมลินเอ่ยขึ้นหลังจากกลับเข้ามาในห้อง

“สำคัญหรือเปล่าครับ ถ้ารอได้ ค่อยคุยได้ไหม” บุรฉัตรเอ่ยโดยไม่หันมามอง ขณะคลี่ผ้าห่มคลุมให้ผู้เป็นย่าซึ่งนอนหลับสนิทบนโซฟา

“สำคัญค่ะ เมย์อยากคุยตอนนี้เลย”

“คุณก็เห็นว่ากำลังวุ่นวาย มีอะไรสำคัญกว่าเรื่องแม่เจียมเหรอครับ” ชายหนุ่มยืดตัวขึ้น หันมาถาม สีหน้าเฉยเมยทำให้หญิงสาวเจ็บแปลบในความรู้สึก

“เมย์คุยไม่นานค่ะ” เมลินไม่รอคำตอบ เลื่อนบานประตูแล้วก้าวออกไปสู่ระเบียงหลังห้อง มือจับราวระเบียง มองเหม่อไปด้านนอก ชายหนุ่มเดินตามออกไปแล้วเอ่ยถาม

“มีอะไรครับ”

เมลินหันหน้ามา สีหน้าดูเคร่งเครียด หล่อนก้าวเข้ามาใกล้ ยื่นมือจับมือบุรฉัตรไว้ จ้องประสานสายตา

“ท่าทางบรู๊คสนิทกับเด็กนั่นมากนะคะ”

“เรื่องนี้เหรอครับที่อยากคุยกับผม” บุรฉัตรมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาฉงน

“ใช่ค่ะ” เมลินตอบ “หรือบรู๊คคิดว่าไม่สำคัญ”

บุรฉัตรเงียบ ไม่รู้จะตอบอย่างไร

“เมย์ขอร้อง เลิกยุ่งกับเด็กนั่นได้ไหม เมย์ไม่อยากเห็นบรู๊คไปไหนมาไหนกับเขา” เสียงเมลินเริ่มสั่นเครือ ชายหนุ่มดึงมือออกอย่างนุ่มนวลพลางเอ่ย

“ถ้างั้น ผมก็จะขอให้เมย์เลิกยุ่งกับเอกกมล”

เมลินตกใจ นึกไม่ถึงว่าจะถูกย้อนบ้าง ได้แต่อ้าปากเผยอค้าง ความเงียบสะกดเวลาไว้ครู่หนึ่ง

“เมย์กับเอก รู้จักกันมานานแล้วนี่คะ แต่บรู๊คกับเด็กนั่น เป็นอาจารย์กับนักศึกษานะคะ มันไม่เหมาะ”

“เหมาะหรือไม่เหมาะ สำคัญที่เจตนาและการกระทำ ผมทำทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมถึงกล้าไปไหนมาไหนกับเดล ให้คุณและทุกคนเห็น ไม่เคยแอบไปทำอะไรลับหลัง”

เมลินรู้สึกเหมือนโดนตบจนหน้าร้อนผ่าว ยื่นนิ่งอึ้ง

“ถ้าไม่มีอะไรคุยแล้ว ผมขอตัวไปดูคุณย่าก่อน” ร่างสูงหมุนตัวกำลังจะก้าว เมลินโผเข้ากอดจากด้านหลัง ละล่ำละลักเสียงเครือ

“บรู๊คไม่แคร์เมย์เลย เพราะอีเด็กนั่นใช่มั้ยที่ทำให้บรู๊คเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ใช่มั้ย!”

“อย่าเรียกเดลแบบนั้นนะเมย์” เสียงบุรฉัตรเข้ม แกะมือที่โอบเอวออกแล้วก้าวเดินเข้าห้องไป

“ทำไม! อีเด็กนั่น มันดีขนาดไหนถึงจะเรียกไม่ได้” เมลินแผดเสียง เริ่มร้องไห้ บุรฉัตรเอี้ยวตัวหันมามอง

“ถ้าคุณหยาบคายขนาดนี้ ผมก็ไม่มีอะไรจะคุยแล้ว” พูดจบก็เดินเข้าห้อง เลื่อนปิดบานประตูตามหลัง เมลินกัดฟันกรอด เสียงลอดไรฟันนั้นเจือความแค้นเคืองเต็มเปี่ยม

“ฉันไม่มีวันยอมแพ้แกแน่”

 

บุรฉัตรยืนมองผู้เป็นย่านอนหลับตาพริ้มด้วยความสงสาร ริ้วรอยบนใบหน้าบอกถึงวันเวลายาวนาน ผู้หญิงคนนี้ที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็ก มีแต่รักและห่วงใยให้มาตลอดไม่เคยเปลี่ยน เขาก้มลงจุมพิตบนหน้าผากหญิงที่รักแผ่วเบานิ่งนาน เสียงบานประตูเลื่อนสะดุดความรู้สึก พาลมเย็นเคล้าเสียงอึกทึกนอกห้องเข้ามาวูบหนึ่ง ตามด้วยเสียงรองเท้ากระทบพื้นผ่านไป จบด้วยเสียงประตูหน้าห้องเปิดและปิดไล่ตามกัน

ชายหนุ่มยืนขึ้น ถอนใจแผ่วเบาไล่ความรู้สึกอึดอัด บอกไม่ถูกว่าสิ่งที่แสดงต่อเมลินนั้นถูกหรือผิด เขาเลือกที่จะไม่แคร์ก็ได้ แต่ยังเห็นแก่ความสัมพันธ์นานปีที่มีร่วมกัน อีกอย่างเมลินก็ยังไม่ได้ทำอะไรร้ายแรงชัดเจน เป็นเพียงแค่คำบอกเล่าจากเพื่อนและรุ่นน้องในมหาวิทยาลัย โดยส่วนตัว เขาไม่รีบตัดสินและหลงเชื่ออะไร โดยที่ไม่ได้ประจักษ์กับสายตาตัวเอง เรื่องเมลินกับเอกกมลจึงคล้ายก้อนอะไรสักอย่างที่ค้างคาในลำคอ กลืนไม่ลง คายก็ไม่ได้ ยอมรับว่าเคยโกรธมาก ครั้งเมื่อเอกกมลนำภาพวาดฝีมือเขาไปขายโดยมีเมลินเป็นสะพานเชื่อมให้ ความเชื่อใจต่อหญิงสาวลดทอนลงจนแทบไม่เหลือ เขาเริ่มรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในใจที่ก่อตัวขึ้น เสียงร่ำลือคำซุบซิบคล้ายกรดกัดกร่อนกินความรู้สึกดีไปทีละน้อย

เสียงประตูเปิดเรียกบุรฉัตรกลับสู่ปัจจุบัน เสียงหวานใสจากข้างหลัง ราวจุดไฟให้ทั้งห้องสว่างขึ้นในทันที

“มาแล้วค่ะคุณฉัตร ” อเดลลายืนยิ้ม ชูถุงใส่ของในมือขึ้นโชว์ “ได้ของครบตามที่สั่งเลยค่ะ”

“คุณย่ายังนอนหลับอยู่เลยครับ” บุรฉัตรตอบพร้อมรอยยิ้ม บอกไม่ถูกว่าทำไมหัวใจจึงรู้สึกแช่มชื่น

“ถ้างั้นคุณฉัตรทานอะไรก่อนดีมั้ยคะ ฉันซื้อข้าวต้มมาให้คุณ เดี่ยวฉันจัดให้นะคะ” อเดลลาเดินออกไปที่ระเบียง ครู่เดียวก็กลับมาพร้อมชามบรรจุอาหารส่งกลิ่นหอม เคียงกันคือถ้วยใส่กาแฟร้อนและแก้วใส่น้ำดื่ม

“เอ๊ะ คุณเมลินไปไหนแล้วคะ” หญิงสาวถามพลางเหลียวมองรอบห้อง ก่อนจะวางถาดลงบนโต๊ะ บุรฉัตรเลื่อนเก้าอี้ออกมาแล้วนั่งลง

“เขากลับไปแล้ว” ชายหนุ่มตอบรวบรัด ใช้ช้อนตักข้าวต้มควันฉุยเข้าปาก “อร่อยจังครับ หอมด้วย คุณซื้อที่ไหนครับเนี่ย”

“ร้านเล็กๆหน้าโรงพยาบาลนี่แหละค่ะ เห็นคนยืนรอกันเยอะ คิดว่าต้องอร่อยแน่ๆ ดีใจที่คุณฉัตรชอบค่ะ” อเดลลายิ้มกว้าง ตาเป็นประกาย

“อ้าว มาทานด้วยกันสิครับเดล คุณก็ยังไม่ได้ทานอะไรเลยนี่” บุรฉัตรเพิ่งนึกได้ว่าหญิงสาวยังไม่ได้กินอะไรเลย ตั้งแต่ออกจากงานนิทรรศการและพลาดมื้อกลางวันที่ร้านกาแฟ

อเดลลาจัดข้าวต้มอีกที่สำหรับตัวเอง ลงนั่งตรงข้ามชายหนุ่ม เพิ่งรับรู้ถึงความหิวก็เมื่อคำแรกเข้าปาก ความร้อนแล่นวาบตั้งแต่ลำคอลงถึงกระเพาะ ท้ายสุดคือความอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อว่าร้านแสนธรรมดาจะปรุงอาหารได้อร่อยปานนี้

“เดล”

“คะ” อเดลลาเงยหน้าขึ้น พบว่าชายหนุ่มมองเธออยู่พร้อมรอยยิ้มอ่อน อย่างไม่ทันตั้งตัว เขาเอื้อมมือมา ใช้นิ้วชี้แตะตรงมุมปากเธอ

“คุณนี่สงสัยจะหิวจัดแน่เลย รีบกินจนข้าวเลอะมุมปากแน่ะครับ”

อเดลลารีบยกมือขึ้นปิดริมฝีปาก อายจนหน้าแดง รับรู้ได้ถึงใจเต้นตึกตักอยู่ในอก

“ผมมีเรื่องต้องรบกวนคุณแล้วละครับ” บุรฉัตรเอ่ย

“ได้สิคะ คุณฉัตรมีอะไรจะให้ฉันช่วยละคะ” หญิงสาวถาม มองหน้าอีกฝ่ายเพื่อรอคำตอบ

“ผมอยากให้คุณไปช่วยดูแลแม่เจียมในช่วงพักฟื้นที่บ้าน จะได้ไหมครับ คุณจะชวนดาริกาไปด้วยก็ได้นะ”

“ด้วยความยินดีที่สุดค่ะ” หญิงสาวตอบรับโดยไม่รีรอ

“อ้อ ผมมีค่าตอบแทนให้นะครับ”

“โห ไม่ต้องเลยค่ะคุณฉัตร ฉันรักแม่เจียม แม่เจียมก็ดีกับฉันมาก เหมือนญาติฉันคนหนึ่งเลยค่ะ” อเดลลาตอบตามความรู้สึก

“ขอบคุณมากครับเดล ถ้าแม่เจียมรู้ คงจะดีใจมาก” ชายหนุ่มหันไปมองคนไข้บนเตียง “คุณไปพักที่บ้านผมเลย เรื่องค่าใช้จ่ายทุกอย่างผมรับผิดชอบให้ ตกลงนะครับ”

“ค่ะคุณฉัตร” อเดลลายิ้มกว้าง ดีใจจนล้นอก แต่ผ่านไปครู่เดียว รอยยิ้มบนใบหน้าเริ่มจางลง ความกังวลคืบคลานเข้าเกาะกุมความรู้สึก เธอก้มหน้าลงตักอาหารเพื่อซ่อนอารมณ์บนใบหน้า ขนลุกเกรียวทั่วร่างทั้งที่อากาศไม่ได้หนาวเย็น

‘บ้านราชพินิจ’ บ้านโบราณที่ซึ่งเธอเคยไปนอนพักค้างคืน และที่นั่นเอง คือจุดเริ่มต้นความฝันสุดแสนสะพรึง



Don`t copy text!