ภาพภพ บทที่ 17 : ผมรู้ว่าคุณรอผมอยู่

ภาพภพ บทที่ 17 : ผมรู้ว่าคุณรอผมอยู่

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

เมลินพยายามประคองรถให้แล่นไปตามถนน อ่อนล้าทั้งกายและใจ เส้นทางข้างหน้าดูพร่ามัวด้วยม่านน้ำเคลือบดวงตา อาจจะน้อยกว่าหนทางชีวิตเธอในยามนี้ ตลอดเวลาเมื่อผ่านมา เธอไม่เคยเลือกอะไรได้ดังใจ บุรฉัตรซึ่งเคยเป็นความเชื่อมั่น บัดนี้กลับดูเลือนราง คิดถึงตรงนี้ ความเจ็บช้ำบีบอัดเต็มหัวใจจนปวดแปลบ ความคั่งแค้นตามมากระแทกซ้ำ เกลียดหน้าอเดลลาจนอยากเข้าไปตบตีให้สมใจ แต่ก็ทำไม่ได้

เมื่อเอกกมลผ่านเข้ามา การตัดสินใจครั้งนั้นเปรียบเสมือน หักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่ถนนผิดเส้นทาง ต้นสายพรางตาด้วยผิวทางราบเรียบ เพื่อไปพบว่า ปลายสุดนั้นเต็มไปด้วยหลุมบ่อขรุขระ หลายครั้งหลายครา เธออยากวกกลับไปยังจุดเริ่มต้น แต่ความเหงา ก็ฉุดรั้งให้ต้องยืนอยู่ที่เดิมเหมือนถูกตอกตรึงไว้ ทั้งที่รู้ว่า เอกกมลไม่เคยรักใคร นอกจากตัวเอง แต่ช่องว่างในอารมณ์ก็มีแต่ชายคนนี้เพียงคนเดียวที่เติมเต็มให้เสมอ ความสุขจอมปลอมก็ยังดีกว่ารักแท้ของบุรฉัตร มองเห็นแต่ไม่เคยเอื้อมถึงสักที

เมลินฉงนใจเมื่อเห็นรถแปลกตาจอดในโรงจอดรถ เก๋งยุโรปรูปทรงหรู สีบรอนซ์ป้ายแดง ราคาคงพอกันกับความโดดเด่นจับตา หญิงสาวเลี้ยวรถเข้าจอด ก้าวออกมา กำลังจะเดินเข้าบ้าน แต่เปลี่ยนใจ ยืนมองบ้านที่เธอพักอาศัยมาแต่เล็ก อาคารหรูหลังใหญ่พรั่งพร้อมทุกสิ่ง อย่างที่ใครหลายคนใฝ่ฝันอยากครอบครอง แต่ทุกครั้งเมื่อกลับมา ความกว้างขวางโอ่โถงกลับทำให้เธอรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวจับหัวใจ

หญิงสาวเบือนหน้า ก้าวขึ้นบันใด ผลักบานประตูเข้าไป สาวใช้วัยรุ่นวิ่งออกมารับกระเป๋าในมือ รายงานเสียงใส

“วันนี้คุณผู้ชายมาค่ะ ถามหาคุณเมย์ด้วย”

เมลินถอนใจ ก้าวเข้าไปในห้องโถง ชายสูงอายุซึ่งนั่งบนโซฟาเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่ง

“ไงเมย์ ทานข้าวมายังลูก” เอ่ยถามแล้วก้มลงมองหน้าจอมือถือต่อ เหมือนไม่ต้องการคำตอบ “นั่งก่อนสิ พ่อมีเรื่องอยากคุยด้วย”

“เรื่องอะไรคะ สำคัญหรือเปล่า วันนี้หนูเหนื่อยมาก อยากพักผ่อน”

“ต้องสำคัญด้วยเหรอ เมย์ถึงจะยอมคุยกับพ่อ” ชายสูงอายุเงยหน้าขึ้นมอง คิ้วขมวดเล็กน้อย

“หนูถามเพราะไม่เคยเห็นพ่อให้ความสำคัญอะไรที่เกี่ยวกับหนูเลย แม้แต่เรื่องเดียว” เมลินตอบโดยไม่หันมองผู้ถาม สายตาจับนิ่งบนผนัง

“เลิกพูดจาประชดประชัน แล้วคุยกันดีๆสักครั้งได้ไหม”

“ก็หนูเห็นพ่อให้ความสำคัญกับเรื่องของพ่อเท่านั้นนี่ โดยเฉพาะเรื่องของอีนั่น อย่าบอกนะว่าจะมาให้หนูช่วยสงเคราะห์มันอีก” เมลินหันมาหน้ามาหาคู่สนทนา เสียงเข้มบอกอารมณ์ที่เริ่มกรุ่น

“เลิกเรียกเขาว่าอีซะทีเถอะ เขาก็อยู่ส่วนเขา ไม่ได้มาวุ่นวายอะไรที่นี่เลย”

“แล้วที่มันมาเมื่อเดือนก่อนล่ะ ทำเป็นมาเยี่ยมแม่ ที่แท้มันก็จะมาแสดงตัวให้รู้ว่ามันเป็นเมียพ่ออีกคน” เสียงเมลินขมขื่นแล้วเปลี่ยนเป็นเครียดเข้ม “ดีนะที่หนูไม่อยู่ ไม่งั้น หนูเอาตาย”

“เขามีน้ำใจมาเยี่ยมแม่เราน่ะ ก็ดีไม่ใช่เหรอ” ชายสูงอายุเสียงอ่อนลง แต่ไม่วายถอนใจตบท้าย

“ดีมากเลยนี่ค่ะ” น้ำเสียงเมลินประชดชัดแจ้ง “พ่อคงไม่รู้สินะ ว่ามันมาทำอะไร เด็กในบ้านบอกหนูว่า มันมาเยาะเย้ยแม่ จนแม่ทรุดหนัก ต้องแอดมิทอีกครั้ง” ขอบตาหญิงสาวร้อนผ่าว น้ำใสเอ่อคลอในตา ภาพผู้เป็นแม่ผุดขึ้นมาราวจงใจตอกย้ำให้เจ็บช้ำหนักขึ้นอีก หญิงสูงวัยนอนติดเตียงนานหลายปีจากอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไม่ได้แม้กระทั่งพูดผ่านริมฝีปากบิดเบี้ยว

“ฝากไปบอกมันด้วยว่า อย่าเหยียบมาที่นี่อีก ไม่อย่างนั้น หนูจะไม่เกรงใจใครอีกต่อไป”

“อย่าทำอะไรบุ่มบ่าม เป็นความถึงโรงถึงศาล อายเขา อย่างน้อยเห็นแก่หน้าพ่อบ้าง” ผู้เป็นพ่อวางมือถือลงบนโต๊ะ ทิ้งตัวลงพิงพนัก

“ดูพ่อจะรักอีนั่นมากเลยนะคะ” เมลินเสียงเครือ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอีก “รักมากกว่าแม่ที่ร่วมชีวิตด้วยกันมา มากกว่าหนูที่เป็นลูก”

“ไม่เอา พอเถอะ พ่อมีธุระอยากคุยกับหนูนะเมย์” ผู้เป็นพ่อโบกมือห้าม หน้าตาเคร่งเครียดพอกับน้ำเสียง

“มีอะไรพูดมาเลยค่ะ” หญิงสาวเบือนหน้าไปอีกทาง แอบเช็ดน้ำตาที่กำลังไหลลงอาบแก้ม

“พ่อเพิ่งทราบจากเอกว่าหนูสนิทกับบุรฉัตร”

“แล้วไงคะ” เมลินถาม ปรายตามองผู้ที่นั่งบนโซฟา

“คือ..พ่ออยากให้หนูช่วยพูดเรื่องหลานเราน่ะ ที่กำลังจะไปสอบที่ฝรั่งเศส” เสียงผู้เป็นพ่ออ่อนลงแต่กลับทำให้เมลินยิ่งเจ็บช้ำ มาริศ พี่ชายของเธอ ลูกชายที่พ่อรักนักหนา หากเปรียบเขาเป็นสีขาว เธอต้องเป็นสีดำ หากเขาสูงปานฟ้า เธอมีสิทธิ์เป็นแค่หุบเหวต่ำต้อยในสายตาของพ่อ

“คือพ่ออยากให้ยายมัสได้รางวัล Young artist of Asian รางวัลไหนก็ได้ ขอแค่หนึ่งในสามก็พอ”

มัสลิน ลูกสาวของพี่ชาย ได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากผู้เป็นปู่และพ่อ ผิดกับเธอซึ่งถูกห้ามด้วยเหตุผลมากมาย ครั้งเมื่อเลือกเรียนศิลปะ เสียงร่ำร้องภายในใจหาความยุติธรรมในความรักจากผู้บังเกิดเกล้า ไม่เคยได้รับการใส่ใจรับฟังแม้แต่นิด

“ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ พ่อก็คงไม่คิดจะคุยกับหนู” เมลินตัดพ้อเสียงเครือ ก้มหน้ากลืนก้อนแข็งในลำคอ

“แกก็เป็นเสียอย่างนี้ เหมือนแม่แกไม่มีผิด พูดได้ไม่ถึงนาที มีแต่หาเรื่อง”

“หนูพูดให้ไม่ได้หรอกค่ะ เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะตัดสินว่าใครเหมาะสม” เมลินเสียงแข็ง เชิดหน้ามองขึ้นด้านบน

“แกคบกับเขาอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ขอเขาล่ะ แล้วนึกยังไง กะจะให้เขาเคลมแกฟรีๆรึไง” เสียงชายสูงอายุเข้มเครียด

“มันเรื่องของหนูนะพ่อ ตัวหนู หนูดูแลได้” เมลินก้าวไปจับราวบันใดซึ่งจะขึ้นสู่ชั้นสอง เตรียมผละจากการสนทนาที่ดูจะไม่ราบรื่น

“น่าอายที่สุด! เป็นผู้หญิงคบกับผู้ชาย โดยที่ไม่ได้อะไรเลย” อารมณ์ค้างคาจากเรื่องบุรฉัตร ถูกตอกย้ำด้วยคำพูดของพ่อ ทำให้หญิงสาวหมดความอดทน

“แต่มันก็คงน่าอายน้อยกว่าอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัคราวิทย์ มีเมียน้อยเป็นเด็กคราวหลานมั้งคะ”

“แกหยุดก้าวร้าวฉันได้แล้วนะ!” ผู้เป็นพ่อยกนิ้วชี้ ตวาดเสียงลั่น หน้าตาแดงก่ำด้วยความโกรธ “แกกับแม่ของแก มันไม่ต่างกันเลย”

เมลินเดินจ้ำขึ้นบันใดไปอย่างรวดเร็วก่อนที่น้ำตาจะไหลรินลงมาอีกครั้ง ไม่ใส่ใจกับเสียงที่ไล่ตามหลัง

“อวดดีทั้งแม่ทั้งลูก เก่งไปให้ได้ตลอดเถอะ”

หญิงสาวขึ้นมาถึงชั้นสอง ยืนพิงผนังด้วยเหนื่อยล้าหัวใจจนแทบทรุด ทุกอย่างทึบตันไปหมด ไม่อาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป เธอก้าวเลื่อนลอยไปตามทางเดิน เอื้อมมือเปิดประตูและพาตัวเองเข้าไปในห้องหนึ่ง

ทั้งห้องสลัว มีเพียงแสงเหลืองนวลตาจากโคมบนโต๊ะที่ดูเรืองรองเพียงจุดเดียว พ้นจากนั้นคือสีเทาทึม ความหม่นเศร้าครอบครองบรรยากาศไว้เสมอไม่เคยเปลี่ยน กลางห้องคือเตียงนอนขนาดใหญ่รองรับร่างบอบบางนอนนิ่งใต้ผ้าห่ม เมลินโผเข้ากอดร่างนั้น ปราการความเข้มแข็งแตกสลาย น้ำตาไหลพรั่งพรูพร้อมเสียงสะอื้นไห้

“แม่ขา หนูเหนื่อยเหลือเกิน”

ร่างบนเตียงขยับตัว มือซูบผอมสั่นระริกค่อยๆเลื่อนขึ้นจับศีรษะของหญิงสาว เสียงครางแหบแห้งดังอืออาในลำคอฟังไม่ได้ศัพท์ แต่เมลินรับรู้ถึงความรักของผู้เป็นแม่เสมอ คนเดียวคนนี้คือกำลังใจให้ทุกครั้งยามเธออ่อนแอทดท้อ

 

อเดลลาตื่นเต้น เพราะเป็นครั้งแรกที่จะได้ร่วมงานวันศิลป์ พีระศรี วันสำคัญที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้นทุกปี เพื่อรำลึกถึงศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือชื่อเดิม Corrado Ferociประติมากรจากเมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งเดินทางจากอิตาลีเข้ามารับราชการในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2466 และเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันศิลปะแห่งนี้

นอกจากนี้ ยังเป็นวันที่บรรดาศิษย์ทุกคนทั้งปัจจุบันและจบการศึกษาไปแล้วต่างเฝ้ารอคอย จะได้หวนกลับมาเพื่อพบปะเพื่อนฝูง เยี่ยมเยือนบรรดาอาจารย์ ได้มารำลึกบรรยากาศวันเก่าครั้งเมื่อยังศึกษาที่นี่ และร่วมกิจกรรมมากมายซึ่งทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้น

ดาริกามานอนค้างที่อพาร์เมนต์กับเธอ รีบตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเข้าไปเตรียมงานในฐานะทีมงานกิจกรรม อเดลลาขอเดินทางมาด้วยเพื่อช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆที่พอจะทำได้ บริเวณงานจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว ธงราวแขวนเป็นแถวตามกิ่งไม้ สลับด้วยโคมกระดาษหลากสีเพิ่มสีสันเป็นระยะ เวทีตกแต่งงดงาม ปูฉากหลังพื้นเขียว ประดับด้วยดอกไม้ประดิษฐ์ทำจากกระดาษสีครีมตรงริมขอบ

บริเวณคณะซึ่งเคยเงียบเชียบ กลับมีชีวิตชีวาด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากแขกที่มาร่วมงานตั้งแต่เช้า พิธีการกลางวันเป็นไปตามกำหนดการ อเดลลาตื่นตาตื่นใจกับนิทรรศการภาพวาดซึ่งจัดขึ้นเป็นพิเศษภายในหอศิลป์ เอร็ดอร่อยกับของกินมากมายที่ดาริกาชวนให้ชิมไม่ขาดปาก แม้จะเพลิดเพลิน แต่หลายครั้ง เธอพยายามมองหาบุรฉัตร แต่ไม่เห็นแม้เงาของเขา

ช่วงบ่ายขณะกำลังช่วยดาริกาจัดเตรียมของขายในงานกลางคืน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ความหวังสว่างโพลงขึ้นในใจ รีบจับโทรศัพท์จากกระเป๋าสะพายขึ้นมองหน้าจอ แล้วหัวใจก็เหมือนพลุที่ถูกจุดขึ้นสู่ท้องฟ้า บุรฉัตรนั่นเอง

“สวัสดีค่ะคุณฉัตร” หญิงสาวเอ่ยทักทาย พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น แต่มือกลับสั่นระริกจนโทรศัพท์แทบหลุดร่วง

“สวัสดีครับเดล” เสียงจากปลายสายเปิดรอยยิ้มให้เธอ ความตื้นตันสูบฉีดแล่นเข้าสู่หัวใจ แต่ประโยคต่อมากลับดับแสงความหวังจนมอด

“ผมคงไม่ได้เข้าไปในงานนะครับ คุณหมอจะเข้ามาดูอาการแม่เจียม ผมขอโทษด้วย ขอให้สนุกนะครับเดล”

“ค่ะ ไม่เป็นไรค่ะคุณฉัตร” อเดลลารู้ว่าเสียงที่ตอบกลับไปนั้นแผ่วเบา ไม่ต่างจากความรู้สึกของเธอยามนี้ เบาบางคล้ายไอหมอกยามถูกแสงตะวันแผดเผา

จนล่วงเข้าสู่เวลาเย็น บริเวณตึกคณะต่างๆในมหาวิทยาลัยตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงามด้วยแสงไฟ เติมบรรยากาศรื่นรมย์ด้วยเสียงเพลงจากวงดนตรีบนเวที อเดลลายืนมองลานหน้าคณะสว่างไสวด้วยแสงจากดวงไฟ ซึ่งแขวนตามต้นไม้ดูพร่างพราวราวกับเมืองในเทพนิยาย ทุกอย่างรอบกายเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้คนขวักไขว่ เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะเคล้าเสียงเพลง แต่เธอกลับรู้สึกเงียบเหงา ถ้าบุรฉัตรมายืนอยู่ตรงนี้ด้วย คงจะมีความสุขมากกว่านี้

“มาช่วยฉันเสิร์ฟดีกว่านะเดล ของกำลังขายดีเลย” ดาริกาเอ่ยชวนขณะมือง่วนกับการจัดของทอดสำหรับกินเล่นลงบนจาน ปากก็ร้องสั่งเป็นพัลวัน “เฮ้ย ไอ้ปุ่น ช่วยยกไส้กรอกกับไก่ไปส่งที่โต๊ะใต้ต้นไม้ทางนู้นที”

“ได้เลยจ้า แม่ดาคนสวยของพี่” ปุ่นลอยหน้าทะเล้น แล้วโค้งตัวรับคำสั่ง

“ทำปากดีนะเอ็ง เดี่ยวเถอะ” ดาริกาค้อนขวับ แต่อมยิ้มกับท่าทีของเพื่อนหนุ่ม

ของทอดที่ดาริกาและเพื่อนร่วมชั้นลงหุ้นกันทำ ขายดีจนบริการแทบไม่ทัน อเดลลาเพลินกับการช่วยเสิร์ฟ จนลืมเรื่องราวบุรฉัตรไปชั่วขณะ แต่ยังไม่วายชะเง้อมองหา หวังจะเห็นชายหนุ่มนั่งตรงไหนสักแห่งในงาน แว่วเสียงพิธีกรประกาศเพื่อเริ่มกิจกรรมสำคัญ ผู้คนเริ่มขยับลุกจากโต๊ะ ทยอยเข้าสู่บริเวณลานกว้างหน้าคณะ

“ไปกันเถอะเดล” ดาริกาฉวยข้อมือเพื่อนรัก เดินเบียดคนที่กำลังเคลื่อนเข้ามาล้อมวงหน้าฐานรูปปั้น ชายหนุ่มหญิงสาวชั้นปีที่หนึ่งในชุดนักศึกษายืนเรียงเป็นระเบียบอยู่แถวหน้า อเดลลาตื่นเต้นที่ได้เข้าร่วมพิธีอันน่าประทัปใจ เหลียวมองรอบกาย พบแต่สีหน้ายิ้มแย้ม ไฟถูกจุดส่งต่อกันเป็นทอดพร้อมดอกกุหลาบ เสียงพูดคุยสงบลงจนเงียบกริบ แสงเทียนในมือทุกคนซึ่งยืนรายล้อมบนลานหน้ารูปปั้นอาจารย์ศิลป์ ส่องเรืองรองท่ามกลางบรรยากาศสงบและขรึมขลังขณะส่งจิตรำลึกถึงผู้มีพระคุณตรงหน้า หลังจากนั้นครู่ใหญ่ แว่วเสียงหวานใสเริ่มเพลง Santa Lucia ขึ้นเป็นเสียงแรกจากด้านหน้า แล้วไล่เป็นหลายเสียงดุจระลอกคลื่น

“Sul mare luccica l’astro d’argento. “

เสียงประสานกระหึ่มก้อง สะกดทุกคนให้ตรึงในอารมณ์ซาบซึ้ง อเดลลาขนลุก ความคิดถึงบ้านและครอบครัวจุดวาบขึ้นในความรู้สึก พาน้ำใสปริ่มขอบตา เหลือบตาขึ้นมองรูปปั้นซึ่งตั้งสง่างามกลางลาน เพลงนี้ที่อาจารย์ศิลป์โปรดปรานและชอบร้องขณะทำงานศิลปะเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็คงคิดถึงบ้านที่อิตาลี ไม่ต่างจากเธอขณะนี้

เหลียวมองดาริกา เห็นเธอกำลังตั้งใจร้องเพลง ประกายวาววับในดวงตาต้องแสงเทียนบอกถึงอารมณ์ไม่ต่างกัน อเดลลาขับเสียงร้องคลอ ใจยังแวบนึกถึงใครคนนั้น ถ้าเขามายืนเคียงข้าง คงสุขใจไม่น้อยเลย รีบตัดความคิดออกไป หลับตาแล้วปล่อยจินตนาการลอยล่องตามบทเพลง

ภาพของคนพายเรือคัดฝีพายพร้อมเชื้อเชิญให้ผู้คนมานั่งเรือเพื่อล่องทะเลชมอาทิตย์ยามอัสดง ณ อ่าวNaples ดวงดาราสีเงินเปล่งประกายแสงบนผืนนภาแล้วส่งมาจับสะท้อนบนผิวน้ำ คลื่นระลอกน้อยพัดเอื่อยล้อเล่นกับสายลมบางเบาอยู่รอบกาย

“Placida è l’onda, prospero è il vento.

Sul mare luccica l’astro d’argento.

Placida è l’onda, prospero è il vento.

Venite all’agile barchetta mia,

Santa Lucia! Santa Lucia!

Venite all’agile barchetta mia,

Santa Lucia! Santa Lucia!”

ท่ามกลางสำเนียงประสานสูงต่ำ เสียงทุ้มกังวานคุ้นหูดังแว่วอยู่ใกล้ๆ อเดลลารู้สึกเหมือนกำลังถูกใครบางคนจับจ้องจากด้านหลัง ค่อยๆเหลียวไปมอง แล้วใจก็พลันวูบหวาม

บุรฉัตรยืนมองเธออยู่ ใบหน้าต้องแสงเรืองนั้นเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม หญิงสาวรู้สึกราวทั้งโลกสว่างไสว หัวใจอิ่มเต็ม ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเปิดรอยยิ้มขึ้นเมื่อไหร่ เมื่อหันกลับมา จึงเห็นดาริกากำลังจ้องมองอย่างขบขัน ก่อนจะเอียงหน้าเข้ามากระซิบ

“นี่ถ้าฉันไม่เกรงใจมาสคาร่าที่ปัดมานะ จะปล่อยให้ไฟริษยาเผาขนตาให้เกลี้ยงเลยนะเนี่ย” เพื่อนรักของเธอตบท้ายประโยคด้วยเสียงหัวเราะคิกคัก

หลังเสร็จพิธี ทุกคนเดินเข้าไปวางดอกกุหลาบและปักเทียนลงบนโต๊ะรอบฐานรูปปั้น อเดลลาเอื้อมมือวางกุหลาบสีขาวลงในตะกร้าหวายใบใหญ่ ชายตามองเห็นมือใครคนหนึ่งวางกุหลาบลงเคียงกัน เสียงทุ้มเอ่ยถามพาหัวใจเธอเต้นรัว

“งานสนุกไหมครับ”

“สนุกค่ะ” หญิงสาวตอบ หันหน้าไปมองคนถาม ดวงตาคมที่จ้องมาต้องแสงเทียนวาววับจนต้องหลบมองต่ำ ปลายนิ้วไล้ไปมาบนก้านกุหลาบด้วยความขัดเขิน “นึกว่าคุณจะไม่มาแล้ว”

“คุณหมอเลื่อนนัดเร็วขึ้นครับ พอเสร็จธุระ ผมก็รีบบึ่งรถมาเลย” บุรฉัตรยิ้ม วางแท่งเทียนลงบนหยดน้ำตาเทียนที่หยอดไว้บนแท่น “ผมรู้ว่าคุณรอผมอยู่”

อเดลลาสะดุ้ง เลือดฉีดซ่านจนหน้าร้อนผ่าว

“โอ๊ย”เธอร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อน้ำตาเทียนไหลย้อยและหยดลงบนนิ้ว

“เจ็บไหมครับเดล” ชายหนุ่มถามด้วยความห่วงใย รีบจับมือบอบบางแล้วใช้ปลายนิ้วของตนลูบน้ำตาเทียนออก

“นิดหน่อยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” อเดลลาเอ่ย ดึงมือออกอย่างนุ่มนวลทั้งที่หัวใจไม่อยากทำเช่นนั้นเลย

“อุ๊ย! ร้อนจังเลยค่ะอาจารย์” เสียงดาริกาออดอ้อนบ้าง เหลือบตามองอาจารย์หนุ่มด้วยแววตาเว้าวอน ทำท่าลูบนิ้วไปมา อเดลลาและบุรฉัตรต่างอมยิ้มเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายทำไปแค่ต้องการหยอกล้อเล่น

“ให้พี่ปุ่นเป่านิ้วให้ไหมจ๊ะน้องดา มามะ” ปุ่นโผล่มาจากด้านหลังแบบไม่ทันตั้งตัว รวบมือดาริกาไปกุมแล้วเป่าลมพรวดลงบนนิ้ว

“ว้าย! ไอ้บ้า” ดาริการ้องพลางดึงมือกลับ แต่ถูกเพื่อนหนุ่มจับไว้แน่นหนึบ มืออีกข้างจึงฟาดเพียะเข้าที่ต้นแขนของปุ่น

“ต่อให้น้องดาตีจนพี่ปุ่นตายคามือ พี่ปุ่นก็ยอม” ปุ่นยังไม่ยอมคลายมือ แถมยังยกขึ้นไปแนบแก้ม ส่งตาหวานฉ่ำให้อีก

“นี่เอ็งเมาแล้วใช่ไหมไอ้ปุ่น” ดาริกาจ้องหน้าเพื่อนหนุ่ม ทำจมูกฟุดฟิด “ให้ช่วยเสิร์ฟ ไม่ใช่เอาของไปราดหัวเขานะเอ็ง”

“โธ่! แค่แก้วสองแก้ว ยังไม่หายคันคอเลยจ้าน้องดา พี่ปุ่นยังไหว”

“ปล่อยมือข้าได้แล้วไอ้ปุ่น จะไปขายของต่อ กำลังขายดีเลย” ดาริกาดึงมืออกจากการเกาะกุม ทำเอาหนุ่มร่างผอมหน้าละห้อย

หนุ่มผอมเพรียว ผมยาวระต้นคอคนหนึ่ง เดินผ่านแล้วหยุดกึก หันมาเอ่ยทักเสียงดัง “อ้าว! ไอ้ฉัตร ไหนเอ็งบอกว่าไม่มาไง”

บุรฉัตรหันไปมอง ยิ้มแย้มด้วยความดีใจ ยกมือขึ้นจับมืออีกฝ่าย “เฮ้ย! มาสิวะ”

“ไปเว้ย เพื่อนๆรอเอ็งอยู่ทางโน้น นานๆเจอกันที” หนุ่มผมยาวโอบไหล่บุรฉัตร

ดาริกาหันไปจับแขนอเดลลาแล้วหันมาเอ่ยกับบุรฉัตร “อาจารย์ขา หนูขอตัวเดลไปช่วยงานหนูก่อน อย่าลืมไปอุดหนุนร้านหนูด้วยนะคะ”

“ได้เลยครับ ถ้างั้น ผมก็ขอตัวไปทักทายเพื่อนๆก่อน” ชายหนุ่มบอก “ไว้เจอกันนะครับเดล”

อเดลลาหันไปสบตาชายหนุ่มแทนคำพูดก่อนจะก้าวเดินจากไป

อเดลลาสนุกกับการเดินส่งของตามโต๊ะ ส่วนใหญ่เป็นรุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปแล้ว ถือโอกาสนี้มาพบปะสังสรรค์กัน คนทยอยมาเพิ่มมากขึ้นเมื่อล่วงเข้าเวลาดึก หญิงสาวแอบมองโต๊ะที่บุรฉัตรนั่งรวมกับเพื่อนของเขา ชายหนุ่มดูร่าเริง พุดคุยอย่างสนุกสนาน อเดลลาโล่งใจเมื่อไม่เห็นเงาของเมลินอยู่ที่นั่น

“น้อง! ทางนี้หน่อยครับ” หญิงสาวหันขวับตามเสียงเรียกซึ่งค่อนข้างดัง ชะเง้อมองไปรอบตัว เห็นชายคนหนึ่งโบกมือจากโต๊ะซึ่งตั้งอยู่ใต้ต้นหูกวางไกลออกไป ความสลัวทำให้เห็นหน้าผู้เรียกไม่ถนัด เธอเข้าใจว่าเขาคงอยากสั่งของ จึงเดินเข้าไปหา แต่เมื่อไปถึง ก็ต้องหยุดชะงัก เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ



Don`t copy text!