ภาพภพ บทที่ 19 : จิอานโน เวอร์ราชิโอ

ภาพภพ บทที่ 19 : จิอานโน เวอร์ราชิโอ

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

บุรฉัตรสะดุ้ง ผวาพรวดขึ้นจากที่นอน งุนงงอยู่ชั่วขณะเพราะหลุดจากภวังค์อย่างกะทันหัน นึกทบทวนความฝัน แล้วมองไปที่ปลายเตียง ทุกอย่างว่างเปล่า ไม่มีแม้เงาของคุณยายทวดให้เห็น

“ลงไปในสวนเดี่ยวนี้”

จริงสิ เสียงกระซิบในความฝันบอกเช่นนั้น เขารีบลุกจากที่นอน พุ่งตัวออกประตูไป กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปตามทางเดินหน้าห้อง รัวฝีเท้าย่ำลงบันใดสู่ชั้นล่างอย่างรวดเร็ว ในใจนึกถึงแต่อเดลลา พร่ำภาวนาว่าอย่าให้สิ่งที่คิด เกิดขึ้นเลย ชายหนุ่มใช้เวลาไม่นานก็ออกมาสู่หน้าตึก รีบตรงเข้าไปในสวนด้วยใจร้อนรน

บุรฉัตรยืนหอบหายใจ กวาดสายตามองไปทั่วบริเวณสวนซึ่งจมอยู่ในความสลัวทึม ไม้สูงยืนต้นเป็นเงาดำเรียงราย ไฟโคมสาดแสงสีซีดจับพุ่มไม้ที่อยู่ใกล้ ส่วนซึ่งพ้นออกไปถูกความมืดกลืนกินจนเหลือเพียงเงาสีดำ มองคล้ายปีศาจยามวิกาลรอดักขย้ำเหยื่อ ทุกอย่างรอบกายสงัดเงียบและนิ่งสนิท ไร้การเคลื่อนไหวใด ไม่มีแม้กระทั่งสายลมเป็นเพื่อนพอให้อุ่นใจในยามนี้

ชายหนุ่มถอนใจ บอกตัวเองว่า ความกังวลเกี่ยวกับอเดลลา คงฝังลึกในความรู้สึก และอาจเป็นสาเหตุก่อเกิดความฝันขึ้นได้ ป่านนี้ หญิงสาวคงนอนหลับอยู่ในห้องอย่างเป็นสุข จึงตัดสินใจกลับขึ้นเรือน กำลังหมุนตัวจะก้าวเดิน

จู่ๆสายลมเย็น พัดวูบมากระทบใบหน้า คล้ายแว่วเสียงแผ่วพัดผ่านหู

“บนต้นไม้..”

แม้จะแปลกใจ แต่บุรฉัตรก็เงยหน้าขึ้นไปด้านบนราวถูกสะกดจิต แล้วก็ต้องยืนตัวแข็งทื่อ เบิ่งตาโพลงกับภาพที่ปรากฏต่อสายตา

สูงขึ้นไปเหนือศีรษะเพียงไม่ถึงสองเมตร ใต้ความมืดของพุ่มใบไม้หนาทึบ ร่างหนึ่งผูกด้วยเชือกที่ลำคอห้อยโยงลงมาจากกิ่งไม้ ชุดซึ่งสวมอยู่บอกชัดเจนว่าเป็นผู้หญิง กำลังดิ้นรน สองมือตะกายรอบลำคอ สมองชายหนุ่มแล่นปราดไปถึงคนเพียงคนเดียว

“อเดลลา!”

ความตกใจ ความห่วงใยผสมปนเปผลักให้บุรฉัตรปีนต้นไม้ขึ้นมานั่งบนคาคบไม้อย่างว่องไว ไม่ใยดีกับรอยถลอกบนฝ่ามือและลำแขน มือไม้สั่นลนลานเร่งแก้ปมเชือก ปากพร่ำคำเสียงสั่นเหมือนคนเสียสติ

“เดล ผมมาช่วยแล้ว”

ชายหนุ่มพยายามตั้งสติที่กำลังแตกกระเจิง เพราะทุกวินาทีคือชีวิตของอเดลลา แต่แรงสั่นไหวบนกิ่งไม้จากร่างที่ดิ้นกระเสือกกระสนเบื้องล่าง ยิ่งทำเอาหัวใจสั่นไหวจนแทบขาด

“โธ่เว้ย!” บุรฉัตรสบถด้วยความหงุดหงิดเมื่อเชือกรัดแน่นจนแก้ไม่ออก เสียงร้องอึกอักของหญิงสาวดุจมีดคมทิ่มแทงความรู้สึก

“คุณต้องไม่เป็นอะไรนะเดล อดทนอีกนิด” เสียงชายหนุ่มสั่นเครือ ขอบตาร้อนผ่าว ความเจ็บปวดจากแผลเล็บฉีกไม่อาจหยุดยั้งเขาได้ เขาแกะจนปมคลาย ทันทีที่สอดปลายเชือกลอดบ่วงสำเร็จ น้ำหนักจากแรงด้านล่างดึงรั้งให้ปลายเชือกตวัดขึ้น ร่างซึ่งผูกถ่วงไว้ร่วงลงสู่พื้นทันที

บุรฉัตรรีบโหนตัวลงจากกิ่งไม้ กระโดดลงพื้น พุ่งถลาเข้าไปประคองร่างเพรียวบางบนพื้นหญ้า

“เดล! เดล ตื่นสิ” ชายหนุ่มเรียกพลางเขย่าเบาๆ แต่ร่างในอ้อมแขนอ่อนปวกเปียก ไม่ไหวติงและเย็นชืดจนน่าใจหาย “ไม่นะเดล คุณต้องไม่เป็นอะไร” บุรฉัตรคร่ำครวญ น้ำใสไหลซึมจากดวงตาขณะวางร่างหญิงสาวลง เขาพยายามเรียกสติตัวเอง แม้ภายในใจจะว้าวุ่นจนแทบเป็นบ้า ลองยกมือขึ้นอังตรงจมูก ใจชื้นขึ้นเมื่อรู้สึกถึงลมอุ่นแผ่วจางกระทบบนหลังมือ เขาตัดสินใจในทันที โน้มตัวลงจนใบหน้าเกือบชิดใบหน้าเผือดซีด

“ผมขอโทษนะเดล” เขาเอ่ยก่อนจะประกบริมฝีปากบนกลีบกุหลาบนุ่มละมุน แม้จะรู้เต็มอกว่าเพื่อช่วยในการหายใจ แต่ก็ห้ามกระแสวาบหวามซึ่งซ่านแทรกมาในความรู้สึกไม่ได้เลย เขาถอนริมฝีปากออก จ้องมองใบหน้าอีกฝ่าย แล้วประกบริมฝีปากพร้อมเป่าลมเข้าสู่ร่างที่นอนนิ่งอีกครั้ง

“อา..” เสียงครางแผ่วโหยลอดผ่านริมฝีปากซีดเซียว จุดรอยยิ้มยินดีขึ้นบนใบหน้าบุรฉัตร

“เดล..ผมอยู่นี่ครับ” ชายหนุ่มประคองร่างอเดลลามากอดไว้ในอ้อมแขน กุมมือเย็นชืดพลางเอ่ยเสียงสั่นเครือด้วยความดีใจล้นจนแน่นอก “ได้ยินผมใช่ไหมเดล”

“กรี๊ด!” เสียงกรีดร้องดังมาจากด้านหลัง ดาริกายืนหน้าตาตื่น ยกสองมือปิดปาก “เดลเป็นอะไรคะอาจารย์”

“อย่าเพิ่งถามเลยครับ รีบโทรแจ้งโรงพยาบาลให้ผมที” บุรฉัตรเอ่ยรัวเร็ว

“คะ..ค่ะ” ดาริกาตะกุกตะกัก รีบหันหลังวิ่งเข้าไปในตัวตึก

“คุณไม่เป็นอะไรแล้วนะเดล ผมอยู่นี่” บุรฉัตรโอบกอดอเดลลาแนบแน่น ใจรอนๆเหมือนแสงเทียนใกล้ดับมอด กลับสว่างไสวขึ้นอีกครั้ง

 

บุรฉัตรกลับมาถึงบ้านตอนใกล้เที่ยง หลังจากจัดการเรื่องที่โรงพยาบาลจนแล้วเสร็จ ดาริกาอาสาอยู่ที่นั่นเพื่อรอฟังผล เพราะอเดลลาถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินทันทีเมื่อไปถึง เขาปิดเรื่องเมื่อคืนจากผู้เป็นย่า เพราะไม่อยากให้ท่านต้องกังวล

บุรฉัตรตรงไปยังห้องที่ตั้งภาพของคุณตาทวดและคุณยายทวดทันที ชายหนุ่มนั่งบนพื้นพรม เพ่งมองภาพสองบรรพบุรุษตระกูลราชพินิจตรงหน้า จับจ้องใบหน้าอิ่มละไมของคุณยายทวดวงนิ่งนาน ไม่อาจห้ามความสงสัยซึ่งเกิดขึ้นในใจได้เลย ใจหนึ่งรู้สึกผิดที่อาจเอื้อมคิดในทางลบ แม้จะเพียงเศษเสี้ยว ยิ่งเพ่งพิศ เห็นรอยยิ้มอบอุ่นกับแววตาฉายความอ่อนโยนมีเมตตา ยิ่งทำให้ไม่อยากปักใจเชื่อว่าเหตุการณ์ร้ายที่เกิดกับอเดลลาจะเป็นการกระทำของท่าน

“คุณยายทวดครับ”บุรฉัตรเอ่ยขึ้น “ผมไม่รู้ว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่สำหรับผม เชื่อมั่นเสมอครับว่าคุณยายทวดเป็นคนดี รักและเมตตาลูกหลานทุกคนในตระกูล ผมไม่มีวันเชื่อว่าผู้หญิงคนนั้นคือคุณยายทวดของผมแน่นอนครับ”

สิ้นประโยค ทายาทตระกูลราชพินิจรู้สึกคล้ายสายลมแผ่วเบาพัดพริ้วผ่านตัวไป พากลิ่นหอมอ่อนจางรวยรินมาในอากาศ เขาเหลียวมองรอบห้องอย่างแปลกใจ นอกจากเครื่องปรับอากาศเงียบกริบ หน้าต่างทุกบานปิดสนิท ไม่มีช่องทางที่ลมจะพัดเข้ามาได้เลยแม้แต่น้อย เขาหันกลับมามองภาพถ่ายอีกครั้ง

“อเดลลาคือผู้หญิงที่ผมรัก ซึ่งต่อไปเขาก็จะเข้ามาเป็นคนในตระกูลของเรา ผมอยากให้คุณตาทวดและคุณยายทวดรักและเอ็นดูเขา เหมือนที่รักและเอ็นดูผม ช่วยปกป้องเขาให้พ้นจากสิ่งชั่วร้ายด้วยนะครับ” บุรฉัตรก้มลงกราบ เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สายตาพลันสะดุดกับประกายวาบในดวงตาของทวดสตรี ชายหนุ่มเขม้นมองให้แน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาด แต่เพียงครู่เดียวทุกอย่างก็กลับเป็นปรกติดังเดิม

หลังกลับจากห้องนั้น บุรฉัตรลงไปรับประทานอาหารเที่ยงกับย่าปรุง แล้วจึงเข้าห้องทำงาน ตอบอีเมล์ลูกค้าและแกลเลอรี่จากต่างประเทศจนเสร็จ ตั้งใจว่าจะงีบช่วงบ่ายสักนิด เพราะเมื่อคืนวานแทบไม่ได้นอน เขาเอนกายลงบนโซฟายาวซึ่งตั้งอยู่อีกมุมหนึ่งในห้องเดียวกัน กำลังจะเคลิ้มหลับ เสียงมือถือปลุกเขาให้ลืมตาขึ้นอีกครั้ง

“อาจารย์คะ” เสียงดาริกาจากปลายสายฟังดูตื่นเต้น “เดลรู้สึกตัวแล้วค่ะ”

“โอเคครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละ” บุรฉัตรยิ้ม เขาเองก็ตื่นเต้นไม่ต่างกัน ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง

 

อเดลลานอนลืมตาอยู่บนเตียง ใบหน้าเผือดซีดดูอิดโรย บุรฉัตรรู้สึกสงสารจับใจเมื่อมองเห็นรอยช้ำรอบลำคอเด่นชัด เธอฝืนยิ้มเมื่อมองเห็นเขา

“คุณเป็นยังไงบ้างเดล” ชายหนุ่มเดินเข้าไปยืนข้างเตียง จับมือคนไข้ บีบกระชับเบาๆ

“ดีขึ้นแล้วค่ะ” เสียงแหบเครือผ่านริมฝีปากที่เคยชมพูระเรื่อ บัดนี้กลับซีดเซียวแห้งผาก

บุรฉัตรร้อนใจอยากเอ่ยถามเรื่องเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่รู้ว่ายังไม่ใช่เวลาเหมาะสม แต่อเดลลาก็ไม่ทำให้เขาต้องรอคอย

“ผู้หญิงคนนั้น..” ทั้งบุรฉัตรและดาริกาหูผึ่ง ต่างจับจ้องใบหน้าซีดเผือดนั้นเขม็ง

“คุณอย่าเพิ่งพูดอะไรเลยเดล พักผ่อนก่อนเถอะครับ” บุรฉัตรเอ่ยขึ้น ทั้งที่ใจกลับรู้สึกตรงข้ามกับคำพูด เขาพอรู้ว่าใครคือต้นเหตุของเรื่องร้าย แต่ก็อยากฟังรายละเอียดจากปากหญิงสาว

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันอยากพูด”

“ผู้หญิงคนที่หน้าเหมือนคุณยายทวดอีกแล้วเหรอเดล” ดาริกาเดินเข้ามาเกาะแขนเพื่อนรัก

“ใช่จ้ะดา” อเดลลาหันไปพยักหน้าช้าๆให้คนถาม

“เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ เขาทำอะไรเธออีก” ดาริกาถามร้อนรนไม่ต่างจากสีหน้า มองสายตาเคลือบแววตื่นตระหนกของเพื่อนรักอย่างห่วงใย “ยังไม่ต้องพูดก็ได้เดล พักก่อนดีไหม”

“เขาเรียกให้ฉันเข้าไปในสวน..” อเดลลาเกริ่นต่อ “ฉันอยากขัดขืน แต่ทำไม่ได้เลย”

“แล้วทำไม..เอ่อ” บุรฉัตรอ้ำอึ้ง อยากเอ่ยถามเรื่องที่อเดลลาแขวนคอตัวเองบนกิ่งไม้ แต่ไม่กล้า เพราะเกรงว่าจะกระทบความรู้สึกอีกฝ่าย แต่คำตอบก็มาจากปากเจ้าตัวเอง

“เขาให้ฉันยืนบนโต๊ะหินอ่อน ผูกเชือกกับกิ่งไม้ แล้วคล้องคอตัวเอง” อเดลลาพูด สายตามองเหม่อไปข้างหน้า ราวกำลังทบทวนเหตุการณ์ “ฉันรู้สึกเหมือนมีคนผลัก แล้วเชือกก็รัดคอ”

วินาทีนั้น ความโกรธพุ่งปราดขึ้นในความรู้สึกของบุรฉัตร ยังนึกไม่ออกว่ากำลังเดือดดาลใคร จะโทษคุณยายทวดของตน ก็ยังนึกเกรง ได้แต่ขบกรามแน่นสะกดอารมณ์คุกรุ่นไว้ภายใน

“ไม่เป็นไรแล้วเดล คุณปลอดภัยแล้ว” ชายหนุ่มเอื้อมมือโอบร่างบนเตียงเข้ามาปลอบประโลม

“เฮ้อ!” ดาริกาถอนใจเฮือก “อยากรู้จริงๆว่าผู้หญิงคนนั้นต้องการอะไร ทำไมต้องตามทำร้ายเดลไม่จบไม่สิ้น”

ความเงียบครองบรรยากาศในห้องชั่วขณะ เมื่อนางพยาบาลเข้ามาวัดไข้และตรวจดูน้ำเกลือ ซักถามอาการคนไข้แล้วเดินออกไป

“คุณฉัตรคะ” อเดลลาเอ่ยขึ้น

“ครับเดล” บุรฉัตรตอบรับ มองหน้าหญิงสาว “คุณต้องการอะไรมั้ย”

“ฉันอยากรู้คะว่า ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ฉันอยากพบคุณหมอเพื่อนของคุณค่ะ” คำตอบสร้างความประหลาดใจให้ทั้งบุรฉัตรและดาริกา

“คุณแน่ใจเหรอครับเดล” ชายหนุ่มรู้ดีว่าสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการคืออะไร

“แน่ใจค่ะ” เสียงหญิงสาวหนักแน่นจริงจัง “ฉันอยากย้อนเวลากลับไปค้นหาเรื่องราวที่เกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้น ถ้าเขาคือคุณยายทวดของคุณ ฉันก็อยากรู้ว่าทำไมเขาถึงคิดร้ายกับฉัน”

บุรฉัตรลอบถอนใจ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกเช่นไร ลึกๆเขาไม่อยากให้อเดลลามีอคติกับผู้อาวุโสต้นตระกูล แต่ถ้าเป็นฝีมือของคุณยายทวดจริง เขาก็คงต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามความจริง และต้องยอมรับให้ได้

“ถ้าคุณต้องการ ผมจะบอกไอ้ม่อนให้ครับ” ชายหนุ่มรับคำ “ดีเหมือนกันครับ เราจะได้รู้ต้นสายปลายเหตุเสียที อย่างน้อยก็จะได้หาทางแก้ไขหรือป้องกัน ไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก”

“ดีมากเลยเดล เธอก็จะได้สบายใจ” ดาริกากล่าวเสริม “ที่สำคัญ อาจารย์ก็จะได้หมดกังวล เธอรู้มั้ย ว่าอาจารย์เป็นห่วงเธอแค่ไหน” ท้ายประโยค ชำเลืองไปทางอาจารย์หนุ่มพร้อมรอยยิ้ม

“ขอบคุณมากนะคะคุณฉัตร” อเดลลาเงยหน้ามองคนซึ่งยืนข้างเตียง “ถ้าคุณไปช่วยฉันไม่ทัน ป่านนี้..” เสียงเครือท้ายประโยคขาดหาย

“เรื่องมันผ่านไปแล้ว ให้มันจบไปนะครับ ต่อจากนี้ ผมจะคอยดูแลคุณเอง” บุรฉัตรจับมือของอเดลลามากุมไว้ ส่งสายตาแสดงความห่วงใยลึกซึ้ง

“ขอบคุณค่ะ ฉันดีใจที่มีคุณคอยช่วยเหลือมาตลอด” อเดลลายิ้มตอบ มองสบตา

“อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมดังขึ้น สองหนุ่มสาวรู้สึกตัว หันไปมองต้นเสียง ดาริกากำลังอมยิ้ม ทำตาปริบๆ บิดมือขวยเขิน “หนูขอตัวไปหาอะไรกินข้างล่างก่อนนะคะอาจารย์ขา ท้องมันร้องเลิฟๆ อุ้ย! ร้องจ๊อกๆ ลั่นเลยค้า” เพื่อนรักของอเดลลาย่อตัวยกมือไหว้ ก่อนเดินตัวปลิวพร้อมรอยยิ้มออกจากห้องไป

 

ห้องทำงานของนลธวัชมีขนาดกลาง ผนังทุกด้านโล่ง ไร้การตกแต่ง ฉาบสี Baby blue eyesโทนอ่อนดูสงบเย็นตา ทั้งห้องอวลด้วยกลิ่นหอมอ่อนของลาเวนเดอร์ชวนผ่อนคลาย บรรยากาศเงียบกริบ ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเครื่องปรับอากาศ

จิตแพทย์หนุ่มนั่งพิงพนักเก้าอี้บุนวมสีน้ำเงินอมเทา ห่างไปเพียงเล็กน้อย อเดลลานอนลืมตาบนโซฟายาว ไร้พนักพิง บุนวมหนานุ่มสีเดียวกันและปรับเอนนอนได้ซึ่งตั้งชิดผนังด้านหนึ่ง หญิงสาววางสองมือบนอก ลูบปลายนิ้วสลับไปมา ดวงตาซึ่งกลอกมองเพดาน บอกถึงความกังวลในใจ

นลธวัชขอให้บุรฉัตรนั่งคอยนอกห้อง เขาให้เหตุผลว่า บางอย่างเป็นเรื่องส่วนตัวของคนไข้ที่ไม่ควรให้บุคคลอื่นเข้ามารับรู้ และความเป็นส่วนตัวจะช่วยลดความกังวลของอเดลลาลงได้มาก ชายหนุ่มใช้เวลาพูดคุยในเรื่องครอบครัวและเรื่องราวเกี่ยวกับตัวหญิงสาว เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน

“ทำตัวให้สบาย ปล่อยความคิดทุกอย่าง ทำจิตใจให้โล่งนะครับ ไม่ต้องกังวลอะไรเลย ผมอยู่ข้างๆคุณที่นี่ตลอดเวลา” นลธวัชดูสุขุม เสียงพูดต่ำทุ้มเป็นจังหวะ ก่อความมั่นใจให้อเดลลาได้มาก เขาดูต่างจากชายหนุ่มสดใสร่าเริงที่เธอเคยเห็นเป็นคนละคน

“ค่ะ”หญิงสาวตอบรับ ตาจับจ้องเพดานนิ่ง

“เดี๋ยวผมจะพาคุณไปเที่ยวนะครับ” น้ำเสียงจิตแพทย์หนุ่มนุ่มนวลและอบอุ่น เขาหรี่ไฟเพดานลง และเลื่อนปรับไฟสีเหลืองอุ่นนวลขึ้นแทนที่

“หลับตา แล้วผ่อนคลายทุกอย่างครับ” นลธวัชเริ่มเสียงโทนต่ำราบเรียบ “สูดลมหายใจช้าๆ”

อเดลลาปิดเปลือกตาลง ค่อยๆสูดหายใจเข้าแล้วผ่อนลมออกอย่างเชื่องช้า คลื่นเสียงของจิตแพทย์หนุ่มดุจมีมนตร์สลายความตึงเครียด ทุกส่วนในร่างกายเริ่มผ่อนคลาย ปลายนิ้วที่ลูบไปมา เริ่มช้าลงและหยุดนิ่ง จนกระทั่งสองมือวางแนบกับอกในที่สุด

“ปล่อยจิตใจและสมองให้เบา..กล้ามเนื้อทุกส่วนคลายลง..ตัวคุณจะเบาเหมือนปุยนุ่น ค่อยๆปล่อยตัวให้ลอยไปตามลม ลอยไป..ลอยขึ้นไป”

แม้จะรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่น เนื้อตัวเบาหวิว รับรู้ว่าตัวเธอกำลังลอยล่องขึ้น แต่สติสัมปชัญญะยังคงอยู่ อเดลลาเริ่มจมดิ่งลงห้วงภวังค์เวิ้งว้างไปเรื่อยๆ

“คุณมองเห็นอะไรไหมครับ” ท่ามกลางความเงียบงัน แสนสงบ เสียงนลธวัชก็ยังคงชัดเจน

“เห็นค่ะ” หญิงสาวตอบ “ท้องฟ้าสดใสจัง ฉันยืนอยู่ในสวน ข้างหน้ามีดอกไม้เต็มไปหมด สีขาว สีแดง สีเหลือง โน่นสีม่วงเป็นพุ่มใหญ่ สวยมาก” อเดลลาพูดในขณะที่นอนหลับตาพริ้ม ใบหน้าอาบรอยยิ้มจาง

“เดินต่อไปครับ เห็นอะไรอีกครับ”

“ต้นไม้ใหญ่อยู่กลางสวน..ใบสีเขียวสดเป็นพุ่มใหญ่” หญิงสาวตอบเสียงเรียบและเนิบช้า

ในห้วงภวังค์ อเดลลาเห็นตัวเองยืนอยู่กลางสวนร่มรื่น ห่างไปไม่ถึงสองเมตร ไม้ใหญ่ลำต้นหนายืนตระต้นหง่านง้ำอยู่เบื้องหน้า

“กลางลำต้น ฉันเห็นมีประตู”

“เดินเข้าไปเลยครับ” เสียงทุ้มต่ำจากชายหนุ่ม ดุจกระแสลึกลับที่ผลักให้อเดลลาก้าวเดินเข้าไปโดยไร้ความหวาดกลัว เธอไปหยุดยืนใต้เงาไม้ใหญ่ มองเห็นลำต้นคลุมด้วยเปลือกไม้สีน้ำตาลเข้มแตกเป็นร่องขรุขระ ตรงกลางมีบานประตูปิดสนิทเหมือนบ้านต้นไม้ในนิทาน

“ลองเปิดเข้าไปครับ” เสียงนุ่มอบอุ่นแว่วดังข้างกาย

อเดลลาเอื้อมมือกำมือจับประตูแน่นก่อนจะดึงบานไม้หนาหนักออก เธอย่างเท้าเข้าไปด้านใน และพบว่าภายในคือห้องโล่งกว้างสีขาวสะอาดตา

ชายหนุ่มคนหนึ่งร่างสูงเพรียว นั่งหันหลังบนเก้าอี้อยู่กลางห้อง เบื้องหน้าคือขาหยั่งเขียนรูปทำด้วยไม้ขัดเงาสีน้ำตาลเข้ม มือใหญ่แข็งแรงจับพู่กันตวัดสีบนผืนผ้าใบ เสี้ยวหน้าเพียงแค่มองจากข้างหลัง อเดลลาก็สามารถจดจำได้เป็นอย่างดี

“ciao” เธอเอ่ยทักทาย รู้ตัวว่าเสียงสั่นอย่างระงับไม่ได้ เจ้าของร่างสูงเพรียวหันหน้ามาช้าๆ

อเดลลาจดจำใบหน้าคมเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วดกดำกับเรียวหนวดเหนือริมฝีปากนั้นได้แม่นยำ ใบหน้าระบายยิ้มอบอุ่นมีส่วนคล้ายคลึงกับพ่อของเธอเหลือเกิน ขอบตาหญิงสาวร้อนผ่าว ขับน้ำใสซึมเอ่อ ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความตื้นตันใจจนล้นอก

“คุณเห็นอะไรบ้าง” เสียงนลธวัชเอ่ยถาม เมื่อเห็นผิวหน้าหน้าแดงระเรื่อ ริมฝีปากสั่นระริกของร่างบนเตียง

“ฉัน..พบปู่ทวดของฉัน” เสียงอเดลลาสั่นเครือ

“เขากำลังทำอะไรอยู่ครับ”

“เขาจับมือฉัน พาเดินเข้าไปในประตูบานหนึ่ง..” หญิงสาวเอ่ย “เขาบอกฉันว่า ให้เข้าไป คำตอบทุกอย่างอยู่ในนั้น”

“เข้าไปเลยครับ ไม่ต้องกลัว” เสียงข้างกายทำให้อุ่นใจ ก่อเกิดพลังขึ้นในตัวอเดลลา พร้อมจะเผชิญกับอะไรก็ตามที่ต้องพบเจอ

อเดลลาก้าวเดินผ่านบานประตูสีขาวที่ซ่อนมิดชิดบนผนัง หันมามองปู่ทวดของเธอซึ่งยืนอยู่ด้านหลังอีกครั้ง เขาพยักหน้านุ่มนวลพร้อมรอยยิ้มแสนอบอุ่น หญิงสาวก้าวเข้าไปหยุดยืนนิ่ง มองเห็นโพรงลึกทอดยาวอยู่เบื้องหน้า คำตอบรอเธออยู่ที่นั่นแล้ว แวบหนึ่ง ใจประหวัดถึงใบหน้าของหญิงลึกลับ เธอสูดลมหายใจลึก หลับตาลง รำพึงภายในใจด้วยจิตภาวนาแน่วแน่

..ฉันอยากรู้ว่าคุณเป็นใคร อยากรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน..

“ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน” นลธวัชเอ่ยถามเมื่อเห็นหญิงสาวเงียบไป

“ข้างในนี้เริ่มมืดแล้ว..” เสียงอเดลลาแผ่วลง “ฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นเวลากลางคืนนะ รอบตัวมืดสลัว มีแสงสว่างเป็นบางที่ ได้ยินเสียงแมลงร้องอยู่รอบตัว ฉันกำลังเดินอยู่บนทางแคบๆ สองข้างเต็มไปด้วยพุ่มไม้ ขวามือมีคลองน้ำ นั่น..ฉันได้ยินเสียงดนตรี” อเดลลาเอ่ย มองเห็นการเคลื่อนไหวใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท

ความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้น เริ่มจากปลายเท้าไล่ฉาบเรื่อยขึ้นมา หญิงสาวสัมผัสถึงความแข็งกระด้างบนต้นแขน ลามไปท่อนแขน ตามด้วยหลังมือไล่ถึงปลายนิ้ว เธอก้มมอง แล้วต้องเบิ่งตาโพลงด้วยความตื่นตระหนก

มือบอบบางและนิ้วเรียว เปลี่ยนเป็นฝ่ามือใหญ่กร้านด้วยแกนกระดูกชัดเจนแบบมือบุรุษ เพียงครู่เดียว จิตวิญญาณ ความคิดและความรู้สึกทั้งมวลของอเดลลา แปรเปลี่ยนเป็นบุคคลอื่น ในขณะเวลานั้นโดยสมบูรณ์

“คุณเป็นอะไรอเดลลา” นลธวัชซักถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเห็นร่างคนไข้สั่นเทิ้ม

“ใครคืออเดลลา” ร่างบนเตียงตอบกลับมา

นลธวัชแปลกใจเล็กน้อย แต่ด้วยประสบการณ์และการเรียนรู้จากเมื่อครั้งไปเรียนที่ต่างประเทศ เขาเข้าใจได้ว่ากำลังมีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามที่ต้องการแล้ว

“คุณชื่ออะไร” ชายหนุ่มถาม รอคอยคำตอบใจจดจ่อ ความเงียบครองบรรยากาศอยู่ครู่หนึ่ง

“กระผมชื่อ จิอานโน เวอร์ราชิโอ”



Don`t copy text!