ภาพภพ บทที่ 20 : ฝังแน่นกลางใจ

ภาพภพ บทที่ 20 : ฝังแน่นกลางใจ

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

ค่ำคืนนี้ อากาศอบอ้าวแต่กลางวัน ปีกดำของราตรีกาลแผ่ครอบทุกพื้นที่ไปหมดสิ้น คลองรามบุตรียามนี้สงบนิ่งดุจโดนสะกด น้ำในคลองราบเรียบปราศจากผิวคลื่น เวลาใกล้สิ้นยามหนึ่งเงียบสงัดชวนวังเวง ไร้แม้เสียงหรีดหริ่งกรีดปีกระงม นานครั้งจะยินเสียงพายกระทบน้ำจ๋อมแจ๋ม  ดังแว่วมาจากหัวคลองซึ่งเชื่อมต่อกับคลองบางลำพู ธิดาแห่งบ้านรามภูดิศเดินเลาะรั้วพุ่มพฤกษ์มาเพียงลำพัง หวังเพียงให้สายลมยามค่ำช่วยคลายร้อน ร่างบอบบางสวมผ้าคาดอก พรางไหล่กลมกลึงด้วยแพรสีนวลตา แต่ไม่อาจบดบังผิวผุดผ่องได้แม้อยู่ในแสงสลัว

ถึงโดยรอบจะมืดสนิทด้วยเป็นคืนเดือนแรม แต่แสงวิบวับเหลืองนวลกระจายพร่างอยู่รอบต้นลำพูซึ่งขึ้นเรียงรายริมคลอง ก็ช่วยให้สว่างได้มากโข ชมนาดซึ่งทอดเถาเลื้อยบนซุ้มเหนือศีรษะกรุ่นกระจายกลิ่นหอมชื่นใจไปทั่วบริเวณ แว่วซออู้ขับเสียงลอยล่องมาจากที่ใดที่หนึ่ง จำเรียงหวานเศร้าคล้ายเสียงสะอื้นทอดแผ่ว หญิงสาวชะเง้อมองไปยังฝั่งตรงข้ามมองหาที่มา ท่วงทำนองเพลงสร้อยสนตัดดุจมีมนตร์ชักพาให้ก้าวลงบันไดท่าน้ำโดยไม่รู้ตัว ต้นลำพูริมตลิ่งทอดกิ่งโน้มลงพักก้านบนราวระเบียงศาลา ฝูงหิ่งห้อยบินว่อนกระพริบแสงเรืองช่วยส่องให้บริเวณนั้นสว่างพร่างพราวดุจอาบแสงจันทร์คืนเพ็ญ

หญิงสาวยืนเกาะระเบียง กวาดสายตามองพุ่มพฤกษ์ฝั่งตรงข้าม ชะเง้อมองหาต้นเสียงดนตรีแสนไพเราะ

สายตาพลันสบเข้ากับใครคนหนึ่งยืนนิ่งใต้เงาไม้ ร่างนั้นสูงสง่า ชุดซึ่งสวมใส่ดูแปลกตา หาใช่เสื้อราชแปตแตนท์กับผ้าม่วงอย่างที่เห็นจนชินตา แต่เป็นเสูทฝาหรั่งสีเข้มทับเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกเนคไทและกางเกงขายาว ธิดาบ้านรามภูดิศตะลึงมอง ด้วยไม่คาดคิดว่าจะมีใครออกมานอกบ้านในยามค่ำคืนเช่นนี้

“Good evening lady” เจ้าของเสียงทักทายขณะก้าวออกมาจากมุมมืด เผยรูปหน้าให้เห็นว่าเป็นคนต่างชาติ ผมหยักศกสีอ่อนล้อมกรอบหน้าคมคาย จมูกโด่งเป็นสันรับแสงเด่นชัด แม้จะมองเห็นไม่ชัดเจนนัก แต่สายตาธิดาบ้านรามภูดิศก็สบเข้ากับดวงตาคมคู่นั้น หญิงสาวรีบดึงผ้าคลุมกายให้มิดชิด หมุนตัวหันหลังซ่อนใบหน้าร้อนผ่าวไว้ในเงามืด ยกมือซึ่งรวบชายผ้าไว้ขึ้นทาบอก สัมผัสถึงหัวใจเต้นระทึกอยู่ภายใน

“ยินดีที่ได้รู้จักและพบกันนะครับ” เสียงทุ้มกังวานเอ่ยข้ามฝั่งมายิ่งทำให้ใจสั่นไหว ค่อยๆเบือนหน้าไปมอง เอ่ยตอบกลับไปด้วยเสียงสั่นเครือ

“เจ้าค่ะ”

หญิงสาวหันซ้ายขวาอย่างหวาดระแวงด้วยเกรงว่าจะมีใครมาพบเห็นเข้า การที่ลูกสาวพระยารามรามภูดิศพบปะพูดคุยกับชายแปลกหน้ายามวิกาล ยิ่งเป็นคนต่างชาติต่างภาษายิ่งเป็นเรื่องไม่งามหนักขึ้นไปอีก จึงตัดสินใจก้าวออกจากศาลา

“รอประเดี๋ยวได้ไหมครับ” เสียงท้วงนั้นรั้งเท้าซึ่งกำลังจะก้าวเดินขึ้นบันใดให้หยุดนิ่ง ไม่รู้สิ่งใดดลใจให้หญิงสาวต้องหันกลับไปมองอีกครั้ง ชายหนุ่มต่างชาติกำลังก้าวลงมาริมฝั่ง ก้มตัวลงวางใบไม้บนผิวน้ำพร้อมกับใช้มือวักน้ำให้ใบไม้ลอยมายังอีกฝั่ง เขาเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้พร้อมกับเอ่ย

“รับไมตรีจิตจากกระผมไว้ได้ไหมครับ”

ร่างบอบบางรีรออยู่ครู่หนึ่งจึงหมุนตัวกลับ ก้าวมาจนถึงริมชานศาลา ชะเง้อมองเห็นใบไม้ที่ลอยมาติดตรงราวบันได แสงจากฝูงหิ่งห้อยส่องให้เห็นดอกกระดังงาสีเหลืองวางอยู่บนใบหูกวาง เหลือบขึ้นมองไปยังอีกฝั่ง เห็นชายหนุ่มพยักหน้าให้

“ได้โปรดรับไว้เถิดนะครับ”

เธอย่อตัวลงเอื้อมมือหยิบดอกไม้มาถือไว้ แล้วเดินหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่านขึ้นผิวหน้าเป็นริ้ว เสียงอีกฝั่งร้องข้ามมายิ่งทำให้ใจเต้นไม่เป็นส่ำ เกรงเหลือเกินว่าคนในบ้านจะได้ยิน

“กระผมจะได้พบคุณผู้หญิงอีกเมื่อไหร่ครับ”

ธิดาของพระยารามภูดิศไม่ตอบ ก้มหน้างุด ก้าวขึ้นเรือนไปอย่างรวดเร็ว

จิอานโน เวอร์ราชิโอยืดตัวขึ้นยืน เดินเลาะริมฝั่งขึ้นไปทางคลองบางลำพู สายตายังคงมองไปฝั่งตรงข้ามไม่วาง หวังเพียงได้เห็นหน้าสตรีสยามผู้นั้นอีกสักครั้ง แต่บริเวณหน้าตึกใหญ่กลับเงีบบเชียบ ไร้วี่แววสิ่งมีชีวิตใด

ชายหนุ่มหันหลังด้วยความเสียดาย ก้มตัวลงหยิบกระดานไม้ขนาดเหมาะมือซึ่งหนีบแผ่นกระดาษขึ้นมาถือ ก้าวตรงขึ้นไปข้างหน้าด้วยรอยยิ้ม ใจประหวัดถึงดวงหน้าอ่อนหวานที่เพิ่งพานพบเมื่อครู่ ยิ่งยามต้องแสงเหลืองเรืองลออจากแมลงซึ่งกระพริบพรายรอบกาย ใบหน้านั้นงดงามราวภาพวาดจากปลายพู่กันจิตรกรเอก ไหนจะเรือนร่างเพรียวบางนั่นอีกเล่า ยามเยื้องย่างช่างนุ่มนวลแช่มช้อยราวกับลอยเลื่อนได้

หิ่งห้อยตัวหนึ่งบินร่อนลงมาใกล้ วนเวียนอ้อยอิ่งไม่ยอมไปไหน ชายหนุ่มหยุดเดิน ยกมือขึ้น แมลงราตรีตัวน้อยบินมาจับนิ่งบนปลายนิ้ว จุดรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าคมสัน เขารำพึงเสียงแผ่วเบา

“lucciolaเอ๋ย ฉันอยากจะฝากเจ้าไปบอกคุณผู้หญิงคนนั้นด้วยว่า หัวใจของฉันถูกเขาขโมยไปเสียแล้ว”

ราวกับรู้ความ แมลงตัวนั้นกระพือปีกบาง กระพริบแสงวาบแล้วบินขึ้น ตรงไปยังตึกใหญ่ที่ชายหนุ่มเพิ่งจากมา

“บอกเขาด้วยว่า คืนนี้ ฉันจะนอนฝันถึงเขาทั้งคืนเลย” จิอานโนส่งเสียงตามหลังไป ยืนมองจนแสงเรืองหายลับไปในความมืด

ร่างสูงสง่าเดินเลียบริมคลองตรงไปข้างหน้า ด้วยความมืดทำให้ไม่แน่ใจนักว่ามาถูกทางหรือไม่ จำได้ว่าเพลินกับการนั่งวาดภาพวัดในย่านนั้น จนไม่ทันสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงรอบกาย ยังพออุ่นใจที่แสงจากแมลงตัวน้อย กระจายความสว่างช่วยส่องให้เห็นทางได้

แว่วเสียงหนึ่งแทรกขึ้นกลางความสงัดเงียบ เสียงคล้ายคนกำลังต่อสู้กัน

จิอานโนเร่งสาวเท้าตรงไป จนเมื่อพ้นแนวไม้สูงจึงเห็นที่มาของเสียง ห่างออกไปหลายช่วงตัว แสงตะเกียงที่วางบนพื้นส่องให้เห็นชายสองคนกำลังยื้อยุดกันอยู่ เสียงฮึดฮัดสลับขู่คำราม บอกให้รู้ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าไม่ปรกติอย่างแน่นอน

“เฮ้!” ชายหนุ่มตะโกนออกไป เสียงดังแหวกความเงียบเรียกให้หนึ่งในสองหันขวับมามอง   ร่างสูงล่ำสันในชุดสีดำ ผ้าคลุมศีรษะสีเดียวกัน อ้อมมาคาดพันใบหน้าจนเกือบมิดชิด เผยให้เห็นเพียงแค่ดวงตากร้าวแข็ง ส่วนอีกคนเป็นชายหนุ่มร่างสูงเพรียว หน้าตาอย่างชาวสยามนั้นเหยเกแดงก่ำ กำลังยื้อถุงผ้าในมือที่อีกฝ่ายกำไว้แน่น เพียงเท่านี้ ก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

“หยุดนะ!” เขาตะโกนสำทับ โยนกระดานในมือลงพื้น ตรงเข้าไปจะช่วยเหลือหนุ่มชาวสยาม

“มึงอย่ายุ่งนะอ้ายฝาหรั่ง” เจ้าคนพรางใบหน้าหันมาตวาดเสียงแข็ง มันอาศัยจังหวะที่คู่ต่อสู้หันมามอง กระทุ้งกำปั้นหนักหน่วงเข้าช่องท้องหนุ่มชาวสยาม จนร่างสูงทรุดลงคุกเข่ากับพื้น ผละมือจากสิ่งซึ่งกำลังยื้อ คนยืนค้ำดึงบางสิ่งจากผ้าคาดเอวแล้วเงื้อขึ้น วัตถุในมือต้องแสงตะเกียงเป็นเงาวับ

“เฮ้ย! หยุดนะ” สัญชาตญาณสั่งให้จิอานโนคว้าท่อนไม้บนพื้นแล้วพุ่งเข้าไป เหวี่ยงแรงฟาดไปสุดแขนหมายที่ใบหน้าเจ้าของร่างล่ำสัน แต่เป้าหมายเบี่ยงตัวหลบวูบ ทำให้ชายหนุ่มเสียหลักเซถลา เจ้าคนพรางใบหน้าปราดเข้ามา ตวัดอาวุธเข้าใส่รวดเร็วราวพายุ

“โอ๊ย!” หนุ่มต่างชาติเสียวแปลบเมื่อคมมีดเชือดเข้ายังต้นแขน ชายชุดสีดำไม่รอช้า ยกเท้าถีบร่างของเขาหงายหลังล้มลงพื้น แล้วรีบเร้นกายหายเข้าไปในดงไม้อย่างรวดเร็ว

“เป็นอย่างไรบ้าง” หนุ่มชาวสยามยื่นมือให้ จิอานโนเอื้อมมาจับพร้อมดึงตัวขึ้นนั่ง แล้วยันกายขึ้นยืน มือปัดเศษดินและใบหญ้าที่ติดตามเสื้อผ้าออก

“ท่านได้รับบาดเจ็บนี่” ชายชาวสยามมองแขนเสื้อซึ่งขาดเป็นรอย โลหิตสีแดงเข้มเปรอะซึมเป็นดวงใหญ่

“ไม่กระไรนักหรอก แล้วท่านล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง” จิอานโนเอ่ยถาม

“ค่อยยังชั่วขึ้นแล้ว กระผมขอขอบคุณท่านมาก” หนุ่มผิวเข้มตอบ พยายามฝืนยิ้ม แต่บนใบหน้าคร้ามคมยังคงร่องรอยความเจ็บปวดไม่น้อย

“อ้ายคนนั้น มันชิงของท่านไปจนได้” หนุ่มต่างชาติเอ่ย ชะเง้อมองไปยังแนวไม้มืดทะมึนข้างทาง

“ช่างเถิด เงินเพียงไม่กี่อัฐ ถือเสียว่าทำบุญไป”

“กระผมจิอานโน เวอร์ราชิโอ เป็นช่างมาจากอิตาลี มาทำงานศิลปะให้กับราชสำนักสยาม” ชายหนุ่มต่างชาติแนะนำตัวพร้อมรอยยิ้ม ยื่นมือขวามาข้างหน้า อีกฝ่ายจับมือสานไมตรีอย่างคนคล่องธรรมเนียมฝาหรั่ง

“กระผมหลวงราชพินิจสารัตถ์ ทำงานอยู่กระทรวงต่างประเทศ ท่านเรียกกระผมว่าเปรื่องก็ได้นะขอรับ” หนุ่มชาวสยามแนะนำตัว รู้สึกถูกชะตากับเจ้าของชื่อจิอานโน

“มิน่าล่ะ ท่านถึงเจรจาภาษาอังกฤษได้ดี เพราะชาวสยามส่วนใหญ่ที่พบ พูดภาษาอังกฤษไม่ใคร่จะได้นัก” จิอานโนเอ่ย ยกมือจับแผลที่ต้นแขน นิ่วหน้าเม้มปาก

“ท่านมาทำอะไรค่ำมืดแถวนี้รึขอรับ”

“กระผมมาเที่ยวชมวัด แล้วก็นั่งวาดภาพ แต่จำทางกลับไม่ได้ เลยเดินเตร่มาเผื่อจะพบทางออก” จิอานโนเอ่ย ก้มลงเก็บกระดานไม้บนพื้นขึ้นมาถือ

“เช่นนั้น ไปด้วยกันเถิดขอรับ กระผมกำลังจะออกไปที่หน้าถนนพอดี” หลวงเปรื่องเอ่ยชวน “ท่านพักอยู่ที่ไหนรึขอรับ ประเดี๋ยวกระผมจะไปส่ง”

“บ้านพักกระผมอยู่ที่ตรอกวัดสามพระยา แต่ท่านไม่ต้องเสียเวลาไปส่งหรอก นี่ก็ดึกแล้ว จะเสียเวลาเปล่า”

“ไม่เลยขอรับ บ้านของกระผมอยู่แถบคลองบางขุนพรหม ไม่ไกลจากที่ท่านพักเลย”

หลวงเปรื่องพาจิอานโนเดินลัดเลาะเลียบคลองเล็กจนบรรจบคลองบางลำพู ชายหนุ่มชาวอิตาลีหยุดยืนนิ่ง ตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศสีน้ำเงินเข้มของผืนฟ้าและท้องน้ำในคลอง แสงเรื่อเหลืองจากช่องหน้าต่างของเรือนสองฝั่ง สะท้อนเงาลงบนผิวธารดุจแผ่นทองทาบทับ เรือสำปั้น เรือประทุนจอดเรียงราย บางลำจุดตะเกียงสาดแสงนวลอาบภายในเรือดูอบอุ่นท่ามกลางอากาศเย็นยามค่ำคืน แมลงไฟตัวน้อยกลุ่มใหญ่กระพริบแสงวับวาวล้อเล่นกับพุ่มลำพู ทุกสิ่งสรรพ์ล้วนแต้มแต่งให้ราตรีนี้ดูงดงามดั่งภาพวาด ชายหนุ่มนึกอยากเก็บภาพนี้ไว้มิให้เลือนหายไป ดุจดวงหน้าหวานละมุนที่เพิ่งพานพบ ซึ่งเขาได้ประทับไว้กลางใจแนบแน่นตั้งแต่แรกยล

ถนนจักรพงษ์ยามนี้ดูเงียบเหงาดุจเมืองร้าง อาคารบ้านเรือนยืนทะมึนเป็นเงาดำอยู่สองฟากถนน ไกลออกไปเห็นยอดเจดีย์วัดชนะสงครามรำไร แสงวอมแวมของไฟตะเกียงจากเสาริมทางไม่ช่วยไล่ความวังเวงออกไปได้เลย นานครั้ง แว่วเสียงคนคุยกันลอยมา เสียงขลุ่ยแผ่วจางแทรกมาในความสงัดพอให้รับรู้ได้ถึงความมีชีวิต

สองบุรุษต่างเชื้อชาติยืนรอริมถนนเพียงไม่นานนัก ดวงไฟสองดวงมองเห็นเด่นชัดบนม่านมืดของยามวิกาลมาแต่ไกล เมื่อเคลื่อนเข้ามาใกล้จึงเห็นชายร่างสันทัดสองคนพร้อมรถลาก แต่งกายด้วยเสื้อกับกางเกงจีนเนื้อผ้าดิบสีเข้ม สวมหมวกกุ้ยเล้ยสาน หลวงเปรื่องให้สัญญาณมือเพื่อเรียกใช้และเจรจาบอกจุดหมาย

เมื่อรถลากเริ่มเคลื่อน จิอานโนทอดสายตามองสองข้างทางด้วยความเพลิดเพลิน เขาขอร้องให้คนลากรถเก็บหลังคาผ้าใบ เปิดด้านบนโล่งรับลมยามค่ำเย็นระรื่น พัดพากลิ่นดอกไม้รวยรินมาเป็นระยะ พอกลบกลิ่นฉุนของน้ำมันก๊าดซึ่งโชยจากตะเกียงที่แขวนไว้ข้างรถทั้งสองด้านได้บ้าง รถลากแล่นฉิวไปบนถนนจักรพงษ์อย่างนิ่งสนิท ด้วยคนลากเป็นชายจีนวัยฉกรรจ์ ร่างกายกำยำ เรี่ยวแรงมากพอที่จะถือคานไม้ได้นิ่ง บวกกับจังหวะการเดินก็สม่ำเสมอ มีโยกไหวพอสะกิดความเจ็บปวดของแผลบนต้นแขนบ้าง เมื่อสะดุดหลุมบ่อบนถนนอัดดินเรียบ

แม้บรรยากาศโดยรอบจะมืดสนิทและเงียบสงัด แต่แสงเหลืองนวลจากตะเกียงหลอดซึ่งตั้งบนเสาไม้เรียงรายริมถนนเป็นระยะ บวกกับเสียงรองเท้าหนังของคนลากรถกระทบพื้นถนน ก็พอช่วยคลายความวังเวงลงได้ บ้านสองชั้นบอกฐานะมีอันจะกินมีให้เห็นบ้างแต่แรก แต่เมื่อรถเจ๊กแล่นข้ามคลองบางลำพูเข้าสู่ถนนสามเสนไม่นานนัก ก็กลายเป็นเรือนชั้นเดียวเรียงรายเป็นเงาดำไปตลอดถนน มีเว้นช่วงสลับด้วยแนวต้นไม้ เรือนหลายหลังจุดไฟวอมแวม บ้างก็ดับไฟเข้านอนตั้งแต่ยังไม่ถึงยามหนึ่ง

เพียงไม่นานนัก รถลากก็เลี้ยวออกจากถนนเคลื่อนเข้าสู่ตรอกวัดสามพระยา อากาศรอบกายเย็นวูบ แว่วเสียงหรีดหริ่งดังระงม แมกไม้และบ้านเรือนมองเห็นเป็นเงาดำตะคุ่มอยู่ในความมืด มีเพียงแสงจากตะเกียงซึ่งแขวนหน้ารถส่องนำทางไปหยุดหน้ารั้วบ้านไม้หลังหนึ่ง หลวงเปรื่องรีบเร่งลงจากรถพร้อมจ่ายเบี้ยให้กับคนลากทั้งสอง

“เชิญท่านเข้าไปนั่งจิบชาในบ้านก่อนครับ” จิอานโนค้อมตัวเชื้อเชิญ ก่อนเดินนำหน้าผ่านรั้วไม้เข้าสู่ภายใน

หลวงเปรื่องมองบ้านไม้ทรงปั้นหยาหลังใหญ่ตรงหน้า จำได้ว่านี่คือบ้านพักหลังเก่าของพระยายมราช ที่ได้จัดให้เป็นที่พักของเหล่าช่างจากอิตาลีซึ่งเข้ามาทำงานถวายในหลวง ชายต่างชาติสองคนนั่งตรงโต๊ะซึ่งตั้งบนระเบียงหน้าเอ่ยทักเมื่อจิอานโนเดินเข้าไป ทั้งสองก้มศีรษะและส่งยิ้มให้หลวงเปรื่อง จิอานโนก้าวนำเข้าไปในห้องโถงขนาดกลาง มีชุดโต๊ะและเก้าอี้หวายตั้งตรงกลางห้อง เขาผายมือเชื้อเชิญ

“เชิญท่านนั่งก่อน กระผมขอตัวไปทำแผลสักครู่”

จิอานโนหายไปครู่ใหญ่ กลับมาพร้อมถาดที่วางกาเซรามิคและถ้วยสองใบ ร่างสูงโปร่งดูแปลกตาเมื่อสวมเสื้อกุยเฮงสีขาวสะอาดตาและกางเกงแพรสีน้ำตาล แขนซ้ายบริเวณใต้ข้อศอกมีผ้าพันไว้

“อากาศเย็น ดื่มชาสัดนิดนะท่าน” เอ่ยพลางยกการินน้ำชาลงใส่ถ้วย “tè nero ผสมเปลือกส้ม ดื่มแล้วสดชื่นดี”

หลวงเปรื่องยกถ้วยชาควันกรุ่นขึ้นจิบ กลิ่นหอมของใบชาผสมกลิ่นส้มอ่อนๆทำให้ชาถ้วยนี้น่าดื่มขึ้นอีกมาก เขาพิจารณาใบหน้าของอีกฝ่ายขณะเริ่มสนทนา น้ำเสียงทุ้มหนักแน่นแต่แฝงความอ่อนโยน ท่าทีสุภาพอ่อนน้อม อีกทั้งใบหน้าคมสันด้วยเครื่องหน้างดงาม ตากลมสีน้ำตาลอมเทาล้อมด้วยแพขนตาดกหนา รับกับเรียวคิ้วเข้ม ไล่ลาดลงสู่จมูกเป็นสันโด่ง ริมฝีปากสีส้มเรื่อคล้ายเผยอยิ้มอยู่ทุกขณะ เรียวหนวดสีน้ำตาลเข้มตัดแต่งสะอาดเรียบร้อยเสริมเสน่ห์ชวนมอง ยิ่งได้รับฟังเรื่องราวชีวิตของจิอานโน หนุ่มข้าราชการชาวสยามยิ่งชื่นชมและรับรู้ได้ถึงความดีในตัวช่างชาวอิตาลีคนนี้มากขึ้น

จากเด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยงโดยเจ้าของร้านขนมปังเล็กๆแถบชานเมือง Arezzo ชีวิตของเด็กน้อยจิอานโนไร้อนาคต ทำงานผ่านไปในแต่ละวัน ทว่าเบื้องลึกหัวใจดวงเล็กซ่อนความรักศิลปะไว้จนเปี่ยมล้น จนเมื่อวัยสิบเจ็ด เขาเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง จึงออกเดินทางสู่ Florence เพื่อตามหาความฝันของตน เขาเริ่มก้าวเข้าใกล้ศิลปะโดยการขอเป็นเด็กรับใช้ในบ้านของจิตรกรหนุ่มกลางคน ทำงานทุกอย่างเพื่อแลกอาหารและที่พักพิง อาสาล้างจานสีและพู่กันให้ แม้งานจะหนักแต่ก็มีความสุขเพราะได้อยู่ใกล้สิ่งที่รัก แวดล้อมด้วยภาพวาด อบอวลด้วยกลิ่นสีและลินสีดทุกเมื่อเชื่อวัน จนจิตรกรหนุ่มเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจ ยอมสอนวาดรูปให้ เด็กหนุ่มจิอานโนตั้งใจเรียนรู้ฝึกฝนสุดหัวใจ จนฝีมือการวาดภาพเป็นที่ถูกใจของผู้ถ่ายทอด เขาจำได้ไม่มีวันลืมว่าน้ำตาไหลด้วยความปลาบปลื้มเมื่องานชิ้นแรกขายได้ จิตรกรหนุ่มมองเห็นความดีและซื่อสัตย์ในตัวเด็กหนุ่ม ครั้งเมื่อเข้าล้มป่วย มีจิอานโนคอยดูแลปรนนิบัติเป็นอย่างดี เมื่อาการเริ่มหนักขึ้น เขาตัดสินใจยกบ้านหลังใหญ่ที่Veniceให้เป็นการตอบแทน ที่สุดผู้มีพระคุณก็จากไป

“กระผมโปรดปรานการเดินทาง โดยเฉพาะท่องไปในถิ่นไกลโพ้น ครั้งแรกเมื่อได้เห็นเมืองปีนัง เมืองสิงคโปร์ ช่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก แต่เทียบไม่ได้เลยกับเมืองสยาม กระผมตกหลุมรักเมืองนี้ไปเสียแล้ว”

หลวงเปรื่องมองเห็นประกายความมุ่งมั่นและจริงจังในดวงตาสีอ่อนของคู่สนทนา ความจริงใจเคลือบมาในน้ำเสียงทุ้มกังวาน ชายหนุ่มผู้มีรูปลักษณ์งดงามไม่ต่างจากจิตใจ การที่กล้าเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยเหลือเขาให้พ้นภัยจากคนพาล นับได้ว่าเป็นหนี้บุญคุณล้นเหลือ ชายหนุ่มมองกระดานไม้หนีบแผ่นกระดาษซึ่งวางบนโต๊ะตรงหน้าด้วยความสนใจใคร่รู้

“กระผมอยากชื่นชมภาพวาดของท่านสักนิด จะกระไรไหมขอรับ”

“ได้สิ  กระผมยินดี” จิอานโนกล่าวพลางผายมือเชื้อเชิญ ข้าราขการหนุ่มสยามเอื้อมมือจับกระดานไม้แล้วพลิกกระดาษแผ่นบนขึ้น เผยให้เห็นแผ่นล่างประทัปภาพวาดวัดด้วยลายเส้นดินสอดำคมชัด พลิกแผ่นต่อไปคือภาพคน รอยเส้นสายเฉียบคม ลงน้ำหนักแสงเงาได้หนักแน่นเหมือนจริงบอกถึงความชำนาญโดยแท้

“ฝีมือท่านดีมากเลยขอรับ” หลวงเปรื่องเอ่ยชมจากใจจริง จิอานโนยิ้มรับคำชม พลอยให้ดวงตาเป็นประกายสุกใส แม้จะเป็นบุรุษเหมือนกัน แต่หลวงเปรื่องยังอดชื่นชมเสน่ห์ของช่างอิตาลีคนนี้ไม่ได้

“ไว้โอกาสต่อไป กระผมจะวาดภาพท่านสักภาพ” จิอานโนเสนอ รู้สึกดีกับชายชาวสยามคนนี้ สัมผัสได้ถึงความจริงใจซึ่งถ่ายทอดจากดวงตาและรอยยิ้ม

“ขอบพระคุณท่านมากขอรับ” หลวงเปรื่องตอบรับด้วยความรู้สึกยินดี เพิ่งนึกขึ้นได้จึงเอ่ยต่อ “วันเสาร์ที่กำลังจะมาถึง ท่านพอจะมีเวลาไปกับกระผมไหมขอรับ กระผมใคร่ชวนท่านไปงานเลี้ยงที่บ้านท่านพระยารามภูดิศ”

“จะเป็นการไม่ควรกระมัง เจ้าของบ้านยังไม่ได้เอ่ยเชื้อเชิญกระผมเลย” จิอานโนตอบหลังจากจิบชาและวางถ้วยลง

“ท่านเจ้าคุณกำลังหาช่างวาดฝีมือดีเพื่อวาดภาพของท่าน กระผมอยากให้ท่านได้พบกับท่านสักครั้ง ไปด้วยกันนะขอรับ”

“ถ้าท่านคิดว่าควร กระผมก็ยินดีอย่างยิ่ง” จิอานโนยิ้มรับคำเชื้อเชิญ

“ท่านเจ้าคุณเป็นคนใจดี ใจกว้าง ชอบสังสรรค์และเป็นคนนิยมธรรมเนียมฝาหรั่ง” หลวงเปรื่องเอ่ย “ท่านโปรดงานศิลปะ ชอบภาพวาด ดนตรี กระผมคิดว่าถ้าท่านได้พบท่านเจ้าคุณ  คงชื่นชอบไม่น้อยเทียวละ”

เสียงหลวงเปรื่องแว่วผ่านหูพอจับใจความได้ จิอานโนยิ้มและพยักหน้ารับ ไม่รู้ด้วยเหตุใด วงหน้างดงามราวดวงแขผ่านวาบเข้ามาในความคิดอีกครา ใจพลันลอยล่องไปถึงแม่หญิงชาวสยามผู้มีกิริยานุ่มนวลแช่มช้อย แม้ได้พานพบกันเพียงชั่วยาม แต่กลับฝังแน่นกลางใจจนยากลบเลือนไปได้

 



Don`t copy text!