ภาพภพ บทที่ 21 : แม่วาด

ภาพภพ บทที่ 21 : แม่วาด

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

อาคารสีขาวสูงใหญ่รูปทรงแบบตะวันตก ตัดกับหลังคาปั้นหยาสีน้ำตาลแดง ตั้งตระหง่านริมคลองบุตรี พื้นที่กว้างขวางสมฐานะตำแหน่งพระยารามภูดิศ รอบบริเวณแวดล้อมด้วยไม้นานาพรรณดูร่มรื่น

บรรยากาศมืดสลัวคืนนี้ ต่างจากทุกคืนเพราะถูกแต้มแต่งด้วยแสงไฟจากภายในและนอกตัวเรือน แสงลอดผ่านกระจกสีเหนือหน้าต่าง ช่วยเติมสีสันให้ดูสดใส เสียงทำนองเพลงแผ่วเบาเคล้าเสียงสนทนาจากโถงกว้างลอยลอดออกมาไล่ความเงียบสงัดให้ปลาสนาการไป

หลวงพินิจสารัตถ์ก้าวนำจิอานโนเข้าสู่ห้องโถง ซึ่งคลาคล่ำด้วยคนมากมาย ทั้งบุรุษและสตรีล้วนอยู่ในอาภรณ์งดงาม นายช่างหนุ่มชาวอิตาลีพยายามระงับความตื่นเต้นและประหม่า เพราะทุกสายตาหันมามองเขาเป็นจุดเดียว อดคิดไม่ได้ว่า อาจเพราะเสื้อเชิ้ตขาวผูกเนคไทสีฟ้า สวมทับด้วยสูทและกางเกงสีเทาเข้ม ทำให้ดูแตกต่างจากคนอื่น หรืออาจด้วยเป็นคนต่างชาติเพียงคนเดียวในที่นี้ก็เป็นได้

สองหนุ่มต่างเชื้อชาติเดินผ่านแขกเหรื่อไปยังกลางห้องที่มีกลุ่มคนยืนล้อมวงสนทนากันอยู่ จิอานโนสะดุดตาบุรุษร่างสูงใหญ่ ผิวสองสีสะอาดสะอ้าน ใบหน้าเหลี่ยม กรามกว้างแบบชาวสยาม ราศีโดดเด่นซึ่งฉายออกมาท่ามกลางหมู่คน เขาพอคาดเดาได้ว่าน่าจะเป็นเจ้าของบ้านรามภูดิศอย่างแน่นอน

“ท่านเจ้าคุณขอรับ” หลวงเปรื่องเอ่ยขึ้นเมื่อเข้าไปถึง ค้อมตัว ประนมมือไหว้นอบน้อม

“อ้าว หลวงเปรื่อง เพิ่งมาถึงรึ” พระยารามภูดิศละจากการสนทนา หันมาทักทาย รอยยิ้มใต้เรียวหนวดดกดำช่วยลดทอนความขึงขังบนใบหน้าลงได้มาก สายตาคมแฝงอำนาจเลื่อนมามองยังจิอานโนพลางเอ่ยถาม “พาใครมาด้วยรึนั่น”

“เพื่อนของกระผม ชื่อจิอานโน เป็นนายช่างจากอิตาลีขอรับ” หลวงเปรื่องแนะนำ

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รู้จักท่านเจ้าคุณครับ” นายช่างหนุ่มก้มศีรษะ ยื่นมืออกไปสัมผัสกับประมุขของบ้าน

“หน้าตางามแท้ราวกับปั้น เห็นที สตรีทั่วพระนครได้หัวใจสั่นไหวกันครานี้เสียกระมัง” ม่านเจ้าคุณยิ้มกว้าง เอ่ยถามด้วยภาษาอังกฤษ “เป็นนายช่าง  ก็ต้องวาดรูปได้ใช่หรือไม่”

“ขอรับ” จิอานโนพยายามตอบด้วยภาษาไทยพลางก้มศีรษะรับ

“เออแน่ะ ฉันชักชอบนายช่างคนนี้เสียแล้ว” ท่านพระยาหัวเราะเสียงดัง ยกมือขึ้นตบไหล่จิอานโนเบาๆ “มาทางนี้ ฉันมีอะไรจะให้ดู”

ร่างสูงก้าวนำไปยังอีกฟากของห้อง หลวงเปรื่องและจิอานโนเดินตามไป ผู้คนต่างหลบหลีกเปิดทางให้ เจ้าของบ้านไปหยุดยืนตรงผนังซึ่งแขวนรูปใส่กรอบเรียงแถวเป็นระเบียบ ท่านเจ้าคุณเข้าไปยืนเคียงภาพวาดตรงกลางพลางเอ่ยถาม

“ฉันอยากให้นายช่างได้เห็นรูปวาดของฉัน ช่วยบอกทีเถิดว่าเป็นอย่างไร”

จิอานโนมองรูปวาดบุคคลขนาดใหญ่ภายใต้กรอบไม้สีทองสลักลาย เพียงชั่วพริบตาก็รู้ว่าคือรูปของพระยารามภูดิศ ความสนใจดึงให้นายช่างหนุ่มขยับเข้าไปเพ่งมองอย่างชิดใกล้ ความแห้งด้านของเนื้อสีบอกถึงวัสดุที่ใช้ในการวาดคือสีฝุ่น* มองโดยรวมดูสวยงามในระดับหนึ่ง แต่อารมณ์ในภาพขาดชีวิต โดยเฉพาะจุดสำคัญของภาพเหมือนบุคคลคือดวงตา ดูแห้งแล้งไร้แวว อีกทั้งสีผิวก็ดูคล้ำหม่นไร้เลือดเนื้อ ไม่สามารถถ่ายทอดความสง่า น่าเกรงขามดุจตัวจริงของพระยารามภูดิศออกมาได้เลย แต่ทั้งหมดถูกกักไว้ในความคิดของเขาเพียงเท่านั้น ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ เพราะโดยส่วนตัวของเขา ถือว่าคือมารยาท จิอานโนยืนนิ่ง ไม่กล้าหันไปสบตากับเจ้าของภาพ

“ผู้วาดคือใครหรือขอรับ” หลวงเปรื่องเอ่ยถาม

“กระผมเองขอรับ” เสียงห้าวทุ้มจากด้านหลังเรียกทุกคนให้หันไปมอง

“อ้าว ขุนเอื้อ” พระยารามภูดิศร้องทักด้วยความประหลาดใจ “มาแต่เมื่อไหร่กันนี่ ทำไมฉันไม่เห็น”

“กระผมยืนคุยกับเพื่อนทางโน้นขอรับ” เจ้าของเสียงเป็นชายหนุ่มวัยน่าจะใกล้เคียงกันกับจิอานโน ใบหน้าเหลี่ยม โหนกแก้มสูง ผิวคล้ำเนียน คิ้วเข้มเรียวยาวเป็นระเบียบกับดวงตาคมพราวคือเสน่ห์จับตาเมื่อแรกเห็น ร่างสูงเทียมพระยารามภูดิศ แต่ออกล่ำสันกว่า พระยารามภูดิศแนะนำให้จิอานโนให้รู้จักกับชายหนุ่มผู้มาใหม่ ส่วนหลวงเปรื่องนั้นคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ด้วยรับราชการเหมือนกันและแวะเวียนมาบ้านรามภูดิศอยู่บ่อยครั้ง

“ขุนราชกฤตนู รับราชการอยู่ในกรมช่างสิบหมู่ มีฝีมือเชิงขีดเขียนไม่น้อย รูปนี้ก็ฝีมือของขุนเอื้อคนนี้ละ” พระยารามภูดิศเอ่ยพลางหันไปมองรูปวาดในกรอบข้างตัว

“นายช่างคิดว่าภาพนี้ ต้องแก้ไขตรงไหนบ้าง” น้ำเสียงห้วนกับสายตาที่จับนิ่งอย่างรอคำตอบ สร้างความอึดอัดแก่จิอานโน รับรู้ได้ว่าคำถามนี้ ไม่ต้องการคำตอบแต่อย่างใด แต่คล้ายจะกดดันเขาเสียมากกว่า “กระผมคิดว่าท่านเจ้าคุณเอง ก็คงใคร่รู้ไม่น้อย” จิอานโนจับน้ำเสียงในประโยคหลังได้ว่าคล้ายประชดประชัน

“ไม่ต้องถามให้มากความหรอกขุนเอื้อ” พระยารามภูดิศท้วงขึ้น “ไว้ถึงคราที่นายช่างมาวาดรูปฉัน ท่านขุนก็มาเสียที่นี่ จะได้ศึกษาวิธีวาดแบบช่างตะวันตกไปด้วย”

สีหน้าของขุนราชกฤตนูเปลี่ยนไป จิอานโนทันสังเกตแววขุ่นเคืองผุดขึ้นวูบหนึ่ง

“ขอรับท่านเจ้าคุณ” ชายหนุ่มเจ้าของฝีมือรูปวาดค้อมตัวลงนอบน้อม แต่เสียงตอบรับยังเจือความห้วนกระด้างอยู่ในที

พระยารามภูดิศพาหลวงเปรื่องและจิอานโนไปทำความรู้จักข้าราชการผู้ใหญ่อีกหลายคน อีกทั้งยังเชิญให้ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วย จิอานโนเป็นที่สนใจของทุกคน โดยเฉพาะความสามารถในการวาดภาพ ที่ดึงดูดให้ผู้อาวุโสหลายท่านออกปากว่าจ้างให้วาดรูปเหมือนของตนบ้าง

“ท่านเจ้าคุณเป็นคนมีฐานะคนหนึ่ง มีสวนผลไม้ใหญ่ที่บางกอกน้อยหลายร้อยไร่ นอกจากงานราชการ ท่านก็ยังทำการค้าส่งผลไม้กับเจ้าสัวฮง คนที่นั่งถัดไปทางซ้ายของท่านนั่นแหละ” หลวงเปรื่องเอียงตัวเข้ามากระซิบบอก

“แล้วภรรยากับลูกของท่านล่ะ” จิอานโนเอ่ยถาม เพราะนอกจากสตรีซึ่งเป็นแขกในงานแล้ว ยังไม่เห็นท่านเจ้าคุณแนะนำสตรีของบ้านรามภูดิศเลยแม้แต่คนเดียว

“คุณหญิงเวียน ภรรยาท่านเจ้าคุณ คนที่อยู่ในรูปถ่ายใกล้กับภาพวาดของท่านนั่นแหละ ท่านเสียตั้งแต่ตอนคลอดลูก”

จิอานโนมองภาพถ่ายสตรีในกรอบรูปบนผนัง หัวใจพลันสะท้านขึ้นมา หน้ารูปไข่ รอยยิ้มจางหวานละมุน เค้าหน้าคล้ายคลึงหญิงที่อยู่ในความคิดคำนึงของเขาเหลือเกิน

อยากรู้นักว่า ณ ยามนี้ เธอคนนั้นอยู่แห่งไหนในพระนครหนอ

“แล้วท่านเจ้าคุณมีลูกกี่คนรึครับ” นายช่างอิตาลีถาม สายตายังจับจ้องภาพบนผนังไม่วาง

“ท่านเจ้าคุณมีลูกกับคุณหญิง..” หลวงเปรื่องตอบ

“หลวงเปรื่อง” เสียงเรียกจากพระยารามภูดิศตัดการสนทนาลงโดยพลัน “ช่วยบอกนายช่างให้ทีเกิด ว่าเจ้าสัวท่านสนใจการวาดภาพ”

การสนทนาเรื่องการว่าจ้างให้วาดรูป ทำให้จิอานโนลืมเรื่องที่พูดคุยค้างไว้กับหลวงเปรื่องไปสิ้น หลังมื้ออาหาร หลวงเปรื่องขอตัวคุยธุระกับเพื่อนที่พบกันในงาน จิอานโนเดินออกจากห้องโถงสู่ลานกว้างหน้าตึก ไม้ใหญ่ร่มครึ้มแผ่กิ่งก้านคลุมเหมือนหลังคา ไม้ราตรีกระจายกลิ่นหอมอ่อนรวยรินทั่วบริเวณ สายตานายช่างหนุ่มสะดุดกับแสงวิบวับที่ลอดผ่านพุ่มพฤกษ์ด้านข้างตัวเรือน เขาก้าวตรงไป เดินเลาะรั้วปูนซึ่งโอบล้อมตัวอาคารไว้

จิอานโนตะลึงเมื่อมองเห็นศาลาไม้ซึ่งปลูกอยู่เหนือคลองสายยาวที่ทอดลำหายไปในความสลัว พุ่มลำพูแน่นขนัดริมศาลาและตลิ่ง แต้มแสงเหลืองพราวพร่างจากฝูงแมลงตัวน้อยดูสวยงามราวเมืองในฝัน ทุกอย่างคุ้นตาเฉกเช่นคืนนั้น คืนเมื่อเขาได้พบกับหญิงงามที่อยู่ในใจทุกวินาทีตลอดมา

นายช่างหนุ่มก้าวเดินลงบันไดสู่ศาลาริมน้ำด้วยใจเลื่อนลอย ยังจำใบหน้าหวานอาบแสงเรืองนวลได้ติดตา ไหนจะร่างบอบบางในผ้าคลุมไหล่บางพริ้วนั่นอีกเล่า ไม่นึกฝันว่าจะได้มายืนอยู่ตรงนี้ เขาหมุนตัวมองไปรอบบริเวณช้าๆ ราวจะเก็บทุกอณูใส่ไว้ในลิ้นชักความทรงจำ ไล้นิ้วไปบนราวระเบียงเผื่อว่าจะประทับรอยซ้ำกับแม่หญิงคนนั้นบ้าง ดอมดมกลิ่นผการาตรี จิตมโนไปถึงอายผิวนวลผ่องหอมละมุน

“Good evening” เสียงหวานนุ่มดังขึ้นข้างหลังทำจิอานโนสะดุ้ง หันขวับไปมอง แล้วก็ตกตะลึงอีกครั้ง สตรีที่เขาใฝ่ฝันถึงยืนนิ่งอยู่บนบันไดซึ่งทอดลงศาลา ร่างเพรียวบางในชุดเสื้อลูกไม้สีขาวระบายจีบตรงคอและเหนือไหล่กำลังมองมายังเขา รอยยิ้มอ่อนระบายทั่วหน้า

“ไม่จริง ฉันกำลังฝัน” จิอานโนรำพึงกับตัวเอง ไม่อยากเชื่อกับภาพตรงหน้า บีบมือตัวเองแน่นจนเจ็บ

“ท่านไม่ได้ฝันไปหรอก” เสียงตอบจากคนที่กำลังก้าวลงมายืนบนพื้นศาลา สำเนียงภาษาอังกฤษจากริมฝีปากอิ่มเอิบนั้นงดงามชัดเจน

“คุณ..ผู้หญิง” นายช่างหนุ่มอึกอัก คอแห้งผาก เสียงถูกกลืนหายไปในลำคอ ยืนตัวแข็งทื่อราวถูกสาป

“ฉันชื่อวาด เป็นลูกสาวพระยารามภูดิศ” หญิงสาวจบคำด้วยรอยยิ้ม แสงนวลจับใบหน้าผุดผ่องดูหวานหยดย้อย

“ยินดีที่ได้รู้จักคุณวาด กระผม..”

“ท่านจิอานโน นายช่างจากอิตาลี” วาดชิงตอบ กิริยาเลิกคิ้วเล็กน้อย ประสานสายตาโดยไร้ความขัดเขินทำให้จิอานโนแปลกใจ หวนนึกถึงคืนแรกที่ได้พบเจอ ท่าทีเอียงอายไว้ตัว หลบหน้าอย่างคนปราศจากความมั่นใจ ไม่มีหลงเหลืออยู่เลย

“กระผมดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง” เสียงชายหนุ่มยังสั่นไม่คลาย

สีหน้าธิดาของพระยารามภูดิศเปลี่ยนไป รู้สึกฉงนใจในคำพูดของอีกฝ่าย แต่ก็คิดว่านายช่างหนุ่มอาจเห็นตนในบ้านก่อนหน้านี้แล้ว

“ได้ยินว่าท่านจะวาดรูปเจ้าคุณพ่อ” ธิดาพระยารามภูดิศจ้องประสานตา ดวงตากลมดำดุจนิลในรูปตาเรียวยาวฉายแววคมกล้า

“ใช่แล้วครับคุณวาด” จิอานโนตอบรับ กลายเป็นเขาเองที่ไม่กล้ามองสบตา

“ฉันขอมานั่งดูขณะท่านวาด ได้หรือไม่” วาดเอ่ยเสียงคล้ายออดอ้อน ขยับเข้าใกล้ชายหนุ่ม “ถ้าฝีมือท่านดี ฉันอาจจะให้วาดรูปฉันสักรูป” จิอานโนตัวแข็งเมื่อหญิงสาวเอื้อมมือจับแขนตน

“ได้สิครับ ถ้าคุณวาดต้องการเช่นนั้น” ชายหนุ่มตอบ เหลียวมองไปข้างบน เพราะเกรงจะมีใครมาเห็นเข้า

“เรียกฉันว่าแม่วาดเถิด แล้วฉันขอเรียกท่านว่าจิอานโนจะได้ไหม”

“แล้วแต่คุณ..เอ่อ..แม่วาดจะเห็นควรเถิด” คำตอบของชายหนุ่มเปิดรอยยิ้มทั่วใบหน้าอีกฝ่าย

“มาทางนี้เถิดจิอานโน” นายช่างหนุ่มสะดุ้ง เมื่อหญิงสาวคว้ามือของเขาพร้อมกับดึงให้ก้าวตามไปทางริมศาลาซึ่งค่อนข้างอับแสง “ไปช่วยฉันจับหิ่งห้อยดีกว่า”

“ว้าย” อารามรีบร้อนทำให้วาดสะดุดพื้นไม้ ร่างถลากำลังจะล้มคว่ำไปข้างหน้า จิอานโนคว้าแขนไว้ได้แล้วดึงร่างบอบบางหมุนเข้ามาซบบนอกตน

นายช่างหนุ่มนิ่งงัน ก้มมองใบหน้าผุดผ่องที่เฝ้าฝันถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น บัดนี้ อยู่ห่างไปเพียงคืบ กรุ่นกลิ่นหอมละมุนจากร่างสั่นเทิ้มในอ้อมแขนพาหัวใจไหวหวั่น วาดเงยหน้าสบสายตา ริมฝีปากอวบอิ่มฝาดเรื่อเผยอแย้ม ชายหนุ่มก้มหน้าลงช้าๆราวถูกดึงดูดด้วยมนตร์สะกด รอบกายครอบคลุมไว้ด้วยภวังค์อันเงียบงันนิ่งสนิท

“แม่วาด!” เสียงตวาดห้าวทุ้มดังจากข้างหลังทำให้สองหนุ่มสาวได้สติ จิอานโนเงยหน้าขึ้น ผละมือจากการตระกองกอดทันที แต่วาดกลับนิ่งเฉยไร้ท่าทีใด หันไปมองต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

“พ่อเอื้อ” วาดเอ่ยด้วยเสียงห้วนกระด้าง “มาไม่ให้สุ้มเสียง นี่ถ้าฉันมีดาบในมือ คงได้หัวขาดไปแล้วเป็นแน่”

“แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่” ขุนเอื้อเร่งก้าวลงบันไดมายืนตรงหน้าสองหนุ่มสาว สายตากร้าวชายมองมายังจิอานโน “แล้วท่านล่ะ มาทำอะไร”

แม้จะไม่เข้าใจถ้อยคำ แต่ด้วยอากัปกิริยาและน้ำเสียงของผู้มาใหม่บอกชัดเจน จิอานโนเริ่มอึดอัดเมื่อถูกจับจ้องเขม็ง

“ไม่ใช่กงการอะไรของพ่อเอื้อ” วาดเชิดหน้า ตวัดเสียงออกรับแทน “คงเมาแล้วกระมัง ถึงได้ทำตัวพาลเช่นนี้”

จิอานโนเพิ่งได้กลิ่นฉุนโชยจากชายหนุ่ม เขาตัดสินใจว่าควรไปให้พ้นเสียจากตรงนี้ จึงก้มตัวพลางเอ่ยเสียงนุ่มนวล

“กระผมขอตัวก่อนนะแม่วาด”

“สนิทชิดเชื้อกันถึงกับเรียกแม่วาดเชียวรึ” ขุนเอื้อเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “ถ้าฉันมาช้ากว่านี้ มิไปถึงไหนต่อไหนกันแล้วรึนี่”

นายช่างหนุ่มหันหลัง รีบสาวเท้าก้าวขึ้นบันได เพิกเฉยกับเสียงซึ่งดังไล่ตามหลัง เพียงครู่เดียวก็เดินอ้อมตัวเรือนหายไปในความมืด

“เมาแล้วก็กลับบ้านได้แล้วพ่อเอื้อ ฉันก็จะขึ้นเรือนแล้ว” ธิดาพระยารามภูดิศกำลังจะก้าวเดิน แต่กลับต้องชะงักเพราะแขนถูกดึงไว้

“ปล่อยฉันนะพ่อเอื้อ” วาดร้องลั่น บิดตัวหนี แต่ไม่อาจสู้แรงที่ดึงเธอเข้าไปในวงแขนแข็งแกร่งได้

“ฉันมีอะไรต้องเจรจากับแม่วาดให้รู้ความก่อน” ขุนเอื้อพูดเสียงลอดไรฟัน กอดรวบร่างเพรียวบางไว้แน่น “บอกฉันมา เธอชอบอ้ายช่างฝาหรั่งนั่นใช่หรือไม่” ฤทธิ์หึงหวงบวกความมึนเมาทำให้ชายหนุ่มลืมตัว บีบเคล้นมือหนักหน่วง

“โอ๊ย! ฉันเจ็บ” วาดร้องด้วยความเจ็บปวด พยายามผลักไสใบหน้าที่กำลังก้มลงเคลียคลึงพวงแก้มและซอกคอ “ปล่อยนะ ไม่เช่นนั้น ฉันจะร้อง”

“ร้องสิแม่วาด คนเขาจะได้รู้กันเสียที” ขุนเอื้อขู่ แต่ยอมคลายมือ วาดถือโอกาสผลักอกอีกฝ่ายอย่างรุนแรงแล้วเบี่ยงตัวออก สีหน้าเคืองแค้นไม่ต่างจากเสียงที่เอ่ยออกมา

“ดีเหมือนกัน เมียพ่อเอื้อก็จะได้รู้ว่าผัวของตัว ทำเรื่องบัดสีเพียงไหน”

“เอาสิแม่วาด ถ้าเธออยากให้คนทั่วพระนครได้รู้ว่า ลูกสาวคนงามของพระยารามภูดิศ เปิดหน้าต่างรอชายชู้อยู่ทุกคืน” ขุนเอื้อยืนเท้าสะเอว ตะเบ็งเสียงดังจนวาดเริ่มกลัวว่าใครจะผ่านมาได้ยินเข้า

“หยุดเถอะพ่อเอื้อ” เสียงหญิงสาวอ่อนลง ก้าวเข้าไปจับแขนชายหนุ่ม “ฉันแค่โมโห อย่าถือโกรธฉันเลย”

“โมโหที่ฉันเข้ามาขวางลำสินะ” เสียงชายหนุ่มยังขุ่นเคืองไม่จาง “พอมันมา ทุกคนต่างชื่นชมมัน ท่านเจ้าคุณโปรดจนออกหน้าออกตา ไม่เว้น แม้กระทั่งเธอเอง”

วาดเหลียวมองรอบกายก่อนจะสวมกอดร่างล่ำสันจากด้านหลัง พลางโปรยเสียงออดอ้อน

“อย่าถือสาหาความฉันเลย ฉันก็เพียงหลงวูบไปชั่วยามแค่นั้นเอง ใครรึ จะมาเทียบพ่อเอื้อได้”

“ให้จริงเช่นนั้นเถิด” เสียงห้าวทุ้มคลายความกระด้าง กิริยาแข็งขืนแต่แรกผ่อนลง

วาดลอบยิ้มคนเดียวในความสลัว เมื่อมือใหญ่หนาเลื่อนมาบีบกระชับมือของตน ก่อนที่ชายหนุ่มจะหมุนตัวมากอดรวบร่างเธอไว้

 

จิอานโนนอนนิ่งบนเตียง ทอดสายตามองผ่านความมืดออกไป เห็นแสงวิบวับของแมลงตัวน้อยบินอยู่นอกหน้าต่าง พาใจล่องลอยไปยังบ้านที่เพิ่งจากมา คิดถึงใบหน้าพริ้มผ่อง รอยยิ้มหวานกับเรือนร่างอรชรซึ่งพันธนาการเขาไว้จนดิ้นหนีไปไหนไม่ได้ หลับตาลงคล้ายกลิ่นหอมกรุ่นจากเรือนกายยังลอยอวลอยู่ตรงปลายจมูก

ชายหนุ่มถอนใจหนักหน่วง ยากจะข่มตาหลับลงได้ จึงลุกขึ้นจุดตะเกียง เดินไปหยิบกระดานไม้ไปวางลงบนโต๊ะแล้วทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ พลิกเปิดกระดาษแผ่นใหม่ จับด้ามดินสอแล้วปล่อยให้ความคิดคำนึงนำพามือเคลื่อนไป ความทรงจำพรั่งพรูถ่ายทอดผ่านนิ้วสู่ปลายดินสอ เริ่มจากลายร่างแผ่วเบา จนถึงเส้นสายและน้ำหนักซึ่งทวีขึ้นตามอารมณ์พริ้วไหว จิอานโนถอนใจเมื่อลายเส้นสุดท้ายสิ้นสุดลง

นายช่างหนุ่มเพ่งมองบนกระดาษ แสงนวลจากตะเกียงสาดจับภาพวาดหญิงสาว รอยยิ้มดูมีชีวิต ไม่ผิดแผกจากตัวตนแท้จริง จิอานโนเพิ่งตระหนักในความรู้สึกว่า วินาทีแรกที่ได้พบหน้าแม่วาด อารมณ์ถวิลหาซึ่งอัดอั้นอยู่ภายในใจ คล้ายยังไม่ถูกปลดปล่อย เขายอมรับว่าเมื่อได้ชิดใกล้ มันคืออารมณ์รัญจวน ตามประสาหนุ่มวัยยี่สิบแปดเช่นเขา ต่อให้ใครก็ยากจะหักห้ามใจได้

แล้วความรู้สึกคะนึงหาแสนงดงามตั้งแต่ครั้งแรกนั้นเล่า เลือนหายไปหนไหน



Don`t copy text!