ภาพภพ บทที่ 22 : รอยอาลัย

ภาพภพ บทที่ 22 : รอยอาลัย

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

สถาปัตยกรรมเมืองสยามสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่จิอานโนยิ่งนัก โดยเฉพาะวัด เมื่อมีเวลาว่าง เขาจึงตระเวนไปชมและถือโอกาสไปนั่งวาดภาพวัดต่างๆในเขตพระนคร

เช่นวันนี้ที่นายช่างหนุ่มตื่นแต่เช้า เตรียมอุปกรณ์การวาดภาพเสร็จสรรพ เป้าหมายคือวัดโพธิ์ เพราะได้ยินคำบอกเล่าจากช่างชาวอิตาลีที่เคยไปเยือนมาแล้ว ต่างประทับใจความงามของสถานที่แห่งนี้

จิอานโนออกมาขึ้นรถรางสายสามเสนขณะผู้คนยังไม่คับคั่ง รถแล่นเอื่อยรับลมเย็นยามอรุณ ทิวทัศน์สองข้างทางเป็นบ้านเรือนสลับกับแนวไม้เขียวขจี บางแห่งเห็นควันไฟลอยเป็นทางสีขาว กลิ่นควันฟืนโชยหอมกรุ่น สร้างความรู้สึกแปลกใหม่ให้คนต่างชาติเช่นเขา

เพียงไม่นานนัก ตะวันลอยดวงอ้อยอิ่งพ้นขอบฟ้า ความสลัวซึ่งครองราตรีมายาวนาน จำใจเอ่ยลาไปชั่วยาม แสงเหลืองอุ่นสาดผ่านช่องตัวเรือนและแมกไม้ ทาบทาบนพื้นถนนดูงดงามราวทองทา ชายหนุ่มทอดสายตา ชมวิถีชีวิตวันใหม่ของผู้คนชาวพระนครไปตลอดเส้นทาง จนรถรางแล่นมาถึงปลายทางคือถนนอัษฎางค์

อากาศยามสายยังไม่ร้อนมากนัก บางช่วงมีแมกไม้พอได้อาศัยเลี่ยงหลบแดดบ้าง เขาเดินเลาะตึกแถวรูปทรง Sino-Portuguese ซึ่งทอดยาวไปตามแนวถนน  ศิลปะจีนและโปรตุเกสประดับตกแต่งบนตัวอาคาร ช่างผสมผสานได้อย่างดงามและลงตัว

จนมองเห็นสถาปัตยกรรมงดงามแบบสยามโดดเด่นแต่ไกล ยอดเจดีย์และมณฑปสูงเด่นกลางผืนฟ้ากระจ่างใส ตั้งตระหง่านอยู่ภายในกำแพงสูงสีขาว ซึ่งเขาได้ยินมาว่านี่คือพระบรมมหาราชวัง เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์เมืองสยาม ความสนใจใคร่รู้ พาจิอานโนเดินเลียบกำแพงสีขาวไปโดยไม่เร่งรีบ เพลินตากับผู้คน รถลากและรถม้าบนท้องถนน ชายร่างกำยำในชุดเสื้อผ้าฝ้าย กางเกงขาก๊วยกำลังแบกกระบุงบรรจุใบไม้สีเขียวเต็มเพียบ ส่วนหญิงสาวที่เดินคู่กันหิ้วทะลายไม้ผลสีเขียวทั้งสองมือ นายช่างหนุ่มทราบมาว่า ชาวสยามนิยมเคี้ยวใบไม้ชนิดนี้คู่กับไม้ผลสีเขียวที่เห็นอย่างแพร่หลาย เขาส่งยิ้มพลางก้มศีรษะทักทายหญิงสาวสองคนซึ่งเดินสวนทางมา โก่งแขนกระเดียดกระจาดใบใหญ่ใส่ผลไม้สีเหลืองสุกงอม ส่งกลิ่นหอมหวานโชยผ่านจมูกไป ทั้งสองนางยิ้มเอียงอายหลบหน้า ไม่ต่างจากชาวสยามเกือบทุกคนเมื่อพบหน้าชาวต่างชาติเช่นเขา

จิอานโนเดินมาจนสุดมุม จึงอ้อมมาสู่แนวกำแพงอีกฝั่ง มองเห็นกลุ่มคนเดินเข้าออกช่องทางหนึ่งห่างออกไป เมื่อไปถึง พบว่าเป็นประตูขนาดไม่ใหญ่นัก มองเข้าไปเห็นเป็นลานกว้างอยู่ข้างใน มีเหล่าไม้ยืนต้นให้เงาร่มรื่น สะบัดใบสีเขียวเด่นสะดุดตาบนกำแพงสีขาว ผู้คนเดินขวักไขว่กำลังเลือกซื้อของจากแม่ค้าที่วางสินค้ามากมายบนแคร่ไม้ไผ่ ชายหนุ่มก้าวเข้าไปด้วยความอยากรู้ ร่างสูงโปร่งในชุดสูทกับกางเกงสีขาว สวมรองเท้าหนังสีน้ำตาลอ่อนและหมวกFedora สีเดียวกัน เรียกสายตาหลายคู่ให้หันมามอง

“วุ้ย! พ่อรูปงาม กินขนมจีนสักกระทงไหมจ้ะ” หญิงกลางคนรูปร่างท้วมร้องทักพลางกวักมือ นายช่างหนุ่มหันไปมองบนแคร่ปูด้วยใบตองสะอาดสะอ้าน ในกระจาดไม้ไผ่รองด้วยใบตอง วางอาหารประเภทเส้นสีขาวขดเป็นวงซ้อนกัน ถัดไปคือหม้อดินบรรจุน้ำแกงข้น มีแพน้ำมันสีแดงลอยหน้าดูน่าลิ้มลอง ชายหนุ่มเพิ่งรู้สึกหิวเมื่อได้กลิ่นคล้ายเครื่องเทศไม่คุ้นจมูก แต่หอมกรุ่นชวนน้ำลายสอ เขาชี้ไปยังของกินบนแคร่แล้วทำมือบอกจำนวนว่าหนึ่ง

แม่ค้าร่างท้วมกุลีกุจอจับเส้นขนมจีนใส่กระทงใบตอง หยิบจวักไม้ตักน้ำแกงข้นราดลงไป เสร็จแล้วยื่นส่งให้ จิอานโนพิงกระดานไม้วาดรูปกับแคร่ก่อนรับของมา ยกกระทงสูดกลิ่นหอมของเครื่องแกง

“พ่อฝาหรั่งเขาจะกินได้รึอีนวม” หญิงสูงวัยที่นั่งถัดไปร้องถาม ทำหน้ากระอักกระอ่วนเมื่อมองเห็นจิอานโนตักอาหารเข้าปาก

เพียงครู่เดียว นายช่างหนุ่มก็สำลัก ไอออกมาจนหน้าแดงก่ำ รีบวางกระทงลง สูดปากพลางยกมือปัดลมเข้าปากเป็นพัลวัน

“เวรแล้วอีนวมเอ๊ย” หญิงสูงวัยคนเดิมรีบลุกขึ้นฉวยถ้วยดินเผา แล้วตักน้ำในหม้อส่งให้จิอานโน ปากก็ว่าแม่ค้าขนมจีนไปพลาง “หาเรื่องพิเรนทร์ทำดีนักนะมึง เกิดเขาตายขึ้นมา จะเดือดร้อนเป็นความใหญ่ไปอีก”

“ข้าจะไปรู้เรอะ เห็นมายืนชี้” หญิงชื่อนวมทำหน้าเหลอหลา

จิอานโนดื่มน้ำเย็นเคล้ากลิ่นหอมดอกมะลิ ช่วยคลายความเผ็ดร้อนลงได้ เขารู้สึกถึงริมฝีปากบวมเจ่อและร้อนวาบ เหงื่อไหลซึมตามขมับและลำคอจนต้องถอดหมวกออกมาพัด

“เอาขนมไปกินแก้เผ็ดหน่อยนะพ่อ” หญิงสาวคนหนึ่งยื่นขนมคล้ายแป้งกรอบสีเหลืองขนาดฝ่ามือส่งให้ แวบแรกที่เห็น ทำให้จิอานโนนึกถึงพิซซ่าอาหารบ้านเกิดของตน เขารับมามองอย่างชั่งใจ มองขนมกับหน้าผู้ยื่นของให้สลับไปมา

“กินเถิด ขนมเบื้องไส้หวาน ใส่มะพร้าวขูด ฝอยทอง ฟักเชื่อมแล้วก็พลับแห้ง ไม่เผ็ดหรอกจ้ะ” หญิงสาวทำท่าคะยั้นคะยอ แม้ไม่เข้าใจถ้อยคำ แต่รอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าทำให้เขายอมกัดขนมในมือ แป้งกรอบหอมเคล้าความหวานของไส้ ทำให้ชายหนุ่มกินจนหมดด้วยความอร่อย

“ขอบพระคุณขอรับ” นายช่างหนุ่มโค้งตัว ก้มศีรษะนอบน้อม ส่งสำเนียงภาษาอย่างชาวพระนคร สร้างรอยยิ้มให้ผู้คนแถวนั้นถ้วนหน้า

แสงแดดเริ่มแรงขึ้น แต่กำแพงสูงและร่มไม้ในบริเวณลานช่วยให้ไม่ร้อนมากนัก จิอานโนเดินเตร่ชมสินค้าที่วางขายอย่างเพลิดเพลิน ได้ลิ้มลองผลไม้และขนมอีกหลายอย่าง จนเดินมาถึงสุดลานด้านหนึ่ง

เสียงเจรจาหวานใสระคนเสียงหัวเราะแผ่วเบา ลอยมาสะดุดหูจนต้องเหลียวมองหาต้นเสียง

หน้าแคร่กว้างวางพับผ้าหลากสีของชายชาวจีนรูปร่างท้วมเตี้ย สตรีกลุ่มหนึ่งกำลังยืนเลือกแพรพรรณพลางแย้มยิ้มขณะพูดคุยกัน หัวใจจิอานโนพองโต เลือดฉีดพล่านทั่วร่างเมื่อมองเห็นนางหนึ่งในนั้น ใบหน้างามละมุนกับเรือนร่างเพรียวบางในชุดเสื้อแขนกระบอกสีเหลืองอ่อน ห่มทับเฉียงไหล่ด้วยสไบเหลืองจำปา นุ่งผ้าโจงน้ำเงินครามเข้ม ที่เขาจำได้แม่นยำราวเป็นส่วนหนึ่งในหัวใจไปแล้ว

“แม่วาด” นายช่างหนุ่มรำพึง ก้าวเข้าไปหาหญิงสาวที่กำลังจับผ้าแพรสีปูนแห้งขึ้นมอง เขาไปหยุดยืนไม่ห่างจากกลุ่มสตรีในอาภรณ์สีคล้ายคลึงกัน กลิ่นหอมอ่อนจางแต่ตรึงความรู้สึก รวยรินมาให้ชื่นใจ กลิ่นหอมคล้ายดอกไม้อบร่ำมาจากร่างซึ่งห่างไปแค่เอื้อมมือถึงนี่เอง

“อุ๊ย!” เจ้าของใบหน้าผุดผ่องหันมาเห็นบุรุษต่างชาติ กำลังยืนจ้องมองตนนิ่งอยู่ ดวงตากลมดำทอประกายวูบด้วยความฉงนระคนตื่นเต้น ผิวหน้าฉีดแดงระเรื่อ ยกนิ้วเรียวบางขึ้นปิดริมฝีปาก

“แม่วาด” นายช่างหนุ่มเอ่ย รู้สึกฉงนใจในแววตาและท่าทีของหญิงสาว

“ไม่..” เสียงแผ่วเครือหลุดออกมาพร้อมกับเธอหมุนตัวกลับ

“เดี๋ยวก่อนแม่วาด” จิอานโนเอื้อมมือจะคว้าแขน

“ไปกันเถิด” เสียงเร่งเร้าจากเจ้าของดวงหน้างามละมุน พร้อมกับเอื้อมมือฉุดแขนคนที่อยู่ข้างกายออกเดินไปอย่างรวดเร็ว คนที่เหลือต่างพากันเร่งตามไป จิอานโนไม่รอช้า ก้าวตามไปจนถึงกำแพงชั้นใน ชายหนุ่มหยุดยืนหน้าประตูไม้สีน้ำตาลแดงบานใหญ่ มองเห็นกลุ่มสตรีเหล่านั้นเดินหายเข้าทางช่องประตูเล็กซึ่งซ้อนอยู่กับประตูบานใหญ่อีกที

ก่อนจะทันก้าวข้ามธรณีประตู จิอานโนก็ถูกผลักหน้าอกอย่างแรงจนเซถอยหลัง เสียงตวาดห้าวดุดันดังขึ้นจากหญิงร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อสีขาวแขนกระบอกทับด้วยสไบเฉียงสีเดียวกัน นุ่งโจงกระเบนสีน้ำเงินซึ่งยืนเฝ้าหน้าประตู

“เขตพระราชฐาน เข้าไม่ได้!”

นายช่างหนุ่มไม่เข้าใจคำพูดของโขลนวัง แต่จากน้ำเสียงดุดันบวกสีหน้าขึงขัง พอจะเข้าใจได้ว่า ข้างในคงเป็นเขตหวงห้าม จึงได้แต่ยืนชะเง้อมอง นึกภาวนาในใจว่าขอให้แม่วาดหันกลับมามองเขาอีกครั้งด้วยเถิด

คำขอนายช่างหนุ่มเป็นผล หญิงสาวเหลียวกลับมามองอีกครั้ง สายตาซึ่งมองสบมา ทอดรอยอาลัยฝากไว้ จิอานโนมองตามไปจนหญิงสาวเดินลับหายไป หัวใจพลันวูบไหวอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน เขาเดินกลับมาที่แคร่ขายผ้าของชายชาวจีน จับผ้าสีปูนแห้งขึ้นมามอง เลื่อนเข้าใกล้จมูก คล้ายกลิ่นหอมกรุ่นจะยังอวลอยู่ในเนื้อผ้า

 

ก้าวแรกเมื่อย่างผ่านซุ้มประตูสูงเข้าสู่ลานกว้าง ความงดงามบวกความเก่าขลังของวัดโบราณเบื้องหน้า สะกดสายตาจิอานโนจนลืมเรื่องราวแม่วาดไปชั่วขณะ บรรยากาศร่มรื่นด้วยไม้ยืนต้นสูงใหญ่แผ่ร่มเงารอบบริเวณ สิ่งก่อสร้างยอดแหลมเคลือบด้วยกระเบื้องสีขาว สีน้ำเงิน เขียวและเหลืองสะท้อนแสงแดดดูวิบวับ ตั้งเรียงรายรอบอาคารรูปทรงแบบสยาม แต่ที่ประทับใจมากที่สุดคือรูปปั้นสูงใหญ่หลายชิ้น หน้าตาถมึงทึงน่าเกรงขาม ในเครื่องแต่งกายแปลกตา ตั้งตระหง่านข้างประตูทั้งสองข้าง

จิอานโนเพลิดเพลินกับการวาดรูปจนบ่ายคล้อย แดดเริ่มอ่อนแสงลง รอบบริเวณวัดโพธิ์เงียบเชียบ พระวิหารตั้งเคียงพระอุโบสถ รายล้อมด้วยเจดีย์ยอดสูงตั้งเด่นไร้ชีวิต แว่วเพียงเสียงลมคลอเคลียยอดไม้แผ่วเบา นกตัวน้อยโฉบมาขับเสียงเจื้อยแจ้วบนกิ่งไม้เป็นครั้งคราวพอให้คลายเหงา ชายหนุ่มพลิกดูรูปลายเส้นนับสิบชิ้นเรียงชั้นบนกระดานด้วยความพึงพอใจ เขาพยายามตรึงความสนใจไว้กับการวาดรูป แต่เมื่อละสมาธิจากงาน เรื่องราวของแม่วาดก็วนเข้ามาในความคิดอีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะหยิบผ้าสีปูนแห้งขึ้นมาวางบนตัก มือลูบไล้เนื้อแพรไปมา

นึกย้อนไปถึงความรู้สึก ในวินาทีแรกที่ได้เห็นหน้าหญิงสาวเมื่อเช้านี้ ช่างคล้ายการได้พบเจอใครบางคนที่โหยหาและเฝ้าตามหามาเนิ่นนาน แม้กระทั่งแววตายามสบกันก่อนจากลา บอกถึงความอาลัยอาวรณ์เปี่ยมล้น จิอานโนเริ่มตระหนักชัดแจ้งแล้วว่า ความรู้สึกฝังแน่นที่ทำหัวใจเขาสั่นไหว ครั้งเมื่อพบแม่วาดครั้งแรกในคืนนั้น ได้หวนกลับมาอีกครั้ง

แต่คำถามกลับผุดขึ้นขวางในใจ เขาเพิ่งพบเจอแม่วาด ในงานที่บ้านรามภูดิศไม่กี่วันมานี้เอง แล้วใยต้องตื่นเต้นยินดีถึงเพียงนี้ ข้างแม่วาดเองก็ทำทีท่าแปลกเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

แดดเริ่มรอนแสง เร่งให้จิอานโนเก็บกระดานและอุปกรณ์ลงกระเป๋าหนัง พร้อมกับพับความงุนงงสงสัยใส่ลงในลิ้นชักความคิด

 

“เอ็งว่าข้างามหรือยังอีเขียบ” วาดเพ่งมองตัวเองในกระจกเงา ยิ้มพึงพอใจกับหน้าตาผุดผ่องนวลเนียนด้วยแป้งจีนที่เพิ่งผัดไป

“คุณของอีเขียบ งามเกินใครในพระนครแล้วขอรับ” สาวรุ่นร่างอวบล่ำนั่งบนพื้นตอบรับเสียงใส เงยหน้าขึ้นมองผู้ที่นั่งบนตั่งด้วยแววตาชื่นชม

“อย่าเผลอไปขอรับต่อหน้าเจ้าคุณพ่อเชียวนะ หลังเอ็งได้แตกเป็นริ้วแน่” วาดปราม ชายตามองเพียงแวบเดียว “รู้อยู่ว่าท่านไม่ชอบเรื่องพรรค์นี้”

“บ่าวรู้ขอรับ มีแต่คุณวาดคนเดียวที่บ่าวกล้าเอ่ยเช่นนี้” บ่าวผิวคล้ำ จมูกกลม ปากหนาเอ่ยเสียงอ่อย ผมทรงดอกกระทุ่ม แต่ตัดสองข้างจนสั้นเตียน ผ้าแถบคาดอกรัดจนแน่น มองผาดคล้ายบุรุษมากกว่าสตรี

“เอ็งหยิบเสื้อสีไข่ไก่ในตู้มาให้ข้าที ตัวที่มีลูกไม้ระบายตรงอกกับต้นแขนน่ะ” วาดลุกขึ้นยืน มือปลดผ้าแถบออก มองเรือนร่างตัวเองผ่านกระจกเงา โดยไม่ยี่หระต่อสายตาวาววามของบ่าวคนสนิท เขียบลอบเหลือบตาขึ้นมอง กลืนน้ำลายไล่คอแห้งผาก มองนายสาวสอดแขนสวมเปลนม* ซึ่งเป็นเสื้อคอโค้งกว้าง ไร้แขน รัดทรวดทรง อวดไหล่กลมกลึงและเนินอกเนียนผ่องกลางแดดเช้า ที่สาดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา ท่อนล่างนุ่งผ้าขมวดปมบางพลิ้ว มองเห็นท่อนขากลมกลึงรำไร

“อีกประเดี๋ยว จิอานโนก็จะมาแล้ว เอ็งมาช่วยนุ่งโจงให้ข้าก่อน” วาดบอก บ่าวคนสนิทเบิ่งตาโพลงเมื่อเห็นนายสาวปลดผ้านุ่งทิ้งกองกับพื้น

“ขอรับ” เขียบรับคำเสียงสั่น เดินเข่าเข้ามาด้วยความเต็มใจ “ผ้าแถบผืนนี้ บ่าวขอได้ไหมขอรับ”

“เอ็งจะเอาไปทำไม ที่ข้าให้เอ็งไปหนก่อน ผืนใหม่ตั้งหลายผืน ขาดหมดแล้วรึ” วาดเอ่ยขณะสวมเสื้อ ยืนรอให้เขียบกลัดกระดุมด้านหลัง

“ขอรับ” เขียบตอบอ้อมแอ้ม มือกลัดกระดุมสั่นระริก

เขียบไม่อยากปดผู้เป็นนาย แต่ก็ไม่อาจบอกความจริงไปได้ เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะรังเกียจ มันชายตามองผ้าแพรสีนวลตาบนพื้น ใจอยากหยิบขึ้นมาเชยชม ดมดอมกลิ่นกรุ่นซึ่งเคยแนบชิดทรวงสล้าง ประหนึ่งว่าได้ชิดใกล้คุณวาดที่มันรักและบูชาสุดหัวใจ แค่วาดรับได้ในตัวตนของมัน เพียงเท่านี้ก็ดีเหลือล้นแล้ว

เขียบสำนึกในบุญคุณของท่านเจ้าคุณที่ชุบเลี้ยงมันมาไม่เคยลืม จากเด็กกำพร้าตัวน้อย ไร้ที่พึ่งพิง ถูกนำมาขายให้พระยารามภูดิศ ได้เข้ามาอาศัยชายคาบุญบ้านรามภูดิศตั้งแต่สามขวบ ด้วยวัยต่างกันไม่มาก จึงเป็นเพื่อนเล่นกับวาดมาแต่ยังเล็ก สนิทชิดเชื้อ รู้นิสัยใจคอกันและกัน แทบจะเรียกได้ว่าเสมือนเป็นคนคนเดียวกัน แต่เขียบก็รู้สถานภาพตนเอง ไม่เคยคิดตีตนเทียบกับวาด ให้ความเคารพในฐานะนายหญิง หัวใจทั้งดวงของมันมอบให้ด้วยความรักและภักดีจนสิ้น

“เสร็จแล้วเอ็งลงไปดูครัวข้างล่างด้วยว่า เตรียมสำรับเช้าไว้หรือยัง บอกด้วยว่าให้เพิ่มอีกหนึ่งสำรับ อ้อ ให้เตรียมชาจีนใส่กามาด้วยล่ะ” วาดบอกพลางเอื้อมมือจับขวดแก้วก้นกลมคอสูง เนื้อแก้วสลักลายหนามขนุนเป็นสีฟ้าอ่อนใสบนโต๊ะมาเปิดฝาจุก แตะน้ำดอกไม้เทศ แต้มตามลำคอและเนินอก กลิ่นกุหลาบหอมโชยฟุ้งชวนสดชื่น

 

จิอานโนมาถึงพร้อมสัมภาระมากมาย มือจับขาหยั่งไม้ข้างหนึ่ง อีกข้างหิ้วกล่องไม้แบบมีหูหิ้วใบใหญ่ ตามหลังด้วยชายคนลากรถถือกรอบไม้ตรึงผืนผ้าใบ มาส่งให้ถึงหน้าตึก พระยารามภูดิศเห็นเข้าถึงกับหัวเราะ ร้องทักเสียงดัง

“ข้าวของมากมายปานนี้ ทิ้งไว้เสียที่นี่เถิดนายช่าง ไม่ต้องหอบมาให้เหนื่อยยาก เรือนเล็กริมคลองมีตั้งหลายห้อง เดี๋ยวฉันจะให้พวกบ่าวปัดกวาดให้ จะได้ใช้เป็นที่วาดรูปต่อไป อย่างไรเสีย ก็ต้องวาดรูปเจ้าสัวแล้วผู้ใหญ่คนอื่นๆอยู่แล้วนี่”

“เรื่องจัดการห้องทำงานสำหรับจิอานโน ลูกขอเป็นธุระจัดการให้นะเจ้าคะ” วาดซึ่งเพิ่งเดินพ้นประตูหน้าออกมา เอ่ยอาสา ส่งสายตาพร้อมรอยยิ้มให้ชายหนุ่ม

จิอานโนตะลึงมอง แสงอ่อนยามเช้าสาดจับใบหน้าลูกสาวเจ้าพระยา ส่งให้ผิวนวลละเอียดยิ่งผ่องกระจ่าง เขาเพิ่งประจักษ์ถึงความงามของวาดก็วันนี้

“ยินดีต้อนรับสู่บ้านรามภูดิศอีกครั้งเจ้าค่ะ” วาดยิ้มหวาน ตาทอประกาย ก้าวเดินเข้ามาใกล้จิอานโนพร้อมเอ่ยอาสา “มีอะไรให้ฉันช่วยไหมเจ้าคะ”

“แม่วาด ลูกช่วยไปดูสำรับเช้าหน่อยเถิด ถ้าพร้อมแล้วจะได้ให้นายช่างรับพร้อมกันเสียเลย เสร็จแล้วจะได้เริ่มงานก่อนแดดสายจะมา ” ประมุขของบ้านบอกตัดบทเมื่อเห็นกิริยาของวาด ในใจเกรงว่า พวกบ่าวในเรือนผ่านมาเห็น แล้วจะเอาไปพูดกันให้เสียหาย

“เจ้าค่ะ”รอยยิ้มจางลงจากใบหน้าหญิงสาว แต่ก็ตอบรับคำผู้เป็นพ่อ

 

หลังอาหารมื้อเช้า พระยารามภูดิศขึ้นไปชั้นบนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าสำหรับการนั่งเป็นแบบวาด ขณะจิอานโนลงมือกางขาหยั่ง วางผืนผ้าใบและเตรียมสีพร้อมพู่กัน เสร็จแล้วจึงไปจัดวางเก้าอี้ไม้สีน้ำตาลเข้ม บุนวมผ้ากำมะหยี่สีเลือดหมู พนักพิงกับเท้าแขนรูปโค้งเป็นไม้เนื้อเดียวกัน ใกล้กันคือโต๊ะกลม คลุมด้วยผ้าสีน้ำตาลแดง ประดับลวดลายดอกไม้ประปราย พร้อมสำหรับเป็นของประกอบฉาก

นายช่างหนุ่มเปิดฝากล่องไม้ หยิบกลักไม้ขนาดเล็กสีน้ำตาลซึ่งบรรจุผงฝุ่นหลากเฉดสี เลือกสีแดง เหลือง ดำและขาว นำมาผสมกับน้ำมันแห้งในถ้วยเซรามิคให้ออกโทนสีน้ำตาล เพื่อให้ได้สีใกล้เคียงกับสีผิวตามแบบชาวสยาม จากนั้น จัดเรียงพู่กันตามลักษณะหัวแปรงให้เหมาะสม สุดท้ายเตรียมจานสีรูปไข่ซึ่งทำด้วยแผ่นไม้ วางไว้พร้อมใช้งาน

เมื่อหันมาจึงพบว่าวาดยืนมองเขาอยู่ ในมือถือถาดวางปั้นชาและถ้วยกระเบื้องกังไสลายครามจีน เคียงกันคือจานเล็กมีฝาครอบปิด

“ฉันเอาชากับขนมมาให้ เผื่อเธอจะหิวระหว่างทำงาน”

“ขอบใจแม่วาด” จิอานโนคว้ากระเป๋าหนังมาเปิด ล้วงมือเข้าไปหยิบบางสิ่ง แล้วยื่นมาตรงหน้า รอยยิ้มอ่อนระบายใบหน้าขณะเอ่ย “ฉันมีของมาให้เธอด้วย”

ธิดาบ้านรามภูดิศมองพับผ้าสีปูนแห้งในมือจิอานโน ก่อนจะเหลือบตาขึ้นมองชายหนุ่มด้วยความประหลาดใจ

“ไม่ชอบรึแม่วาด” ชายหนุ่มถามเสียงไม่มั่นใจ ขมวดคิ้วจางอย่างสงสัย

“ชอบสิ ฉันชอบ” วาดเอื้อมมือมารับผ้าอย่างรวดเร็ว แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์ “ผ้าเนื้อนุ่มเช่นนี้ เอาไว้ทำสไบห่มหรือสะพายแพรจีบก็คงงามไม่น้อยเลย”

“ฉันเห็นแม่วาดยืนจับผ้าผืนนี้อยู่ตั้งนานสองนาน ก็เลยซื้อมาให้”

“ฉันรึ เธอเห็นฉันที่ไหน” ครานี้ เป็นวาดเสียเองที่ขมวดคิ้วสงสัย เธอจ้องตาอีกฝ่ายเขม็ง จิอานโนประหลาดใจในท่าทีเปลี่ยนไปของหญิงสาว เขากำลังอ้าปากจะบอก แต่เสียงย่ำลงบันใดดังกุกกัก ตัดการสนทนาลงฉับพลัน

“ฉันพร้อมแล้ว” พระยารามภูดิศร้องบอก ขณะก้าวลงบันใดมาในชุดสูทแบบฝาหรั่ง ใบหน้าเข้ม ผิวคล้ำอย่างชาวสยาม แม้จะขัดกันกับอาภรณ์ แต่ร่างสูงใหญ่ก็ช่วยส่งให้ท่านเจ้าคุณดูสง่างามไม่น้อยกว่าชาวตะวันตกเลย

จิอานโนจัดวางท่านั่งที่ส่งความสง่างามให้พระยารามภูดิศ จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ พร้อมกำชับให้นั่งนิ่งหลังตรง เชิดหน้ามองมายังเขา แล้วจึงเริ่มร่างภาพด้วยสีบนผืนผ้าใบ

“เออ แล้วขุนเอื้อหายไปไหนแม่วาด ไม่ได้บอกรึว่านายช่างจะมาวาดรูปวันนี้” ท่านเจ้าคุณเปิดปากเอ่ยอย่างอดไม่ได้เมื่อผ่านไปครู่ใหญ่ รู้สึกอึดอัดเหมือนถูกจองจำ ที่ใบหน้าและร่างกายจำต้องวางในท่าเดิมเหมือนหุ่นปั้น

“บอกแล้วเจ้าค่ะ” วาดซึ่งนั่งมองห่างออกไป เอ่ยตอบ

“คงไม่ไปเมาหัวราน้ำที่ไหนหรอกนะ เห็นคนเขาลือกันหนาหูว่า ชอบไปมั่วสุมอยู่แถวโรงบ่อนเป็นประจำ เป็นข้าราชการ ทำเรื่องไม่เหมาะไม่งาม จะเสียหายไปใหญ่”

วาดปิดปากเงียบ ก้มหน้ามองพับผ้าในมือนิ่ง หวังว่าเมื่อตนไม่ตอบ ผู้เป็นพ่อคงเลิกถาม

จิอานโนจดจ่อสมาธิกับการทำงานด้วยความชำนาญ เสียงตอบโต้ของสองพ่อลูกผ่านหูไปดุจสายลม เพราะไม่เข้าใจในภาษาของชาวสยามด้วยอีกส่วนหนึ่ง เพียงไม่นานเส้นร่างก็เกือบสมบูรณ์ เขายิ้มเมื่อมองเค้าโครงที่ปรากฏบนผืนผ้าใบ ขั้นตอนต่อไปคือการลงสีผิว ชายหนุ่มเปลี่ยนพู่กันขนาดใหญ่ขึ้น แต้มสีโทนน้ำตาลที่ผสมรอไว้แล้ว ระบายลงในส่วนใบหน้าเป็นอันดับแรก

“อ้าว! อ้ายทับ เอ็งมายืนลับๆล่อๆแถวนั้นทำไม” พระยารามภูดิศซึ่งนั่งวางท่าตัวแข็งมานาน หันไปร้องทักเสียงดัง ดึงจิอานโนซึ่งกำลังปาดป้ายพู่กันด้วยสมาธิ ต้องเหลียวไปมองด้วยความสนใจตามสายตาชายกลางคน

เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนเกาะขอบหน้าต่าง โผล่หน้าให้เห็นเพียงครึ่งเดียว ตาใสซื่อฉายแววตื่นตระหนกเมื่อทุกสายตาจับจ้องไปที่เขา มือซึ่งจับขอบไม้ค่อยๆลดลง

“เอ็งเข้ามาข้างในนี่ก่อน” ประมุขของบ้านรามภูดิศร้องเรียกพลางกวักมือ แล้วหันไปเอ่ยกับจิอาโน “พักก่อนสักครู่นะนายช่าง นั่งนานแล้วเมื่อยขบไปหมดทั้งตัว”

เด็กหนุ่มชื่อทับเดินค้อมตัวขึ้นบันไดหน้าตึก ผ่านห้องโถงใหญ่ เข้ามาทรุดลงนั่งก้มหน้ากับพื้นห้อง วาดชายตามองเสื้อกับผ้าโจงสีตุ่นมอซอด้วยท่าทีเดียดฉันท์

“จะให้พวกบ่าวเข้ามาทำไมเจ้าคะเจ้าคุณพ่อ เนื้อตัวสกปรกมอมแมม จิอานโนจะพาลรังเกียจเอานะเจ้าคะ”

“ไม่เป็นไรหรอกแม่วาด ฉันไม่รังเกียจ” นายช่างหนุ่มเอ่ย เข้าใจถ้อยคำของหญิงสาวจากกิริยา เขาวางพู่กันลงบนโต๊ะแล้วหันมามอง

“อ้ายทับ พ่อแม่มันตาย มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เล็กน่ะนายช่าง ช่วยงานดูแลสวนกับอ้ายผินลุงของมัน” พระยารามภูดิศอธิบาย จับจ้องผู้ที่นั่งบนพื้นอย่างเอ็นดู จิอานโนสัมผัสได้ถึงความมีเมตตา ซึ่งแฝงอยู่ภายใต้รูปลักษณ์เข้มขรึมน่าเกรงขามของชายเจ้าของบ้าน นี่คืออีกหนึ่งสิ่งที่เขานึกชื่นชม

“แล้วนั่น เอ็งถืออะไรมาด้วยล่ะ” เสียงดังแกมดุดันเป็นเอกลักษณ์ของท่านเจ้าคุณ ที่นายช่างหนุ่มเริ่มคุ้นเคย

เด็กหนุ่มซึ่งนั่งหมอบ ก้มหน้างุด กำผ้าสีขาวไว้ในมือแน่น เสียงตอบแผ่วเบาสั่นเครือ “ไม่มีอะไรขอรับ”

“ไหน ขอฉันดูได้ไหม” นายช่างหนุ่มก้มตัวลง เอ่ยเสียงนุ่มนวลขณะยื่นมือไปหา ทับค่อยๆเหลือบขึ้นมอง สีหน้าหวั่นเกรงเมื่อเห็นชายต่างชาติเอ่ยถามด้วยภาษาแปลกหู แต่ก็ยอมยื่นม้วนผ้าในมือส่งให้

“ผ้าสกปรก ไปจับทำไมให้เปื้อนมือ” น้ำเสียงวาดดูแคลนชัดแจ้ง

จิอานโนนิ่งเฉยกับคำทักท้วง สงสารแววตาใสซื่อระคนเศร้าที่มองมา รู้สึกถูกชะตากับเจ้าของใบหน้าคล้ำมอมแมม ยิ่งได้รู้ชะตาชีวิตของเด็กนุ่มคนนี้ที่ไม่ต่างจากเขานัก ความเห็นใจยิ่งทวีขึ้น สังหรณ์ลึกๆบอกว่าต้องมีอะไรพิเศษอยู่ในผ้าผืนนี้แน่นอน ชายหนุ่มรับผ้าขาวมาคลี่ออก พระยารามภูดิศลุกจากเก้าอี้ เดินเข้ามามองอย่างสนใจ

สิ่งที่ปรากฏบนผืนผ้าสีขุ่นทำเอาจิอานโนนิ่งงัน พระยารามภูดิศเอ่ยเสียงดังด้วยความประหลาดใจ

 



Don`t copy text!