ภาพภพ บทที่ 23 : พิโธ่เอ๊ย!

ภาพภพ บทที่ 23 : พิโธ่เอ๊ย!

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

“เออแน่ะ! อ้ายทับ นี่เอ็งวาดรึ”

ผืนผ้าในมือจิอานโนมีลายเส้นถ่านสีดำลากเป็นโครงร่างใบหน้าคน แม้สัดส่วนไม่ถูกต้องมากนัก แต่เค้าโครงพอมองออกว่าคือพระยารามภูดิศ

“เอ็งชอบวาดรูปรึ” ท่านเจ้าคุณถามเสียงดัง

“ขอรับ” ทับตอบเสียงแหบแห้ง สีหน้าละห้อย ยอบตัวสั่นเทาลงแนบกับพื้น หวั่นเกรงว่าท่านเจ้าคุณจะถือเป็นความผิด โทษฐานละเลยการทำงาน ซ้ำยังอาจเอื้อมวาดรูปผู้เป็นนายโดยมิได้เอ่ยขออนุญาต

“นายช่างเห็นเป็นอย่างไรบ้าง” พระยารามภูดิศหันมาถาม จิอานโนละสายตาจากภาพวาด เงยหน้าขึ้นตอบผู้สูงวัยกว่า

“เด็กคนนี้ มีฝีมืออยู่บ้างนะครับท่าน” ในความคิดของเขา สำหรับเด็กวัยเพียงเท่านี้ อีกทั้งไม่เคยร่ำเรียนด้านศิลปะมาก่อน ถือได้ว่ามีพื้นฐานดีมาก

วาดซึ่งนั่งเงียบแต่ต้น ลุกจากเก้าอี้ เดินเข้ามาชะเง้อมองแล้วเบือนหน้าไปอีกทาง “ไม่เห็นจะงามตรงไหนเลยนี่เจ้าคะ หน้ายาวเป็นฟัก ปากหนา คางก็บูดเบี้ยว”

“อย่าเพิ่งติเรือทั้งโกลนสิแม่วาด ฝีมืออ้ายทับก็ใช้ได้อยู่ นี่ถ้าได้ฝึกฝนมากกว่านี้ น่าจะเก่งขึ้นอีกโขเชียวละ” ท่านเจ้าคุณเอ่ยติงผู้เป็นลูกสาว

“มันเกิดมาเป็นบ่าว จะเอาปัญญาจากไหนมาร่ำเรียนเจ้าคะ” วาดแย้ง ชายตามองต่ำอย่างเหยียดหยัน

“อย่าเพ่อตัดสินใครจากชาติกำเนิดสิลูก คนเก่ง มีฝีมือ เกิดได้ในทุกหนแห่ง มิได้จำเพาะต้องชาติดีมีตระกูลดอก”

“มันมีงานในเรือนต้องทำมากมาย จะเอาเวลาไหนมาเรียนละเจ้าคะ”

“ก็ให้มันมาเรียนเสียแต่เช้า บ่ายค่อยกลับไปทำงานก็ได้ ลำพังแค่งานดูแลต้นไม้ใบหญ้า สวนบ้านเราไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก อ้ายผินลุงของมันก็ทำอยู่แล้วนี่”

พระยารามภูดิศมองวาด แล้วลอบถอนใจแผ่วเบาด้วยรู้นิสัยของลูกสาว ลองได้ฝังอคติกับใครหรือสิ่งใดแล้ว ก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง การชอบเอาชนะก็เป็นอีกหนึ่งสิ่ง ซึ่งท่านเองก็พร่ำสอนตักเตือนมาตลอด ท่านเจ้าคุณเดินไปโอบไหล่วาด เอ่ยเสียงนุ่มนวล

“นึกเสียว่าเมตตามันเถิดแม่วาด วาสนามันต่ำต้อย กำพร้าพ่อแม่มาแต่เล็กแต่น้อย การให้โอกาสคนถือว่าเป็นกุศลอย่างหนึ่งเลยนะลูก”

คำพูดของท่านเจ้าคุณ ยิ่งทำให้ผู้ฟังคอแข็ง หน้าตึงขึ้นกว่าเดิม หวนนึกถึงความเมตตาที่ผู้เป็นพ่อมีให้กับนังเผื่อน สาวแรกรุ่น หน้าตาหมดจด ซึ่งถูกยกจากเรือนบ่าวให้ขึ้นมาอยู่บนเรือนหลังเล็กริมคลอง อ้ายผินพ่อของมันก็พลอยได้รับบุญไปด้วย จากต้องกรำงานหนักอยู่ในสวนผลไม้ที่บางกอกน้อย  ก็ถูกเรียกตัวให้มาดูแลสวนดอกไม้ที่นี่แทน แล้วครั้งนี้ อ้ายทับซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกผู้น้องของนังเผื่อน ก็กำลังจะได้รับความการุณจากเจ้าคุณพ่ออีกแล้ว

“ถ้าเช่นนั้น ก็แล้วแต่เจ้าคุณพ่อเห็นควรเถิดเจ้าค่ะ” วาดตวัดเสียงตอบ เชิดหน้ามองไปนอกห้อง

จิอานโนนั่งนิ่ง สังเกตอากัปกิริยาทั้งสองพ่อลูกตลอด พระยารามภูดิศ ภายนอกดูเข้มขรึมแกมดุดัน แต่ในอีกมุม กลับอ่อนโยน มีเมตตา ต่างจากผู้เป็นลูกสาวที่สร้างความประหลาดใจให้กับเขาอย่างมาก สีหน้าท่าทางของวาดในยามนี้ ดูแตกต่างจากสตรีที่เขาเคยพบเป็นคนละคน

“นายช่างจะรังเกียจไหม ถ้าฉันจะให้อ้ายทับมาเรียนวาดรูปด้วย ฉันจะเพิ่มค่าจ้างให้อีก” ท่านเจ้าคุณเอ่ยถาม

“กระผมยินดีอย่างยิ่งครับ” จิอานโนตอบพร้อมรอยยิ้ม

“ขอบใจนายช่างมาก เป็นบุญของอ้ายทับมัน” ประมุขของบ้านพูดก่อนจะเบนสายตาไปยังผู้นั่งบนพื้น “อ้ายทับ ถ้าเอ็งชอบวาดรูป มาเรียนกับนายช่างไหมล่ะ”

ทับเงยหน้าขึ้น ดวงตาตื่นตระหนก เปลี่ยนเป็นทอประกายสุกใสด้วยความยินดี ก้มลงกราบกับพื้นขณะตอบรับเสียงสั่นเครือ “เป็นพระคุณยิ่งขอรับ”

“เช่นนั้น เอ็งก็มาเสียแต่วันพรุ่งเลย ฝากไปบอกไอ้ผินด้วยว่า ข้าอนุญาต”

“ประเดี๋ยว ฉันจะทำกรอบผ้าใบผืนเล็กมาให้เธอนะ” จิอานโนบอกกับเด็กหนุ่ม มองแววใสซื่อแกมเศร้าในดวงตาสีสนิม ดูแปลกจากชาวสยามทั่วไป

“ขอรับ” ทับตอบรับ ทั้งที่ฟังไม่รู้ความ แต่จากสายตาอ่อนโยนและรอยยิ้มอบอุ่นนั้น แปลความหมายได้มากกว่าถ้อยคำทั้งปวง

“ท่านเจ้าคุณตรองดีแล้วรึขอรับ ที่จะให้อ้ายบ่าวคนนี้ขึ้นมาเรียนถึงบนเรือน” เสียงห้าวทุ้มดังขึ้นจากหน้าประตู ดึงทุกคนหันไปมองเป็นจุดเดียว ขุนเอื้อก้าวเข้ามาหยุดยืน หน้าอิดโรยมันย่อง ดวงตาแดงช้ำคล้ายคนอดนอน

“อ้าว! มาแล้วรึขุนเอื้อ” ท่านเจ้าคุณเอ่ยทัก หรี่ตาเพ่งมองผู้มาใหม่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “จะเป็นไรรึ บ้านของฉัน นี่ก็บ่าวของฉัน”

“ท่านคิดจะชุบหินให้เป็นทอง จะเสียเวลาไปเปล่านะขอรับ อีกอย่างมันก็แค่บ่าวชั้นต่ำ ไม่มีทางจะได้ดีไปกว่านี้หรอกขอรับ” น้ำเสียงยานคาง พูดคล้ายคนลิ้นไก่สั้น บอกได้ชัดเจนถึงอาการของขุนเอื้อ วาดพยายามขยิบตาเป็นเชิงให้หยุด แต่ชายหนุ่มไม่ใส่ใจ

“ให้อ้ายทับได้พิสูจน์ตัวมันเองเถิด ดีชั่วอยู่ที่ตัวของมัน วาสนาของคนถ้ามันจะขึ้นสูง รั้งเช่นไรก็ไม่อยู่ แต่ครั้งอ้ายคนที่มันจะลงต่ำ ฉุดดึงขึ้นจนสุดแรง มันก็จะตะกายลงล่างอยู่วันยังค่ำ”

ขุนเอื้อหน้าชา รู้ว่าท่านเจ้าคุณกำลังพูดกระทบกระเทียบตน พยายามข่มอารมณ์ขุ่นเคืองไว้ เสียงพระยารามภูดิศเอ่ยขึ้น ยิ่งย้ำให้รู้ว่าตนไร้ความสำคัญ

“อ้ายทับเอ็งนั่งดูนายช่างเขาวาดไปก่อน คอยช่วยหยิบข้าวของให้เขา  มาเถิดนายช่าง ฉันพร้อมแล้ว ชักช้าเสียเวลาทำงานเปล่า” ประโยคหลังหันไปกล่าวกับจิอานโน ร่างสูงก้าวเดินไปนั่งบนเก้าอี้ วางท่าดังเดิม วาดอาศัยจังหวะที่จิอานโนหันไปสนใจงาน ค่อยลุกขึ้น แอบดึงแขนเสื้อขุนเอื้อให้เดินตามออกนอกห้องไป

“พูดกับเจ้าคุณพ่อแบบนั้นได้อย่างไรพ่อเอื้อ” วาดหันมาพูด เมื่อก้าวพ้นห้องมาแล้ว “รู้หรือไม่ว่าท่านกำลังไม่พอใจมาก”

“ก็ดูสิ่งที่เจ้าคุณทำสิ หยามหน้าฉันปานนี้ เอาไอ้เด็กถ่อยนั่นขึ้นมาบนเรือน จะให้ฉันไปนั่งเรียนวาดรูปคู่กับมันรึ” ขุนเอื้อชายตาขุ่นขวางมอง เหน็บแนมทิ้งท้าย “เธอก็คงเห็นดีเห็นงามไปกับอ้ายฝาหรั่งด้วยสินะ”

“ฉันไม่ได้ถือข้างใคร แต่ฉันกำลังบอกว่าพ่อเอื้อควรทำเช่นไร ตัวฉันเอง ก็ไม่ใคร่ชอบใจอ้ายเด็กนั่นนักหรอก แต่พ่อเอื้ออย่าลืมไปสิ ตัวเองก็เคยอดอยากยากแค้นเพียงไหน อาศัยอยู่บนเรือในคลองโอ่งอ่างมาตั้งแต่น้อย มิใช่เจ้าคุณพ่อรึ ที่ชุบชีวิตใหม่ให้ พาไปฝากฝังผู้ใหญ่ จนได้รับราชการมีหน้ามีตาจวบจนทุกวันนี้” วาดบอกหวังเตือนสติชายหนุ่ม

“ฉันก็เร่งมาแล้วนี่ไง ยังทันมาได้ยินเรื่องขวางหู เห็นภาพขวางตา” ขุนเอื้อยังไม่ยอมลดทิฐิ วางท่าปั้นปึ่ง

“เร่งมาจากโรงบ่อนรึ พ่อเอื้อคงยังไม่เห็นสารรูปตัวเองตอนนี้กระมัง” ธิดาบ้านรามภูดิศกวาดตามองคนตรงหน้าแล้วถอนใจเฮือก เอื้อมมือแตะแขนขุนเอื้อแล้วเอ่ยต่อ “ฉันเตือนด้วยหวังดี เร่งมาเรียนรู้เสียแต่วันนี้ ถ้าพ่อเอื้อละเลยไม่ใส่ใจ วันข้างหน้า ถ้าอ้ายเด็กนั่นเก่งขึ้นมา จะมาเสียใจไม่ได้นะ เห็นท่าเจ้าคุณพ่อจะเอ็นดูมันน้อยเสียเมื่อไหร่ ใครจะรู้ เจ้าคุณพ่ออาจจะฝากฝังมันให้เข้ารับราชการ  เติบใหญ่ได้ดิบได้ดีเป็นถึงหลวงถึงพระ ขึ้นไปอยู่สูงกว่าพ่อเอื้อก็เป็นได้”

“ฉันไม่มีวันยอม” แม้เสียงขุนเอื้อจะยังห้วนเข้ม แต่วาดเห็นท่าทีเริ่มอ่อนลง เธอจับมือชายหนุ่ม รั้งให้ก้าวตาม

“ถ้าเช่นนั้น ก็เข้าไปนั่งดูนายช่างเสีย เร่งเรียนรู้ฝึกฝนให้เก่ง”

ขุนเอื้อยอมทนนั่งด้วยความอัดอั้นนานหลายชั่วโมง แม้สายตาเพ่งมองการทำงานของจิอานโน แต่ด้วยทิฐิอัดแน่นในใจ บวกกับอดนอนมาแทบทั้งคืน ทำให้ขาดสมาธิ หลายครั้ง ง่วงงุนจนแทบทรงกายไม่ไหว ต่างจากทับที่จับจ้องแทบไม่ละสายตา จดจำทุกรายละเอียดได้อย่างแม่นยำ

“ฉันปวดหลังปวดเอวไปหมด นี่ถ้าไม่เกรงท่านเจ้าคุณ ฉันกลับไปนานแล้ว” ขุนเอื้อโอดครวญขณะเดินออกจากห้องโถง เมื่อการวาดรูปเสร็จสิ้นลง “แม่วาดเองก็พิรี้พิไรอยู่นั่นแหละ อาลัยอ้ายฝาหรั่งนั่นเหลือเกิน”

“จะกระไรนักหนาพ่อเอื้อ บ่นเป็นยายแก่อยู่นั่น” วาดชายตามองค้อนพลางเร่งฝีเท้า ใจนั้นบินร่อนกลับไปที่ห้องที่เพิ่งจากมา

ก่อนถึงประตูใหญ่ ขุนเอื้อดึงแขนวาดหลบเข้าไปหลังพุ่มไม้ รั้งร่างหญิงสาวเข้ามากอด ก้มหน้ากระซิบข้างหู

“ฉันปวดเมื่อยไปทั้งตัว คืนนี้แม่วาดต้องนวดเคล้นเส้นฉันให้คลายด้วยนะ”

“อย่ารุ่มร่ามสิ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า” วาดเอ็ดเสียงเขียว ดันตัวชายหนุ่มออก กลิ่นลมหายใจฉุนเปรี้ยวทำให้รู้สึกพะอืดพะอม “ไปเถิด นี่ก็ใกล้โพล้เพล้แล้ว”

วาดเหลียวมองไปโดยรอบ ชะเง้อมองเห็นใครคนหนึ่งเดินพ้นมุมตึกด้านหลัง กำลังมุ่งมาทางหน้าเรือน เขม้นมองจนเห็นชัดว่าเป็นใคร จึงเร่งให้ขุนเอื้อกลับเสียโดยเร็ว ด้วยรู้นิสัยเจ้าชู้ของชายหนุ่ม เกรงว่าอาจจะไปต้องตาอีเผื่อนเข้า เพราะฝ่ายนั้นกำลังแตกเนื้อสาว ผิวพรรณมีน้ำมีนวลยวนกิเลสไม่น้อย

“ฉันส่งพ่อเอื้อเพียงเท่านี้ รีบกลับไปนอนเถิด” บอกพลางรุนหลังให้ออกประตูใหญ่ไป

“เลยสองยาม ฉันจะมาหา อย่าลืมเปิดหน้าต่างไว้ด้วยนะแม่วาด” ขุนเอื้อทิ้งสายตาหยาดเยิ้มกับรอยยิ้มกริ่มก่อนเดินหันหลังไป

วาดรีบหันหลังกลับมา สาวเท้าไปหยุดยืนกลางลานหน้าตึกใหญ่ จังหวะที่เผื่อนมาถึงพอดี บ่าวสาวรุ่นชะงักเล็กน้อย

“มึงจะไปไหนอีเผื่อน” ธิดาท่านเจ้าคุณขยับไปยืนขวาง ตวัดสายตามองร่างอวบแน่น ผ้าคาดอกสีเปลือกไม้รัดทรวงตั้ง เผยเนินอิ่มและไหล่นวลเนียน มือถือจานกระเบื้องบรรจุขนมตาลควันขึ้นฉุย

“อิฉันจะเอาขนมไปให้ท่านเจ้าคุณเจ้าค่ะ” เผื่อนลอยหน้าตอบ

“เอามานี่ กูจะเอาไปให้เจ้าคุณพ่อเอง” วาดขยับเข้าไปใกล้ เอื้อมมือหมายจะฉวยของในมืออีกฝ่าย

“อิฉันไปเองได้เจ้าค่ะ” สาวรุ่นเบี่ยงตัว เลื่อนจานขนมไปหลบไว้ข้างเอว

“กูบอกให้เอามา” นายสาวไม่ยอมแพ้ ตรงเข้าไปยื้อยุดพัลวัน

“อย่าเจ้าค่ะคุณวาด” เผื่อนตัดสินใจหมุนตัวหลบมือที่กำลังไขว่คว้า ก้มตัวยกจานขึ้นแนบอก

“กูบอกให้เอามานี่” วาดเข่นเขี้ยว เอื้อมแขนอ้อมมาจับมือของเผื่อนแล้วออกแรงกระชาก จานกระเบื้องหลุดร่วงลงกระทบพื้นแตกดังเปรื่อง ขนมตาลกลิ้งเกลื่อนกระจายปะปนกับชิ้นกระเบื้องและเศษดิน

“พิโธ่เอ๊ย!” สาวรุ่นเจ้าของขนมโพล่งเสียงดัง หันขวับมามองวาดด้วยสายตาขุ่นขวาง “ดูเถิด ขนมอิฉันตั้งใจทำกับมือแท้ๆเทียว”

“กูบอกมึงแล้วว่าเอามาให้กู” ธิดาท่านเจ้าคุณไม่ลดละ หน้าเข้มเสียงเขียวใส่อีกฝ่าย

“พิโธ่! ของโปรดท่านเจ้าคุณเสียด้วย ออกปากให้อิฉันทำให้” เผื่อนทรุดตัวลงนั่ง จับขนมบนพื้นขึ้นมามองอย่างเสียดาย

“ดีแล้วที่เจ้าคุณพ่อไม่ได้กิน คนอย่างมึงไว้ใจได้รึ อาจจะใส่ยาเสน่ห์เล่ห์หลงลงไปก็ได้”

“คนอย่างอิฉัน ไม่ทำเรื่องบัดสีเช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะ” สาวรุ่นยืดตัวขึ้นยืน ตอบกลับเสียงห้วน ประสานสายตาท้าทาย

“มึงอย่าหลงตัวไปว่าได้ย้ายจากเรือนบ่าวมาอยู่ในเขตบ้านกู แล้วจะมากระด้างกระเดื่องกับกู” นายสาวตัวสั่นด้วยโทสะ จ้องตาไม่สะทกสะท้าน “เจ้าคุณพ่อไม่ได้โปรดมึงไปตลอดดอก วันใดที่มึงตกต่ำ กูจะเหยียบซ้ำให้จมดิน”

“ท่านเจ้าคุณจะโปรดอิฉันรึไม่ อิฉันไม่รู้เจ้าค่ะ รู้แต่ว่าท่านก็ให้หาทุกคืนมิเคยขาด” ผู้เป็นบ่าวยิ้มมุมปาก ค้อนด้วยหางตาอย่างไม่ยี่หระ

“อีหน้าเกือก! พูดจาสกปรกเยี่ยงผู้หญิงโคมเขียว” วาดตวาด ขยับเข้าใกล้อีกฝ่าย

“คุณวาดรู้รึเจ้าคะ ว่าผู้หญิงโคมเขียวพูดจากันเช่นไร” เผื่อนยกมือทาบอก แสร้งตีหน้าเหลอหลาตาโต

“อีเผื่อน!” วาดสุดทน เงื้อมื้อขึ้นแล้วตวัดแรงลงมาหมายตรงใบหน้าอวบอิ่ม แต่เผื่อนยกมือขึ้นรับได้ทันท่วงที ทั้งสองดึงดันกันไปมา นายสาวใช้มืออีกข้างจิกปอยผมเด็กสาวสุดแรง ความรู้สึกเสียวแปลบ ตามด้วยแสบร้อนราวไฟไหม้บนหนังศีรษะทำให้เผื่อนต้องตอบโต้ ฝืนกลั้นความร้าวระบม ยกมือของตนขึ้นจับข้อมือผู้รุกรานแล้วบีบ จิกนิ้วลงไปในเนื้อสุดแรง แรงโทสะก่อตัวขึ้นราวไฟโหมและยิ่งกระพือขึ้นตามความเจ็บปวด ทั้งคู่ยื้อยุดฉุดกระชากกันและกันอย่างลืมตัว กรีดร้องสุดเสียงลืมอาย

“หยุดนะ! อะไรกัน” เสียงตวาดดังลั่นมาจากหน้าประตูใหญ่ทำให้การต่อสู้หยุดชะงัก เจ้าของเสียงเป็นสตรีร่างเล็ก วัยต้นสามสิบ ความขึ้งเคียดกลบความงามบนใบหน้าไปหมดสิ้น ตามหลังด้วยหญิงกลางคนถือของเต็มมือ กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามเจ้าของเสียงแหลมเล็กที่ก้าวฉับตรงมาหาคู่กรณีทั้งสอง ทันทีเมื่อมาถึง ก็ปราดเข้าไปหาบ่าวสาวรุ่น ยกนิ้วจิ้มเข้าตรงกลางหน้าผากจนหน้าหงาย แผดเสียงใส่ “อีเผื่อน มึงจะทำอะไรหลานกู”

“คุณน้า” วาดผละมือ เอียงตัวเข้าไปเกาะแขนสตรีผู้มาใหม่ แสร้งร้องไห้กระซิก ปั้นเสียงโอดครวญ “อีเผื่อนมันรังแกหลานเจ้าค่ะ เจ็บทั้งเนื้อทั้งตัวหมดแล้ว”

“อิฉันไม่ได้ทำ คุณวาดทำอิฉันก่อนเจ้าค่ะ” เผื่อนยังอยู่ในอารมณ์โกรธ ตอบกลับเสียงสั่น

“มึงไม่ต้องแทนตัวมึงว่า อิฉัน นั่นมันสำหรับคนชาติเชื้อเจือตระกูลอย่างพวกกู สันดานไพร่ต่ำช้าอย่างมึง ต้องแทนตัวว่าบ่าว” สตรีร่างเล็กพูดรัวเร็ว น้ำเสียงเข่นเขี้ยวทุกถ้อยคำ ตาวาววับจับจ้องราวจะกินเลือดกินเนื้อ “วาดเป็นหลานกู กูเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ ไม่เคยดุด่า ไม่เคยทุบตี แล้วมึงเป็นใคร ถึงกล้ามาแตะต้องหลานกู คอยดูเถิด กูจะบอกท่านเจ้าคุณให้โบยมึงให้หลังแตกจนนอนไม่ได้เทียว”

“เดี๋ยวสิแม่วัน ใจเย็นก่อน” เสียงนุ่มเนิบดังขัดขึ้นกลางกองเพลิงดอกไม้ ทุกคนหันไปมองสตรีกลางคนร่างท้วม ยืนอยู่ตรงประตูรั้วซึ่งเปิดเข้าสู่ตึกปูนสองชั้นสีเหลืองอ่อน ตั้งถัดไปจากเรือนท่านเจ้าคุณ ใบหน้าอิ่มเอิบนั้นเรียบเฉย กวาดสายตามองทุกคนแล้วมาหยุดนิ่งยังน้าของวาด ฝ่ายนั้นยกมือไหว้ทำความเคารพด้วยสีหน้ายังไม่คลายบึ้งตึง เสียงแหลมแผดขึ้นขณะมือที่ประนมยังไม่ทันลดลง

“เย็นไม่ได้แล้วเจ้าค่ะคุณพี่ ดูสิเจ้าคะ อีไพร่สถุลนี่มันตบตีแม่วาดจนเนื้อตัวช้ำไปหมดแล้ว” พูดพลางคว้าแขนหลานสาวยกขึ้น วาดแสร้งครางโอดโอย

“ฉันยืนดูอยู่ที่นี่ เห็นมาตั้งแต่ต้น แม่วาดนั่นละที่ไปหาความนังเผื่อนมันก่อน” สตรีกลางคนกล่าวเสียงเรียบ แต่ทำให้วันเนื้อเต้น หน้าตาถมึงทึง แสยะปากจนหมดงาม

“คุณพี่ถือข้างอีบ่าวชั้นต่ำนี่รึเจ้าคะ”

“ฉันไม่ถือข้างใครทั้งนั้น ว่าไปตามความจริงที่เห็น แม่วาดก็หลานฉันเหมือนกัน ผิดเป็นผิด” พูดแล้วเลื่อนสายตาไปจ้องหลานสาวที่สบตาเพียงแวบเดียว ก็ต้องหลบวูบ “แม่วันเองก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องวางตัวให้เป็นกลาง อีกอย่าง เราเป็นนาย ใจต้องมีเมตตา พวกบ่าวไพร่จะได้เคารพเชื่อฟัง”

“แหม! คุณพี่เจ้าขา มัวแต่อบร่ำอยู่ในรั้วในวัง คุณพี่ถึงได้มองทุกอย่างดีไปเสียหมด ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมพวกไพร่ข้างนอกดอกเจ้าค่ะ”

“แม่วันพูดถูกแล้ว” สตรีกลางคนยิ้มมุมปากก่อนเอ่ยต่อ “ฉันมันคนซื่อคนตรง ในวังก็อบร่ำให้แต่สิ่งดีงาม ไม่ทันเล่ห์กลของใครเขาจริงด้วย แต่อย่างน้อย ฉันมาถึงเรือนวันแรก ก็ได้เรียนรู้จากแม่วันไปมากโขเทียวละ”

คำพูดของเจ้าของเรือนสีเหลืองอ่อน ทำให้วันอ้าปากค้าง คิดคำจะต่อปากไม่ทัน เสียงเนิบนุ่มดังแว่วขึ้นอีก

“เรื่องนี้ขอให้จบเสียที่นี่ เลิกแล้วกันไป นังเผื่อน เอ็งมีอะไรก็ไปทำ แล้วเก็บกวาดพื้นเสียด้วย เศษกระเบื้องคมเกลื่อนเต็มไปหมด แม่วันก็พาหลานไปประคบร้อนเสียหน่อย เดี๋ยวก็หาย”

“อิฉันไม่ยอมแน่เจ้าค่ะ ท่านเจ้าคุณต้องรู้เรื่องนี้” วันยังไม่ยอมรามือ มองตามเผื่อนซึ่งเดินปลีกตัวไปทางหลังเรือนด้วยแววตาอาฆาตแค้น

“พอแค่นี้เถอะแม่วัน” พี่สาวท่านเจ้าคุณปรามเสียงอ่อน “เธอก็น่าจะรู้นิสัยใจคอพ่อมั่น ถ้ามากความไปกว่านี้ แม่วาดจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย”

“ทำตามที่คุณป้าบอกเถิดเจ้าค่ะ” วาดเสียงอ่อย เหลือบตาขึ้นมองผู้สูงวัยกว่า ประนมมือไหว้ก่อนดึงแขนผู้เป็นน้าให้ออกเดิน

สตรีกลางคนถอนใจเหนื่อยหน่าย วันช่างแตกต่างจากผู้เป็นพี่สาวลิบลับ เวียนนั้นนุ่มนวล พูดจาไพเราะ เป็นผู้ดีทุกกระเบียด สมกับตำแหน่งคุณหญิงแห่งบ้านรามภูดิศและศรีภริยาของน้องชายตน

วันเวลาผ่านไป ทับยิ่งเพิ่มพูนทักษะการวาดรูปได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเรียนรู้การพูดภาษาอังกฤษ จนพอสื่อสารกับจิอานโนได้โดยไม่ลำบาก เด็กหนุ่มสำนึกในบุญคุณของท่านเจ้าคุณ ที่หยิบยื่นโอกาสยิ่งใหญ่ให้ จึงมุ่งมั่นทุ่มเทสุดหัวใจ ด้วยความรักและสงสาร นายช่างหนุ่มเองก็ถ่ายทอดความรู้ให้จนเต็มที่

หลายครั้งที่จิอานโนต้องค้างแรมที่บ้านของพระยารามภูดิศเพราะอยากทำงานต่อให้เสร็จ เรือนไม้ซึ่งพระยารามภูดิศจัดให้ ตั้งอยู่ด้านหลังหลังตึกใหญ่ กว้างขวาง สะอาดสะอ้านและเงียบสงบ มีห้องนอนแยกเป็นสัดส่วน ด้านหนึ่งเปิดโล่ง รับลมเย็นสบายจากคลองรามบุตรี มองดูเขียวขจีด้วยพุ่มพฤกษ์ริมคลอง รอบบริเวณก็ร่มครึ้มด้วยไม้ใหญ่แผ่คลุมหลังคา ชายหนุ่มดีใจเมื่อท่านเจ้าคุณออกปากอนุญาตให้ทับมานอนที่เรือนด้วย เพื่อดูแลปรนนิบัติและยังได้เรียนรู้การวาดรูปไปด้วย ชายหนุ่มเองรู้สึกผูกพันกับเด็กชาวสยามคนนี้อย่างบอกไม่ถูก ทั้งสงสาร หวังดี อยากให้ทับมีชีวิตที่ดีขึ้นมากกว่าเป็นบ่าวในเรือนนี้ไปจนตาย

คืนนี้ข้างขึ้น แสงจันทร์นวลอาบผืนฟ้ากระจ่าง สาดแสงลงอาบคลอง ดูไม่มืดสนิทเช่นที่ผ่านมา ตึกใหญ่เงียบเชียบ ด้วยท่านเจ้าคุณกับวาดต้องไปร่วมงานสวดศพเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ วาดเองอิดออดไม่อยากไป แต่ขัดไม่ได้ จำต้องนั่งรถม้าไปด้วยหน้ากระเง้ากระงอด จิอานโนยังไม่รู้สึกง่วง จึงลุกขึ้นนั่ง หันมองดูทับซึ่งปูผ้านอนอยู่ข้างเตียง หลับไปตั้งแต่ล่วงเข้ายามเศษ เขาจึงตัดสินใจจะออกไปเดินเล่น

นายช่างหนุ่มออกจากเรือน เดินอ้อมตัวอาคารไปด้านข้าง อาศัยแสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันหลอดซึ่งตั้งบนเสาไม้เรียงรายเป็นระยะไปจนถึงหน้าตึก มองเห็นเรือนพักพวกบ่าวแถวยาวเป็นเงาตะคุ่มอยู่ด้านหลัง แยกเป็นสัดส่วนออกไปจากเรือนใหญ่ด้วยแนวรั้วปูน แสงไฟลอดออกมาจากห้องที่ยังไม่เข้านอน เสียงพูดคุยกันแผ่วเบาแทรกมาท่ามกลางเสียงหรีดหริ่ง เดินมาได้สักครู่ เขามองเห็นเรือนอีกหลังทางซ้ายมือ สองชั้นสีเหลืองอ่อน ตั้งห่างไปทางทิศเหนือ แยกบริเวณด้วยรั้วปูน รายรอบด้วยแนวไม้ดูมืดครึ้มด้วยไม้ใหญ่แผ่ใบคลุม หน้าตึกมืดสนิท เห็นเพียงแสงวอมแวมจากตะเกียงที่แขวนไว้เหนือประตูรั้วเพียงดวงเดียว

ลานหน้าบ้านรามภูดิศยามนี้ เงียบสงัดดุจแดนสนธยา กลิ่นไม้หอมขจรขจาย แว่วเสียงนกละเมอบนคาคบไม้ แมวคราวร้องครางเย็นเยือกแว่วมาจากที่ไกล ช่วยรอนความวังเวงลงไปได้มาก แสงจันทร์ส่องลอดใบไม้เหนือศีรษะลงกระทบพื้นลานเป็นดวงเหลืองกระจัดกระจายดูสวยงาม จิอานโนเห็นแสงพริบพรายจากหางตา ใจพลันนึกขึ้นได้ถึงแมลงไฟตัวน้อยยามราตรี เขาเร่งก้าวเดินไปทางศาลาริมน้ำที่เคยพบแม่วาดในคืนนั้น ยิ่งก้าวไปใกล้ หัวใจพลันวูบหวามขึ้นมา อายร้อนแผ่ซ่านทั่วกายคล้ายจับไข้อย่างน่าประหลาดใจ ชายหนุ่มเดินเลาะรั้วใต้ซุ้มชมนาด จนมายืนอยู่ตรงบันไดซึ่งทอดลงสู่ศาลา

ร่างเพรียวบางยืนหันหลังห่างไปเบื้องหน้า กำลังยื่นมือไปล้อเล่นกับหิ่งห้อยซึ่งบินวนอยู่รอบกาย ทำหัวใจชายหนุ่มแทบหยุดเต้น เสียงแผ่วคล้ายละเมอลอดจากริมฝีปากแห้งผากร้อนผ่าว

“แม่วาด..”



Don`t copy text!