ภาพภพ บทที่ 26 : บางอย่างที่ร้ายแรง

ภาพภพ บทที่ 26 : บางอย่างที่ร้ายแรง

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

เสียงเอะอะสลับเสียงพูดคุยดังขรม ปลุกให้จิอานโนลืมตาตื่น ยันกายขึ้นนั่งบนที่นอน มองไปรอบกายยังมืดสลัว เห็นทุกอย่างเพียงรางเลือน ชะเง้อไปนอกหน้าต่าง ยังเป็นสีน้ำเงินเข้ม อาจด้วยเป็นช่วงต้นฤดูหนาวที่ดวงอาทิตย์มาเยี่ยมขอบฟ้าช้ากว่าเช่นเคย เหลียวมองไปบนพื้น รู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นผ้าผวยกองเป็นม้วน ผิดวิสัยของทับ ซึ่งตื่นแล้วมักจะเก็บเครื่องนอนเป็นระเบียบเสมอ

ชายหนุ่มก้าวออกมาตรงชานหน้าห้อง เสียงอื้ออึงยิ่งทวีขึ้น ต้นเสียงมาจากบริเวณเรือนบ่าว ตัดสินใจก้าวออกมาและตรงไปที่นั่นทันที

นายช่างหนุ่มเดินผ่านรั้วปูนเข้าสู่บริเวณเรือนพักที่ถูกครอบคลุมด้วยความสลัวทึม มองเห็นบ้านไม้ชั้นเดียวเป็นเงาตะคุ่ม ขนาบเป็นแนวยาวสองข้างซ้ายขวา ตรงกลางคือทางเดินนำไปสู่สวนกว้าง ไม่มีใครบริเวณเรือนพักแม้แต่คนเดียว เพิ่งรู้สึกถึงความเย็นยะเยือก จะด้วยเพราะอากาศยามเช้าหรือเพราะสังหรณ์อึมครึมในใจ มิอาจคาดเดาได้

ฟ้าเริ่มสางขณะชายหนุ่มเร่งเดินตามเสียงเข้าสู่แนวสวนร่มครึ้ม ผ่านพุ่มมะขามเทศยืนต้นสูงหนาทึบ ส่ายใบดังสวบสาบตามแรงลมยามรุ่งอรุณ มองเห็นฝักสีชมพูสดสลับแดงแก่ก่ำเต็มต้น พ้นแนวมะขามเทศออกไป คือพื้นที่กว้าง มีต้นมะม่วง ชมพู่และไม้ผลอื่น ปลูกสลับกันไปบนแปลงดินยกร่องสลับท้องร่องซึ่งมีน้ำขังเต็ม จิอานโนมองเห็นกลุ่มคนกำลังยืนล้อมวงอะไรบางอย่างอยู่ใต้ต้นขนุนสูงใหญ่ สีหน้าทุกคนดูตื่นตระหนก บ้างก็ซุบซิบกันด้วยสีหน้าสงสัย เขาแปลกใจที่เห็นวาดยืนอยู่ท่ามกลางพวกบ่าวชายหญิงซึ่งนั่งบนพื้นห่างออกมาจากวงล้อม สีหน้าหญิงสาวดูกังวลปนพรั่นพรึง ชะเง้อเข้าไปมองอย่างกล้าๆกลัวๆ ชายหนุ่มรับรู้ได้ว่าต้องมีบางอย่างร้ายแรงเกิดขึ้นที่นี่เป็นแน่

“ไหน อีเผื่อนอยู่ไหน” เสียงห้าวทุ้มเจือแหบเครือดังมาจากด้านหลัง พระยารามภูดิศเดินผ่านจิอานโนตรงไปกลางวงล้อม ทรุดลงนั่ง เอื้อมมือไปจับร่างของสาวรุ่นที่นอนเหยียดกายแข็งทื่อ ตาเบิ่งโพลงค้างนิ่ง

“อีเผื่อน มันแขวนคอตายเจ้าค่ะเจ้าคุณพ่อ” วาดเดินเข้ามายืนห่างๆ เบือนหน้าหลบไปอีกทางขณะเอ่ย

“โธ่ เผื่อนเอ๊ย” ท่านเจ้าคุณรำพึงเสียงแผ่วเครือ ทรุดตัวลงนั่งข้างร่างไร้ลมหายใจของบ่าวคนโปรด น้ำตารื้นขณะยกมือขึ้นลูบเปลือกตาของคนตายให้ปิดลง

ประมุขบ้านรามภูดิศไม่อยากปักใจว่าหญิงสาวจะทำร้ายตัวเอง เพราะเมื่อคืน ไม่มีทีท่าใดให้เห็นแม้แต่น้อย เผื่อนขอตัวลงมานอนยังเรือนเล็กแทนการค้างคืนในห้องของตนเช่นเคย

“อิฉันต้องตื่นแต่หัวรุ่ง จะทำขนมตาลที่เจ้าคุณโปรด ว่าจะเอาไปถวายหลวงพ่อที่วัดด้วยเจ้าค่ะ เนื้อตาลก็เตรียมไว้แล้ว ทำไม่นานก็เสร็จ คงพอทันถวายเพล”

เสียงเจื้อยแจ้วคล้ายยังแว่วอยู่ริมหู ท่านเจ้าคุณกลืนก้อนแข็งลงคออย่างยากเย็น กระพริบตากลั้นหยดน้ำปริ่มขอบตา พยายามกล้ำกลืนความเศร้าไว้ มิให้ใครเห็น ในใจทั้งสงสารและเสียดายทารกในครรภ์อันเป็นเลือดเนื้อเชื้อไของตน เคยตั้งใจไว้ว่าหลังคลอดลูก จะยกย่องให้หญิงสาวมีฐานะที่สูงกว่าเมียบ่าว ถ้อยคำที่เคยพร่ำบอกยังคงก้องอยู่ในหัวมิคลาย

“เอ็งอย่าโหมงานมากนักนะเผื่อน ดูแลท้องไส้เอ็งให้ดี ถ้าเป็นลูกชาย ข้าจะยกเอ็งเป็นเมียของข้า”

ภาพรอยยิ้มใสซื่อรับคำบอกของท่านเจ้าคุณ ผุดขึ้นในห้วงคิด ชายกลางคนยืดตัวขึ้นยืน หลับตาลงพร้อมถอนใจยาวไล่ความโศกเศร้าออกไป

“อีเผื่อน มันแขวนคอตาย” วาดเดินตรงมาหาจิอานโนพร้อมกระซิบบอก

“จริงรึ” จิอานโนถามด้วยความสงสัย เขาเพิ่งพบหน้าเผื่อนเมื่อวานเย็น หญิงสาวไม่มีทีท่าใดให้เห็น ยังเอ่ยทักถามเขาด้วยรอยยิ้มด้วยซ้ำไป

“มันลักทองของฉันไป คงกลัวความผิด” แว่วเสียงหญิงสาวใกล้ๆ แต่ความคิดของจิอานโนไม่เห็นพ้องกับคำบอกของวาด เขาพอทราบความสัมพันธ์ของเผื่อนกับประมุขของบ้าน มีหรือที่ท่านเจ้าคุณจะบกพร่องเรื่องการดูแล เผื่อนคงไม่ขัดสนและคิดสั้น จนตัดสินใจทำเรื่องแบบนี้ เสียงย่ำตึกตักรัวเร็วมาบนพื้นดิน กระตุกความคิดให้ดับลง

“เผื่อน..” ผินพ่อของเผื่อนวิ่งหน้าตาตื่นมาถึง ทรุดกายลงอย่างอ่อนแรง โผเข้ากอดร่างลูกสาวพร้อมร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา บรรดาบ่าวหลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาไปตามกัน

“โธ่! ลูกเอ๊ย..” เสียงร่ำไห้สั่นเครือจนฟังไม่ได้ศัพท์ช่างบีบหัวใจจิอานโนยิ่งนัก เขาเดินเข้าไปหาทับซึ่งนั่งน้ำตาริน มองภาพลุงกอดร่างญาติผู้พี่ด้วยดวงตาแดงช้ำ ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งใกล้ๆ เอื้อมมือโอบลูบหลังเด็กหนุ่มด้วยความสงสารจับใจ ทับหันมามอง โผเข้ากอดเขาพลางปล่อยเสียงสะอึกสะอื้น

“จะกระไรนักหนาอ้ายทับ อย่าสำออยให้มาก แค่นี้ ทำจะเป็นจะตายขึ้นมาเทียว” วาดเอ่ยขึ้น เมื่อมองเห็นภาพขวางหูขวางตา “ไม่ต้องไปให้ท้ายมันนักดอกจิอานโน” ท้ายประโยคหันมาบอกนายช่างหนุ่ม แต่ฝ่ายนั้นกลับทำหูทวนลม ลูบหลังไหล่ทับไปมาโดยมิได้ใส่ใจ วาดทำท่าฮึดฮัด เดินสะบัดกายถอยห่างไปด้วยไม่อยากเห็นภาพของคนตาย

“ใครทำอะไรเอ็ง ไยไม่บอกพ่อเล่า” เสียงผินโอดครวญ ก้มหน้าซบกับร่างไร้วิญญาณของลูกสาว

“เอ็งทำใจดีๆอ้ายผิน เดี๋ยวข้าจะแจ้งกองไต่สวนโทษหลวงให้มาสอบสวน” เสียงพระยารามภูดิศเอ่ยขึ้น ทำเอาวาดหูผึ่ง ตาโต เอ่ยแย้งขึ้นทันที

“ต้องถึงหลวงเลยรึเจ้าคะ เจ้าคุณพ่อไม่เห็นต้องวุ่นวายให้มากความเพียงนั้นเลย หลักฐานเห็นชัดแจ้งแล้วว่าอีเผื่อนมันลักของของลูก แล้วเกิดกลัวความผิด ก็เลยชิงฆ่าตัวตายไปเสียก่อน”

“เรื่องใหญ่โตปานนี้ อย่างไรเสียก็ต้องแจ้งหลวงให้รู้” พระยารามภูดิศบอก

“แจ้งหลวง ก็เท่ากับชื่อเสียงเจ้าคุณพ่อจะด่างพร้อยไปด้วยนะเจ้าคะ” วาดไม่ลดละ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

“ใครจะพูดเช่นไร ฉันไม่ใส่ใจ” เสียงชายกลางคนเด็ดขาดจนวาดนึกคร้าม ไม่กล้าเอ่ยต่อคำ

“ข้าไม่เชื่อ! ลูกข้าไม่ได้ฆ่าตัวตายดอก” ผินเอ่ยเสียงดังเจือสะอื้น เสียงฮือฮาดังแผ่วรอบวงล้อม “เมื่อวาน มันยังบอกข้าว่าจะเอาขนมที่มันทำมาให้ข้ากินอยู่เลย”

“อ้ายผิน!” วาดตวาดแหว “เอ็งก็เห็นตำตาว่าอีเผื่อนมันลักสร้อยทองกับแหวนทองของข้าไป นั่นปะไร ซ่อนอยู่ที่ชายพกของมัน”

“มันเข้านอน มันจะเอาทองใส่ในชายพกทำไม” ผินเถียงเสียงเข้ม ความเศร้าเคล้าความโกรธพาให้หมดความยำเกรง ความสัมพันธ์ของลูกสาวกับท่านเจ้าคุณอีกอย่างที่ทำให้กล้าต่อปาก

“เอ็งเป็นพ่อมัน เอ็งก็ต้องถือข้างลูกตัวอยู่แล้ว” ธิดาท่านเจ้าคุณโกรธเมื่อถูกบ่าวขึ้นเสียง

“เอาเถิด พอเสียที” ประมุขของบ้านเอ่ยห้ามทัพ “ให้หลวงเข้ามาจัดการ ผิดถูกก็ว่าไปตามจริง”

พระยารามภูดิศให้จัดบริเวณท้ายเรือนบ่าว เป็นที่ตั้งและสวดศพเผื่อนเป็นเวลาสามคืน นอกจากคนซึ่งถูกว่าจ้างให้มาสวดมาลัยทั้งสามคืนแล้ว บรรดาบ่าวทั้งหลาย เมื่อเสร็จพิธีทางสงฆ์ ก็ต่างพากันเข้าห้อง ปิดประตูแน่นหนา ไม่มีใครกล้าย่างกรายออกมาข้างนอกจนกว่าจะรุ่งเช้า ด้วยความกลัวเนื่องจากเผื่อนเป็นผีตายทั้งกลม ยิ่งเสียงเล่าลือถึงเหตุการณ์ชวนพรั่นพรึงว่า บ่าวคนหนึ่งจำใจข่มความกลัว ออกไปถ่ายทุกข์ในสวนตอนค่ำ อดไม่ได้ที่จะมองไปยังต้นขนุน ต้องวิ่งร้องตะโกนออกมาทั้งที่ยังไม่เสร็จกิจ เพราะเห็นเงาดำทะมึนห้อยโตงเตงอยู่บนกิ่งไม้ หลังจากนั้นก็ล้มป่วยนอนซมพูดเพ้อเหมือนคนเสียสติ บ้างก็ลือว่าแว่วเสียงร้องไห้โหยหวนดังมาจากในสวนยามดึก ยิ่งทำให้ทุกคนกลัวจนไม่เป็นอันทำอะไร ต่างพากันกินข้าวอาบน้ำแต่หัววัน ยิ่งต้นหนาว ความมืดคืบคลานมาเยือนเร็วกว่าปรกติ ยิ่งเร่งให้ต้องทำงานการให้แล้วเสร็จโดยไว หลังอาทิตย์ลับแสง สวนหลังเรือนพักคือพื้นที่ต้องห้ามไปโดยปริยาย

วาดทั้งกลัวทั้งกังวล ต้องให้เขียบมานอนเป็นเพื่อนในห้องทุกคืน หน้าต่างทุกบานงับสนิท แม้กระนั้นไอหนาวยังแผ่กระจายเข้ามาได้ เมื่อผนวกกับความรู้สึกหวาดหวั่นในใจ ยิ่งทำให้บรรยากาศวังเวงมากขึ้น คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายก่อนวันพรุ่งจะนำศพไปทำพิธี แว่วเสียงสวดมาลัยเยือกเย็นเคล้ากลิ่นธูปอ่อนจาง ลอยตามลมมาจากท้ายสวนยิ่งชวนขนลุกขนชัน

“หญิงใดใจมักมาก มักเล่นราคด้วยเล่ห์กล  ทำยาแฝดแล้วเรียนมนต์  ให้ผัวตนเมาตัณหา  พรางผัวมิให้รู้  ลักเล่นชู้เสพกามา  แต่งตนงามโสภา เพื่อจะให้ชายอื่นดู  ต่อหน้าผัวทำเป็นมิตร ลับหลังคิดเป็นศัตรู  แต่งแง่ให้ชายอื่นดู ลักเล่นชู้ซ่อนเงื่อนงำ..”

วาดนอนคลุมผ้า ปิดหูไว้ ไม่อยากได้ยินถ้อยความในบทสวดด้วยเสียดแทงความรู้สึกเหลือคณา เหลือบตามองเขียบนั่งชันเข่าพิงฝาห้อง ดวงตาเหม่อลอยคล้ายจะเคลือบน้ำใสเอ่ออิ่มในหน่วยตา ให้รู้สึกขัดเคืองใจยิ่งนัก

“อีเขียบ” วาดโผล่หน้ามาจากโปงผ้า “เอ็งเป็นอะไร ข้าเห็นเอ็งเอาแต่นั่งตาลอย เหมือนคนเจียนตายมาหลายวันแล้ว”

“เปล่าขอรับ” บ่าวร่างล่ำสันตอบเสียงแหบเครือโดยไม่หันมามอง “บ่าวแค่สงสารอีเผื่อนมัน”

“มันเป็นญาติข้างไหนของเอ็งรึ ถึงได้โศกเศร้าปานนี้” ธิดาท่านเจ้าคุณเสียงดัง “คนเยี่ยงมัน ตายไปก็ไม่มีใครเสียดายดอก ดีแล้ว ที่ชิงฆ่าตัวตายไปเสีย”

“แต่บ่าวไม่เชื่อว่าอีเผื่อนมันจะคิดสั้น” เขียบหันมามองนายสาวด้วยดวงตาแดงช้ำ “คุณวาดก็รู้ ว่ามันไม่ได้ลักของพวกนั้นไป อีเผื่อนมันไม่รู้เสียด้วยซ้ำ ว่าของที่บ่าวเอาไปให้มัน เป็นของคุณ”

“เอ็งอย่าเที่ยวพูดพล่อยไป” วาดลดเสียงลง แต่สีหน้ายังคงบึ้งตึง “ความแตกขึ้นมา จะเสียมาถึงข้า เจ้าคุณพ่อต้องเล่นงานข้าหนักแน่”

“ถึงอย่างไร บ่าวก็ไม่เชื่อว่าอีเผื่อนฆ่าตัวตาย”

“พอเสียที ข้าจะนอนแล้ว วันพรุ่งมีงานต้องทำอีกมาก” นายสาวเอ่ยตัดบท ยกผ้าขึ้นคลุมศีรษะ แต่ยังหลับไม่ลง ทนกล้ำกลืนฝืนฟังเสียงสวดซึ่งลอดเข้าหูอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

“โอ้โอ๋แสนสงสารท่านผู้ตาย มาวางวายปล่อยปละละสังขาร์  เข้าตราสังแสนทุเรศเวทนา  มือคาขาทั้งสามบ่วงดูรุงรัง ถ้าพูดได้เขาจะบอกว่าเจ็บขัด อย่าผูกมัดฉันเลยหนาอย่าตราสัง เลือดคงแห้งเส้นคงหดหมดกำลัง เพราะมรณังพูดไม่ได้หนอกายเรา สิ้นสนุกสุขสบายกันครานี้ ต้องเป็นผีให้เขาหามไปเผา ขึ้นจนอืดขึ้นจนพองเป็นหนองเน่า พรุ่งนี้เช้าก็ต้องจรจากเรือนตน”

เขียบนอนหันหลังให้นายสาว ทันทีเมื่อหัวแตะหมอน น้ำตาก็ไหลรินเป็นสายเช่นนี้ทุกคืน นับตั้งแต่วันที่เผื่อนจากไป อยากร่ำร้อง อยากปล่อยความเศร้าโศกออกมาให้สุดสม แต่ทำได้เพียงเก็บกลั้นไว้ รำพึงเพียงลำพังอยู่ภายในใจ

“อีเผื่อนเอ๊ย วาสนาข้ากับเอ็งมันสั้นนัก ถ้าข้าได้อยู่เคียงข้างเอ็ง ข้าจะไม่ปล่อยให้ใครทำร้ายเอ็งได้ดอก เอ็งจะรู้บ้างไหม ว่าข้าคิดถึงเอ็งใจจะขาด” บ่าวคนสนิทของวาดแนบหน้ากับหมอน กลั้นก้อนสะอื้นลงคออย่างยากเย็น “พรุ่งนี้แล้วสินะ ที่เราต้องจากกันจริงๆแล้ว”

เขียบน้ำตาไหลพราก นึกน้อยใจในวาสนาตัวเอง ได้พบรัก แต่ก็เป็นรักที่ต้องเก็บงำซุกซ่อน ไม่อาจเผยให้ใครรรู้ได้ ซ้ำเหมือนโชคชะตากลั่นแกล้ง ให้โอกาสได้ชื่นชมสิ่งที่รักเพียงช่วงเวลาแสนสั้น

เสียงละห้อยโหยหวนของนกอีวาบตั๊กแตนดังก้องไปทั่วคลอง คล้ายจะร่ำร้องหาคู่ที่พรากจากไป ยิ่งย้ำใจของบ่าวสาวร่างกำยำให้หม่นเศร้าลงไปอีก ได้แต่นอนกอดตัวเองอย่างเดียวดายจนหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

 

ไม่รู้ยามไหนเมื่อวาดสะดุ้งตื่นขึ้น ทั่วทั้งห้องมืดสนิทและเย็นเยือกจนน่าหวาดหวั่น โสตประสาทรับรู้ถึงความเงียบงัน ยินเพียงเสียงกรนแผ่วเบาเป็นระยะ ให้นึกเคืองบ่าวคนสนิท กำชับนักหนาให้ตามไฟไว้ทั้งคืน แต่ยังฝืนคำสั่ง หญิงสาวหลับตา ยกมือปิดหูสองข้าง พยายามข่มใจให้หลับ ครู่ใหญ่ กำลังจะเคลิ้มเข้าสู่ภวังค์ พลันเสียงหนึ่งกลับกระตุกให้ตื่น

“แกรกกราก..แกรกกราก”

เสียงคล้ายบางอย่างขูดถูไปกับแผ่นกระเบื้อง วาดนอนเงี่ยหูฟัง พยายามปลอบใจตนเองว่า คงเป็นต้นจำปาข้างเรือนถูกลมหนาวพัดกิ่งครูดไปบนหลังคา ลอบถอนใจแผ่วเบา เมื่อเสียงนั้นเงียบไป

“แกรก..แกรก..” เสียงดังขึ้นอีกครั้ง เจ้าของห้องนอนนิ่งกลอกตาไปมา เย็นวาบตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าเมื่อรับรู้ได้ว่า แต่แรกเสียงนั้นแผ่วไกลออกไป แต่ยามนี้ กลับกำลังครูดคราดเคลื่อนเข้ามาใกล้หน้าต่างด้านนอกนี่เอง

พลันภาพเผื่อนนอนตาเหลือกโพลงผุดขึ้นมาในห้วงนึก นึกโกรธตัวเองที่พลาดไปเห็นเข้าและจำติดตา พยายามลบออกไปอย่างไรก็ไม่เลือนหาย ความกลัวทำให้ดึงผ้าขึ้นคลุมโปง นอนกอดตัวเอง งอเข่าขึ้นด้วยเสียวปลายเท้าวาบ

“แม่วาด..” เสียงเรียกแผ่วโหยพาสะดุ้งสุดตัว ความง่วงงุนแตกกระเจิง ประสาทตื่นตัวเต็มที่ “เปิดหน้าต่างให้ฉันที..ข้างนอกนี่หนาวเหลือเกิน” เสียงนั้นดังถนัดถนี่ คล้ายน้ำเสียงใครคนหนึ่ง

“พ่อเอื้อ..” วาดเอ่ยเสียงแผ่วกับตัวเอง ชันกายขึ้นนั่ง ชั่งใจว่าควรทำอย่างไร ใจหนึ่งก็ถูกความกลัวครอบไว้ อีกใจก็ลังเล ถ้าเสียงเรียกนั้นคือขุนเอื้อจริงๆเล่า ชายหนุ่มอาจตั้งใจมาหา มาไขเรื่องราวของเผื่อนที่ยังค้างคาอยู่ภายในใจของตนให้กระจ่าง

ที่สุดความคิดหลังก็ชนะ วาดลุกขึ้น คลำมือไปยังโต๊ะหัวเตียง จัดการจุดไฟตะเกียงขึ้น แสงสว่างกระจายเป็นวงกว้างเข้าแทนที่ความมืด ขับไล่บรรยากาศพรั่นพรึงให้คลายลง หญิงสาวถือตะเกียงเดินมาหยุดยืนริมหน้าต่างที่ปิดสนิท เหลียวมองร่างขดงอในโปงผ้าข้างเตียง ตัดสินใจไม่เรียกเขียบ เผื่อว่าขุนเอื้ออาจอยากเจรจาบางเรื่องเพียงลำพังสองคนกับตน วาดเพิ่งรับรู้ถึงเสียงหวีดหวิวแผ่วเบาของลมหนาวซึ่งลอดเข้ามาตามช่องลมเหนือหน้าต่าง เสียงอูอี้แหบโหยคล้ายเสียงครางของภูติผีพาขนลุกชันขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เกือบเปลี่ยนใจหันหลังกลับ แต่เสียงเรียกข้างนอกกลับฉุดไว้

“เร่งเปิดหน้าต่างสิ ฉันหนาวมาหลายคืนแล้วนะแม่วาด” น้ำเสียงนั้นแม้จะแหบแห้ง แต่ก็จำได้แม่นยำว่าคือเสียงของขุนเอื้อจริงๆ

ธิดาท่านเจ้าคุณวางตะเกียงลงบนโต๊ะเล็ก ก่อนจะเอื้อมมือสั่นระริกไปจับม่าน รูดไปกองด้านข้าง เสียงสวบสาบยามผ้าครูดไปกับบานหน้าต่างดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ แล้วจึงค่อยจับสลักกลอนเลื่อนออก วาดยืนนิ่ง รวบรวมความกล้าก่อนจะยกมือผลักบานหน้าต่างออกไป เสียงเอี๊ยดแหลมยาวดังเสียดแทงเข้ากลางใจ จนแทบจะยอมถอยหลังกลับ

ลมหนาวพัดพรั่งพรูเข้ามาราวกับรอคอยอยู่นานแล้ว เสียงครางหวีดหวิวคล้ายขัดเคืองใจที่ถูกกีดกั้น พากลิ่นแปลกยามราตรีเข้ามาปะทะใบหน้าของวาด มือถือตะเกียงสั่นเทิ้ม แยกไม่ถูกว่าเพราะความหนาวเย็นหรือเพราะความหวาดหวั่นในใจ กลั้นใจยกตะเกียงส่องไปด้านนอก ตามด้วยยื่นหน้าออกไปมอง

นอกหน้าต่างเป็นสีดำมืด ไกลออกไปยิ่งมืดสนิทเหมือนโลกทั้งใบระบายด้วยสีนิล วาดกวาดตามองอย่างหวาดๆไปด้านขวามือ แสงเหลืองนวลสาดจับไปบนลอนกระเบื้องซ้อนไล่กันไป มองเห็นกิ่งจำปา ประดับใบสีเข้มพาดพักกิ่งบนหลังคาอย่างสงบนิ่ง ชายตามองไปซ้ายมือ มองเห็นเพียงผนังตัวเรือนส่วนที่สร้างยื่นออกไปทางริมคลองเคลือบด้วยความมืดทึม ทุกอย่างดูนิ่งสนิทจนน่าประหลาดใจ

ไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตใดอยู่ข้างนอกนั่น!

ไม่มีแม้เงาของขุนเอื้อ

จู่ๆขนก็ลุกเกรียวไล่ฉาบตั้งแต่ศีรษะ ลงแผ่นหลังจนถึงปลายเท้าเมื่อแว่วเสียงแกรกกรากมาจากต้นจำปา

“พ่อเอื้อ พ่อเอื้อรึนั่น” วาดร้องเรียกด้วยเสียงซึ่งพยายามบังคับไม่ให้สั่น แสงไหววูบวาบเพราะมือซึ่งชูตะเกียงขึ้นนั้นสั่นเทา ค่อยแง้มหน้าออกไปมองอย่างกล้าๆกลัวๆ นาทีนั้นรู้สึกเหมือนกำลังจะร้องไห้ “อย่าทำพิเรนทร์เช่นนี้สิ ฉันกลัวนะ”

แสงเหลืองสาดกระจายไปยังไม้ใหญ่ จับบางสิ่งคล้ายร่างมนุษย์ห่อหุ้มด้วยผ้าขาวทั้งตัว ห้อยโตงเตงลงมาจากคาคบไม้ วาดตัวชา ยืนนิ่งเหมือนถูกสาป อ้าปากจะกรีดร้องแต่กลับค้างแข็งอยู่อย่างนั้น ตาเบิ่งโพลงมองสิ่งนั้นกำลังหย่อนตัวลงมาบนหลังคา แล้วคลานเข้ามาหาอย่างช้าๆ

ใบหน้าซึ่งโผล่จากผ้าขาว เคลื่อนเข้ามาใกล้จนถึงริมหน้าต่าง แม้จะเขียวคล้ำและบวมฉุ ตาข้างหนึ่งปลิ้นถลนออกมา แต่ก็พอมองออกว่าคือคนที่นอนอยู่ในโลงข้างล่าง ทั่วใบหน้าฉ่ำแฉะด้วยของเหลวสีเหลืองข้นและแดงคล้ำ ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง

“ฉัน..หนาวเหลือเกิน..แม่วาด” ปากหนาพองอ้าพะงาบครางเสียงแหบโหย น้ำข้นคลั่กสีเหลืองปนแดงคล้ำล้นทะลักออกมา ไหลย้อยรดลงผ้าขาวที่ห่อหุ้มอยู่จนเปรอะเปื้อนเป็นด่างดวง

ความกลัวพุ่งจนถึงขีดสุดเมื่อใบหน้าสยองยื่นเข้ามาจนเกือบชิดใบหน้าของวาด

“กรี๊ดด!” เสียงกรีดร้องหลุดจากลำคอในที่สุด “ออกไป๊!” ธิดาท่านเจ้าคุณหลับตาปี๋ แผดเสียงด้วยความขยะแขยงหนักขึ้นเมื่อมือเย็นเฉียบคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของตน “กูไม่ได้ทำ กูไม่ได้ฆ่ามึง”

“คุณวาดขอรับ นี่บ่าวเองขอรับ”

“อีเผื่อน กูกลัวแล้ว อย่าทำอะไรกู” วาดดิ้นสะบัดสุดแรงอยู่บนเตียงพร้อมกับแผดเสียงไม่หยุด

“คุณวาดขอรับ ลืมตาดูก่อน นี่บ่าวเองขอรับ” เขียบจับตัวนายสาวแล้วสวมกอดไว้ วาดหยุดร้องหยุดดิ้น หายใจหอบถี่ ค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้น

“เขียบ ข้ากลัว” ธิดาท่านเจ้าคุณกอดรัดร่างกำยำแน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้น อีกฝ่ายแม้จะรู้สึกประดักประเดิด แต่หัวใจกลับอิ่มเต็ม

“ไม่ต้องกลัวนะขอรับ บ่าวอยู่ที่นี่กับคุณวาดแล้วขอรับ” เขียบปลอบประโลม ลูบแผ่นหลังนวลเนียนไปมา ความรู้สึกเศร้าหม่นคลายลงเมื่อได้สัมผัสหญิงที่ตนรักและใฝ่ฝันอยากใกล้ชิดมานานแสนนาน

ความสุขความเศร้า เปรียบไปก็คล้ายฤดูกาล หมุนเวียนเปลี่ยนผัน ไม่เคยหยุดนิ่ง ม่านครึ้มหม่นของความอาดูร โอบคลุมเรือนราชภูดิศอยู่เพียงไม่นานนัก ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ปรกติ ผินขออนุญาตประมุขของบ้าน กลับไปยังสวนบางกอกน้อย ด้วยเหตุผลว่า ไม่อยากอยู่ที่นี่ เพราะไม่มีลูกสาวอยู่ด้วยอีกแล้ว พร้อมกับฝากฝังทับให้อยู่ในความดูแลของจิอานโนต่อไป ท่านเจ้าคุณไม่ขัดข้อง ทั้งยังเลื่อนตำแหน่งให้ผินเป็นหัวหน้าคอยดูแลควบคุมบ่าวที่นั่น มีเพียงแต่วาดเท่านั้นที่ไม่ใคร่พึงใจนัก เพราะเผื่อนนั้น พ้นทางไปแล้วก็จริง แต่กลับมีก้างชิ้นใหม่เข้ามาขวางคอให้ระคายอีก



Don`t copy text!