ภาพภพ บทที่ 27 : ด้วยแรงริษยา

ภาพภพ บทที่ 27 : ด้วยแรงริษยา

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

หลวงเปรื่องตื่นแต่เช้าตรู่ เปิดตู้ค้นหาเสื้อซึ่งพอจะคล้ายคลึงเชิ้ตอย่างฝาหรั่ง กลับไม่พบแม้สักตัวเดียว ตัดสินใจหยิบเสื้ออย่างน้อยซึ่งเคยสวมใส่ยามงานออกงานราชการ ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายสีขาว คอจีนตั้ง ลงลูกซัดจนผ้าเรียบอยู่ทรงแข็งและมีกลิ่นหอมอ่อนมาสวมแทน อากาศในพระนครยามนี้หนาวเหน็บยิ่งนัก จึงสวมสูทผ้าสำลีสีครามทับข้างนอกอีกชั้น นุ่งกางเกงขายาวสีดำอย่างชายชาวตะวันตก สวมถุงเท้าและรองเท้าหนังสีดำมันปลาบ

เมื่อมองตัวเองผ่านกระจกเงา ให้ความรู้สึกแปลกตา ความไม่มั่นใจแล่นกรายเข้ามาให้ใจตก แต่เมื่อยอมรับว่าอยากทำให้ตัวเองดูดีขึ้น ลึกลงไปในใจ นึกอิจฉาจิอานโนที่ช่างดูสง่างามในเครื่องแต่งกายฝาหรั่ง แต่เหนือกว่าอื่นใด เพียงหวังจะให้วงได้เห็นและประทับใจตนบ้าง ชายหนุ่มจึงสูดลมหายใจแล้วยิ้มให้ตัวเอง เรียกความกล้ากลับคืนมา

แม้เมฆจะแย้มแสงอุ่นออกมาฉาบผืนฟ้าบ้างแล้ว แต่อากาศยามเช้าก็ยังคงเย็นเยือกเมื่อหลวงเปรื่องมาถึงถนนมหาราช ผู้คนยังไม่ขวักไขว่ มองเห็นกุลีขนของเข้าออกแถวชุมชนท่าเตียนประปราย ชายหนุ่มเดินเลียบกำแพงพระบรมหาราชวังเพื่อไปยังประตูช่องกุด มือลูบคลำพับผ้าสีเหลืองจำปาซึ่งได้มาจากหัวเมือง ครั้งตามเสด็จประพาสเมืองนครสวรรค์ หวังนำมามอบให้เป็นของกำนัลแด่หญิงที่ตนรัก

ชะเง้อมองผ่านประตูเข้าไป เห็นแม่ค้าวางของขายหลายเจ้า ของกินหลากหลาย ของใช้ก็มากมี เห็นผู้คนเดินจับจ่ายหาซื้อของบ้างแล้ว ใจข้าราชการหนุ่มเต้นตึกตัก เมื่อพิจารณาจากอาภรณ์สวมใส่ของหญิงสาวที่มาเป็นกลุ่ม เห็นชัดแจ้งว่าเป็นพวกสาวในวัง หลวงเปรื่องตัดสินใจเดินผ่านประตูเข้าไป หวังจะหาซื้อหวี ปิ่นปักผมและเข็มกลัดสวยๆ เพื่อมอบให้วงพร้อมกับผ้า เหลียวไปรอบกาย แล้วก็ต้องหยุดชะงักนิ่ง ใจหวามวูบเหมือนถูกผลักร่างดิ่งลงเหวลึก

พ้นจากแคร่ขายของไกลออกไป วงยืนอยู่ข้างกำแพง ก้มหน้ามองต่ำ รอยยิ้มระบายเกลื่อนหน้าแดงซ่าน ไม่ห่างกันนั้น ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีขาวสะอาดตา เพียงแค่มองจากด้านหลัง ก็รู้ได้ในทันทีว่าคือใคร

หัวใจคนแอบมองปวดแปลบ ฝืนกลืนก้อนแข็งในลำคอ ร่างกายพลันอ่อนปวกเปียกจนต้องยืนพิงแนบผนัง มือล้าอ่อนแรงจนแทบถือพับผ้าไว้ไม่ได้

โอ้หนอ เพิ่งประจักษ์ว่า หัวใจบอบช้ำจากความรัก เป็นเช่นนี้นี่เอง

หลวงเปรื่องเลื่อนตัวเข้าแอบซ่อนข้างหลืบกำแพง มองสองหนุ่มสาวยื่นของให้กันด้วยความรู้สึกอ่อนล้าใจ  จนกระทั่งจิอานโนเดินกลับออกไป จึงเดินตรงไปหาวงที่กำลังเดินเตร็ดเตร่ชมของ

“แม่วง” คนถูกเรียกหันขวับมา สีหน้าฉายแววประหลาดใจ

“พ่อเปรื่อง..” วงเอ่ยเสร็จแล้วหลบตา เลื่อนมือซึ่งถือถุงผ้ากำมะหยี่สีเลือดนกไปไว้ข้างหลัง

“ฉันแวะมาหา เพิ่งมาถึงนี่ละ” หลวงเปรื่องมองสีหน้าจืดเจื่อนอย่างปิดไม่มิดนั้น แล้วให้นึกสงสาร “แม่วงเพิ่งออกมารึ”

“ใช่จ้ะ” วงช้อนตามอง ฝืนยิ้มส่งให้

“ฉันมีของตั้งใจมาให้” ข้าราชการหนุ่มยื่นพับผ้าในมือส่งให้ วงทำท่าเก้กัง แต่ก็ยื่นมือเพียงข้างเดียวออกมารับ คนมอบของทำทีไม่ใส่ใจ กลบเกลื่อนความรู้สึกด้วยรอยยิ้มขณะเอ่ย “ฉันหวังว่าแม่วงคงชอบ”

“ขอบใจนะพ่อเปรื่อง งามแท้เทียว” วงก้มมองพับผ้า เอ่ยชมก่อนจะหันไปรอบกายคล้ายมองหาใคร “ฉันต้องกลับเข้าข้างในแล้วละ ออกมาตั้งแต่ฟ้าสาง นานนัก เดี่ยวจะโดนเสด็จท่านเอ็ดเอาได้” หลวงเปรื่องรู้ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังปดตน แต่ก็แสร้งทำไม่รู้ไม่ชี้

“ฉันขอคุยอะไรกับแม่วงสักนิดได้ไหม” น้ำเสียงจริงจังนั้น ทำให้วงหันมามองหน้าชายหนุ่ม หลวงเปรื่องชั่งใจอยู่เป็นครู่ ถอนใจอ่อนก่อนจะเอ่ยออกมา “ฉันเห็นแล้วว่านายช่างมาหาแม่วง”

วงตาโต เผยอปากค้างอย่างตั้งตัวไม่ทัน เมื่อได้สติจึงรีบหลบตา ก้มหน้านิ่งอยู่

“ฉันชอบแม่วงนะ” หลวงเปรื่องตัดสินใจบอก “แล้วแม่วงล่ะ คิดเช่นไรกับฉัน” เอ่ยถามไปแล้ว ได้แต่กลั้นใจรอคำตอบ ผู้ถูกถามเงยหน้าขึ้นมองนิ่ง ไร้อารมณ์ใดบนใบหน้านวลงามนั้นจนชายหนุ่มใจหาย ความเงียบสะกดทั้งคู่ให้นิ่งงันชั่วขณะ แต่สำหรับหลวงเปรื่องคือช่วงเวลาแสนทรมานราวกับนานนับปี ที่สุด วงจึงเอ่ยขึ้น

“ฉันรักและเคารพพ่อเปรื่อง เหมือนเช่นพี่ชาย ไม่ได้คิดเป็นอื่นนอกจากนี้” คำตอบทำหัวใจผู้ฟังแห้งผาก เรี่ยวแรงในร่างกายพลันหดหาย ครู่ใหญ่ที่หลวงเปรื่องยืนยิ่ง ไม่อาจเอ่ยถ้อยคำใดต่อไปได้ เพียงครู่ เสียงแห้งเครือจึงหลุดออกมา

“แม่วงชอบนายช่างใช่รึไม่” หลุดปากไปแล้ว แทนที่จะได้ความโล่งใจ กลับกลายเป็นรู้สึกผิด เมื่อมองเห็นความกระอักกระอ่วนบนใบหน้าอีกฝ่าย ข้าราชการหนุ่มอยากจับมือเรียวบางมากุมไว้พร้อมเอ่ยขอโทษ แต่ทำได้เพียงแค่คิด

“ฉันต้องกลับละพ่อเปรื่อง” วงเอ่ยจบก็หมุนตัวหันหลังก้าวเดินจากไป หลวงเปรื่องยื่นมือออกไปหมายจะคว้าข้อมือไว้ แต่ก็ชะงักค้าง ทอดถอนใจด้วยความเสียดาย มองตามร่างระหงเดินผ่านกลุ่มคน ตรงไปยังประตู่ใหญ่ซึ่งนำไปสู่เขตพระราชฐานชั้นใน แล้วหายลับเข้าไป

ข้าราชการหนุ่มเดินก้มหน้ากลับออกจากประตู หอบความรู้สึกหนักหน่วงกลับไป แต่ในหัวใจกลับว่างโหวงเหมือนโดนคว้านเนื้อในออกจนหมดสิ้น เดินเซื่องซึมเลาะกำแพงเรื่อยไปอย่างไม่รู้ปลายทาง

“…โอ้ละหนอ นวลตาเอย   ข้อยนี้รัก แสนรักดังดวงใจ

โอ้เป็นกรรมต้องจำจากไป  อกอาลัย เจ้าดวงเดือนเอย

เห็นเดือนแรม เริดร้างเวหา  ข้อยเบิ่งดูฟ้า เห็นมืดมน

พี่จะทนทุกข์ ทุกข์ทน         เจ้าดวงเดือนเอย..”

แว่วเสียงขับเพลงคลอเคล้าเสียงซอจากวณิพกซึ่งนั่งข้างกำแพงลอยมา เสียงซออู้กรีดลึกลงไปถึงกลางใจคนบอบช้ำ ทุกถ้อยคำฟังแล้วเศร้าสร้อยกว่าที่เคยได้ยิน

 

ทับนั่งมองรูปวาดบนผืนผ้าใบอย่างไม่อาจละสายตาได้  ชะโงกเข้าไปเพ่งพิจารณามวลเนื้อสีซึ่งผสมผสานอย่างลงตัวผ่านฝีแปรงของจิอานโน ดูละเอียดลออทุกกระเบียดนิ้ว งดงามเหมือนจริง มีชีวิตราวกับพระยารามภูดิศถอดร่างลงมาอยู่ในภาพสีน้ำมันตรงหน้านี้ก็ไม่ปาน ยังเหลือการเติมน้ำหนักและแต้มแต่งสีอีกไม่มากนัก ก็จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว

เด็กหนุ่มรู้สึกชื่นชมความสามารถของนายช่างหนุ่ม ขณะเดียวกันก็ดีใจในความโชคดีของตน ที่มีโอกาสได้มาใกล้ชิด ได้เรียนรู้ทักษะจากจิตรกรมีฝีมือ นับวันผันผ่าน ความผูกพันยิ่งก่อตัวขึ้น จนเขาตระหนักว่า อยากใช้ชีวิตอยู่ใกล้ๆนายช่างหนุ่มคนนี้ไปตลอด

นับแต่เล็กจนโต มีคนเพียงไม่กี่คนที่ทับรู้จักและใกล้ชิด เผื่อนเปรียบเสมือนพี่สาว เติบโตมาพร้อมกันในความดูแลของผิน ซึ่งทับให้ความรักและเคารพประดุจพ่อแท้ๆ

จิอานโนคืออีกหนึ่งคนในชีวิต ผู้เข้ามามอบความสุข ความอบอุ่นที่เขาแทบไม่เคยได้รับจากใคร เขาไม่อาจอธิบายความรู้สึกลึกล้ำภายในใจของตนได้ รู้แต่เพียงว่า สุขใจทุกครั้งเมื่อได้อยู่ใกล้ชิด ได้มองเห็น ได้ปรนนิบัติรับใช้นายช่างหนุ่ม

เมื่อไม่นานมานี้ เขาเผลอไผลทำบางอย่างไปโดยไม่ตั้งใจ ความรู้สึก ณ ขณะนั้น ยังฝังอยู่ในใจไม่มีลืมเลือน

ในเช้าวันนั้น เมื่อตื่นมา เขานั่งมองจิอานโนซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียง เพิ่งพิศนิ่งนาน ไม่แปลกใจเลยว่า เหตุใดทุกคนต่างพากันชื่นชมชายหนุ่มคนนี้ ใบหน้าคมสันยามหลับใหล ช่างงดงามดุจรูปปั้น คิ้วดกเข้มพาดยาวราวขีดเขียนด้วยพู่กัน แพขนตาหนาเคลียผิวแก้มยามหลับตาพริ้ม ริมฝีปากได้รูปเจือสีส้มเรื่อ ทุกส่วนประดับบนใบหน้าสมส่วนและผิวขาวสะอาดอย่างเหมาะเจาะ

ชั่วกระพริบตา ราวกับมีมนตร์ทำให้เผลอไผลไปชั่วขณะ แรงดึงดูดพาให้เขาโน้มหน้าเข้าไปหาร่างบนเตียงอย่างช้าๆ ชิดใกล้จนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นเป่ารดอยู่ตรงปลายจมูก หลับตาพร้อมสูดกลิ่นหอมจากเรือนกายของจิอานโนอย่างเคลิบเคลิ้ม ความรู้สึกประหลาดก่อตัวขึ้น ฉีดไอร้อนแผ่ไปทั่วร่าง จนเขาเกือบปล่อยให้มันครอบงำ หากสติไม่กลับมากระชากให้หลุดจากห้วงอารมณ์นั้นเสียก่อน

จากครั้งนั้น ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า เขากำลังรู้สึกเช่นไรกับนายช่างหนุ่ม ไม่กล้าแม้แต่จะค้นหาคำตอบให้ตัวเอง แต่ก็รู้ดีว่า ความจริงนอนนิ่งอยู่ข้างในหัวใจ รอคอยให้เขายอมรับมันเท่านั้นเอง

ทับสลัดความคิดออกไป หันไปหยิบสมุดวาดภาพออกมาเปิด ดึงกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งสอดไว้ด้านในขึ้นมาเพ่งพิศ รอยยิ้มจุดขึ้นทั่วหน้าทุกครั้งเมื่อได้เห็น มันคือภาพถ่ายขาวดำ รูปจิอานโนนั่งบนเก้าอี้ ถ่ายคู่กับเขาซึ่งนั่งอยู่บนพื้น รูปถ่ายใบแรกในชีวิตของเด็กหนุ่ม สิ่งซึ่งสร้างความอัศจรรย์ใจยิ่งเมื่อได้มองเห็นตัวเองผ่านกระดาษแผ่นนี้

“โอ!” ทับอุทานด้วยความตกใจเมื่อภาพถ่ายถูกกระชากไปจากมือ เงยขวับขึ้นมองด้วยความงุนงงแกมตกใจ

วาดยืนค้ำอยู่ไม่ห่าง เพ่งมองภาพถ่ายที่ถือไว้ แล้วชายตาลงมองทับด้วยแววตาเยาะหยัน

“หายไปกับจิอานโน คงอ้อนวอนให้เขาพาไปถ่ายรูปให้ น่าอนาถแท้ บ่าวชั้นต่ำอย่างเอ็ง คงไม่เคยมีกระมัง”

“บ่าวขอรูปคืนนะขอรับคุณวาด” ทับร้องขอ มองแผ่นกระดาษในมือนายสาวด้วยแววตาละห้อย

“จิอานโนอยู่ไหน” ธิดาท่านเจ้าคุณเอ่ยถาม เพิกเฉยกับคำขอของเด็กหนุ่ม กวาดสายตาไปรอบเรือน

“นายช่างกลับไปเอาของที่บ้านพักตรอกสามพระยาขอรับ”

วาดไม่ใส่ใจกับคำตอบ เดินกรีดกรายรอบชานครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินตรงไปยังประตูห้องด้านใน ทับมองเห็นจึงรีบลุกขึ้น เดินเข้าไปยืนขวางไว้

“เข้าไปไม่ได้นะขอรับคุณวาด”

“ทำไมข้าจะเข้าไม่ได้” วาดตวาดเสียงเขียว หน้าบูดบึ้ง

“นายช่างสั่งกำชับไว้ขอรับ ไม่ให้ใครเข้าไป”

“ที่นี่เป็นของพ่อข้า ข้าเป็นลูก ข้าย่อมมีสิทธิ์ในทุกพื้นที่ จะเข้านอกออกในตรงไหนได้ทั้งนั้น หลีกไป” วาดยกมือขึ้นดันเด็กหนุ่ม อารมณ์โกรธเกรี้ยวเริ่มก่อตัวเมื่อถูกขัดใจ

“บ่าวให้เข้าไปไม่ได้จริงๆขอรับ นายช่างห้ามไว้ อย่างน้อย คุณวาดควรเคารพความเป็นเจ้าของของนายช่างนะขอรับ” ทับเอ่ยเสียงแข็ง ขืนตัวไว้เมื่ออีกฝ่ายยกมือขึ้นผลักหน้าอกตน

“มึงริอ่านมาสอนกูรึอ้ายไพร่” อย่างไม่ทันตั้งตัว วาดเงื้อมมือตบฉาดเข้ายังใบหน้าของทับด้วยโทสะ “คนอย่างมึง เคยเปิบข้าวในกะลา พอได้ดีมีวาสนา กินข้าวใส่จานกระเบื้องเข้านิด ทำลืมกำพืดจนหมดสิ้น”

“บ่าวไม่เคยคิดเช่นนั้นเลยขอรับ” ทับน้ำตาคลอ มือลูบคลำซีกแก้มร้อนผ่าวดุจไฟนาบ

“อย่ามาพาซื่อ กูไม่เชื่อดอก ตามึงมันบอกอยู่ทนโท่ มึงมันชาติคางคก ทำตีตัวเสมอนาย” วาดยกนิ้วขึ้นจิ้มหน้าผากเด็กหนุ่ม

“บ่าวไม่เคยคิดอาจเอื้อมเพียงนั้นดอกขอรับ” เด็กหนุ่มเสียงอ่อย แต่ยังไม่ยอมเคลื่อนตัวไปตามแรงดึงของนายสาว

“เลือดทาสในตัวมึงมันข้น ต่อให้เพียรทำตัวเสมอผู้ดีปานใด ก็เป็นได้แค่กาฝาก พ่อแม่มึงเป็นทาส มึงก็ตกฟากในเรือนทาส กินนอนในนั้น สันดานทาสถ่อยถึงได้สืบมาถึงลูกหลานอย่างมึง” วาดผรุสวาทขณะถอยออกมา จ้องหน้าทับราวจะเผาให้มอดไหม้

“คุณวาดอย่าว่าพ่อแม่ของบ่าวเลยขอรับ”

“กูจะพูด มึงจะทำไมกูรึ หรือมึงคิดว่าโคตรเหง้าเก่าก่อนของมึงไม่เคยเป็นทาส” ธิดาท่านเจ้าคุณแบะปากเหยียดหยัน ชูภาพถ่ายขึ้น “อยากได้นักรึ รูปถ่ายใบนี้ กูจะไม่ให้มึงได้สมหวังดอก”

“อย่านะขอรับ บ่าวขอร้อง” เด็กหนุ่มอ้อนวอนน้ำตาคลอ มองวาดกำลังฉีกแผ่นกระดาษในมือแล้วโปรยเศษเล็กเศษน้อยลงบนพื้น ทับทรุดตัวลงนั่ง กอบชิ้นส่วนรูปถ่ายมาไว้ในมือสั่นเทา วาดถือโอกาสนั้นผลักประตู พาตัวเองเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็วโดยที่ทับไม่ทันทัดทาน

หญิงสาวกวาดตามองไปทั่วห้อง มองผ่านเตียงไม้ซึ่งพับผ้าห่มไว้อย่างเป็นระเบียบ ผ้าผวยพับทับไว้บนหมอนวางอยู่ข้างเตียง หีบไม้ขนาดกลางวางชิดผนัง สายตาสะดุดเข้ากับบางสิ่งแขวนห้อยอยู่กลางหน้าต่าง จึงเดินตรงเข้าไป

ใจพลันวูบขึ้นด้วยแรงริษยาเมื่อคว้าสิ่งนั้นมาเพ่งมอง พวงมาลัยกลมร้อยด้วยดอกมะลิตูม ประดับด้วยอุบะจากกลีบดอกจำปาซึ่งกรีดแล้วสอดซ้อนเป็นพวง อย่างที่เรียกว่าอุบะสร้อยสน พิจารณาจากฝีมืออันประณีตบรรจง รู้ได้ทันทีว่าเป็นใครไม่ได้ นอกจากแม่วง หญิงสาวกระตุกพวงมาลัยหลุดจากเชือกที่ผูกไว้

“คุณวาดจะทำอะไรขอรับ” ทับร้องเสียงดังขณะเดินเข้ามาในห้อง สังหรณ์ใจเมื่อมองเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย วาดไม่ตอบ แต่ใช้มือรวบแล้วดึงพวงอุบะออกอย่างแรง กลีบจำปาหลุดร่วงลงเกลื่อนพื้นห้อง

“อย่านะขอรับ” เด็กหนุ่มวิ่งตรงเข้ามายื้อมาลัยไปจากมือนายสาวทันควัน

“เอามานี่!” วาดตวาด ตรงเข้ามาแย่ง แต่เด็กหนุ่มไม่ยอม เบี่ยงตัวหลบพร้อมกับจับมาลัยแนบไว้กับอก

“โอ๊ย!” ทับร้องเสียงลั่นเมื่อรู้สึกเจ็บแปลบบนใบหน้า รอยเล็บจิกครูดผิวหน้าเป็นทางยาวหลายแผล แล้วก็ต้องร้องอีกครั้งเมื่อปอยผมถูกจิกทึ้งจนหน้าหงาย พร้อมแรงเหวี่ยงพาตัวเขาปลิวหวือไปกระแทกผนัง วาดยังไม่หนำใจ ตรงรี่เข้าไปหมายจะจิกผมร่างบนพื้น

“หยุดนะ!” เสียงห้าวทุ้มดังมาจากประตูห้อง ดึงให้วาดต้องชะงักกึก หันขวับไปมอง แล้วต้องเบิกตากว้าง อุทานเสียงดังด้วยความตกใจ

“จิอานโน!”

“เธอกำลังจะทำอะไร” สีหน้าเครียดขึ้งของชายหนุ่มทำให้วาดใจหาย นึกหาถ้อยคำแก้ตัวไม่ทัน ได้แต่ปฏิเสธปากคอสั่น

“ฉะ..ฉันไม่ได้ทำอะไร”

“แล้วนี่อะไร” วาดมองเศษภาพถ่ายในมืออีกฝ่าย “เธอจะบอกว่า ทับเป็นคนทำงั้นรึ”

ธิดาท่านเจ้าคุณยืนนิ่งด้วยจำนนต่อหลักฐาน ลอบชายตามองด้วยความรำคาญใจเมื่อแว่วเสียงร้องครางของทับ

“ห้องนี้เป็นห้องส่วนตัวของฉัน ฉันให้ทับดูแลและกำชับห้ามมิให้ใครเข้ามา ก่อนที่ฉันจะอนุญาต” จิอานโนพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดชัดเจน

“ฉันเพียงอยากเข้ามาดูชั่วประเดี๋ยว เผื่อจะช่วยดูแลปัดกวาดให้บ้าง แต่อ้ายทับมัน..” วาดเอ่ยไม่ทันจบประโยค กลับถูกเสียงจิอานโนขัดขึ้น

“นั่นมันหน้าที่ของทับ ฉันให้ทับดูแลที่นี่แล้ว” จิอานโนก้มลงกำเศษดอกไม้บนพื้น แล้วยื่นไปตรงหน้าวาด “แล้วนี่ละ เธอจะบอกว่ามันสกปรกงั้นรึ”

กลีบจำปาสีเหลืองในมือชายหนุ่ม ดุจขีดประกายไฟให้ติดขึ้นในใจ ธิดาท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่น เหลือบขึ้นมอง ดวงตาฉายแววขุ่นเคืองแกมรวดร้าว

“มันมีค่าต่อเธอมากรึ ใครเป็นคนทำให้ล่ะ แม่วงสินะ” เสียงหญิงสาวสั่นเครือขมขื่น แต่นั่นไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเห็นใจ กลับทวีความขุ่นเคืองขึ้นอีก

“ไม่สำคัญว่าใครให้ฉัน แต่เธอไม่มีสิทธิ์มาทำลายข้าวของคนอื่นเช่นนี้” หน้าตาจิอานโนขึงขังแดงก่ำจนวาดนึกกลัว

“ฉันขอโทษ จิอานโน” วาดเสียงอ่อนลง น้ำตาเอ่อพานจะหยดไหล เดินเข้ามาเกาะแขนชายหนุ่ม แต่ฝ่ายนั้นยกแขนเบี่ยงหลบเป็นเชิงปฏิเสธ เอ่ยเสียงเด็ดขาดโดยไม่หันมามอง

“เธอกลับไปได้แล้ว” คำพูดสั้นๆ แต่เหมือนเรียวหวายฟาดลงกลางความรู้สึกอย่างแรง

น้ำใสไหลล้นลงอาบแก้มวาด ฝืนยืนก้มหน้านิ่งเพียงครู่ แล้วจึงเดินออกประตูไปอย่างเงียบเชียบ เมื่อถึงชานหน้าเรือน ไม่วายหันกลับมามองอีกครั้ง เห็นจิอานโนเข้าไปประคองทับให้ยืนขึ้น แล้วพาไปนั่งบนเตียง

ความเจ็บช้ำแปรเปลี่ยนเป็นแค้นเคืองในชั่วพริบตา ลมหายใจแรงร้อนพ่นระบายเพลิงระอุภายในออกมา ดวงตาวาวามจ้องมองอย่างอาฆาตมาดร้าย



Don`t copy text!