ภาพภพ บทที่ 32 : รวดร้าวและสิ้นหวัง

ภาพภพ บทที่ 32 : รวดร้าวและสิ้นหวัง

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

อากาศปลายธันวาคมเย็นยะเยือก ริ้วลมหนาวดุจคมมีดกรีดลึกลงผิว น่าแปลกที่เช้านี้ ตะวันยังอ้อยอิ่งอยู่หลังกลีบเมฆ  ปล่อยให้สีเทาของความหม่นมัวครอบคลุมไปทั่วผืนฟ้าพระนคร แต่ยังเทียบไม่ได้กับบรรยากาศอึมครึมภายในห้องกว้างของบ้านรามภูดิศ ทั้งห้องสงัดเงียบจนหูอื้อ ทุกสรรพเสียงราวจะจงใจพร้อมกันหยุดนิ่ง เพียงเพื่อจะตั้งใจฟังคำพิพากษาจากประมุขของบ้าน

พระยารามภูดิศนั่งหลังตรง ใบหน้าเรียบเฉยดูน่าเกรงขาม จิอานโนนั่งนิ่งดุจหุ่นปั้นบนเก้าอี้ สีหน้าหม่นหมองเคลือบริ้วรอยกังวล สายตาจับต้องบนหน้าโต๊ะนิ่ง ความง่วงงุนมึนงงยังทิ้งร่องรอยไว้ในความรู้สึก ถัดไปคือทับซึ่งนั่งก้มหน้า ร่างผอมบางงองุ้มด้วยความหวาดกลัว ร้องไห้เสียงแผ่วเบา น้ำตาไหลพรากไม่หยุด อีกฟากหนึ่งของโต๊ะคือหลวงเปรื่อง สีหน้ามีแววกังวลไม่ต่างกัน และด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทำให้วาดกบดานนิ่งอยู่ในห้องติดกัน เงี่ยหูรอคอยด้วยใจไม่เป็นส่ำ

“ฉันไม่นึกเลยว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นในบ้านของฉัน” เสียงพระยารามภูดิศแหวกความเงียบขึ้น เสียงก้องกังวานเต็มไปด้วยพลัง สีหน้าเคร่งขรึมกับแววตาเด็ดเดี่ยวทำเอาผู้นั่งร่วมห้องตัวหดเล็กลงด้วยความยำเกรง

“แต่กระผมขอยืนยันว่า กระผมไม่ได้ทำเช่นนั้นนะครับท่าน” นายช่างหนุ่มยืนยันหนักแน่น ท่านเจ้าคุณลดสายตาลง ตอบโดยไม่หันมามอง

“แต่ที่ทุกคนเห็น มันบอกได้ชัดเจนแล้วนะนายช่าง”

“กระผมถูกใส่ร้าย มีคนวางแผนทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น” วาดยกมือทาบอกด้วยความตกใจ นึกหวาดหวั่นขึ้นมาในทันใด

“ใครล่ะ บอกฉันมาซิ” สีหน้าพระยารามภูดิศดูไม่ค่อยเชื่อถือ “แล้วถ้ามีจริง เขาจะทำไปเพื่ออะไร”

นายช่างหนุ่มอ้ำอึ้ง รู้อยู่เต็มอกว่าถูกกลั่นแกล้ง เพราะเมื่อคืนหลับสนิทอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อยากบอกออกไปอย่างใจคิด แต่ครั้นจะกล่าวโทษโดยไร้หลักฐานชัดเจน ก็ดูไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ อีกทั้งการจะกล่าวหาลูกสาวต่อพ่อบังเกิดเกล้า ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เหลือบมองไป เห็นหลวงเปรื่องกำลังจับจ้องอย่างรอคอยคำตอบ ยิ่งกลัดกลุ้มในใจจนแทบระเบิด ความเงียบทำให้ผู้ที่อยู่อีกห้องหนึ่งค่อยโล่งใจ แต่ยังคงตั้งใจฟังแน่วแน่

“ท่านรู้รึไม่ ในเมืองสยาม สิ่งที่ท่านทำมันเป็นความผิด ต้องระวางโทษและโดนปรับ” เสียงของท่านเจ้าคุณเยียบเย็น “นั่นยังไม่เท่ากับชื่อเสียงของท่านจะเสียหาย จนไม่มีใครเชื่อถือท่านอีกต่อไป เอาเถิด เห็นแก่ความดีที่ท่านเคยทำ เรื่องนี้จะจบลงที่นี่ ไม่มีวันแพร่งพรายออกไปข้างนอกเด็ดขาด ฉันไม่ถือเป็นความผิดและยกโทษให้” ปลายเสียงกังวานอ่อนลง ทำให้จิอานโนรู้สึกดีใจ แต่ประโยคสุดท้ายกลับเปลี่ยนความรู้สึกเขาไปสิ้นเชิง “แต่ฉันจะขอให้ท่านออกจากเมืองสยามไปเสียโดยเร็ว”

จิอานโนตกใจ ไม่ต่างจากหลวงเปรื่องซึ่งนิ่งงัน เมื่อได้สติจึงเอ่ยขึ้น

“ท่านเจ้าคุณขอรับ กระผมคิดว่า..” เสียงจากข้าราชการหนุ่มสะดุดลงโดยพลัน เมื่อท่านเจ้าคุณยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม พร้อมบอกเสียงดัง

“หยุดเถิดหลวงเปรื่อง ฉันคิดถ้วนถี่แล้ว”

ประมุขของบ้านนิ่งเงียบหลังจบคำพูด วูบหนึ่งรู้สึกผิดในถ้อยคำที่ได้เปล่งออกไป แต่เมื่อทบทวนอีกครั้ง คิดว่าตัดสินใจถูกแล้ว ไม่เพียงเพราะความไม่ชอบในเรื่องราววิตถารเท่านั้น แต่เหตุผลสำคัญคือห่วงใยแม่วง ซึ่งมีใจให้กับจิอานโน หวั่นเกรงไปว่าเมื่อถึงคราต้องแต่งงานออกเรือนกันไป ผู้เป็นลูกสาวจะต้องเผชิญกับความคับข้องใจแสนทรมานไม่จบสิ้น ดังเรื่องราวเล่าขานเกี่ยวกับหม่อมไกรสร (1) ซึ่งเคยได้ยินมา การตัดไฟเสียแต่ต้นลม จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับวง

“อีกสองวัน ฉันต้องตามเสด็จประพาส ขอฝากเรื่องนี้ให้หลวงเปรื่องจัดการด้วย เบิกเงินให้นายช่าง ให้เพียงพอสำหรับการเดินทางและไปใช้ที่เมืองฝาหรั่งด้วยสักก้อนหนึ่ง ขอให้ทุกอย่างแล้วเสร็จก่อนฉันกลับมาด้วยนะ”

“ท่านเจ้าคุณครับ มีอีกสิ่งหนึ่งที่กระผมจะขอร้องจากท่านก่อนที่จะไปจากเมืองสยาม” จิอานโนเอ่ยขึ้น

“อะไรรึ” พระยารามภูดิศมองหน้านายช่างหนุ่ม

“กระผมใคร่ขอพาทับไปอยู่กับกระผมด้วยครับ” ท่านเจ้าคุณเหลือบมองผู้พูดด้วยแววตาประหลาดใจ ไม่ต่างจากหลวงเปรื่อง ส่วนวาดหูผึ่ง ตาเบิ่งโพลงด้วยความตกใจอยู่อีกฟากของห้อง

“แล้วแต่จะเห็นควรเถิด ฉันเองก็ไม่คิดจะเอาอ้ายทับไว้ที่นี่อีกแล้ว” ประมุขของบ้านเอ่ยตอบหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง รู้สึกผิดหวังในคำขอของอีกฝ่าย ซึ่งยิ่งตอกย้ำความเชื่อในใจของตนมากขึ้นไปอีก

ทับเจ็บปวดเมื่อได้ยิน น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความเสียใจเป็นที่สุด แม้ส่วนลึกภายในจะยินดีที่จะได้ไปอยู่กับคนซึ่งตนรักและเทิดทูน แต่บ้านรามภูดิศก็เปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของชีวิต เขาเกิดและเติบโตที่นี่ อดใจหายไม่ได้เมื่อถึงคราต้องลาจากไปไกล

“กระผมอยากบอกกับท่านอีกครั้งว่า กระผมบริสุทธิ์ใจ ไม่เคยทำเรื่องบัดสีเช่นนั้นแน่นอน ถึงท่านจะปักใจเชื่ออย่างไร แต่กระผมเชื่อมั่นว่ากระผมไม่ได้ทำครับ” จิอานโนบอกเสียงหนักแน่นชัดเจน

“ฉันเข้าใจ” พระยารามภูดิศเอ่ยเพียงสั้นๆ แม้จะเข้าใจถึงความรักอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ทุกคนบนโลก ยอมรับการแสดงออกซึ่งความรักโดยวิถีธรรมชาติ แต่เมื่อนึกถึงภาพของจิอานโนกับทับซึ่งยังผนึกแน่นอยู่ในหัว ก็ยากจะทำใจยอมรับได้

“เอาละ เสร็จเรื่องแล้ว” ประมุขของบ้านเอ่ยขณะลุกขึ้นยืน แล้วหันมาทางหลวงเปรื่อง

“หลวงเปรื่องอยู่รับประทานเช้ากับฉันก่อน ฉันมีเรื่องจะปรึกษาด้วย ส่วนท่าน ฉันจะให้คนจัดสำรับเช้าไปให้ที่ริมคลอง” ประโยคหลังหันมาเอ่ยกับจิอานโน ถ้อยคำบ่งบอกชัดแจ้งถึงการปฏิเสธร่วมโต๊ะอาหารเช่นเคย

“ขอบพระคุณครับ” นายช่างหนุ่มก้มศีรษะรับคำ ก่อนจะเดินออกจากห้อง โดยมีทับก้าวตามไป

เมื่อเดินพ้นหน้าตึกมาแล้ว จิอานโนใจหายวูบ ไม่อยากเชื่อเลยว่าที่กำลังเผชิญอยู่คือเรื่องจริง ทุกอย่างพังทลายลงในเวลาชั่วข้ามคืน อดไม่ได้ที่จะเหลียวมองไปยังอาคารสีเหลืองอ่อน จากนี้ คงไม่มีโอกาสได้เห็นอีกต่อไปแล้ว อีกทั้ง ยังไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ร่ำลาหญิงที่รักหรือไม่ ความโกรธวูบขึ้นในอารมณ์ ภาพคนที่หน้าตาพิมพ์เดียวกับวงแล่นปราดเข้ามาปรากฏในมโน และเมื่อเงยหน้าขึ้นตัวตนของคนในความคิดก็ยืนอยู่เบื้องหน้าแล้ว ชายหนุ่มชะงัก แต่เมื่อตั้งสติได้จึงเดินเลี่ยงออกไปทางด้านข้าง

“จะเร่งรีบไปไหนเล่าจิอานโน” วาดเอ่ยทัก ขยับตัวเข้ายืนดักหน้า “ฉันอยากคุยด้วย เพราะอีกไม่นานคงไม่ได้พบหน้าพูดจากันอีกแล้ว”

นายช่างหนุ่มไม่ตอบ ยืนนิ่ง ไม่สบตากับหญิงสาว พยายามสะกดอารมณ์ภายในให้นิ่งอย่างยากเย็น

“อย่าเสียใจไปเลย อย่างน้อย เธอก็ไม่ต้องปิดบังอะไรอีกแล้ว ห่วงก็แต่แม่วงเท่านั้น คงเศร้าใจไม่น้อยเลยเทียวละ” จิอานโนจับกระแสความเย้ยหยันซึ่งแทรกในน้ำเสียงของวาดได้ มองจากหางตา เห็นหญิงสาวขยับตัวเดินไปหาทับซึ่งหลบอยู่ข้างหลังเขา ชายหนุ่มหมุนตัวไปประจันหน้าเพื่อปกป้องเด็กหนุ่ม

“ข้าดีใจกับเอ็งด้วยนะอ้ายทับ เป็นขี้ครอกอยู่ในเรือนนี้แท้ๆ เทียว กลับมีวาสนาได้ไปอยู่ถึงเมืองฝาหรั่ง” วาดยิ้มเพียงริมฝีปาก แต่แววตาฉายความเยาะหยันเต็มที่ “เอ็งรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีจนถึงวันนั้นเถิด”

“ไปเก็บของกันเถิดทับ” จิอานโนคว้าข้อมือของทับแล้วก้าวเดินออกไป

“จะเร่งไปทำไมเล่าจิอานโน จะช้าหรือเร็ว เธอก็ได้ไปครองคู่กับอ้ายทับอยู่แล้ว”

ประโยคหลังกระตุกฝีเท้าของนายช่างหนุ่มให้ชะงักกับที่ อารมณ์ซึ่งพยายามเก็บกลั้น กลับผุดพล่านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ หันขวับมาประจันหน้าธิดาของบ้านรามภูดิศอีกครั้ง

“ฉันก็จะเร่งไปครองคู่ให้สมใจเธออย่างไรล่ะแม่วาด”

“เสียดายเหลือเกินที่ฉันเคยรัก เคยหลงใหลในตัวเธอ ไม่นึกเลยว่าแท้จริงแล้วเธอวิตถารเช่นนี้นี่เอง” วาดเบะปากขยะแขยง ชายตามองอย่างเดียดฉันท์

“ฉันก็เสียดายเวลาที่ได้มารู้จักกับเธอ แต่อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้ว่า จิตใจผู้หญิงชาวสยาม ไม่ได้งดงามเช่นหน้าตาไปเสียทุกคน” จิอานโนตอบโต้ไป หวังจะเห็นความสลดบนสีหน้าของวาด แต่ก็คาดผิด เพราะรอยยิ้มเหยียดจากริมฝีปากเอิบอิ่ม บอกได้ว่าคำพูดของตนไร้ความหมาย

“ฉันรู้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือเธอนะแม่วาด”

“มาคิดได้ยามนี้ ก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว” วาดลงท้ายคำด้วยเสียงหัวเราะ ปรายตามองอย่างเวทนา

“ฉันคิดถูกแล้วจริงๆ ที่เลือกรักแม่วง” จิอานโนบอกไปตามที่ใจคิด แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายไม่ไยดีในคำพูดของเขา ซ้ำยังลอยหน้าต่อปากต่อคำ

“แต่ถ้าแม่วงรู้เรื่องของเธอ ก็คงรักเธอต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ฉันคงได้แค่อวยพรให้เธอครองรักกับอ้ายทับอย่างมีความสุขต่อไปนะจิอานโน”

นายช่างหนุ่มข่มอารมณ์จนสุดใจ มองวาดเหมือนคนแปลกหน้า ไม่คาดคิดว่าตัวตนแท้จริงของหญิงสาวจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ เสียงที่เอ่ยออกไปสั่นเครือแต่แฝงความกร้าวกระด้าง

“ฉันคงไม่อวยพรให้เธอดอกแม่วาด เพราะเชื่อว่า จะชาตินี้หรือชาติไหน ผู้หญิงจิตใจโสมมเช่นเธอ จะไม่มีวันได้พบกับความสุข จะไม่ได้รับความรักจากใครเลย คนเช่นเธอเหมาะแล้วที่ต้องอยู่กับความเกลียดชัง ไฟของความอิจฉาริษยาจะเผาเธอให้มอดไหม้ไปเอง”

จิอานโนทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้เป็นการตัดความสัมพันธ์ดีงามที่เคยมีต่อวาด แล้วเดินลิ่วออกไปโดยไม่หันกลับมามอง

 

“กระผมติดต่อเรื่องเดินทางให้ท่านได้แล้ว จะมีเรือสินค้าออกจากพระนครวันศุกร์นี้  เรือจะไปแวะที่ท่าเมืองสิงคโปร์พอดี” หลวงเปรื่องบอกหลังจากลงนั่งบนเก้าอี้ วางถุงผ้าสีขาว ผูกปากถุงมิดชิดลงบนโต๊ะ “นี่เป็นเงินที่ท่านเจ้าคุณมอบให้ท่าน”

จิอานโนนั่งนิ่ง สายตาจับจ้องใบหน้าคู่สนทนาครู่หนึ่ง แล้วเหลือบไปมองทับซึ่งนั่งเก็บของลงหีบไม้อยู่ด้านใน ก่อนจะทอดถอนใจแล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงแหบเครือ “กระผมไม่อยากไปจากที่นี่เลย”

หลวงเปรื่องมองนัยน์ตาสีน้ำตาลแกมเทาแฝงรอยหม่นโศกแล้วให้รู้สึกสงสาร เข้าใจความหมายในคำพูดของนายช่างหนุ่ม เป็นครั้งแรกที่เขายกมือขึ้นแตะไหล่อีกฝ่าย

“กระผมเชื่อนะขอรับ ว่าท่านไม่ได้ทำเรื่องแบบนั้น”

“เหตุใดถึงเชื่อว่ากระผมไม่ได้ทำ” จิอานโนถามกลับ แววตาเคลือบรอยสงสัย

“เพราะรู้ว่าท่านรักแม่วง” ถ้าเป็นแต่ก่อน หลวงเปรื่องจะไม่กล้าเอื้อนเอ่ยเช่นนี้ ด้วยไม่อาจยอมรับความรู้สึกของการเป็นผู้พ่ายแพ้ แต่หลังจากเกิดเรื่องราว เขายอมรับว่าเริ่มมองเห็นประกายของความหวัง ลึกลงไปนึกดีใจที่จิอานโนออกจากสยามไปเสียได้ แต่ด้วยยังรำลึกถึงมิตรภาพและหนี้บุญคุณ บวกกับความเห็นใจในโชคชะตาของนายช่างหนุ่ม หลอมละลายความรู้สึกเหล่านั้นให้เจือจางลงไปจนแทบหมดสิ้น

“พรุ่งนี้กระผมจะไปเก็บของที่บ้านพักในตรอกวัดสามพระยา คงต้องให้ทับรออยู่ที่นี่ ใกล้ถึงวันเดินทางจึงจะมารับ” นายช่างหนุ่มเอ่ย ก้มหน้าลงมองบนโต๊ะ หัวใจแห้งเหือดด้วยความอาดูร เพราะคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้วที่จะได้พำนักในเรือนหลังนี้

“กระผมยังเป็นเพื่อนของท่านเสมอนะขอรับ วันหนึ่งข้างหน้า ท่านคงมีโอกาสได้กลับมาสยามอีกครั้ง”

จิอานโนเงยหน้าขึ้นสบตา รอยยิ้มจางบนใบหน้าทำให้หลวงเปรื่องรู้สึกสะท้อนในอก เพราะเป็นรอยยิ้มที่เจื่อนจางอย่างคนสิ้นหวัง นายช่างหนุ่มกวาดตามองไปรอบกาย ราวจะจดจำทุกพื้นที่ประทับไว้ในความทรงจำ ลำน้ำในคลองสงบนิ่งคล้ายทอดอาลัยต่อการลาจาก ไหนจะพุ่มไม้เขียวขจีที่เห็นชินตา กลิ่นควันไฟยามโพล้เพล้แสนคุ้นเคยโชยมาเช่นทุกวัน แดดยามเย็นทาบแสงสุดท้ายอ่อนจางลงบนพื้นไม้ อีกไม่นานก็จะลาลับไป ยิ่งพาให้ใจหาย

หลวงเปรื่องอยู่ช่วยเก็บของจนค่ำ จึงลากลับ ความเงียบเหงาเข้าครอบคลุมบรรยากาศของเรือนเล็กริมคลองทันที ทับเก็บตัวเงียบอยู่ในห้อง ไม่กล้าออกมาเมื่อเห็นจิอานโนนั่งเหม่อมองไปนอกชาน มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรปลอบประโลมอยู่รอบกาย ช่างเป็นราตรีที่หม่นหมองเหลือเกินสำหรับนายช่างหนุ่มนับตั้งแต่ได้เข้ามาอาศัยที่นี่

การสนทนาทั้งหมดของจิอานโนกับหลวงเปรื่อง มีผู้ร่วมรับรู้โดยมิได้เชื้อเชิญ แฝงตัวตัวเงียบในพุ่มไม้นอกชายคาเรือนตั้งแต่โพล้เพล้ จนเลยเวลาย่ำค่ำซึ่งปลอดผู้คน เงาตะคุ่มจึงค่อยก้าวออกมา แล้วเดินลับหายไปกับความมืดทางหน้าตึกใหญ่

 

จิอานโนจัดเตรียมข้าวของเสร็จก่อนวันเดินทางเพียงหนึ่งวัน แล้วหวนกลับมายังบ้านรามภูดิศอีกครั้งเพื่อมารับทับ แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อพบว่า ทับไม่ได้อยู่ที่นั่น ในเรือนหลังเล็กริมคลองก็ไร้ตัวตนของเด็กหนุ่ม ข้าวของซึ่งเก็บเตรียมไว้ในห้องก็หายไปด้วย ถามไถ่บ่าวทุกคนในเรือนก็ไม่มีใครให้เบาะแสได้เลย

จิอานโนเดินตามหาจนหมดแรง ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน ในใจสับสนว้าวุ่น พระยารามภูดิศซึ่งพอจะเป็นที่พึ่งได้ ก็กลับมีงานต้องตามเสด็จในหลวงที่หัวเมือง เขียบเมื่อรู้ข่าว ก็อาสามาช่วยอีกแรง

“เช้าเมื่อวาน บ่าวยังเห็นมันนั่งอยู่นอกชานเลยเจ้าค่ะ บ่าวว่าจะเข้าไปหามัน แต่งานครัวก็มาก ไปไหนไม่ได้เลย จนลืมไปเลยเจ้าค่ะ แต่บ่าวว่ามันดูพิกลอยู่นะเจ้าคะนายช่าง อ้ายทับมันไม่ค่อยสุงสิงกับใครมากนัก ไม่เคยออกไปไหนคนเดียวเลย แล้วยิ่งตาบอดไปเสียข้างหนึ่งอย่างนั้น มันคงยิ่งไม่กล้าออกไปไหนดอกเจ้าค่ะ” บ่าวสาวร่างล่ำสันพรั่งพรูคำพูดราวกับอีกฝ่ายฟังเข้าใจ มองใบหน้าอิดโรยหม่นหมองด้วยความเห็นใจ แต่น้ำเสียงและกิริยาก็พอทำให้จิอานโนรับรู้ได้ถึงความห่วงใยของเขียบ

“บ่าวว่าคุณวาดกับขุนเอื้อต้องรู้เรื่องนี้แน่เทียวเจ้าค่ะ เรื่องที่เกิดในเรือนของนายช่าง ก็ฝีมือสองคนนี่แหละเจ้าค่ะ” นายช่างหนุ่มพอจะจับคำขานชื่อของวาดกับขุนเอื้อได้ ซึ่งตรงกับความสงสัยภายในใจของตน แต่ก็ไร้หลักฐานจะไปกล่าวหาทั้งสองคนนั้นได้

จิอานโนกลับมาบ้านพักเมื่อฟ้ามืดแล้ว เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ หมดหนทางจะตามหาทับได้แล้ว ต้องยอมรับด้วยความรู้สึกรวดร้าวและสิ้นหวัง

 

“ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องทับ กระผมจะช่วยตามหาให้ ถ้าพบเจอเมื่อไหร่ จะเร่งส่งข่าวไปให้ทราบนะขอรับ” หลวงเปรื่องเอ่ยกับจิอานโน พลางยื่นห่อผ้าขาวห่อใหญ่ส่งให้ นายช่างหนุ่มมองด้วยความสงสัย

“แม่วงฝากของกินมาขอรับ ให้ท่านไว้กินบนเรือ”

หัวใจจิอานโนหวามไหวดุจถูกผลักลอยลิ่วลงเหวลึกเมื่อได้ยินชื่อนั้น มือซึ่งเอื้อมไปรับห่อผ้าสั่นระริกอย่างไม่อาจบังคับได้ เสียงตอบกลับไปเจือริ้วความหวั่นไหว

“กระผม..ฝากขอบคุณแม่วงด้วย” ใจจริงอยากเอ่ยมากกว่านั้นเป็นพันเท่าหมื่นทวี แต่ก็ไม่อาจทำได้ดังใจปรารถนา “กระผมต้องไปละ ลาก่อนนะท่าน ขอฝากเรื่องทับไว้กับท่านด้วยนะครับ”

จิอานโนก้มศีรษะเป็นเชิงบอกลา ก่อนจะหันหลังก้าวลงเรือสองชั้นขนาดกลาง ซึ่งจะพาเขาและผู้โดยสารคนอื่นไปต่อเรือใหญ่ที่จอดอยู่ตรงบริเวณอ่าวไทย

เรือค่อยๆเคลื่อนลำออกจากท่า เสียงหวูดดังก้องยาวบาดลึกลงในใจอ้างว้างของจิอานโน เขายืนเกาะราวระเบียงข้างเรือ โบกมือให้หลวงเปรื่องอย่างหงอยเหงา ความหวังจะได้เห็นหน้าหญิงที่ตนรักอีกสักครั้งก่อนลาจากกัน กลับสิ้นสลาย เมื่อได้รับคำบอกเล่าจากข้าราชการหนุ่มว่า วงไม่อยากมา

นายช่างหนุ่มเดินเลี่ยงผู้คนซึ่งคลาคล่ำอยู่ในห้องกลางชั้นสอง ออกไปทางด้านหลัง มีระเบียงกว้างพอให้นั่งเล่นได้ เขาวางห่อผ้าลงบนเก้าอี้เป็นแนวยาวติดผนังเรือ บรรจงแกะออกอย่างเบามือ หัวใจพลันสะท้านวูบ เมื่อมองเห็นมาลัยดอกไม้สดพวงขนาดเหมาะมือ วางทับบนใบตองซึ่งห่อทบเป็นรูปสี่เหลี่ยมอยู่ด้านล่าง จิอานโนจับขึ้นมาสูดความหอม กลิ่นจรุงใจคล้ายอายอวลจากเรือนกายเจ้าของมาลัยยิ่งพาให้ใจถวิลหา เขาแกะห่อใบตอง พบว่าข้างในมีกระทงใบตองเล็กๆเรียงรายกันอยู่ แต่ละกระทงบรรจุขนมหลากสี งดงามจนไม่อยากกิน

“แม่วง..เธอจะรู้บ้างไหมว่าฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน” ชายหนุ่มเอ่ยแผ่วเบากับตัวเอง ยกมาลัยขึ้นดอมดมอีกครั้ง ทอดสายตามองเกลียวคลื่นม้วนตัวแล้วแตกกระจายเป็นฟองขาวยามเรือแล่น เพิ่งตระหนักว่า กำลังนิราศจากดินแดนที่ผูกตรึงความรู้สึกทั้งมวลไว้อย่างยากจะถอดถอนได้  แล้วใบหน้าใสซื่อก็พลันผ่านวาบเข้ามาในห้วงนึก

“ทับเอ๋ย ป่านนี้เธออยู่ที่ไหนหนอ..” จิอานโนรำพึงอยู่ในใจ อีกหนึ่งความผูกพันที่พะวงถึง ใจหายเมื่อมองไปข้างกาย คล้ายจะเห็นทับในชุดสูทใหม่เอี่ยม ใบหน้าใสซื่อเกลื่อนรอยยิ้ม ดวงตาสีสนิมที่เหลือเพียงข้างเดียว ทอประกายเปี่ยมความสุขกำลังมองมาที่เขา

แต่โลกของความจริงกลับปัดความฝันงดงามนั้นให้หายวับไปกับตา

“ฉันไม่น่าทิ้งเธอไว้ที่นั่นเลย..”

จิอานโนขอบตาร้อนผ่าว มองภาพบ้านเมืองสยามซึ่งกำลังเคลื่อนห่างสายตาออกไปอย่างช้าๆ รู้สึกคล้ายหัวใจกำลังหลุดลอยออกจากอก หวนกลับไปยังดินแดนที่เพิ่งจากมา

 

เขียบเร่งเดินลัดเลาะตามทางดิน รู้สึกวังเวงเมื่ออยู่เพียงลำพังท่ามกลางความมืดและหนาวเย็น ระยะทางจากที่อาบน้ำก็ไกลจากเรือนพักไม่น้อย คลองขุดกว้างอยู่ไกลถึงแนวขอบท้ายสวน ขังน้ำใสเย็นไว้จนเต็ม มีแผ่นไม้ต่อเป็นท่ายื่นลงไป สำหรับใช้เป็นที่อาบน้ำของพวกบ่าว ปลูกไม้พุ่มหนาล้อมรอบไว้เพื่อบังตา

บ่าวสาวร่างล่ำสันถือตะเกียงส่องนำทางอย่างระแวดระวัง ด้วยในสวนยามค่ำเช่นนี้ มีงูชุกชุมเสียงนกกลางคืนร้องลากเสียงเยือกเย็นมาจากอีกฟากพาขนลุกชัน ยิ่งเร่งฝีก้าวให้กระชั้นขึ้น นึกหงุดหงิดใจที่กว่าจะเสร็จจากการขูดมะพร้าวหลายลูกเพื่อเตรียมแกงในวันพรุ่งตามคำสั่งของแม่ชุ่ม ตะวันก็ชิงลับขอบฟ้าไปแล้ว ยิ่งเป็นหน้าหนาวฟ้ายิ่งปิดม่านเร็วกว่าปกติ

“อุ๊บ!” เขียบสะดุ้ง ใจหล่นวูบ ร่างหงายไปข้างหลังด้วยแรงกระชาก อ้าปากจะกรีดร้องแต่ปากถูกมือสากหนาปิดไว้ ได้แต่ส่งเสียงอึกอัก พยายามดิ้นหนีแต่แขนทั้งสองข้างกลับถูกรวบไว้อย่างแน่นหนา ตะเกียงหลุดจากมือแล้วหล่นกลิ้งไปอยู่บนพื้น

“ลากมันไปที่ท้ายสวนโน่น แล้วมัดไว้กับต้นไม้” เสียงห้าวคุ้นหู ดึงให้เขียบหันไปมอง แสงจากตะเกียงสาดจับใบหน้าแดงก่ำของคนที่ตนแสนจะเกลียดชัง

ร่างอวบล่ำถูกประคองไปตามแรงมหาศาลของคนสองคน สองเท้าลากไถไปตามพื้น เจ็บปวดจากแผลซึ่งเกิดจากการถูไถและกระแทกกับก้อนหินและตอไม้ไปตลอดทาง จนที่สุดเมื่อถึงท้ายสวน ไกลจากเรือนพักมากโข สองมือและสองเท้าของเขียบถูกตรึงกางไว้แน่นกับกิ่งไม้ จนขยับตัวไม่ได้

“อ้ายเอื้อ” เขียบเข่นเขี้ยวพูด จ้องมองขุนเอื้อซึ่งกำลังเดินถือตะเกียงตามมา “มึงทำแบบนี้กับกูทำไม”

“ก็มึงมันแส่หาเรื่องให้ตัวเองแท้ๆ อีเขียบ กูรู้ ว่ามึงเป็นคนไปบอกอ้ายจังไรนั่นว่ากูฆ่าอีเผื่อน แล้วมึงก็แส่ จะมาขวางตอนที่กูจะใส่ความอ้ายฝาหรั่งนั่น ตอนนั้น กูน่าจะฆ่ามึงให้ตายไปพร้อมกับอีเผื่อนเสียทีเดียว”

“มึงยอมรับแล้วใช่ไหมว่ามึงฆ่าอีเผื่อน” เขียบจ้องขุนเอื้อราวจะฆ่าเสียให้ตายด้วยสายตา

“พิโธ่! อีเขียบเอ๊ย คนทั่วพระนครเขารู้กันหมด มีแต่มึงนี่ละที่ยังโง่งมอยู่” ข้าราชการหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ ก่อนจะกระดกขวดในมือขึ้นดื่ม น้ำเมากระฉอกออกจากมุมปากแล้วไหลย้อยลงตามลำคอ ส่งกลิ่นฉุนคลุ้ง

“กูจะไปบอกท่านเจ้าคุณ”

ขุนเอื้อระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นก่อนเดินเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยเสียงยานคาง “หลวงยังเอาผิดกูไม่ได้ แล้วเจ้าคุณจะมาทำอะไรกูได้”

บ่าวสาวกัดฟันกรอดด้วยความแค้น จ้องมองขุนเอื้อราวจะกินเลือดกินเนื้อ

“นึกไป ก็น่าสมเพชอีเผื่อน มาตายตอนยังสาวยังแส้ น่าเสียดายแท้ น่าจะเป็นเมียกูเสียก่อนแล้วค่อยลงนรก” ขุนเอื้อหรี่ตามอง กระตุกยิ้มยั่วตรงมุมปาก

“อ้ายเอื้อ อ้ายชาติชั่ว!” เขียบสุดทน สะบัดดิ้นด้วยโทสะ

“มึงจะเสียแรงด่าคนที่กำลังจะเป็นผัวมึงไปไย” คนเมาเอื้อมมือขึ้นจับคางเขียบพลางบีบเคล้นไปมา

“ถุย!” เขียบถ่มน้ำลายพรวดใส่หน้าขุนเอื้อ ชายหนุ่มใช้มือปาดทิ้ง ตาวาววับจับจ้อง พ่นลมหายใจดังฟืดฟาดด้วยอารมณ์ภายใน เอื้อมมือขึ้นลูบไล้เนินอกอิ่ม

“มึงจะทำอะไรกู!” บ่าวร่างล่ำสันร้องลั่น บิดกายเพื่อให้หลุดจากพันธนาการ แต่ยิ่งดิ้น ก็ยิ่งรู้สึกถึงแรงรัดข้อมือทั้งสองข้างแน่นขึ้นกว่าเดิม

“กูก็จะสอนให้มึงรู้ไงว่า มีผัวมันดีกว่าไปเล่นเพื่อนอย่างไรเล่า อีกประเดี๋ยว มึงก็จะลืมอีเผื่อนไปจนหมดสิ้น” ข้าราชการหนุ่มหัวเราะอย่างสะใจ

เขียบตาเหลือกลาน จ้องมองขุนเอื้อกำลังปลดปมขมวดผ้าโจงที่นุ่งออก แล้วหันไปบอกชายสองคนที่ยืนมองอยู่ด้านหลัง

“พวกมึงไปรออยู่ฟากขะโน้น เดี๋ยวกูเสร็จแล้วจะส่งเสียงไปบอก แล้วมึงค่อยมาต่อจากกู”

ชายสองคนเดินหายไปในความมืด ขุนเอื้อย่างเข้าหาเขียบซึ่งถูกมัดโยงข้อมือและข้อเท้าติดไว้กับต้นไม้ เอื้อมมือขึ้นปลดผ้าแถบที่พันรอบอกของบ่าวสาวออก ดวงตาวาววามจ้องมองอย่างหื่นกระหาย

“อย่านะ!” เขียบร้องลั่นเมื่อร่างกำยำเข้าประกบแนบชิด กลิ่นเหล้าฉุนกึกโชยมาจากร่างซึ่งกำลังซุกไซ้ตามซอกคอของตน “ปล่อยกู! อ้ายชาติชั่ว” บ่าวสาวพยายามดิ้นหนีด้วยความขยะแขยง ร้องไห้สะอึกสะอื้นเมื่อสัมผัสได้ถึงการล่วงล้ำ

“กรี๊ดด!” เสียงกรีดร้องเคล้าเสียงหัวเราะหื่นห่ามจากชายใจทราม น้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บปวดจากการย่ำยี แต่ยังเทียบไม่ได้กับหัวใจที่ถูกเหยียบย่ำจนแหลกสลายไปแล้ว

 

เชิงอรรถ : 

(1) หม่อมไกรสร หรือพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าไกรสร กรมหลวงรักษ์รณเรศ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ภายหลังถูกถอดอิสริยยศด้วยสาเหตุหนึ่งคือ ทรงเลี้ยงโขนผู้ชายไว้มากมาย บรรทมอยู่แต่กับพวกโขนละคร ไม่บรรทมกับพวกหม่อมห้ามในวัง รัชกาลที่ 3 มีรับสั่งให้เอาพวกโขนละครมาไต่สวน ได้ความสมกันว่า ทรงเป็นสวาทกับพวกละคร สุดท้าย หม่อมไกรสรถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ที่วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร 

 



Don`t copy text!