ภาพภพ บทที่ 9 : ปะทะคารม

ภาพภพ บทที่ 9 : ปะทะคารม

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

อเดลลายิ้มให้ทุกคน แต่ได้รับหน้านิ่งเฉยกลับคืน บางคนเหยียดริมฝีปากคล้ายเยาะหยัน  แต่ที่ไม่ต่างกันคือแววตาไร้ไมตรี

“ไม่แนะนำตัวหน่อยเหรอ หรือว่าเป็นใบ้” หญิงสาวผมสั้นสีน้ำตาลแดง  นั่งตรงข้ามอเดลลาเอ่ยถาม

“เอ้อ..ดิฉัน..ชื่ออเดลลาค่ะ” หญิงสาวนึกโกรธตัวเองที่ประหม่าจนพูดตะกุกตะกัก

“แหม! แนะนำตัวยังกะสอบสัมภาษณ์” สาวคนเดิมยักไหล่

“ชุดสวยเนอะ เหมือนอะไรน้า” สาวชุดสีครีมทำท่านึก ปรายตามอง“ นึกออกละ เหมือนเด็กเสิร์ฟร้านไก่ย่างส้มตำแถวชานเมืองน่ะ เธอว่ามั้ย” หันไปขอความเห็นจากคนใกล้กัน เสียงหัวเราะขบขันดังรอบโต๊ะ อเดลลาก้มมองแก้วน้ำตรงหน้า บีบมือบนตักแน่น ถ้าไม่เกรงว่าเสียมารยาท จะลุกเดินออกไปทันที

“นี่ยังนึกอยู่ว่า พี่ฉัตรเชิญเมียกำนันมางานด้วยเหรอ” ลดานาฏเอ่ยขึ้นบ้าง ครั้งนี้เสียงหัวเราะดังลั่น

“นี่น้ำหวาน ระวังแม่นี่จะโดดเกาะพี่ฉัตรนะจ้ะ ยิ่งเป็นกาฝากสายพันธุ์นอกด้วย เกาะแน่นหนึบเชียวละ” สาวชุดสีครีมต่อคำทันควัน เรียกเสียงวี้ดว้ายชอบใจ

อเดลลาสูดหายใจแล้วระบายออกยืดยาว เม้มปากแน่น

“อุ๊ย! นั่น นางกำลังจะพ่นไฟแล้ว ทำไงดี” สาวผมสั้นน้ำตาลแดงแสร้งทำท่ากลัว

“ก็สาดน้ำใส่เลยสิ เดี๋ยวก็ไหม้ทั้งโต๊ะหรอก” อีกคนดัดเสียงล้อเลียน

“สวัสดีจ้าทุกคน” เสียงคุ้นหูดังมาจากด้านหลัง อเดลลาเงยขึ้นมองแล้วยิ้มโล่งใจ ดาริกายืนยิ้มแป้นเกาะพนักพิงเก้าอี้ตัวที่เธอนั่งอยู่

“แหม เมื่อยจัง” ร่วงอวบท้วมก้าวเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งเบียดสาวชุดสีครีม แล้วเอียงหน้าระรื่นมองเจ้าของเก้าอี้ “ขอนั่งด้วยคนนะจ้ะ”

“บ้า! ตาบอดรึไง” ผู้ถูกแย่งเก้าอี้ร้องลั่น ลุกพรวดพราด เดินกระฟัดกระเฟียดไปนั่งอีกฝั่ง จ้องดาริกาตาวาววับ

“อุ๊ย! ขอโทษค้า พอดีสายตาสั้น” ดาริกาลอยหน้า ปั้นเสียงยานคาง

“นี่เธอ!”ลดานาฏหันไปตะคอก จ้องตาขวาง “คนเขานั่งคุยกันอยู่ดีๆ หัดรู้จักมารยาทบ้างสิยะ”

”คุยกันอยู่ดีๆ งั้นเหรอ” ดาริกาหันไปมองคนพูด เลิกคิ้ว เบิกตากว้าง “แล้วที่กำลังรุมยำเพื่อนชั้นอยู่นี่ เค้าเรียกมีมารยาทสินะ”

“ใครยำเพื่อนเธอ” ลดานาฏแสร้งตีหน้าเหลอหลา

“ก็เธอ! เธอ! เธอ! แล้วก็เธอ! นี่ไง” ดาริกาเสียงดัง ชี้นิ้วไล่เรียงไปทีละคน ด้วยรูปร่างบวกกับท่าทางขึงขังทำเอาทุกคนหน้าเจื่อน “ชั้นได้ยินทุกคำที่พวกเธอพูดล้อเลียนเหยียดหยามเพื่อนชั้น” เสียงดาริกาดังจนแขกโต๊ะติดกันเริ่มหันมามอง

“พอเถอะดา” อเดลลาจับแขนเพื่อนรัก แต่ดาริกาไม่ยอมหยุด

“หยุดเห็นเพื่อนชั้นเป็นตัวตลกได้แล้ว ดูหน้าตาพวกเธอทุกคนสิ” ดาริกากวาดตามองรอบโต๊ะอย่างไม่หวาดหวั่นแล้วมาหยุดนิ่งที่ลดานาฏ “น่าจะเป็นคนมีการศึกษา ไม่น่าทำตัวไร้มารยาท มีสมองก็คิดอะไรดีๆบ้าง อย่ายัดแต่ขยะสกปรกลงไป”

“แหมหยอกเล่นแค่นี้ ทำเป็น..” สาวชุดสีครีมท้วงขึ้นยังไม่จบประโยค ดาริกาสวนกลับทันควัน

“เธอนั่นแหละตัวดี เก็บปากไว้ทาลิปสติกเถอะ”

“แล้วเธอจะเอายังไง” ลดานาฏตวาดเสียงแข็ง

“ชั้นไม่เอาอะไรให้หนักหัวหรอก แต่จะบอกว่า อย่ายุ่งกับเพื่อนชั้นอีก” ดาริกาจ้องประสานสายตาอีกฝ่าย

“กล้าเนอะ ไม่รู้เหรอว่าเพื่อนชั้นเป็นใคร นี่หม่อมหลวงลดานาฏ กิรกานต์กุล รู้จักไว้ซะ” สาวผมสั้นลอยหน้าพูด หวังเอาชาติตระกูลเข้าข่ม

“จะหม่อมจะเหมิ่มจากไหน ชั้นไม่สน ชั้นเป็นลูกแม่ค้า ไม่ได้มีหน้าต้องแบกเหมือนพวกผู้ดีแปดร้อยสาแหรกอย่างพวกเธอ”

“แล้วแกจะเอายังไงกับชั้น!” หม่อมหลวงสาวตัวสั่นด้วยความโกรธ ลุกขึ้นยืนจ้องหน้าฝ่ายตรงข้ามเขม็ง ดาริกาลุกขึ้นช้าๆ เชิดหน้า จ้องตากลับอย่างไร้ท่าทีกลัวเกรง

“ดา..พอได้แล้ว ใจเย็นก่อนนะ” อเดลลากระวนกระวาย กลัวเรื่องจะบานปลาย ดึงเพื่อนรักให้นั่งลงเพราะแขกเริ่มหันมามองมากขึ้น

“อุ๊ย! พี่ฉัตรมา”เสียงใครคนหนึ่งในกลุ่มร้องขึ้น

“พี่ฉัตร ทางนี้ค่ะ” ลดานาฏหันไปมอง ตะโกนด้วยความดีใจพลางโบกมือ ทิ้งเรื่องเผ็ดร้อนบนโต๊ะไปทันที บุรฉัตรเดินผ่านหน้าตึกมากับชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ตรงมาทางโต๊ะที่กลุ่มหญิงสาวนั่งอยู่

“ต๊าย! พี่ฉัตรพาใครมาด้วยน่ะ หล่อยังกะพระเอกเกาหลีแน่ะ” สาวผมสั้นตาโตด้วยความตื่นเต้น

“สวัสดีครับทุกคน” บุรฉัตรเอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม

“สวัสดีค่ะพี่ฉัตร” สาวๆตอบประสานเสียงกัน อเดลลาหันไปมองแวบหนึ่ง

“หิวกันหรือยัง ขอโทษด้วยนะครับที่ให้รอนาน”เสียงทุ้มนุ่มเอ่ย “พี่มีคนจะแนะนำให้รู้จัก นี่นลธวัชเพื่อนสนิทพี่ จิตแพทย์มือหนึ่งจากอเมริกา”

“สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนครับ”อเดลลาได้ยินเสียงทุ้มกังวานชวนฟัง

“ตายแล้ว จิตแพทย์หล่อขนาดนี้ หนูยอมเป็นโรคหัวใจเลยละค่ะ” สาวชุดสีครีมทำเสียงออดอ้อน

“อ้าว! หล่อนเป็นโรคจิตหลอนตั้งแต่เมื่อไหรเนี่ย” เสียงหนึ่งค่อนขอด กลุ่มเพื่อนหัวเราะเฮลั่น

“ก็แอดมิทพร้อมกับหล่อนไงยะ ทำเป็นลืม” สาวชุดสีครีมไม่ยอมแพ้

“เอาละครับ ผมยินดีรักษาให้ทุกคนนะครับ ไม่ต้องแย่งกัน” นลธวัชไกล่เกลี่ยเสียงนุ่ม อเดลลานึกอยากหันไปมองเจ้าของเสียงว่าจะหล่อเหลาขนาดไหน ผู้หญิงพวกนี้ถึงได้ออกอาการกันนักหนา เสียงบุรฉัตรแนะนำทุกคน แล้วต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเขาเอ่ยชื่อเธอ

“ส่วนคนนี้ อเดลลา นักศึกษาทุนจากอิตาลี เรียนในมหาวิทยาลัยที่ข้าไปสอน”

อเดลลาลุกขึ้น ส่งยิ้มให้บุรฉัตรและส่งเลยไปยังอีกคนใกล้ๆ

“ciao piacere” ชายหนุ่มผิวขาวสะอาด หน้าตาสดใสด้วยรอยยิ้มเอ่ยทัก ยื่นมือขวามาตรงหน้า แต่อเดลลากลับยกมือไหว้นอบน้อม

“สวัสดีค่ะ ดิฉันอเดลลาค่ะ” นลธวัชอึ้งครู่หนึ่ง แล้วยิ้มเขิน

“ว้าว!” อเดลลาไม่แน่ใจว่าคำอุทานนั้นเพราะแปลกใจที่เธอพูดภาษาไทยหรือเพราะอะไร นลธวัชรับไหว้และเอ่ยต่อ “คุณพูดไทยได้ชัดจัง มาอยู่เมืองไทยนานแล้วเหรอครับ”

“ยังไม่ถึงเดือนเลยค่ะ”เอดลลาตอบ เค้าหน้านลธวัชคล้ายคนญี่ปุ่นมากกว่าคนไทย ดวงตาเรียวยาว แม้ชั้นตาไม่ชัดเจน แต่ขนตาดกหนากับคิ้วเข้มก็เสริมให้เขาดูหล่อคนละแบบกับบุรฉัตร

“อาจารย์บุรฉัตรดุไหมครับ เวลาสอน” คนถามยิ้มกว้าง เอื้อมมือโอบไหล่เพื่อนรัก

“ไม่เลยค่ะ ใจดีมาก”

“แล้วมาเรียนที่นี่นานแค่ไหนครับ” อเดลลาเพิ่งสังเกตว่า จมูกของนลธวัชโด่งเป็นสันสูง รั้งริมฝีปากบนให้เผยอนิดๆ นั่นยิ่งเพิ่มให้เขาดูมีเสน่ห์ขึ้นไปอีก

“หนึ่งปีค่ะ” หญิงสาวเหลือบมองไปทางบุรฉัตร แว่วเสียงกระซิบกระซาบรอบตัว

“เรียนจบ แล้วคิดว่า..” นลธวัชถามต่อ ดวงตาเป็นประกาย แต่เสียงหัวเราะของบุรฉัตรดังขัดขึ้นก่อน

“เฮ้ย! จะสัมภาษณ์อีกนานไหมเนี่ย ข้าหิวแล้วไอ้ม่อน”

“เออ โทษที มัวคุยเพลิน” นลธวัชหัวเราะเก้อ “ข้าก็หิวแล้วเหมือนกัน”

การสนทนาจบลง ทุกคนแยกย้ายไปตักอาหารบนโต๊ะยาวซึ่งมีอาหารคาวหวานและผลไม้สดสำหรับบริการตนเอง ตลอดเวลาบนโต๊ะ อเดลลาเริ่มรู้สึกได้ว่า นลธวัชลอบมองเธออยู่หลายครั้ง ครั้งหนึ่งที่สายตาสบกันเข้าโดยไม่ตั้งใจ หญิงสาวหลบตา ก้มหน้ารับประทานอาหารงกๆเงิ่นๆ

“เอ็งอย่าเพิ่งกลับนะไอ้ม่อน นานๆเจอกันที เย็นนี้อยู่คุยกันก่อน”บุรฉัตรเอ่ยกับเพื่อนหนุ่ม

“พี่ฉัตรจะมีปาร์ตี้เหรอคะ น้ำหวานมาแจมด้วยนะคะ” ลดานาฏค้างช้อนกับส้อมในมือ หันมามองตาโต

“เปล่าครับ พี่แค่จะนั่งคุยกัน ไม่มีอะไรพิเศษหรอกครับ” บุรฉัตรบอก

“น้ำหวานอยู่แค่นี้เอง ขอมานั่งคุยด้วยนะคะ” หม่อมหลวงสาวใช้ช้อนเขี่ยอาหารในจานไปมา

“ได้สิครับ แต่อย่าเพิ่งเบื่อเสียก่อนล่ะ” คำตอบชายหนุ่ม เปลี่ยนสีหน้าลดานาฏแช่มชื่นขึ้นมาทันที

อเดลลาจำต้องค้างที่บ้านของบุรฉัตรอีกหนึ่งคืน แม้ในใจจะหวาดหวั่นความฝันประหลาดไม่น้อย สังหรณ์บางอย่างบอกว่า บ้านหลังนี้คล้ายจะมีส่วนทำให้ฝันของเธอน่ากลัวและรุนแรงขึ้น แต่เพราะไม่อยากขัดใจดาริกาที่คะยั้นคะยอให้อยู่ต่อ อีกทั้งแม่เจียมก็ยินดีอย่างยิ่ง เพราะได้เพื่อนคุยถูกคออย่างดาริกา

“พรุ่งนี้วันอาทิตย์ กลับบ่ายๆก็ได้ ป้าจะได้เตรียมของให้หนูไปทานกันด้วย” แม่เจียมบอก รับจานที่เช็ดสะอาดแล้วจากสาวใช้สองคนมาจัดเรียงเป็นชั้น เตรียมเก็บเข้าตู้

“แม่เจียมไม่ต้องทำหรอกค่ะ หนูกับเดลช่วยกันเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ ไปนั่งพักเถอะค่ะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” ดาริกาเสนอ

“ไม่เป็นไรค่ะ ป้าไม่เหนื่อย” หญิงสูงวัยปฏิเสธ “คนเคยทำ ให้นั่งเฉยๆไม่ได้หรอก ทำไปคุยไป ไม่นานก็เสร็จ”

ดาริกากระเถิบเข้าไปใกล้แม่นมบุรฉัตร เหลียวมองไปรอบตัวก่อนเอียงหน้าเข้าไปถามเสียงแผ่ว “เอ้อ..แม่เจียมคะ หนูถามอะไรหน่อยสิคะ”

“อะไรคะ อยากรู้อะไร ถามมาสิ” แม่เจียมตอบ แต่สายตาจับจ้องบนจานที่กำลังวางเรียง ทำปากขมุบขมิบนับจำนวน

“ผู้หญิงคนที่ชื่อน้ำหวานค่ะ เป็นใครคะ”

“อ๋อ คุณหนูน้ำหวาน” แม่นมบุรฉัตรลากเสียงยาว “บ้านเขาอยู่ติดกันนี่แหละค่ะ บ้านสีฟ้าหลังใหญ่ๆ พ่อเขามีเชื้อเจ้าเชียวนา ชื่อหม่อมราชวงศ์อะไรป้าก็จำไม่ได้แล้วละ” หญิงสูงวัยหยุดมือ หันมาถาม “มีอะไรหรือเปล่าหนูดา”

“อ๋อ..เปล่าค่ะ ดูเธอไม่ค่อยยิ้ม หน้าบึ้งตลอด” ดาริกาเอ่ยเสียงเรียบ ทำท่าไม่สนใจ แต่กางใบหูรอแล้ว

“เธอเป็นคนอย่างนั้นมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ เอาแต่ใจตัวเอง”แม่เจียมเริ่มเกริ่นเรื่อง เข้าทางที่ดาริกาเปิดไว้ “เธอสนิทกับคุณฉัตรมาก เล่นด้วยกันมาตั้งแต่ยังเล็ก ทางคุณแม่เธอก็อยากให้สองคนนี่ลงเอยกัน คงอยากให้เรือล่มในหนอง หลอมทองลงกำปั่นเดียวมั้งคะ”แม่เจียมลงท้ายด้วยเสียงหัวเราะ อเดลลาหูผึ่ง แต่ดาริกาท้วงขึ้นมา

“กำปั่นคืออะไรคะแม่เจียม”

“อ๋อ กำปั่นก็คือหีบเหล็ก เอาไว้ใส่เงินทองของมีค่า คงคล้ายตู้เซฟสมัยนี้แหละ” หญิงสูงวัยอธิบาย “ของโบราณ เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยได้เห็นกันแล้วละ” อเดลลานึกภาพหีบเหล็กเก่าทรงสี่เหลี่ยมสีน้ำตาล ฝาปิดมีที่คล้องสำหรับล็อคกุญแจอย่างที่เคยเห็นในร้านขายของเก่าที่เวนิส

“เฮ้อ! แล้วอาจารย์ต้องแต่งงานกับคุณน้ำหวานหน้าบูดนั่นจริงเหรอคะแม่เจียม” ดาริกาเปรยเสียงเหนื่อยอ่อน อเดลลาเขย่าแขนเพื่อนเป็นเชิงเตือน แต่ดาริกากลับชายตามองพร้อมกับค้อนน้อยๆส่งให้

“ไม่หรอกค่ะ”แม่นมบุรฉัตรปฏิเสธ “คุณย่าก็ยังไม่ได้ตกลงปลงใจ บอกแค่ว่ารอให้คุณฉัตรโต มีงานมีการทำเสียก่อนค่อยว่ากันอีกที คุณย่าท่านก็ดีนะคะ ไม่เคยบังคับจิตใจหลานเลย คุณฉัตรอยากทำอะไร อยากเรียนวาดรูป ท่านก็ไม่เคยขัด แต่ท่านก็มีขอบเขตนะคะ ไม่ได้ให้พร่ำเพรื่อโดยไร้เหตุผล โชคดีที่คุณฉัตรของป้า เธอไม่ใช่คนเกเร” แม่เจียมยิ้มเต็มหน้า ตาเป็นประกายด้วยความสุข แล้วหันมาทางสองสาว ลดเสียงลงพอให้ได้ยินในวงสนทนา “แต่ใจป้านะ สงสารคุณฉัตร ไม่อยากให้เธอฉัตรได้ภรรยาแบบหนูน้ำหวานหรอก ตามใจยากค่ะ”

“แล้วคุณพ่อคุณแม่อาจารย์ละคะ ท่านว่ายังไงบ้าง” เอดลลาลืมเรื่องนี้ไปสนิท นึกสงสัยแต่แรกแล้วว่าไม่เห็นพ่อแม่ของชายหนุ่มเลย แต่ไม่กล้าซักถาม นึกชื่นชมดาริกาที่เข้าใจตั้งคำถามได้ถูกเวลา ไม่ดูเป็นการละลาบละล้วงเกินไป เธอเงี่ยหูฟังคำตอบจากแม่เจียมอย่างตั้งใจ

“เฮ้อ” หญิงสูงวัยถอนใจยืดยาว วางมือจากจาน สีหน้าเปลี่ยนเป็นหม่นหมอง ดวงตารื้นด้วยน้ำคลอหน่วยตา “พูดแล้วก็สงสารคุณฉัตร คุณพ่อเธอเสียตั้งแต่เธอเพิ่งสามขวบกว่าเองค่ะ พอคุณพ่อเสีย คุณแม่ก็มาลาคุณย่าจะขอพาลูกชายกลับไปอยู่ต่างจังหวัด แต่คุณย่าไม่ยอมเพราะอยากให้หลานได้เรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ คุณแม่คุณฉัตรก็เลยกลับไปคนเดียว ไปค้าขายอยู่ที่โน่น เธอก็เทียวไปเทียวมา คุณฉัตรเธอรักและคิดถึงคุณแม่มาก ตั้งตาเฝ้ารอวันที่คุณแม่จะมาเยี่ยมเสมอ บางทีรอจนดึกจนดื่น แต่คุณแม่ก็ไม่มา..” แม่เจียมหยุดพูด ยกมือขึ้นแตะน้ำตาที่กำลังจะเอ่อท้น ดาริกาขยับเข้าไปกุมมือหญิงสูงวัย อเดลลามองแล้วแน่นอก ก้อนแข็งผุดขึ้นมาจุกที่ลำคอ แม่เจียมยิ้ม พยักหน้าให้ดาริกา เอ่ยต่อเสียงเครือ

“คุณย่าท่านก็สงสารหลานนะคะ แต่เพื่ออนาคตของคุณฉัตร ก็ต้องใจแข็ง จนคุณแม่คุณฉัตรแต่งงานมีครอบครัวใหม่ ย้ายไปอยู่ทางใต้ ก็เริ่มห่างไป นานทีปีหนจะมาหาสักครั้ง คุณย่ากับป้าก็ช่วยกันเลี้ยงคุณฉัตรมาจนโตนี่แหละค่ะ” หญิงสูงวัยจบประโยคด้วยเสียงกระแอม

“เฮ้อ” ดาริกาถอนใจ “ฟังแล้ว สงสารอาจารย์จังค่ะ แล้วคุณแม่ยังมาเยี่ยมอาจารย์บ้างไหมคะ”

“ก็มาบ้างค่ะ แรกๆคุณฉัตรเธอก็เศร้าๆซึมๆ แต่พอนานไป เธอก็เข้าใจอะไรมากขึ้น ยิ่งตอนหลังไปเรียนต่อต่างประเทศกลับมา ก็ดูเป็นผู้ใหญ่เข้มแข็งขึ้นมาก”

ภาพของเด็กชายนั่งเหม่ออย่างเดียวดาย เฝ้าชะเง้อมองไปทางประตูหน้าบ้านด้วยความหวัง ผุดขึ้นในความคิดอเดลลา เธอกลืนก้อนแข็งในลำคอลงไป กระพริบตาที่เริ่มร้อนผ่าว หันมองไปนอกหน้าต่าง เสียงแม่เจียมเหมือนลอยมาจากที่แสนไกล  ใจเธอล่องลอยไปถึงเจ้าของดวงตาคมแต่แฝงรอยเศร้าคู่นั้น ภายใต้ท่าทางเข้มแข็ง เธอเพิ่งรู้ว่าบุรฉัตรผ่านเรื่องราวขมขื่นในชีวิตมาไม่น้อย ความรู้สึกขุ่นเคืองที่มีต่อเขา เลือนหายไปแล้ว เหลือเพียงความเข้าใจและเห็นใจ นี่แหละ อเดลลา ใจเธอเป็นอย่างนี้นี่เอง โอนเอนอ่อนไหวกับทุกสิ่งได้ง่ายดายเหลือเกิน



Don`t copy text!