ภาพภพ บทที่ 33 : ผลแห่งไฟริษยา

ภาพภพ บทที่ 33 : ผลแห่งไฟริษยา

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

เสียงหัวร่อต่อกระซิกเต็มไปด้วยความสุข ดังแว่วมาจากห้องปีกหลัง บนชั้นสองของบ้านรามภูดิศ ผู้ที่ยืนแฝงกายอยู่ใต้เงาครึ้มของต้นจำปา เงี่ยหูฟังทุกถ้อยคำด้วยอาการสงบนิ่ง มีเพียงดวงตาทอประกายวาววามอยู่ในความมืดสลัว

“ฉันไม่คาดคิดเลยว่าพ่อเอื้อจะวางแผนได้แยบยลเช่นนี้ สาสมใจฉันเหลือเกิน” วาดเอ่ยชม ยิ้มพึงใจอยู่ในหน้า “ล้างออกไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้ตอไว้ตำตาตำใจฉันอีก”

“แม่วาดต้องตบรางวัลฉันให้หนักกว่าทุกคราแล้วนะ” ขุนเอื้อดึงร่างหญิงสาวเข้ามากอดอย่างเอาใจ

“แต่ยังเหลืออีเขียบอีกตัว นับวันมันยิ่งทำตัวเหิมเกริม พูดจาแข็งข้อ ไม่เห็นฉันอยู่ในสายตามันอีกแล้ว” ธิดาท่านเจ้าคุณกระฟัดกระเฟียด พ่นลมหายใจระบายอารมณ์

“อย่าเพ่อทำหน้าบึ้งตึงไปสิ ดูไม่งามเหมือนแม่วาดคนเดิมเลย” ข้าราชการหนุ่มจับมือเรียวบางขึ้นจุมพิต โปรยสายตาหวานเชื่อม วาดแสร้งค้อนใส่อย่างมีจริต “ไว้ฉันจะจัดการให้ ว่าแต่คืนนี้ ฉันขอปันเบี้ยแม่วาดบ้างได้รึไม่ ว่าจะแวะไปแก้มือเสียสักหน่อย”

ขุนเอื้อเว้นที่จะเล่าเรื่องราวซึ่งเกิดขึ้นกับเขียบเมื่อหลายคืนผ่านมา ด้วยรู้วิสัยของสตรีเป็นอย่างดี แม้จะไม่ได้ผูกพันกันชัดแจ้ง แต่วาดก็คงถือว่าตนเปรียบเสมือนสมบัติชิ้นหนึ่ง ไม่อาจทำใจยอมแบ่งปันให้ใครเชยชม อีกทั้ง หญิงสาวคงอยากเป็นคนสำคัญ ไม่ยอมให้ใครมาเทียบเคียงได้

ด้วยความคุ้นเคย ชายหนุ่มรู้ทางว่าควรปรนเปรอเช่นไร ที่จะทำให้วาดพึงใจจนหลอมละลายทั้งกายและใจ

 

ขุนเอื้อลงมาเมื่อล่วงเข้าสองยามไปแล้ว เร่งเดินจากหลังตึก กำลังจะอ้อมไปยังด้านหน้า มือคลำห่อผ้าซึ่งเหน็บไว้ข้างเอว ฮัมเพลงยาวแผ่วเบาอย่างคนครึ้มใจ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้ง เมื่อแว่วเสียงเรียกจากเงามืดบริเวณรั้วก่อนเข้าเรือนพักพวกบ่าว

“ขุนเอื้อ..” เสียงหวานเย็นเยือกซึ่งฟังชัดว่าเป็นเสียงสตรีทำให้ขนลุกเกรียว ใจวาบไปนึกถึงอีเผื่อนยิ่งพาให้เส้นผมบนหัวลุกตั้ง รวบรวมความกล้า ทำใจแข็งเอ่ยถามกลับไป “ใคร เอ็งเป็นใคร”

“บ่าวเองเจ้าค่ะ อีเขียบ”

ขุนเอื้อก้าวเข้าไปเขม้นมองให้แน่ใจ แสงจากเสาไฟแม้จะไม่ชัดแจ้งนัก แต่ก็พอมองเห็นเรือนร่างอวบล่ำของเขียบดูแปลกตาไปจากเคย ผมเผ้าหวีเรียบดูสะอาดตา ทั้งที่อากาศหนาวเย็น แต่บ่าวสาวกลับสวมเพียงผ้าคาดอกปริ่มเนิน เนื้อผ้าบางแนบหนั่นเนื้อกลมแน่น ทำเอาชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอไล่ความแห้งผาก ภาพคืนนั้น หวนกลับมาในห้วงคิด ความแปลกใหม่ที่ได้ลิ้มลองทำให้เขาขยับก้าวเข้าไปใกล้ราวถูกสะกด แววตาของหญิงสาวที่มองมา เต็มไปด้วยความเย้ายวนจนน่าแปลกใจ

“บ่าวรอขุนเอื้ออยู่ทุกคืน” เสียงเขียบแผ่วกระเส่า “บ่าวนอนไม่หลับเลยแม้แต่คืนเดียว เฝ้าคิดถึงท่านตลอดเวลา”

ข้าราชการหนุ่มกระหยิ่มใจ แนบกายเข้าชิด สอดมือไปโอบแผ่นหลัง ขณะก้มลงกระซิบริมหูอีกฝ่าย “ข้าบอกเอ็งแล้ว เอ็งจะลืมทุกอย่างที่เคยเป็น”

มือสากป่ายเปะปะคลึงเคล้นไปตามร่างอวบอัด เสียงครางกระเส่ายิ่งกระตุ้นไอร้อนในร่างกายให้โหมกระพือ ค่อยๆเลื่อนมือลงต่ำ แต่ก็ถูกยึดไว้ด้วยมือและเสียงห้ามของเขียบ

“อย่าเพ่อรีบร้อนเจ้าค่ะ ไปที่ท้ายสวนเถิด บ่าวอยากรำลึกถึงคืนนั้นเจ้าค่ะ” เขียบผลักอกชายหนุ่มออก แล้วคว้าตะเกียงมาถือ ออกเดินเข้าสู่บริเวณสวนด้านหลัง โดยมีขุนเอื้อสาวเท้าตามอย่างไม่รีรอ

เขียบเดินนำไปไกลจนถึงท้ายสวน รอบบริเวณมีไม้ยืนต้นสูงใหญ่เป็นเงาดำเรียงรายเป็นแนว บ่าวร่างอวบแขวนตะเกียงกับกิ่งไม้ ถอยไปยืนพิงลำต้นมะม่วง ทอดสายตาเย้ายวน ริมฝีปากหนาเผยอเชิญชวน

“บ่าวพร้อมแล้วเจ้าค่ะทูนหัวของบ่าว”

ขุนเอื้อตาลุกวาว พุ่งเข้าประกบกายทันที มือฟอนเฟ้นทั่วร่างเขียบตามแรงราคะ ลมหายใจฟืดฟาดราดรดยามริมฝีปากพรมจูบอย่างหิวกระหาย

“อ๊ากก!” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ปิดประตูสวรรค์ลงโดยพลัน ข้าราชการหนุ่มรู้สึกถึงปอยผมถูกขยุ้มอย่างแรงแล้วกระชากไปข้างหลัง และเพียงชั่วพริบตา ลำคอก็ถูกรัดด้วยท่อนแขนแข็งแกร่งจนผงะหงาย

“เฮ้ย!” ขุนเอื้อตกใจสุดขีด ตะกายดิ้นเอาตัวรอด แต่แขนข้างหนึ่งถูกรวบแล้วบิดไปไพล่ไว้ด้านหลัง เจ็บปวดจนรู้สึกเหมือนแขนจะหลุดจากกาย

“อยู่นิ่งๆ ไม่งั้นกูปาดคอมึงแน่” เสียงกลั้วคำรามดังอยู่ริมหู สะกดให้ชายหนุ่มต้องหยุดการเคลื่อนไหว

“เร่งมือเข้าอ้ายผาด ช้านักประเดี๋ยวใครตื่นมาเห็นเข้าดอก” เสียงเขียบร้องสั่งขณะพันผ้าแถบให้กระชับอก ขุนเอื้อมองหน้าบ่าวสาวที่แปรเปลี่ยนเป็นดุดันดุจคนละคน ร้องถามด้วยความโกรธระคนแปลกใจ

“มึงจะทำอะไรอีเขียบ”

“ทำอะไรรึพ่อเอื้อ” เขียบพูดด้วยน้ำเสียงยั่วเย้ยบวกกับรอยยิ้มเหยียดหยัน ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะทุ้มต่ำขณะเดินเข้ามามองหน้าคนถูกตรึงแน่น “กูก็จะทำทุกอย่างเช่นที่มึงทำกับอีเผื่อน ทำกับกูไงเล่าอ้ายเอื้อหน้าโง่!”

“ถ้ามึงกล้า ก็ลองดู หลวงจะเอาโทษมึง ท่านเจ้าคุณก็ไม่ปล่อยมึงแน่” ขุนเอื้อขู่ หวังให้บ่าวเช่นเขียบรู้สึกกลัว ทั้งที่ส่วนลึกภายในใจเริ่มหวาดหวั่น แต่สาวร่างใหญ่กลับหัวเราะลั่น

“หลวงจะทำอะไรกูได้ อีกไม่นานดอก ท่านเจ้าคุณก็จะต้องรับรู้ว่ามึงกับคุณวาด ลอบคบชู้สู่สมกัน บ่าวในเรือนหลายคนก็รู้เห็นกันทั้งนั้น แล้วเรื่องที่มึงใส่ร้ายนายช่างกับอ้ายทับอีกเล่า อีอวนมันก็บอกกูหมดแล้ว เรื่องชาที่ชงใส่กายกไปให้นายช่าง แล้วไหนจะเรื่องอ้ายทับหายตัวไปอีกเล่า มึงเป็นคนทำทั้งนั้น” เขียบแสยะยิ้ม ดวงตาวาววับแข็งกร้าวจับจ้องขุนเอื้อ พูดเสียงสั่นเครือเจือความขมขื่น “แล้วที่สำคัญ มึงจับอีเผื่อนแขวนคอ กูยอมไม่ได้!”

“มึงมันแค่บ่าวชั้นต่ำ ไม่มีใครเขาเชื่อมึงดอก” ข้าราชการหนุ่มตวาด

“มึงคิดว่ามึงฉลาดคนเดียวรึ กูคิดมาตั้งนานแล้วว่าจะทำอย่างไรกับมึง” เขียบยกมือขึ้นจิกผมขุนเอื้อ เสียงเยือกเย็นกรอกริมหูนั้นชวนขนลุก “กูจะทำให้ทุกคนเข้าใจว่า มึงกลัวความผิด ก็เลยมาแขวนคอตายที่นี่”

“ข้าไม่ใช่ต้นความคิด เอ็งต้องไปโทษอีวาดโน่น” ข้าราชการหนุ่มปัดความผิดให้พ้นตัว เริ่มมองเห็นชะตากรรมของตนรำไร “เอ็งอย่าทำอะไรข้านะเขียบ ข้ามีทองมีเบี้ยจะยกให้เอ็งหมดเลย แค่ปล่อยข้าไปเท่านั้นละ” ความกลัวทำให้ขุนเอื้อเริ่มอ่อนลง แต่ยังพยายามดิ้นให้หลุดจากการควบคุม

“มึงกลัวตายรึ” เขียบเอ่ยถาม ดวงตาแดงช้ำคลอน้ำใสวาววับ “แล้วมึงไม่คิดบ้างรึ ว่าอีเผื่อนมันก็กลัวตายเหมือนมึง”

“ข้าผิดไปแล้ว อย่าทำอะไรข้าเลย ข้าขอร้องละเขียบ มันบาปกรรมนะ” คนพ่ายแพ้โอดครวญเสียงสั่นเครือ

“คนเช่นมึงรู้จักบาปกรรมด้วยรึ” เสียงเขียบห้วนกร้าว “แต่กูรอให้เวรกรรมตามสนองมึงไม่ได้ดอก กูยอมตกนรกหมกไหม้ แค่ขอให้กูได้เห็นมึงดิ้นตายไปต่อหน้ากูเท่านั้นก็พอ”

เขียบถอยห่างออกมา หันไปบอกกับชายที่ชื่อผาด “ลงมือเลย”

ขุนเอื้อตาเหลือก หัวใจหล่นวูบ เมื่อเพิ่งสังเกตเห็นผาดจับเชือกที่ห้อยลงมาจากกิ่งมะม่วง ตรงปลายคล้องเป็นบ่วงกลมเข้าสวมลงบนคอตนอย่างรวดเร็ว พยายามดิ้นหนีเมื่อรับรู้ถึงแรงกระตุกรัดบ่วงเข้าจนแน่น ร้องโวยวายดังลั่น

“อย่า! เอ็งจะทำอะไรอ้ายผาด”

“กูก็จะทำแบบที่มึงทำกับน้องกูไงเล่า” ผาดปล่อยมือจากบ่วงที่รัดคอขุนเอื้อ หันไปจับปลายเชือกอีกเส้น ออกแรงดึง ร่างในบ่วงรัดลอยขึ้นจากพื้น เหลือเพียงปลายเท้าแตะเรี่ยดิน กวัดแกว่งหาที่ยืนให้พ้นจากความตายตรงหน้า

“ยะ..อย่า!” ขุนเอื้อเค้นเสียงออกจากลำคออย่างยากเย็น สองมือตะกุยเชือกซึ่งรัดรอบคอแน่นหนึบ ใบหน้าแดงก่ำปานจะระเบิดออกในทันที เสียงร้องอึกอักอย่างคนขาดอากาศหายใจ ยิ่งทำให้เขียบสาใจ

“มึงคงรู้ถึงความทรมานของอีเผื่อนแล้วสินะ” แม้ใจแข็งกร้าวสั่งสมความเคียดแค้นไว้ปานใด แต่เขียบก็อดหลั่งน้ำตาไม่ได้ขณะเอ่ย “อโหสิกรรมให้ข้าด้วยอ้ายเอื้อ”

บ่าวสาวหันหลังให้กับภาพสุดท้ายของชีวิตขุนเอื้อ ยกมือปิดหูกั้นเสียงร้องครืดคราดขาดห้วงซึ่งบาดความรู้สึกจนกลั้นสะอื้นไม่อยู่ น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม ครู่ใหญ่ จึงปล่อยมือลง หันไปบอกพี่ชายของเผื่อนที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล

“สร้อยกับแหวนในตัวมัน คงพอให้เอ็งใช้อีกนานโข หลบไปอยู่หัวเมืองเสียสักพักก่อน แล้วค่อยกลับพระนคร”

“เอ็งไม่ต้องสั่งข้าดอก ข้ารู้ว่าต้องไปหลบอยู่ที่ไหน” ผาดปลดผ้าคาดเอว ยกขึ้นซับเหงื่อบนใบหน้าและลำคอพลางร้องสั่ง “ดับตะเกียงเสีย อย่าให้ใครเห็น”

“เอ็งก็เร่งออกไปเสียให้พ้น” เขียบบอกเสียงแหบแห้ง ใช้มือหรี่ตะเกียงลงจนมอดดับในที่สุด ความมืดโหมเข้าครองบรรยากาศทันที บ่าวร่างอวบก้าวเดินออกมาอย่างเลื่อนลอย ไม่นำพากิ่งไม้ที่เกี่ยวบาดผิวมาตามทาง น้ำตายังคงไหลอาบแก้มไม่หยุด ในหัวสับสนกับเรื่องที่ตัดสินใจทำลงไป แต่ภาพของเผื่อนก็ผุดขึ้นมาล้างความว้าวุ่นในใจออกไปจนสิ้น

“ข้าแก้แค้นให้เอ็งแล้วนะอีเผื่อน..” เขียบรำพึงแผ่วกับตัวเอง พลัน ลมหนาวพัดวูบมาจนพาสะท้านกาย คล้ายใครบางคนได้รับรู้ถ้อยคำนั้นแล้ว

ผาดแยกกับเขียบที่เดินกลับเข้าเรือนพักไป ค่อยลัดเลาะอย่างระแวดระวัง แฝงตัวมาตามพุ่มไม้ จนถึงรั้วปูนซึ่งกั้นอาณาเขตของเรือนรามภูดิศ กำลังจะผลักประตูข้างซึ่งเปิดสู่คลองรามบุตรี เพื่อไปลงเรือแจวที่จอดซุ่มอยู่ในดงลำพู

แสงเรื่อเรืองโดดเด่นท่ามกลางความมืด ปรากฏขึ้นในหางตา ดึงให้หนุ่มฉกรรจ์ต้องหยุดชะงัก เหลียวมองหาที่มาของต้นแสง

บนตึกใหญ่ แสงเหลืองนวลสาดออกมาจากช่องหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งเปิดกว้าง แต่ที่สะดุดตาจนต้องจับจ้องอย่างไม่อาจละสายตาคือ เรือนร่างอรชรซึ่งยืนเกาะขอบหน้าต่าง ดวงหน้าอ่อนหวานแหงนมองไปบนท้องฟ้า แม้จะห่างจากที่ยืนอยู่ แต่ความงามผุดผ่องยังแผ่ลงมาสะกดให้ชายหนุ่มต้องจับจ้องนิ่งงัน

“อีวาด” ผาดเสียงแผ่วคล้ายคนละเมอ อารมณ์ซ่านซ่าปะทุขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน แต่อีกหนึ่งภาพก็ผุดขวางขึ้นมากลางมโนนึก ถ้อยคำในวันวานยังก้องในหูไม่เคยลบเลือน

“เอามือโสโครกของเอ็งออกไป๊! อย่ามาแตะต้องตัวข้า” สาวน้อยร่างบอบบาง ผิวพรรณผุดผ่องตวาดเสียงลั่นพลางยกเท้าถีบร่างเด็กหนุ่มวัยเพิ่งแตกพานที่กำลังจับแขนตนไว้

“อย่าทำแบบนี้สิแม่วาด อ้ายผาดมันมีน้ำใจเข้ามาช่วยพยุงลูกแท้ๆเทียว” พระยารามภูดิศปรามเสียงเขียว

“ลูกไม่ชอบพวกบ่าวเจ้าค่ะ ตัวสกปรก เหม็นสาบ” วาดเสียงดัง สะบัดหน้าไปอีกทาง

เด็กหนุ่มนั่งก้มหน้านิ่ง น้ำตาพานจะไหล นึกน้อยเนื้อต่ำใจในชาติกำเนิดของตน

“เอ้า ฉันให้” เสียงเล็กหวานใสคล้ายเสียงที่เพิ่งปรามาสเขาไป ทำให้ผาดเงยหน้าขึ้นมอง เห็นรอยยิ้มบนดวงหน้างามละมุนคล้ายตุ๊กตาแล้วพาหัวใจชุ่มชื่น แม้ใบหน้านั้นจะเหมือนราวเป็นพิมพ์เดียวกัน แต่ด้วยกิริยาอ่อนช้อยแตกต่างจากความแข็งกระด้างของวาด ทำให้เด็กหนุ่มค่อยยกมือสั่นเทาขึ้นรับขนมจากมือเล็กขาวผ่อง

“เป็นพระคุณยิ่งขอรับคุณวง”

ผาดสลัดภาพอดีตทิ้งไป เหลียวไปรอบกาย หาช่องทางที่จะขึ้นไปข้างบนตามอารมณ์ปรารถนา เขาปีนขึ้นต้นจำปา เกาะกิ่งแล้วโหนตัวขึ้นไป ค่อยเดินเลียบริมขอบหลังคาอย่างระแวดระวังและเงียบเชียบ โน้มเข้าไปเกาะขอบหน้าต่างแล้วเหวี่ยงตัวเข้าไปในห้องอย่างว่องไว

“ว้าย!” วาดร้องลั่นด้วยความตกใจ ถอยหลังไปด้วยสัญชาตญาณ “เอ็งเป็นใคร”

“จำอ้ายผาดไม่ได้รึคุณวาด” หนุ่มร่างกำยำยิ้ม แววตาวาววามกวาดทั่วเรือนร่างบอบบางตรงหน้า ผู้ถูกจับจ้องคว้าผ้าที่พาดไว้บนเก้าอี้ มาห่มคลุมปิดบังไหล่และเนินอก “บ่าวชั้นต่ำ ตัวสกปรก เหม็นสาบ ที่คุณวาดเกลียดชังนักหนาอย่างไรเล่าขอรับ”

“เอ็งออกไปนะ! ไม่เช่นนั้นข้าจะร้อง ออกไป ประเดี๋ยวพ่อเอื้อก็จะมาหาข้าแล้ว” วาดเพ่งพินิจชายหนุ่มตรงหน้า คำพูดที่ได้ยินพอทำให้ระลึกถึงความหลังได้รางเลือน แสงตะเกียงสาดจับเค้าโครงใบหน้าเหลี่ยม นัยน์ตาเรียวยาวกับริมฝีปากหนา คล้ายคลึงใครบางคนที่คุ้นเคย ที่สุดจึงนึกได้ คล้ายอ้ายผินผู้เป็นพ่อของอีเผื่อนนั่นเอง

“พ่อเอื้อ..” ผาดหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ป่านนี้ ไม่รู้ลอยล่องอยู่หนไหนหนอ รึว่าพุ่งลงนรกไปเสียแล้วก็ไม่รู้”

“เอ็งหมายความว่าอย่างไร” วาดนึกสงสัย สังหรณ์แล่นวูบเข้ามาในใจ

“อีกไม่นานคุณวาดก็จะรู้เองขอรับ” พี่ชายเผื่อนยิ้มมีเลศนัย “บ่าวมาขอปันข้าวของบ้างสักหน่อย คุณวาดคงไม่รังเกียจบ่าวผู้ยากไร้คนนี้ดอกนะขอรับ”

“เอ็งอยากได้ก็ไปเปิดเอา ข้ามีทองไม่มากมายนักดอก” ธิดาท่านเจ้าคุณชี้ไปยังกำปั่นเหล็ก วางอยู่บนหลังตู้ นึกในใจว่ายอมเสียของ เพื่อให้คนบุกรุกเร่งไปเสียโดยเร็วจะดีกว่า

“เป็นพระคุณยิ่งขอรับคุณวาด บ่าวจะไม่ลืมบุญคุณครานี้เลยขอรับ” ผาดยิ้มกริ่ม ดวงตาฉายแวววับวาวเจ้าเล่ห์ เดินเข้าไปหาเจ้าของร่างอรชรอย่างช้าๆ

“เอ็งจะทำอะไร” วาดถอยกรูด เบิ่งตาโพลง ร้องบอกเสียงสั่น “เอาของแล้วก็เร่งออกไปเสียสิ”

“มีของบางอย่างที่บ่าวอยากได้มากกว่าทองในกำปั่นนั่นขอรับ” ชายหนุ่มเอ่ย ยกมือขึ้นลูบริมฝีปาก เสียงลมหายใจดังถี่กระชั้น วาดถอยหลังด้วยความตื่นตระหนกไปจนชิดผนัง ตัดสินใจวิ่งอ้อมร่างกำยำ หมายจะตรงไปยังประตู

“จะไปไหน” ผาดคว้าข้อมือเล็กเรียวไว้ได้ ดึงร่างวาดเข้าหาตัวแล้วกอดรัดไว้

“ปล่อยกูนะ!” วาดแผดเสียง ดิ้นขลุกขลัก แต่ไม่อาจต้านเรี่ยวแรงอีกฝ่ายได้ ผาดผลักร่างในอ้อมกอดลงไปบนเตียง ถลาตามเข้าไปคร่อมไว้อย่างรวดเร็ว

“กรี๊ด!” ธิดาท่านเจ้าคุณกรีดเสียงร้อง เมื่อร่างหนาหนักโถมทับลงบนกาย หน้ามันย่องเหนียวเหนอะคลุกเคล้าถูไถบนใบหน้าและซอกคอของตน ขนลุกชันด้วยความขยะแขยง สาบกลิ่นเหงื่อไคลและลมหายใจเหม็นฉุนคละคลุ้ง

“อ้ายผาดอยากเชยชมคุณวาดมานานแล้ว อย่าดิ้นไปเลยขอรับ” เสียงหื่นห่ามเคล้าลมหายใจฟูดฟาดดังอยู่ริมหู ทำให้วาดอยากขาดใจตายไปเสียให้พ้น พยายามกลั้นใจ ตั้งสติเอาตัวรอด พลันนึกถึงบางสิ่งได้ในฉับพลัน จึงค่อยเลื่อนมือขึ้นไปใต้หมอน สอดควานเข้าไปหยิบมีดซึ่งเสียบอยู่ระหว่างฟูกกับขอบหัวเตียง หญิงสาวกำด้ามอาวุธไว้แน่น ก่อนจะจ้วงเข้าใส่ช่องท้องของร่างซึ่งทาบทับอยู่ด้านบนสุดแรง

“โอ๊ย!” ผาดร้องลั่น ร่างผงะค้าง วาดไม่ปล่อยให้โอกาสผ่านไปแม้ชั่วกระพริบตา จ้วงแทงซ้ำเข้าไปอีกติดๆกัน

“อะ..อี..วาด” หนุ่มฉกรรจ์ตาเหลือกลาน ยันกายออกห่าง ยกมือกุมช่องท้อง โลหิตแดงฉานคาวคลุ้งทะลักไหลออกมาตามง่ามนิ้ว ธิดาท่านเจ้าคุณยกเท้าถีบร่างบ่าวหนุ่มออกไป แล้วลุกขึ้นไปยืนข้างเตียง มือกำมีดชี้มายังผาดนั้นสั่นเทิ้มราวจับไข้ ละล่ำละลักพูดกลั้วสะอื้น

“มะ..มึงบังคับให้กูต้อง..ทำ”

แม้เจ็บปวดจนสุดแสน แต่ผาดยังฝืนลุกขึ้นยืน จับขอบเตียงประคองร่างก้าวเข้าไปหามือมีด แต่เพียงสองก้าวก็ทรุดลงนอนแน่นิ่งบนพื้น วาดสะบัดอาวุธในมือทิ้งอย่างขยะแขยง ร่ำไห้น้ำตาไหลพราก มองเลือดแดงเข้มเปรอะเปื้อนมือพลางส่ายศีรษะไปมา ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้จะต้องมาพบพานกับเรื่องราวสุดสยองเช่นนี้ ครู่หนึ่ง สติเริ่มหวนกลับคืน ชะโงกไปมองคนที่นอนขวางทางบนพื้น รวบรวมความกล้าขยับเท้าก้าวเดินเพื่อจะข้ามร่างนั้นไป กลั้นลมหายใจเพราะเกรงว่าผาดจะลุกขึ้นมา หลับตาปี๋เมื่อเท้าสัมผัสกับของเหลวข้นนองพื้น ยกเท้าอีกข้างตามไปให้แผ่วเบาที่สุด

“ว้าย!” วาดร้องลั่นเมื่อข้อเท้าถูกคว้าหมับ หันขวับมาเห็นใบหน้าแดงก่ำของผาด ถลนตาจ้องมองด้วยความอาฆาต ร่างบอบบางเสียหลักล้มคะมำไปข้างหน้า มือตวัดไปคว้าผ้าปูโต๊ะหัวเตียงไว้ได้ แรงกระชากดึงผืนผ้ารูดไถลลงมา แจกันกระเบื้องเคลือบ แก้วน้ำ รวมถึงตะเกียงล้มระเนระนาด ก่อนจะร่วงพรูลงมากระทบพื้น เสียงแตกดังเปรื่อง

ตะเกียงน้ำมันกลิ้งไปนอนเอียงอยู่ตรงปลายเท้าของวาด โป๊ะกระจกแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย น้ำมันในถังน้ำมันกระฉอกออกมาเนืองนอง เปลวไฟลุกพรึบขึ้น แล้วลามเลียไปตามเชื้อเพลิงอย่างรวดเร็ว เปลวสีส้มแลบเลียไปแตะผ้าแพรเนื้อหนา ไล่ลุกโหมขึ้นหาฟูกซึ่งเป็นเชื้ออย่างดี ไฟก่อตัวสูงขึ้นพร้อมกับกระจายความร้อนไปทั่วห้อง

“โอ..” วาดยันกายลุกขึ้น เกาะผนังพาตัวเองก้าวเดิน แต่ต้องชะงัก เพราะข้อเท้ายังถูกยึดไว้อย่างเหนียวแน่น หญิงสาวพยายามดิ้นหนี ใช้เท้าอีกข้างถีบมือของผาดออกสุดแรง แต่ไร้ผล เพราะมือสากหนายึดไว้ดุจคีมเหล็ก

“ปล่อยกู!” หญิงสาวแผดเสียงพลางสะบัดเท้า เหลียวมองไปเห็นไฟไล่ลามไปหาม่านหน้าต่าง ผนังบางส่วนและกรอบหน้าต่างที่เป็นไม้เริ่มติดไฟ ก่อให้เกิดควันขาวฉุนกึกคละคลุ้งไปทั่ว ธิดาท่านเจ้าคุณสำลักและไอจนคอแห้ง แสบตาจนน้ำตาไหลพราก ตะกายหนีไปตามพื้นเพราะเริ่มอ่อนแรง

“ชะ..ช่วยด้วย!” เสียงที่พยายามเปล่งออกมากลับแหบแห้ง แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน มองไปรอบกายเห็นกลุ่มควันก่อตัวบดบังทุกสิ่งไว้หมด เปลวไฟแลบออกมาให้เห็นเป็นระยะกลางกลุ่มหมอกขาวราวจะเล่นซ่อนหา

“คุณวาด!” เสียงหนึ่งดังแหวกขึ้นกลางความโกลาหลอื้ออึง วาดปรือตาขึ้นมอง มองผ่านม่านน้ำตาเห็นใครคนหนึ่งยืนอยู่ตรงประตู ริมฝีปากแห้งผากเผยอเอ่ยเสียงเครือขาดห้วง ยื่นมือไขว่คว้าเปะปะ

“ขะ..เขียบ เอ็ง..ชะ..ช่วยข้าด้วย”

บ่าวร่างอวบล่ำยืนพะว้าพะวังน้ำตาไหลพราก ปากพร่ำเสียงสั่นเครือ

“โธ่! คุณวาด ทูนหัวของบ่าว”

ด้วยความรักและภักดีต่อนายสาวยังฝังแน่นอยู่ในหัวใจไม่เคยเสื่อมคลาย ไม่อาจทนมองภาพซึ่งบีบรัดความรู้สึกของตนต่อไปได้ จึงตัดสินใจวิ่งฝ่าเปลวเพลิงเข้าไปโดยไม่รีรอ ใช้มือปัดสิ่งกีดขวางทางโดยไม่ยี่หระต่อความร้อน

“อดทนนะขอรับคุณวาด บ่าวมาช่วยแล้ว” บ่าวสาวตะโกนบอก ยืนหันรีหันขวางเพราะมีม่านไฟสูงกั้นขวางอยู่เบื้องหน้า ในวินาทีความเป็นความตายนั้น เสียงเปรี๊ยะดังสนั่น พร้อมกับช่องลมไม้เหนือศีรษะซึ่งติดไฟแดงฉาน ร่วงลงมายังที่เขียบยืนอยู่

“โอ๊ย!” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เปลวไฟลุกโหมบดบังร่างอวบหนาซึ่งล้มคว่ำลง ร่างนั้นดิ้นเร่าอยู่เพียงครู่ก่อนจะนิ่งสนิท

“เขียบ!” วาดกรีดร้อง แต่ไร้สุ้มเสียงเล็ดลอดออกมา ความหวังสุดท้ายหายวับไปกับตา นอนทอดกายหมดแรง หายใจหอบเหนื่อย เหลือบมองพระเพลิงกำลังสะบัดเปลวโหมกระพือ กางปีกสีเหลืองส้มแผ่ไอร้อนระอุเข้าโอบล้อมไว้ทุกด้าน แว่วเสียงปะทุดังเปรี๊ยะอยู่รอบกาย หญิงสาวหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้าและยอมศิโรราบต่อชะตา

ภาพใบหน้าคมสันกับดวงตาคู่สีน้ำตาลอมเทาทอประกายสดใส ฉายขึ้นมาในห้วงของความทดท้อหม่นมัวของจิตใจ คล้ายเสียงทุ้มกังวานร่ายคำสาปแช่งแว่วเข้ามาให้ได้ยิน

“แม่วาด..ไฟของความอิจฉาริษยาจะเผาเธอให้มอดไหม้ไปเอง..”

“มึง..แช่งกู” วาดกัดริมฝีปากข่มความคั่งแค่นในอก รู้สึกถึงความร้อนแผ่ซ่านลงโอบคลุมทั่วสรรพางค์ จนหนทางจะดิ้นรนไปทางใดได้ เจ็บปวดผิวกายสุดแสนจนต้องกรีดร้องออกมาสุดเสียง แต่ก็ถูกกลบกลืนด้วยเสียงโกรธเกรี้ยวของพระเพลิง ซึ่งพัดโหมหนักหน่วงเข้าแผดเผาทุกสิ่งจนหมดสิ้น เสียงแผ่วสุดท้ายหลุดออกมาก่อนดวงจิตจะสูญสลาย

“จิ..อานโน”



Don`t copy text!