ภาพภพ บทที่ 34 : พิสูจน์เรื่องของอดีต

ภาพภพ บทที่ 34 : พิสูจน์เรื่องของอดีต

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

จิอานโนรู้สึกตื่นเต้น เลือดสูบฉีดไปทั่วร่าง จนลืมภาพวาดซึ่งลงสีค้างอยู่บนผืนผ้าใบเสียสนิท ทิ้งพู่กันไว้ในโถแก้วอย่างไม่ไยดี

ไม่น่าเชื่อว่า จดหมายเพียงฉบับเดียว บนหน้าซองประทับตราไปรษณียากรเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงแห่งกรุงสยาม จะเปลี่ยนคืนวันแสนเงียบเหงา ให้กลายเป็นชุ่มชื่นสดใสได้ในชั่ววินาที ห้องทำงานซึ่งเคยมืดทึม ก็ดูราวจะสว่างไสวขึ้นในทันตา

นายช่างหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ข้างหน้าต่าง กลิ่นกุหลาบลอยมากับสายลมเย็น ช่างหอมหวนชวนสูดดมกว่าทุกวัน เขายิ้มขณะค่อยบรรจงจับด้ามมีดทองเหลืองสลักลาย เซาะปากซองจดหมายอย่างเบามือ ดึงแผ่นกระดาษซึ่งพับสอดอยู่ด้านในออกมาคลี่ หัวใจเต้นถี่ขณะก้มลงมองตัวอักษร เขียนด้วยลายมือบรรจงงดงาม เรียงแถวอย่างเป็นระเบียบในแผ่นกระดาษสีขาวนวลตา

บ้านราชพินิจ พระนคร

วันที่ 18 กันยายน รัตนโกสินทรศก 126

ถึง ท่านจิอานโน

หวังว่าท่านคงเดินทางถึงอิตาลีโดยสวัสดิภาพแล้ว กว่ากระผมจะปลีกเวลาเขียนมาถึงท่านได้ ก็ต้องสะสางทุกอย่างให้เสร็จสิ้นเสียก่อน หลังจากที่ท่านเดินทางออกจากสยามมาแล้ว มีเรื่องราวสะเทือนใจมากมายเกิดขึ้นในบ้านรามภูดิศ มีคนไปพบขุนเอื้อฆ่าตัวตายอยู่ในสวนหลังบ้าน และในคืนเดียวกันนั้น เกิดไฟไหม้ในห้องนอนของคุณวาด คุณวาดกับเขียบเสียชีวิตในห้องนั้น ซึ่งทำให้ท่านเจ้าคุณเสียใจมาก สั่งให้รื้อและสร้างบ้านขึ้นใหม่ แทนหลังเก่าที่เสียหายไปมากโข

จิอานโนใจหาย ความหดหู่หม่นหมองผุดขึ้นกลางอารมณ์ ภาพวงหน้าหวานละมุนปรากฏขึ้นในห้วงคิด ครั้งหนึ่งที่ได้มีช่วงเวลาร่วมกันกับวาด แม้จะไม่นานนัก แต่ความรักและห่วงใยที่หญิงสาวมีให้ ก็ยังคงอยู่ในใจเสมอ จิอานโนหลับตาลง ทอดถอนใจ นึกภาวนาให้ดวงวิญญาณของวาดได้พบกับหนทาง ซึ่งจะนำพาไปสู่ความสุขอันเป็นนิรันดร์ได้

กระผมใคร่ขอเรียนและกล่าวขออนุญาตจากท่าน ให้กระผมได้เป็นคนดูแลแม่วงนะขอรับ กระผมขอสัญญาว่าจะรักและอยู่เคียงข้างแม่วงไปตราบชีวิตจะหาไม่ เมื่อปลายฤดูร้อนที่ผ่านมา กระผมแต่งงานแล้วกับแม่วง แลได้ย้ายมาปลูกบ้านหลังใหม่แถวคลองเทเวศร์ ใกล้กับบ้านเก่าของกระผม ตั้งชื่อว่าบ้าน ราชพินิจ เราตั้งใจไว้แล้วว่าถ้ามีลูกชาย จะให้ชื่อว่าเจียน เพื่อเป็นการรำลึกถึงเพื่อนผู้แสนดีที่อยู่ห่างไกล

จิอานโนละสายตาจากตัวอักษร เงยหน้าขึ้นหลับตา ตั้งสติสะกดความสะเทือนใจซึ่งแล่นเข้าจับความรู้สึก หัวใจพลันแห้งผากดุจโดนแผดเผา

มีอีกเรื่องหนึ่งที่กระผมไม่เคยละเลยคือการตามหาทับ พยายามสืบเสาะทุกหนแห่งด้วยความอุสาหะเป็นที่สุดแล้ว แต่จนบัดนี้ ยังไม่พบข่าวคราวใดเลย แต่ถ้ามีเรื่องอันใดเพิ่มเติม กระผมจะเร่งแจ้งให้ท่านทราบทันทีขอรับ

เป็นอีกครั้งที่จิอานโนใจหาย มือจับแผ่นกระดาษขึ้นแนบอก ขอบตาร้อนผ่าว ก้อนแข็งจุกแน่นในลำคอ ที่สุดน้ำตาก็ไหลรินลงมา

ชายหนุ่มเลื่อนสายตาไปยังภาพถ่ายในกรอบโลหะสี่เหลี่ยมสีทองซึ่งตั้งบนโต๊ะ มองเด็กหนุ่มผิวคล้ำ นั่งพับเพียบบนพื้นใกล้กับเก้าอี้ที่เขานั่งแล้วให้สะท้อนในอก เขาเปิดลิ้นชักโต๊ะออก จับรูปถ่ายอีกใบหนึ่งที่สอดไว้ในสมุดบันทึกออกมามอง ภาพถ่ายจากร้านในงานฤดูหนาวในพระนคร ทับสวมชุดสูทเป็นครั้งแรก สีหน้าขัดเขินจ้องมองมา ดวงตาสีสนิมคู่นั้นฉายแววตื่นเต้น นายช่างหนุ่มยิ้มทั้งน้ำตา

เออหนอ ไม่มีใครล่วงรู้ชะตาชีวิตตัวเองได้เลยจริงๆ ไม่คาดคิดเลยว่า เพียงไม่นานหลังจากนั้น ทับจะต้องสูญเสียดวงตาข้างหนึ่งไปตลอดกาล

ทับเอ๋ย ป่านนี้ เธออยู่ที่ไหนนะ..สุขสบายดีหรือเปล่าก็ไม่รู้ จะเป็นจะตาย ขอแค่ได้รู้ข่าวคราวบ้างก็ยังดี

จิอานโนถอนใจ วางรูปลงที่เดิมแล้วก้มลงอ่านจดหมายต่อ

แม่วงฝากความรำลึกมาถึงท่าน ขอให้ท่านรักษาสุขภาพกายแลใจให้ดี เรายังมีความหวังว่า สักวันหนึ่ง ท่านคงได้กลับไปเยือนพระนครอีกสักครั้ง

รำลึกถึงท่านเสมอ

หลวงราชพินิจสารัตถ์

จิอานโนพับจดหมายใส่ซองดังเดิม เลื่อนก้อนหินสีเขียวรูปหัวใจวางทับไว้ เปิดลิ้นชักโต๊ะอีกฝั่งออก ยกกล่องไม้สีน้ำตาลออกมาวางตรงหน้า ยกฝาขึ้นแล้วยื่นมือไปใช้นิ้วแตะไล้พวงมาลัยที่วางอยู่ในกล่อง ยามนี้ ดอกไม้ทั้งหมดแห้งกรอบเป็นสีน้ำตาลตามกาลเวลา ใจประหวัดไปถึงผู้ร้อยมาลัยพวงนี้ คล้ายจะแว่วเสียงหวานเศร้าของซออู้ ขับเพลงที่ได้ยินในคืนนั้นลอยมา คืนที่เขาได้พบหน้าวงเป็นครั้งแรก ดวงหน้าซึ่งยังตราตรึงอยู่กลางใจไม่เคยจางหายไปเลย

กลิ่นหอมของดอกมะกอกเคล้ามากับสายลมซึ่งพัดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา ชายหนุ่มพยายามสูดลมหายใจเข้า แต่รู้สึกคล้ายไม่เต็มอิ่ม ปวดแปลบหน้าอกข้างซ้าย จึงเอนหลังพิงพนักอย่างเหนื่อยล้า ปิดเปลือกตาลงเพื่อพักผ่อน

บางเรื่องราว เมื่อต่างวาระเวลา ก็ส่งผลต่อความรู้สึกต่างกันไป

กาลเวลา..ไม่ได้ทำให้เรื่องราวเหล่านั้นเลือนหายไปไหน แต่นอนสงบนิ่งอยู่ในลิ้นชักความทรงจำตลอดไป

 

คืนวันผันผ่าน ฤดูกาลหมุนเวียนไม่จบสิ้น กุหลาบพันธุ์ Bishop’s castle บนหลังคาชั้นสองของคฤหาสน์ตระกูลเวอร์ราชิโอ ออกดอกสะพรั่งแล้วสลัดกลีบครั้งแล้วครั้งเล่า มะกอกต้นใหญ่กลางลานกว้างหน้าตึก ผลัดใบร่วงหล่น พักกิ่งก้านยาวนานในฤดูหนาว เพื่อรอวันผลิแย้มอีกครั้งในฤดูใบไม้ผลิ

หลายสิ่ง ผ่านเข้ามาและจากไป ในช่วงชีวิตของจิอานโนที่เวนิส รวมถึงผู้คนมากหน้าหลายตา บ้างก็ผ่านมาให้รู้จักกันเพียงเวลาแสนสั้น บางคนผูกพันยาวนาน บ้างก็ลาลับไปชั่วนิรันดร์

อิซเบลลาคือผู้หญิงที่ก้าวเข้ามาเติมชีวิตของเขาให้เต็ม หญิงสาวผิวขาว ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มแฝงประกายสดใสอยู่เสมอ ความสุขเพิ่มมากขึ้น เมื่อลูกสาวตัวน้อยถือกำเนิดมา เป็นของขวัญมีค่าที่สุดสำหรับจิอานโน อิซเบลลาดูแลเขาในทุกเรื่องเป็นอย่างดี ทำให้จิอานโนมีเวลากับการวาดภาพได้เต็มที่ ชายหนุ่มใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องชั้นบนสุดของคฤหาสน์ ห้อง Eternita ที่อบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งศิลปะและความทรงจำอยู่ในนั้น

ในวัยสามสิบแปด จิอานโนจัดแสดงผลงานศิลปะครั้งแรกในหอศิลป์ของเมืองฟลอเรนซ์ ชื่อนิทรรศการ “La bella memoria..Siam” ดึงดูดผู้คนให้สนใจและเข้ามาชมมากมาย ด้วยความสามารถบวกกับผลงานภาพวาดทั้งหมดแสดงออกถึงความงดงามแห่งเมืองสยาม หลายคนขอจับจองเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะภาพสีน้ำมันเด็กหนุ่มเจ้าของแววตาหม่นเศร้า เป็นที่จับใจของเหล่าผู้สะสมงานศิลปะหลายคน บางคนเสนอราคาให้สูงลิ่วสำหรับภาพนี้ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ยอมขายแม้แต่ภาพเดียว นั่นยิ่งทำให้ชื่อเสียงของจิอานโน เวอร์ราชิโอ เป็นที่โจษจันอย่างกว้างขวางในแวดวงศิลปะและผู้ที่สนใจ

ฤดูหนาวปีนั้น เวนิสถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกไปทั้งเมือง ตึกเรียงรายริมฝั่งคลองจมหายไปในสีขาวโพลน ทั้งที่เป็นเวลาสายแล้ว แต่อากาศเย็นยะเยือกยังสะกดให้ทั้งเมืองเงียบนิ่งราวต้องมนตร์

จิอานโนนั่งบนเก้าอี้โยกมองผ่านหน้าต่างออกมาจากห้องทำงาน มองเห็นโดมของมหาวิหาร Santa Maria della Salute รำไร เขาอาศัยห้องนี้ทำงานและพักนอนไปด้วย เพราะช่วงหลัง เท้าเริ่มบวมจนเดินขึ้นลงลำบาก เสียงเคาะประตูเรียกให้เขาหันไปมอง ใบหน้ากลมเกลื่อนรอยยิ้มอย่างที่เห็นประจำ โผล่มาก่อนพร้อมเสียงทักทาย

“ตื่นแล้วหรือคะ ฉันเอาอาหารเช้ามาให้ค่ะ”

อิซเบลลาเดินผ่านประตูเข้ามาในห้อง วางถาดทองเหลืองมีฝาครอบลงบนโต๊ะ เสร็จแล้วจึงมาทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ข้างสามี

“วันนี้ฉันทำ Risotto ของโปรดคุณมาให้ แต่ไม่ใส่ไวน์ แล้วก็ลดชีสกับเนยลง น้ำซุปก็เป็นน้ำซุปผักนะคะ จะถูกปากคุณหรือเปล่าก็ไม่รู้”

“คุณทำอะไรมาก็อร่อยหมดครับ” จิอานโนยิ้ม มองสบตา เอื้อมมือไปกุมมือภรรยาบีบเบาๆ “แล้วเอสมาล่ะ” ชายหนุ่มหมายถึงลูกสาวสุดรักคนเดียวของเขา

“นอนหลับยังไม่ตื่นค่ะ อากาศหนาว คงหลับสบาย”

“ดูแลลูกเราให้ดีที่สุดนะเบลล่า” นายช่างหนุ่มกุมมือภรรยา ยกขึ้นจุมพิต

“วันนี้คุณพูดอะไรแปลกจังค่ะ” อิซเบลลาเอียงหน้ามองสามี รอยยิ้มเจื่อนจางลง “ฉันทำอะไรให้คุณไม่สบายใจหรือเปล่าคะ”

“ไม่เลยครับ คุณมีแต่ความสุขมอบให้ผมเสมอมา” จิอานโนส่งสายตาฉายแววความรักเต็มเปี่ยมให้ภรรยาผู้แสนดี ก่อนจะทอดสายตามองไปข้างนอก

“ผมผ่านอะไรในชีวิตมามากมาย เคยเดินทางไปถึงถิ่นไกลโพ้น พบปะผู้คนต่างเชื้อขาติ ความรู้สึกมากมายที่หัวใจผมได้รับรู้..” นายช่างหนุ่มหันกลับมาสบตากับผู้เป็นที่รัก “แต่วันหนึ่ง..ผมก็ได้กลับมาที่นี่ ได้มาพบและมาร่วมชีวิตกับคุณ ขอบคุณมากที่อยู่เคียงข้างผมมาตลอดนะเบลลา”

อิซเบลลายิ้มแทนคำตอบ ยกมือของจิอานโนขึ้นแนบแก้มด้วยความรัก

จิอานโนมองหน้าภรรยา ภาพของใครคนหนึ่งที่อยู่แสนไกลแทรกขึ้นมาทับซ้อน ความระลึกถึงที่สงบนิ่งและงดงาม ไม่อาจระรานความรู้สึกให้รวดร้าวได้อีกต่อไป

บางคนอยู่ได้เพียงในความทรงจำ มากกว่าในความเป็นจริง..

 

“วันหนึ่ง ถ้าผมไม่อยู่แล้ว ฝากคุณช่วยเก็บรักษาทุกอย่างในห้องนี้ไว้ให้ดีด้วยนะ เผื่อลูกหลานของเราคนใดคนหนึ่ง เขาอาจจะชอบศิลปะ เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว ค่อยมอบให้เขาดูแลต่อไป” เสียงจิอานโนทอดแผ่วในท้ายประโยค “หรือบางที..ผมอาจจะได้กลับมาห้องนี้อีกครั้งก็ได้ ใครจะรู้”

“อย่าพูดแบบนี้เลยค่ะ คุณต้องอยู่อีกนาน เราจะแก่ไปด้วยกันไงคะ” ภรรยาของนายช่างหนุ่มมีสีหน้ากังวล

จิอานโนยันกายลุกขึ้นจากเก้าอี้โดยมีอิซเบลลาช่วยประคอง อาการเท้าบวมทำให้การเคลื่อนไหวลำบากยิ่งขึ้น ชายหนุ่มเหลียวมองไปรอบห้อง ค่อยก้าวกะเผลกไปช้าๆ ไล่สายตาดูภาพวาดในกรอบไม้ซึ่งแขวนลดหลั่นเรียงรายบนผนังทีละชิ้น เอ่ยเสียงทอดอ่อน

“ภาพวาดทุกภาพในนี้ มีค่ามาก แต่ถ้าถึงคราวจำเป็นจริงๆ คุณก็ขายมันได้เลยนะ”

ความเงียบครองบรรยากาศในห้องอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเสียงเศร้าสร้อยของอิซเบลลาจะดังขึ้น

“ถ้าวันหนึ่ง..คุณจากไปจริงๆ ฉันก็ขายไม่ได้หรอกค่ะจิอานโน เพราะภาพวาดทุกภาพคือฝีมือคุณ มันรวมจิตวิญญาณของคุณไว้ ทุกครั้งที่ฉันขึ้นมาที่นี่ จะได้รู้สึกเหมือนฉันได้มาหาคุณเหมือนเช่นเคย..” หญิงสาวสวมกอด ซบใบหน้าลงบนอกสามีแล้วร้องไห้กระซิก

“ทุกคนรู้วันที่ลืมตาดูโลกแล้ว แต่ไม่มีใครเลย..ที่จะรู้วันที่ต้องลาจากไปนะเบลลา” นายช่างหนุ่มสวมกอด มือลูบไล้เรือนผมภรรยา

“อยู่กับฉันนานๆ นะคะ อย่าทิ้งฉันไปไหน”

จิอานโนประคองใบหน้าภรรยาขึ้น ประทับจุมพิตลงบนหน้าผากแทนถ้อยคำจากหัวใจ

 

แสงตะวันแย้มออกมาเยี่ยมผืนฟ้าเมื่อเวลาใกล้เที่ยงแล้ว แต่ไม่อาจกระจายไออุ่นขับไล่ความเย็นยะเยือกไปได้ จิอานโนนั่งบนเก้าอี้โยก คลุมไหล่ด้วยผ้าผืนหนา ตั้งใจจะทำงานวาดภาพต่อจากที่วางค้างไว้เมื่อสองวันก่อน แต่ด้วยวัยที่ล่วงเข้ากลางคน และอาการเหนื่อยล้าในช่วงหลัง ทำให้เปลี่ยนใจ ถอดแว่นสายตาออกวางบนโต๊ะ นั่งทอดสายตามองลำคลองสะท้อนแสงระยิบอยู่เงียบๆ ความง่วงบวกกับอาการอ่อนระโหยทำให้เอนหลัง หวังหลับตาพักเพียงครู่

“นายช่างครับ กระผมมาแล้ว” เสียงหนึ่งคุ้นหูดังอยู่ในภวังค์เลื่อนลอย เป็นน้ำเสียงที่ไม่ได้ยินมานานแสนนาน จิอานโนลืมตาขึ้น แล้วก็อุทานออกมาด้วยความแปลกใจระคนดีใจ

“โอ..ทับ เธอไปอยู่ที่ไหนมา”

ร่างผอมบางสวมเสื้อขาวคอจีนตั้ง ติดกระดุมเรียงเป็นแถว ท่อนล่างสวมผ้านุ่งสีเข้ม รวบขมวดชายไปไว้ด้านหลัง ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าต่าง

“กระผมไม่ได้ไปไหนไกลจากนายช่างเลยขอรับ” เด็กหนุ่มชาวสยามตอบ ดวงตาสีสนิมคู่เดิมทอประกายวับ นายช่างสูงวัยนึกแปลกใจที่มองเห็นดวงตาสองข้างของทับดูเป็นปรกติ

“มานั่งก่อนสิ มานั่งที่นี่” จิอานโนบอก หัวใจแช่มชื่นด้วยความสุข เมื่อได้พบเจอคนซึ่งเฝ้าตามหามาเนิ่นนาน

“กระผมมารับนายช่างไปด้วยกันขอรับ” ทับยื่นมือมาหา รอยยิ้มเปี่ยมสุขยังระบายบนใบหน้า

“ไปไหน เธอจะพาฉันไปไหน” นายช่างสูงวัยถามด้วยความสงสัยขณะค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน

“ไปที่ที่มีแต่ความสวยงามและความสุขขอรับ” เสียงเด็กหนุ่มกังวานสดใส บ่งบอกถึงความสุขเต็มล้น

จิอานโนเพิ่งตระหนักว่าตนเองยืนได้อย่างเป็นปรกติ ไม่รู้สึกหนักตึงเท้าเหมือนเช่นเคย ก้าวย่างกระฉับกระเฉงโดยไม่ต้องจับยึดสิ่งใด ความรู้สึกเหมือนย้อนวัยกลับไปเป็นหนุ่มอีกครั้ง เขาเอื้อมมือจับมือเด็กหนุ่มด้วยความเต็มใจ

“ไปกันเถิดขอรับ” ทับเอ่ย จูงมืออีกฝ่ายให้ก้าวตาม

วินาทีนั้น จิอานโนรู้สึกได้ว่ารอบกายคล้ายสภาวะไร้น้ำหนัก ตัวเขาเองเบาบางดุจละอองหมอก จิตใจว่างเปล่า ปราศจากจากความกังวลทั้งปวง มองไปเห็นทับลอยล่องดุจปุยเมฆออกนอกหน้าต่างสู่ภายนอก โดยมีร่างเขาเคลื่อนตามไป

เด็กหนุ่มชาวสยามหันมามองพร้อมรอยยิ้ม เป็นยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสุขสม จิอานโนยิ้มตอบ สองมือจับกระชับราวกับเกรงว่าจะต้องพรากจากกันไปอีกครั้ง

บนผืนฟ้าเหนือคลองเวนิส ก้อนเมฆเคลื่อนเข้าพรางแสงสว่างไว้อีกครั้ง พาให้บรรยากาศมืดหม่นลงคล้ายยามสนธยา เปรียบดังม่านอุปรากรชีวิตของจิอานโนได้ปิดลงแล้วโดยสมบูรณ์

ทุกสิ่งบนโลก ไม่มีคำว่าตลอดกาล เมื่อวานยืนหยัด วันนี้ล้มลงและดับสลายไปในที่สุด

 

บุรฉัตรมองหน้าหญิงสาวตรงหน้าด้วยความห่วงใย ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย หลังจากรับฟังเรื่องราวที่อเดลลาถ่ายทอดออกมา รู้สึกคล้ายได้อ่านนิยายหนึ่งเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ แต่เป็นนิยายที่ตอนจบยังไม่สมบูรณ์นัก

บรรยากาศร้านหรู เงียบสงบและเย็นสบาย ไม่ไกลจากคลีนิคของนลธวัช พร้อมด้วยการได้ลิ้มรสอาหารอร่อยซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นไป ไม่ช่วยให้ชายหนุ่มรู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่ ความรู้สึกหน่วงหนักติดอยู่ในใจ ทำให้เกิดคำถามมากมายเนืองแน่นอยู่ในสมอง พร้อมจะพรั่งพรูออกจากปาก แต่เขาไม่อยากถามอเดลลาในตอนนี้ เพราะรู้ว่าเวลาร่วมสองชั่วโมง ที่นอนนิ่งในห้องคนไข้ของนลธวัช คงทำให้หญิงสาวเหนื่อยล้าไม่น้อย

“รู้สึกดีขึ้นหรือยังครับเดล” นลธวัชเอ่ยถาม “ชาเปปเปอร์มินต์ร้อนสักถ้วยไหมครับ จะได้สดชื่น”

“ขอบคุณค่ะ ไม่ดีกว่าค่ะ ฉันดีขึ้นแล้ว” อเดลลาตอบ ยิ้มอ่อนให้คนถาม

“ต้องขอบคุณเช่นกันครับเดล ที่วันนี้เล่าเรื่องราวให้ผมกับไอ้ฉัตรฟัง คุณคงได้คำตอบชัดเจนหลายเรื่องแล้วนะครับ โดยเฉพาะเรื่องของคุณทวดวาด”

“ค่ะ”  อเดลลาตอบ

“แต่ชีวิตของไอ้ฉัตรเมื่อชาติที่แล้ว มันรันทดเหลือเกิน ฟังแล้วสงสาร” จิตแพทย์หนุ่มเอ่ยเสียงเศร้า ยกมือขึ้นโอบหลังเพื่อนรักที่นั่งบนเก้าอี้ใกล้กัน

แม้จะรู้ว่าอยู่คนละภพ และเรื่องราวเหล่านั้นก็ผ่านพ้นไปนานแล้ว แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวชีวิตของทับ ก็ทำให้บุรฉัตรหดหู่หัวใจเหลือเกิน แต่เขาเองก็ยังลังเล เรื่องเขาคือทับในชาติที่แล้วหรือเปล่า

“คุณสองคนอยากรู้อะไรอีก ถามได้เลยค่ะ ฉันตอบได้เท่าที่ฉันได้ไปรู้และเห็นมา” รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาว ทำให้บุรฉัตรกล้าเอ่ยถาม

“ผมอยากรู้ว่า..ทับหายไปไหนครับ” บุรฉัตรยอมรับว่า รู้สึกผูกพันกับเด็กหนุ่มชาวสยามในอดีต ไม่เพียงเพราะรูปพรรณคล้ายคลึงกัน ไม่ใช่เพราะเรื่องราวชวนเวทนาของทับ แต่เพราะลึกๆ แล้ว  คล้ายมีสายใยเกี่ยวพันในความรู้สึกที่เชื่อมต่อถึงกัน

“ฉันไม่รู้จริงๆ ค่ะ” อเดลลาตอบด้วยความซื่อ ทั้งน้ำเสียงและแววตา

“เดลเขาจะไปรู้ได้ไง ตอนที่ย้อนอดีตไป เดลไปในร่างของปู่ทวดของเขา เขาก็จะรู้จะเห็นเฉพาะที่ปู่ทวดจิอานโนรู้เท่านั้นแหละ” นลธวัชแย้งขึ้น แต่เมื่อเห็นคิ้วขมวดมุ่นและสีหน้าไม่คลายสงสัยของเพื่อนรัก จึงเอ่ยถาม

“เอายังงี้ไหมล่ะ เอ็งลองย้อนเวลากลับไปดูบ้าง เพราะเอ็งคือทับในชาติที่แล้ว แล้วเอ็งก็จะรู้ว่าทับหายไปไหน จะได้ไม่ต้องมานั่งสงสัยอยู่แบบนี้”

“ฉันก็ไม่แน่ใจนะคะว่าทับคือคุณฉัตรหรือเปล่า แต่หน้าของทับเหมือนคุณมาก แต่ถ้าเป็นเรื่องของปู่ทวดของฉัน ฉันมั่นใจค่ะว่าจริง” อเดลลาบอกหนักแน่น

“แต่ผมมั่นใจครับว่าใช่ เพราะไอ้ฉัตรก็เกิดมาในตระกูลของคุณทวดเปรื่องกับคุณทวดวง ซึ่งคนที่เคยผูกพันกันมา ก็จะวนเวียนตายเกิดอยู่ใกล้ๆ กันนี่แหละครับ”

“อืม..” บุรฉัตรครุ่นคิด “ลองดูก็ได้วะ”

“มันไม่ใช่แค่ลองนะเอ็ง แต่มันจะบอกอะไรได้อีกหลายอย่าง อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่า เอ็งมีความเกี่ยวพันกับคุณทวดวาด แม้ในชาติที่แล้ว จะไม่ใช่ความรู้สึกดีต่อกันก็เหอะ แต่ชาตินี้ เอ็งก็เกิดมาเป็นลูกหลานของท่าน”

“ไม่ต้องกังวลค่ะคุณฉัตร ไม่มีอะไรน่ากลัวหรือน่าห่วงเลยค่ะ” เสียงสนับสนุนจากอเดลลาทำให้ความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกมาก บุรฉัตรตอบตกลงในเวลาไม่นานนัก

 

เป็นอีกครั้งที่บุรฉัตรกลับมายังคลินิกของเพื่อนรัก ครั้งก่อนมาเพื่อเป็นเพื่อนอเดลลา แต่ครั้งนี้ เขามาในสถานะเดียวกับหญิงสาว

บรรยากาศสงบเงียบและอุณหภูมิเย็นสบายในห้องช่วยให้ผ่อนคลาย บุรฉัตรนอนบนเตียงหนานุ่ม น้ำเสียงนุ่มลึกของนลธวัชทำให้รู้สึกอุ่นใจ ชายหนุ่มพยายามระงับความตื่นเต้น หลับตาลง หายใจลึกยาว ตั้งสมาธิให้นิ่ง เตรียมใจเพื่อพบกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นและจะได้รับรู้ในอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้

“ปล่อยความคิดทุกอย่าง ทำจิตใจให้โล่ง ไม่ต้องกังวล ข้าอยู่กับเอ็งตลอดนะไอ้ฉัตร”

เสียงเนิบนุ่มทุ้มต่ำด้วยน้ำหนักคงที่ ทำให้สมองจิตรกรหนุ่มเริ่มผ่อนคลาย และค่อยๆเลื่อนไหลเข้าสู่ภวังค์ลึกอย่างช้าๆ

 

เสียงสนทนาของชายสองคนดังพอที่จะปลุกให้ต้องตื่นขึ้น ทับปรือตาขึ้นมอง แสงจ้าพุ่งเข้าปะทะดวงตา สัมผัสต่อมาคือความร้อนของแดดจัด รู้สึกได้ถึงไอละอองชื้น แว่วเสียงซัดซ่าคล้ายคลื่นน้ำอยู่รอบกาย พร้อมกับพื้นที่นอนอยู่โยกคลอนขึ้นลงเป็นจังหวะ พยายามขยับจะยันกายลุกขึ้น แต่ความอ่อนล้าก็กดทับไว้จนขยับเขยื้อนยากเย็น ได้แต่นอนนิ่ง ฟังเสียงพูดคุยแทรกอยู่ในเสียงของเครื่องอะไรบางอย่าง คล้ายเสียงรถซึ่งเคยได้ยินบนท้องถนนในพระนคร

“ขุนเอื้อรู้ว่าบ้านข้าอยู่ย่านนี้ แล้วมันก็รู้ว่าข้าลอบขึ้นไปขโมยข้าวของในพระราชฐานบนเกาะสีชังอยู่เนืองๆ ก็เลยฝากอ้ายเด็กนี่มาด้วย ถ้าข้าไม่ทำ มันก็คาดโทษจะแจ้งหลวงให้กุดหัวข้า หะแรกมันจะให้ฆ่าอ้ายเด็กนี่เสียด้วยซ้ำไป แต่ข้าไม่กล้า มันก็เลยให้เอาไปทิ้งที่ไหนก็ได้ อย่าให้กลับไปพระนครได้อีก”

“เอ็งก็เลยต้องจำใจทำรึ มันบาปกรรมนะเอ็ง ยิ่งกว่าโดนอาญาหลวงเสียอีก” เสียงห้าวแหบตอบโต้

“บาปกรรมข้าไม่รู้ว่าชาติไหน แต่กุดหัวขาด มันชาตินี้เลยนะเอ็ง ข้าไม่เอาด้วยดอก” อีกเสียงหนึ่งแย้งดัง

“ข้าไม่รู้ว่าจะเกลียดชังอะไรมันนักหนา มันน่าสงสารอยู่ไม่น้อย ซ้ำตายังบอดเสียอีกข้าง อีลูกสาวพระยานั่นก็อีกคน จิตใจหยาบช้านัก” เสียงห้าวแหบอ่อนลง

“ข้าไม่รู้ แต่อย่างไรเสีย ข้าก็ได้เบี้ยเป็นค่าจ้างจากขุนเอื้อมามากโขอยู่” อีกฝ่ายตอบ “เฮ้ย! เกาะข้างหน้าโน่นท่าจะดี เหมือนจะร้าง คงไม่มีคนมาแถบนี้ดอก”

เสียงเครื่องดังกระหึ่มขึ้นจนกลบทุกสรรพเสียง ทับคอแห้งผาก แสงแดดร้อนแรงแผดเผาร่างจนแสบร้อน แต่ไม่อาจขยับกายได้ ทำได้เพียงหลับตาลง ข่มใจกลืนน้ำลายลงคอ แล้วผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย



Don`t copy text!