ภาพภพ บทที่ 35 : ภาพสุดท้าย

ภาพภพ บทที่ 35 : ภาพสุดท้าย

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

หยดของความเย็นฉ่ำร่วงเปาะแปะกระทบใบหน้าปลุกให้ทับตื่นขึ้น แวบแรกมองเห็นท้องฟ้ามืดครึ้มอยู่ในเวิ้งสายตา พร้อมกับเม็ดฝนมากมายร่วงลงมาจากเบื้องบน เสียงครืนดังก้องอยู่ไกลๆ ก่อนจะปรากฎแสงสว่างไล่เป็นเส้นวาบบนผืนฟ้าสีเทาเข้ม ตบท้ายด้วยเสียงเปรี๊ยะของสายฟ้าฟาดชวนหวาดหวั่น

เด็กหนุ่มยันกายขึ้น งุนงงอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะพบว่ากำลังนั่งบนพื้นทรายขาวละเอียด เหลียวไปมองเห็นหาดทรายขาวเชื่อมกับผืนน้ำสีเข้มกว้างไกลสุดสายตา เสียงซัดซ่าที่ได้ยินครั้งแรก น่าจะคือเสียงคลื่นซัดนี่เอง

ทับไม่มีเวลาได้หยุดคิดว่าตนเองอยู่ที่ไหน เพราะหยาดฝนซึ่งเบาบางแต่แรก เริ่มตกกระชั้นถี่และแรงขึ้นตามลำดับ อากาศก็เย็นวูบลงอย่างรวดเร็ว บีบให้ต้องหาที่กำบังเสียก่อน เด็กหนุ่มมองไปเห็นถุงผ้าสองใบกองอยู่บนพื้นทรายจึงรีบคว้าขึ้นมา แล้วฝืนใจวิ่งโผเผเข้าไปในดงไม้บนฝั่ง

ทับลงนั่งหลบใต้ร่มไม้ใหญ่ กิ่งก้านที่แผ่กว้างคล้ายร่มคันใหญ่ ประดับด้วยพุ่มใบหนาทึบกางกั้นสายฝนได้เป็นอย่างดี เด็กหนุ่มเอนหลังพิงโคนต้นไม้ ทอดสายตามองม่านฝนสีเทาหม่น พลางนึกทบทวนเรื่องราวผ่านมา

“นายช่างฝาหรั่งให้ข้ามารับเอ็งไปขึ้นเรือที่ปากน้ำ เขากำลังรออยู่ที่นั่น” ชายร่างท้วม ผิวคล้ำ หน้าตาดุดัน บอกกับทับในเช้าวันนั้น กำชับให้รีบเก็บของออกไปโดยไม่ต้องบอกใครให้รับรู้ เขาจำได้เพียงแค่ว่า ดีใจจนลืมฉุกคิด เผลอดื่มน้ำที่ชายแปลกหน้าส่งให้หลังจากลงนั่งในเรือ จากนั้นก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย

แล้วเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร สองคนนั่นหายไปไหน

นายช่างไปอยู่เสียที่ไหน ไม่เห็นแม้เรือสักลำ มีแค่เพียงหาดทรายว่างเปล่ากับผืนน้ำกว้างไกลภายใต้ผืนฟ้าเวิ้งว้าง

ความหวาดกลัวแล่นเข้าจับหัวใจ รู้สึกได้ถึงความอ้างว้างเมื่อเริ่มตระหนักว่าอยู่คนเดียว ทับเริ่มร้องไห้เหมือนเด็กน้อย กอดถุงผ้าสองใบแนบอกแล้วสะอึกสะอื้นตัวสั่นเทา

“ใครก็ได้..ช่วยกระผมด้วย” เด็กหนุ่มร้องคร่ำครวญ เหลียวมองผ่านม่านน้ำตาไปรอบกายด้วยความหวาดกลัว แดดบ่ายเริ่มอ่อน อีกไม่ช้านานก็จะมืดค่ำแล้ว หัวใจยิ่งหดหู่วังเวงจนต้องร้องไห้โฮ

“นายช่างขอรับ..นายช่างอยู่ที่ไหน มารับกระผมด้วย กระผมกลัว..”

ทับเอนตัวลงนอนบนพื้นทราย สะอื้นไห้จนเหนื่อยอ่อน แล้วเผลอหลับไป

 

อาการปวดกิ่วในช่องท้องตามด้วยเสียงร้องภายใน ทำให้ทับลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความหิวทำให้ลืมความโศกเศร้าไปชั่วขณะ แสงแดดสีเหลืองอ่อนทาบทับบนหาดทรายเหลืองอร่ามดุจทองทา บอกเวลาใกล้สนธยาเต็มที เด็กหนุ่มเปิดถุงผ้า หวังว่าจะพบบางสิ่งที่พอจะประทังความหิวได้ แล้วต้องใจวูบด้วยความผิดหวัง ในถุงใบแรกมีเพียงเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นไม่มากนัก อีกถุงบรรจุกลักสีและน้ำมัน พร้อมพู่กันสำหรับวาดรูป เหลียวมองซ้ายขวา คิดในใจว่าในป่าข้างหลัง น่าจะพอมีผลไม้ขึ้นอยู่บ้าง จึงรีบลุกขึ้นและเดินเข้าไปสำรวจ โชคดีที่เหล่าต้นไม้ใหญ่ ยืนต้นเรียงรายห่างกันทำให้ป่าโปร่ง พอให้ความสว่างลอดลงมาส่องทางได้ ไม้พุ่มก็ไม่สูงและไม่ขึ้นเบียดเสียดจนแน่นขนัด เด็กหนุ่มเดินบุกเข้าไป พลางสอดส่ายสายตามองไปตามพุ่มพฤกษ์ ด้วยหวังว่าพอจะมีผลไม้ป่าอยู่บ้าง

สายลมอ่อนพริ้วพัดพากลิ่นหอมเย็นโชยมาแตะจมูกชวนสดชื่น กลิ่นคุ้นเคยคล้ายดอกไม้บางชนิดดึงร่างผอมบางให้ตามไป ทับใช้มือปัดป่ายกิ่งไม้ระเกะระกะออก มองพ้นแนวพุ่มไม้สูงไป เห็นยอดหลังคาของบ้านโผล่มาท่ามกลางดงไม้ ทำให้หัวใจพองฟู เร่งกระชั้นฝีก้าวไปให้ถึงที่นั่นโดยเร็วที่สุด

จนเมื่อก้าวพ้นแนวไม้หนาทึบออกไป จึงพบว่า เบื้องหน้าเป็นลานกว้างโล่ง มีเพียงไม้พุ่มเตี้ยขึ้นประปราย ถัดไปด้านหลังคือเรือนไม้ชั้นเดียวทรงสี่เหลี่ยม ทั้งหลังเป็นสีเขียวซีดหม่น ใต้หลังคาทรงจั่วสูงมุงด้วยกระเบื้องสีเขียวเข้ม ประดับด้วยเชิงชายฉลุเป็นลวดลายเครือเถา รอบตัวเรือนโอบล้อมด้วยต้นลั่นทมขนาดใหญ่หลายต้น กำลังผลิพวงดอกสีขาวส่งกลิ่นหอมกรุ่นกระจาย

แม้เหลียวมองไปโดยรอบ จะไม่พบใคร แต่ก็อุ่นใจที่เห็นเรือนหลังนี้ อย่างน้อย ก็พอมีที่สำหรับหลบฝนและใช้หลับนอนได้อย่างปลอดภัย ทับตาโตด้วยความดีใจเมื่อพบว่า ถัดจากต้นลั่นทมไปมีกล้วยกอใหญ่ขึ้นอยู่ กำลังออกเครือสวยงามหลายเครือ เด็กหนุ่มวิ่งเข้าไปปลิดผลเหลืองอร่ามมาปอกเปลือก กัดและเคี้ยวกินอย่างรวดเร็วด้วยความหิว เหลือบมองไปเห็นท่อนไม้ขนาดใหญ่วางตั้งอยู่ใกล้กัน ใจกลางแก่นไม้ถูกขุดให้เป็นหลุมลึก บรรจุน้ำใสไว้จนปริ่ม เด็กหนุ่มลองแตะชิมดูก็พบว่ามีรสจืด คาดเดาเอาว่าน่าจะเป็นน้ำฝนที่ขังอยู่ จึงใช้มือวักดื่มอย่างหิวกระหาย

เพียงไม่นานนัก ความมืดก็เริ่มโรยตัวคลุมไปทั่วบริเวณ ทำให้อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็ว เร่งให้ทับเดินเข้าไปในตัวเรือน ทันทีเมื่อเท้าแตะพื้นกระดาน ฝุ่นตลบขึ้นจนคลุ้งขาว ตามด้วยเสียงแหลมเล็กของแผ่นไม้เสียดสีกันดังลั่น แหวกความสงัดเงียบเข้าทิ่มแทงขั้วอารมณ์ เมื่อผลักประตูผ่านเข้าไป ด้านในเป็นห้องโล่งกว้างพอควร ทับใช้ถุงผ้าสะบัดไล่คราบฝุ่นออกพอให้เป็นที่พักนอนได้ เมื่อสายตาเริ่มชินกับความมืด จึงพบว่า ทั้งห้องไม่ได้มืดสนิทนัก แสงเรืองจากด้านนอกพอจะสาดเข้ามาให้มองเห็นทุกอย่างได้

หนุ่มน้อยนอนหนุนถุงผ้าที่ใช้ต่างหมอน งอร่างกอดตัวเองไว้ให้อบอุ่น  เพ่งมองพลางใช้นิ้วลูบไล้ไปบนภาพถ่ายอยู่ในความสลัวราง รำพึงเสียงแผ่วเครืออยู่เพียงลำพัง

“นายช่างขอรับ อยู่เป็นเพื่อนกระผมนะขอรับ” หนุ่มน้อยรู้สึกได้ถึงหัวใจพลันอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด จับรูปถ่ายแนบไว้กับอก หลับตาพริ้มด้วยความอิ่มใจ

เสียงครางต่ำของนกบนคาคบไม้ ไล่จากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่ง แทรกอยู่ในเสียงกรีดปีกของแมลงราตรี คลอเคล้าด้วยบทเพลงจากเกลียวคลื่นแผ่วมาไกลๆ เด็กหนุ่มเห่เพลงแผ่วเบาคล้ายจะกล่อมตนเองให้เข้าสู่ห้วงนิทรา

โอ้ละเห่เฮ้เฮ                      เจ้าขุนทะเลละลอก

คลื่นซัดมาเหมือนจอก          ละลอกซัดมาเหมือนแหน

พลัดพ่อแลพลัดแม่              เลี้ยงเจ้าไว้จะเอาบุญ

ต่อเติบหน้า กล้าแข็ง            มีเรี่ยวแรงจะแทนคุณ

เลี้ยงเจ้าไว้เอาบุญ               เจ้าขุนทะเลละลอกเอย

เช้าตรู่ ทับตื่นลืมตาขึ้นมาพร้อมความหวังในใจ แม้จะถูกโอบล้อมด้วยความโดดเดี่ยวเดียวดายอยู่รอบกาย เขาออกมานั่งบนหาดทราย นั่งมองอยู่อย่างนั้นตั้งแต่เช้าจรดค่ำ กลัวว่าถ้าเผลอหลับหรือเดินไปทางอื่น แล้วจะพลาด เพราะหวังว่าจะมีใครสักคน ผ่านเข้ามาพบและพาเขาไปจากที่นี่

แต่หลายคืนวันผ่านผันไป มองเห็นเพียงท้องทะเลว่างเปล่า ไร้ร้างสรรพสิ่งมีชีวิตใดผ่านเข้ามาในสายตา ความหวังเริ่มแห้งเหือดไปจากใจ ไม่ต่างจากน้ำตาไหลรินอาบแก้มครั้งแล้วครั้งเล่า จนที่สุด ต้องยอมถอดใจ ปล่อยชีวิตผ่านไปแต่ละวันด้วยความสิ้นหวัง

เด็กหนุ่มรื้อของออกจากถุง มีเพียงสีที่บรรจุในกล่องไม้ ขวดแก้วใส่น้ำมันและพู่กัน ยิ่งชวนให้คิดถึงคนที่เคยมอบให้ นั่งมองรูปถ่ายในมือผ่านม่านน้ำตาหม่นมัว เสียงทุ้มกังวานก็คล้ายจะแว่วอยู่ริมหู

“วันหนึ่ง ถ้าเราต้องจากกันไป เมื่อใดที่คิดถึงฉัน ให้เธอวาดรูปนะทับ”

ทับตัดสินใจเตรียมอุปกรณ์เพื่อลงมือวาดรูป รูปแรกเริ่มจากผนังด้านหนึ่ง โถมความคิดถึงทั้งหมดผ่านปลายแปรงไปประทับบนผนังไม้ รูปหนึ่งไปสอง สาม แล้วไล่เลาะไปยังผนังอีกด้านหนึ่ง จนบนฝาเรือนสองด้านเต็มไปด้วยรูปชายหนุ่มใบหน้าคมสัน ผมหยักศกสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาสีเทาเจือน้ำตาลดูอบอุ่น งดงามเหมือนจริงราวกับตัวตนของจิอานโนมานั่งอยู่ที่นี่ ทับมองรูปเหล่านั้นด้วยแววตาแห่งความรักและคิดถึงจนสุดหัวใจ เอียงใบหน้าเข้าแนบกับผนังพลางรำพึงรำพัน

“กระผม..คิดถึงนายช่างเหลือเกินขอรับ”

 

ทับตื่นขึ้นมาในเช้าอีกวันด้วยความอ่อนเพลีย รู้สึกตัวร้อนรุม แดดยามสายที่เคยร้อนแรง กลับไม่ช่วยให้ความหนาวเยือกซึ่งเกาะกุมทั่วร่าง คลายลงได้เลย แต่ยังฝืนจับพู่กันวาดภาพ เพราะผนังสุดท้ายเหลือพื้นที่อีกเพียงเล็กน้อยก็จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว เมื่อมองภาพร่างเส้นใบหน้าของนายช่าง ก็เรียกกำลังใจให้กัดฟันทำงานต่อไปได้

บ่ายคล้อย ภาพจิอานโนลงสีเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทับป้ายน้ำหนักสีสุดท้าย พร้อมกับมือซึ่งพยายามยื้อต้านความอ่อนล้าตกวูบลง พู่กันที่จับไว้ร่วงลงกระทบพื้นแล้วกลิ้งกระดอนไปห่างตัว เด็กหนุ่มยังมีสติพอจะรับรู้ถึงความร้อนสุมไปทั่วกายด้วยพิษไข้พุ่งสูง ร่างผอมบางสั่นสะท้านด้วยความหนาว ทรุดลงนอนกับพื้น เสียงครางแหบระโหยจากริมฝีปากแห้งผากและร้อนรุม

“กระผม..วาด..รูปนายช่าง..เสร็จแล้วขอรับ”

เด็กหนุ่มกวาดมือสั่นเทา คลำหาภาพถ่ายบนพื้นห้อง หยิบขึ้นแล้วปรือตามอง แม้ภาพนั้นจะเห็นรางเลือนเพราะสายตาที่เหลือเพียงข้างเดียวเริ่มพร่ามัว แต่ยังคงแจ่มชัดเสมอในความทรงจำ ทับกอดร่างสั่นเทาของตนเองไว้ อาการหนาวสะท้านยิ่งทวีขึ้นหลายเท่าจนบังคับตัวเองไม่ได้ สติเริ่มเลื่อนลอย พยายามผงกศีรษะขึ้นมองภาพบนผนัง ราวจะประทับไว้ในความทรงจำตลอดไป รอยยิ้มแห่งความสุขระบายบนใบหน้าแดงก่ำ แผ่วรำพึงภายในใจถึงคนที่ตนรักและคิดถึงสุดหัวใจ

“นายช่างขอรับ ถ้าชาติหน้ามีจริง กระผมได้ไปเกิดใหม่ แล้วเราได้พบหน้ากันอีกครั้ง นายช่างจะจำกระผมได้ไหมขอรับ กระผมขออธิษฐานด้วยความรัก ขอให้มีอะไรบางอย่าง ช่วยดลให้เราจำกันได้อีกครั้งนะขอรับ”

ก่อนสัมปชัญญะจะลบเลือนจากมโน ทับจับรูปถ่ายในมือเข้าไปจุมพิต ก่อนจะวางไว้แนบอก กอดแนบแน่นราวกับกลัวว่าจะหลุดหายไป เสียงสั่งสุดท้ายแผ่วโหยราวกระซิบ

“กระผม..ลา..ก่อนขอรับ..นายช่าง”

แดดอ่อนแสงลง เตรียมลาลับผืนฟ้า อีกไม่ช้านานราตรีก็จะมาเยือน คืนวันหมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่เคยหยุด แต่ชีวิตหนึ่ง ได้พักลงแล้วชั่วกาลนาน

สายลมนอกตัวเรือนพัดพลิ้วแผ่วดูเศร้าสร้อย พัดเอาดอกลั่นทมสีขาวปลิดจากขั้ว ปลิวร่วงหล่นบนพื้นหญ้า คล้ายจะไว้อาลัยให้กับความรักของทับ เด็กหนุ่มผู้แสนอาภัพ

 

เมลินหอบอารมณ์ขุ่นมัวเดินเข้าร้านอาหารญี่ปุ่น หลังเสร็จจากการคุยงานกับลูกค้าเรื่องเยอะ วุ่นกับการแก้โปรเจกต์งานกลับไปกลับมา จนเลยเวลาของมื้อเที่ยงไปร่วมสองชั่วโมง

ภายในร้านตกแต่งทันสมัยและสงบเงียบ เธอเลือกที่นั่งด้านในสุดและเป็นบริเวณซึ่งเย็นสบายด้วยเครื่องปรับอากาศ กำลังจะหย่อนกายลงนั่ง สายตาเหลือบไปเห็นบุรฉัตรกำลังเดินผ่านประตูหน้าร้านเข้ามา ทำให้ใจเต้นขึ้นมาในทันที แต่ก็เพียงไม่กี่วินาที หญิงสาวที่เดินตามหลังมา กลับลบความรู้สึกชุ่มชื่นออกไปจนหมด

เมลินกระแทกกระเป๋าถือลงบนโต๊ะ หย่อนกายลงนั่งทางฝั่งซึ่งเลี่ยงสายตาผู้คนได้ดี แว่วเสียงพูดคุยดังใกล้เข้ามา และมาหยุดอยู่ใกล้โต๊ะของเธอ โชคดีที่เก้าอี้ถูกออกแบบมาให้พนักพิงสูงท่วมหัว จึงไม่มีใครมองเห็นเธอ

หญิงสาวใช้วิธีชี้นิ้วไปบนเมนูอาหารที่ต้องการ ให้กับบริกรที่ยืนรอบันทึกรายการ แทนการพูด เสียงสนทนาสลับเสียงหัวเราะฟังขัดหู พาให้ฉุนหนักขึ้นไปอีก โดยเฉพาะน้ำเสียงของอเดลลา อดไม่ได้ที่จะนึกหมั่นไส้

“ที่เดลเล่าว่าเศร้าแล้วนะ แต่ที่เอ็งเล่านี่ สุดจะดราม่าเลยว่ะ” เสียงทุ้มฟังคุ้นเคย เมลินเดาว่าน่าจะเป็นเสียงนลธวัช เพื่อนสนิทของบุรฉัตร “เอ็งรู้รึเปล่า ตอนเอ็งนอนบนเตียง น้ำตาเอ็งไหลด้วยนะเพื่อน”

“ข้าไม่รู้ตัวหรอก” เสียงทุ้มนุ่มตอบ

“สงสารทับค่ะคุณฉัตร ชีวิตของเขาเศร้ามากจริงๆ” เสียงหวานใสเอ่ยขึ้น

เมลินเบะปาก ค้อนส่งให้ผนัง พร้อมกับทำปากขมุบขมิบว่า “ดัดจริต..”

“ชาติก่อน เอ็งลำบากยากแค้น แต่ชาตินี้ เขาก็ชดเชยให้จนเต็มที่แล้ว ทีนี้เอ็งเชื่อหรือยังว่าเอ็งคือทับในชาติที่แล้ว”

สิ่งที่จิตแพทย์หนุ่มกล่าวถึง ทำเมลินหูผึ่ง นั่งนิ่ง ตั้งใจฟัง

“เชื่อครึ่งหนึ่งว่ะ” บุรฉัตรตอบ เสียงเบากว่านลธวัช เมลินต้องตั้งใจจับน้ำเสียง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ “แต่ถ้าจะให้มั่นใจเต็มร้อย ข้าต้องไปให้เห็นกับตาว่าเกาะที่ทับถูกเอาไปทิ้งมีอยู่จริง โดยเฉพาะภาพบนฝาในบ้านไม้หลังนั้น”

ความสงสัยผุดขึ้นในใจ พวกนี้กำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่ มีชาติก่อนชาตินี้ และเอ่ยถึงบุคคลที่เธอไม่เคยได้ยินชื่อ

“มันต้องมีอยู่จริงสิ ข้ามั่นใจ” เสียงเพื่อนของบุรฉัตรเอ่ย “เออ พูดถึงภาพวาด อายุเป็นร้อยปี นั่นมันค่ามหาศาลเลยนะเว้ยไอ้ฉัตร ว่าแต่ทับบอกว่าเกาะนั่นอยู่ที่ไหนวะ”

คำว่าภาพวาด ทำให้เมลินสนใจจนต้องเอียงหูแนบกับพนักพิง กลั้นใจฟังคำตอบจากอีกฝ่าย

“ทับได้ยินสองคนนั่นคุยกัน เห็นพูดถึงพระราช..”

“ขออนุญาตเสิร์ฟอาหารนะคะ” เสียงบริกรหญิงดังทับเสียงของบุรฉัตรซึ่งเบาอยู่แล้ว เมลินฉุนกึก ตวัดตามอง ชักสีหน้าใส่ แต่ไม่กล้าพูดอะไร ค้อนขวับด้วยหางตาแล้วยกมือปัดเป็นเชิงให้บริกรคนนั้นออกไปเมื่อเสร็จภารกิจ หญิงสาวพ่นลมหายใจด้วยความขัดเคือง เพราะชวดที่จะได้รู้ถึงทำเลของเกาะที่บุรฉัตรเอ่ยถึง

เมลินกดปุ่มเปิดหน้าจอโทรศัพท์ แล้วพิมพ์ข้อความส่งถึงเอกกมล บอกว่าอยากพบ มีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย รอเพียงครู่เดียว สัญญาณเสียงข้อความเข้าดังขึ้น เอกกมลตอบกลับมาว่า ให้ไปพบที่ห้องบนคอนโดกลางเมืองได้เลย

เมลินต้องทนนั่งแกร่วด้วยใจร้อนรุ่มอยู่ร่วมชั่วโมง รอจนกลุ่มของบุรฉัตรออกไปจากร้าน แล้วจึงรีบบึ่งรถตรงไปหาเอกกมลทันที

เมลินแตะการ์ดแล้วผลักประตูเข้าไป เห็นเอกกมลสวมเสื้อคลุม กำลังยืนมองแสงไฟพร่างพราวของทิวทัศน์ใจกลางเมืองหลวงยามราตรี ผ่านกระจกบานใหญ่ซึ่งกรุเป็นผนังด้านหนึ่งของห้องหรู หญิงสาวเดินตรงไปหาเขา สวมกอดชายหนุ่มจากด้านหลัง อิงศีรษะซบแผ่นหลังพลางเอ่ยออดอ้อนเสียงแผ่ว

“เมย์เหนื่อยมากเลยค่ะเอก”

“ไปอาบน้ำก่อนสิครับ เดี๋ยวผมจะนวดให้คุณหายเหนื่อยเอง”

หัวใจเมลินชุ่มชื่นขึ้นด้วยคำพูดเพียงเท่านี้เอง มือแกร่งกร้านวางประกบมือของเธอ สัมผัสอ่อนละมุน ปัดเป่าความเหนื่อยล้าหายไปเป็นปลิดทิ้ง

เอกกมลรู้วิธีที่จะปรนเปรอหญิงสาว เมลินไม่เคยหลุดรอดไปจากกรงเสน่หาที่เขาครอบวางไว้ได้ ต่อให้หล่อนเตลิดไปแห่งหนไหน ท้ายที่สุด ก็ต้องพาตัวเองกลับมาเข้ากรงอย่างว่าง่าย

“ภาพวาดบนฝาผนังอายุเป็นร้อยปี แถมมีสตอรี่น่าสนใจอีก ถ้ามีจริงละก็ เราจะรวยระเบิดระเบ้อกันเลยนะเมย์” สีหน้าเอกกมลระบายด้วยรอยยิ้ม แววตาเป็นประกายด้วยความสุข เขาครึ่งนั่งครึ่งนอนพิงหมอน โดยมีร่างของเมลินนอนทอดระทวยอยู่ในวงแขน

“จริงเหรอคะเอก” เมลินหันหน้ามามอง ชายหนุ่มใช้มือไล้ไปบนลำแขนกลมกลึง เลาะเรื่อยขึ้นไหล่นวลเนียน ก้มลงจุมพิตซอกคออีกฝ่ายขณะเอ่ย

“พวกนักสะสมต้องตาลุกวาวกันเลยละ งานเก่า มีคุณค่าแบบนี้ ใครก็อยากได้ เชื่อดิ ถ้าเอาลงประมูลนะ รับรองเพจแตก”

“แต่เมย์ได้ยินไม่ถนัดว่าเกาะนั่นอยู่ที่ไหน นึกแล้ว ก็เกลียดอีเด็กนั่นจริงๆ มาขัดจังหวะได้พอดิบพอดี”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า” ชายหนุ่มปลอบ “ผมมีวิธีที่จะรู้ว่าไอ้เกาะนั่น มันอยู่ที่ไหน แต่คุณก็ต้องช่วยผมนะ”

“ช่วยยังไงละคะ”

“เดี๋ยวถึงเวลา ผมจะบอกคุณเอง” เอกกมลผละจากการสวมกอดเมลิน เลื่อนตัวลงมายืนข้างเตียง ก้มลงคว้าเสื้อคลุมซึ่งถอดวางไว้บนพื้นขึ้นมาสวม ชายหนุ่มเดินไปยังโต๊ะกลางห้อง จับแก้วทรงสูงสองใบบรรจุน้ำใส เดินกลับมาที่เตียง ทรุดตัวลงนั่งแล้วยื่นใบหนึ่งให้หญิงสาว เขาสอดมือซึ่งจับแก้วเกี่ยวแขนของเมลินที่จับแก้วไว้เช่นกัน ยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้

“ฉลองรอได้เลยนะเมย์ ผมรับรอง เสร็จงานนี้ เราจะสบายไปตลอดชีวิต” ชายหนุ่มยกแก้วขึ้นจิบ ส่งสายตามีความหมายให้ผู้ที่นั่งอยู่บนเตียง “ผมไม่อยากเหนื่อยอีกแล้ว อยากปักหลักชีวิตกับใครสักคนเสียที”

แม้จะใกล้ชิดสนิทสนมกันมาเป็นเวลานานแล้ว แต่เมลินก็ยังไม่วายสะเทิ้นอาย แววตากรุ้มกริ่มฉาบหวานเชื่อมแบบนี้ ที่หลอมละลายหัวใจเธอให้ยอมศิโรราบได้ทุกครั้ง

ถ้อยคำที่ได้ยินจากปากเอกกมล จุดแสงแห่งความหวังสุดท้ายในชีวิตผู้หญิงวัยเฉียดสามสิบให้สว่างขึ้น หลังจากไฟความรักจากบุรฉัตรมอดดับไปแล้ว ภาพฝันงานวิวาห์ผุดขึ้นในห้วงคิด ชีวิตสุขสบายเนรมิตได้ดังใจด้วยเงินทองมหาศาล ตามคำบอกเล่าของชายหนุ่มตรงหน้าเธอขณะนี้

“เมย์ยินดีค่ะเอก” เมลินบอก ตอบกลับความในใจด้วยแววตาลึกซึ้ง แล้วซบลงบนอกกว้างของชายหนุ่ม สอดมือเข้าตระกองกอดแนบแน่น

เอกกมลจุดรอยยิ้มตรงมุมปาก แววตาฉายความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะคาดเดาได้

 



Don`t copy text!