พันเพลงพิณ บทที่ 7 : โจร ลิง เสือ

พันเพลงพิณ บทที่ 7 : โจร ลิง เสือ

โดย : หัสวีร์

พันเพลงพิณ โดย หัสวีร์ เมื่อเสียงพิณของชายหนุ่มลึกลับอย่างพันแสง ทำให้เสือร้ายสงบลงได้ นี่คือคำสาปที่มีเพียงเขาและสร้อยคำเท่านั้นที่จะแก้ไขได้ ถ้าคุณมีความเชื่อเรื่องเสือร้าย นิยายออนไลน์ เรื่องนี้ คืออีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

****************************

– 7 –

แสงส้มอ่อนลงเรื่อยๆ แต่พันแสงก็ยังไม่ได้ยินหญิงสาวตะโกนบอกว่าอาบน้ำเสร็จ รู้สึกว่าผิดปกติ หันไปมอง ก็ไม่พบสร้อยคำ ชายหนุ่มลุกขึ้นด้วยความตกใจ รีบวิ่งลงมา

“สร้อยคำ สูมีไหน สร้อยคำ” ตะโกนเรียกก้องป่า แต่ก็ไร้เสียงตอบรับ

“สร้อยคำ!” ใจหายวูบ หรือนางจะแกล้งทำเป็นอาบน้ำแล้วแอบหนีไปแล้ว พันแสงวิ่งกลับไปหยิบดาบคู่กาย แสงอัสดงเจือจางลงทุกขณะ

สร้อยคำพยายามสะบัดตัวหนี แต่แรงของโจรร้ายมีมากกว่า มันฉุดกระชากลากเธอมายังป่าชุก ผลักเธอลงบนพื้นหญ้า ร่างบางล้มคว่ำ พลิกตัวถอยหนี โจรร้ายดึงผ้าที่คลุมหัวล้านออก เผยให้เห็นใบหน้าเหี้ยมเกรียม

“ไปได้ของดีมาจากไหน ไอ่ดีควาย” เสียงหนึ่งถาม สร้อยคำหันขวับ พบว่ามีกลุ่มพวกมันที่รออยู่แล้วอีกถึงสี่คน

“ข้าเดินเซาะหาน้ำกิน ปะอี่นางนี้กำลังอาบน้ำ ผิวขาว” ดีควาย บอกกับทุกคนด้วยสีหน้าหื่นกระหาย

ชายร่างเล็ก คางและจมูกแหลมเหมือนหมาป่า เดินเข้ามาจ้องหญิงสาวก่อนจะยิ้มมุมปาก

“กลางป่า กลางดอย มีคนงามตวยกา”

“ข้าก่อแปลกใจ คืนนี้เฮาคงบ่ง่อม ข้าจะได้กอดสาวเนื้อหอมๆ” ดีควายพุ่งตัวเข้ามาหมายจะคร่อมร่าง สร้อยคำรีบหลบไปอีกทาง แต่กลับถูกพวกมันล้อมไว้

“ไอ้ดีควาย กูเป๋นลูกพี่มึง ต้องเป็นกูสิ ที่ได้เป๋นผัวของอีนี้ก่อน” ไอ้คางแหมลุกขึ้นและถอดเสื้อ พร้อมกับหันไปสั่งสมุนที่เหลือ

“จับแขนจับขาอีอีนี่ไว้ เสร็จจากกูก่อถึงตามึงเขา”

ทั้งหมดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกมันมีสีหน้าหื่นกระหายแลบลิ้นเลียปากอย่างน่ารังเกียจ

“อย่าเข้ามาเน้อ ถ้าหมู่สูบ่อยากตาย” สร้อยคำเอ่ย พร้อมกับถอยร่น ชายคนแรกวิ่งเข้ามาจับแขน เธอสะบัดและถีบเข้าที่อกจนมันหงายหลัง อีกคนเข้ามาทางขวาเธอก็เตะก้านคอไปจนล้ม เอาสิ…เธอก็นักรบคนหนึ่ง แต่เมื่อดีควายเอาหัวล้านแข็งๆ พุ่งโหม่งเข้าที่ท้อง สร้อยคำก็เจ็บจนตัวงอ

“สมน้ำหน้า ฤทธิ์นักกา” คางแหลมหัวเราะชอบใจ และปลดกางเกง ลูกน้องที่เหลือจับแขนขาสร้อยคำขึงพืด

“อย่า…” เธอร้องขอ แต่จุกไปทั่วท้อง ดวงตาเริ่มเลือนราง

“ถอดเสื้อมันออก” แววตาหัวหน้าโจรเช่นหมาป่าจอมตะกละที่เจอเหยื่ออันโอชะ

ดีควายแกะกระดุมเสื้อเม็ดเล็ก พวกเขาฮือฮาเมื่อเห็นเนินอกขาว จะขัดใจนิดหน่อยที่ทุกอย่างรอบตัวเริ่มมืดลงเพราะรัตติกาลมาเยือน…

ลูกพี่ของกลุ่มโจรขึ้นคร่อมร่าง สร้อยคำตัวสั่น เกร็ง เธอเงยหน้าตาเหลือก รู้สึกเหมือนร่างจะแตกเป็นเสี่ยงๆ

“กูยังบ่ทันได้ทำอะหยัง อีนี่ก่อขึ้นสวรรค์ไปก่อนละกา” คางแหลมพูดไปหัวเราะไป และเมื่อทุกอย่างมืดเหมือนปานดำมาบังตา กำลังจะเชยคางเหยื่อขึ้นมาเลียดม มือที่สัมผัสก็รู้สึกว่าตัวเธอนั้นเริ่มมีขน

“ทำไมร่างของมันจึงมีแต่ขน” แม้แต่ลูกน้องที่จับแขนขาก็แปลกใจ

กว่าจะรู้ความจริง ก็ช้าไปเสียแล้ว เพราะสร้อยคำแปลงร่างเป็นเสือผีได้เสร็จสมบูรณ์

“โฮก!”

เสียงคำรามลั่นดังจนทุกคนผงะ

“เสือเย็น!” ดีควายรีบวิ่งก่อนใคร คนอื่นเห็นท่าไม่ดีแตกกระเจิงไปคนละทิศ ส่วนลูกพี่คางแหลมยังตั้งสติไว้มั่น จะหนีก็ดูใจเสาะเพราะเขาเองก็พอมีวิชาอาคม พยายามนึกถึงบทสวดของครูบาอาจารย์

“มะ อะ อุ…” ท่องยังไม่จบก็ถูกเขี้ยวคมของเสือดำงาบเข้าที่คอ เลือดสาดกระจาย พยัคฆ์ร้ายคาบเหวี่ยงร่างเขากระเด็นไปไกลกว่าห้าเมตร

มันไม่กินเหยื่อ แต่ตัดสินใจวิ่งตามอีกสองคนที่เหลือ และไม่นานก็ได้ยินเสียงร้องหวยโหนลั่นป่า

ดีควายวิ่งหนีขึ้นต้นไม้ ยกมือวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์

“เจ้าป่าเจ้าเขา เทวาอาฮัก ช่วยลูกตวยเต๊อะ ข้าสาบานถ้าข้ารอดไปได้ ข้าจะย้างเป๋นโจร จะขอห่มผ้าเหลืองเป็นบุญบารมี” พูดด้วยน้ำตาก็ไหลพราก แถมขี้เยี่ยวก็เปียกเลอะเต็มกางเกง ไม่ทันตั้งตัว เจ้าเสือผีก็กระโดดไต่ตามขึ้นมา

“อย่า! อีเสือผี ข้าขอสูมา ละเว้นชีวิตข้า อย่าได้จองเวรจองกรรมกันเลย ข้าบ่เอาแล้ว ฮือๆ”

เสือร้ายไม่สน ตั้งใจจะเอาชีวิตไอ้หัวโล้นท่าเดียว จนจิตสำนึกบางส่วนได้ยินเสียงเรียกชื่อ…

“สร้อยคำ!”

มันชะงักและหันไปมองด้านล่าง คุ้นหน้าชายหนุ่มที่ถือคบไฟแต่จำไม่ได้ เสือดำไม่รอช้า กระโดดลงมาอ้ากรงเล็บ หวังจะเอาเลือดหัวออกอีกคน

ทั้งคู่จ้องตากัน ราวกับว่าหากใครเผลอกะพริบตาก่อนต้องเป็นฝ่ายแพ้ พันแสงแน่วแน่ ชูคบไฟไปมาเพื่อเรียกสติหญิงสาว

“สร้อยคำเหย…นี่ข้าเอง พันแสง” ชายหนุ่มเอ่ยช้าๆ แต่ดูไม่เป็นผล นางเสือผียังคำรามในคอ พอได้จังหวะก็กระโดดเข้าหา บุรุษหนุ่มกลิ้งตัวหลบด้วยความไว เสือดำเอี้ยวตัวหันมาตามตะครุบ พันแสงถอย เมื่อตั้งหลักได้ก็พุ่งตัว ซัดหมัดเข้าเต็มหน้า

“โครม!” ร่างเสือเซถลา ชายหนุ่มไม่รอช้ากระโดดเข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างไม่เกรงกลัว

ดีควายที่อยู่บนต้นไม้ได้แต่อ้าปากค้าง ตกตะลึงที่เห็นชายหนุ่มปลุกปล้ำใช้เชือกมัดเสือจนมันแน่นิ่ง เมื่อเห็นว่าปลอดภัย โจรร้ายที่เหลือเพียงคนเดียวจึงปีนต้นไม้ลงมา

“ท่านหยังมาเก่งแต้เก่งว่า ข้าขอยอมฮับ” ดีควายยกมือไหว้ทั้งๆ ที่ขายังสั่น ก่อนจะหันไปยังเสือดำที่ถูกมัดปากและเท้า ไอ้หัวโล้นสะแหยะยิ้ม เดินเข้าไปหายกเท้าหมายจะกระทืบ

“ผลัก!” กลับเป็นเขาเองที่ถูกพันแสงถีบไปให้พ้นทาง

“ห้ามยุ่งกับเสือตัวนี้ ข่าบ่ฆ่าสูก่อดีเท่าไหร่แล้ว ที่มายุ่งกับเสือของข้า ไป๊! ไปไหนก่อไป” พันแสงชี้หน้าตวาด ดีควายวิ่งหนีหายลับไปในดง

หนุ่มหล่อถอนหายใจ ก่อนจะยื่นหน้าเข้าใกล้เสือดำ “สวกเหมือนเดิม ทำข้าเจ็บแหมแผลแล้ว” เขายื่นแขนที่มีรอยเล็บเป็นทางยาวให้ดู

“แต่บ่ต้องห่วง ข้าจะหายามาทาคนเดียว”

พระจันทร์ลอยอ้อยอิ่งขึ้นเหนือดอย พันแสงแบกร่างเสือที่ถูกมัดไว้บนบ่า เดินกลับไปที่เนินเขา วางเสือผีตัวนั้นใกล้ๆ ก่อนจะก่อกองไฟให้แสงสว่าง

นางเสือผียังมองเขาอย่างเคืองขุ่น และเมื่อพันแสงหันมาเห็นก็แลบลิ้นใส่

“บ่ต้องมาผ่อข้าจะอั้นสร้อยคำ อยากกินข้ากา”

กองไฟสีส้มลุกโชติช่วง บางช่วงมีลมพัดทำพระเพลิงลุกสะบัด พันแสงอาบน้ำเสร็จ เดินเช็ดเนื้อเช็ดตัวมานั่งข้างๆ สัตว์ร้าย

“ข้าบ่ขึ้นไปนอนบนต้นไม้ละดีกว่า จะนอนเป็นคู่สู แล้วข้าจะเอาผ้าคลุมสูไว้ เผื่อสู่คืนร่างมาเมื่อเช้าจะได้บ่อาย” พันแสงสะบัดผ้าคลุมทับร่างเสือ เตรียมเสื้อผ้าให้เธอไว้พร้อม

ชายหนุ่มถอนหายใจ “เฮ้อ! เฮาจะต้องอยู่กันหยังอี้ทุกคืนเลยกา สูนี่ก่อใจดำ เดินทางมาตวยกันแต้ๆ แต่พอเข้าคืนเมื่อใด ก่อปล่อยหื้อข้าอยู่คนเดียว”

พันแสงยิ้มให้เสือผี ก่อนจะจัดแจงนอนในท่าที่สะดวก แหงนมองฟ้าสลับกับมองหน้าเสือสาว กระทั่งเห็นมันหลับไป ชายหนุ่มจึงวางใจดำดิ่งสู่นิทรา

 

ลูกหาบสองคน ช่วยกันสุมไฟจนมีควันหนา เพื่อไล่ยุงให้กับสัตว์ต่างที่กำลังนอนพัก เสียงเศษฟืนแตกเมื่อโดนความร้อน ดังผสมโรงกับเสียงหริ่งเรไร

นายอำเภอครรชิตออกมานั่งเอกเขนกมองเดือนดาว วิสกี้ลงแก้วก่อนจะหยิบซิการ์ราคาแพงออกมา ยังไม่ได้จุดไฟ พลันก็นึกเป็นห่วงลูกสาวอยู่ครามครัน ป่านนี้ยุวดีลูกรักจะเป็นเช่นไรหนอ ทองเดินเข้ามานั่งใกล้ๆ จึงจุดไฟแช็คให้ผู้เป็นนาย คนแก่กว่าเอ่ยขอบใจพร้อมกับยื่นแก้วให้

“วิสกี้ ดื่มเล็กน้อยก่อนนอน เพื่อให้ท้องไม่ผูกเวลาเดินป่า เจ้านายผู้ใหญ่เวลาเข้าป่าล่องไพรก็มักจะทำกันอย่างนี้”

ทองรับแก้วมาดื่มจนหมดพร้อมกับหน้านิ่วคิ้วขมวดรีบจิบน้ำตาม

“หวังว่าลูกสาวของเราจะยังปลอดภัยนะครับ” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ย พร้อมกับถอนหายใจ

“ต้องปลอดภัยสิ หลวงปู่ท่านก็บอกไว้อยู่”

ทองพยักหน้า

“คนอื่นๆ เป็นยังไงมั่ง” นายอำเภอหันมาถามถึงความเรียบร้อย คืนนี้พรานนกให้ขบวนพักค้างที่ลานกว้าง ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ใหญ่ พอมีหญ้าให้สัตว์ต่างได้เล็มเป็นอาหาร ชายชราผู้นำทางยังบอกอีกว่า ที่นี่ไม่มีอันตรายใดๆ

ลูกหาบนำฟืนมาเติมกองไฟกลางลาน พร้อมกับจัดเตรียมกางเต็นท์ให้กับนายอำเภอและผู้ใหญ่บ้าน ส่วนทหารสี่นายเตรียมถุงนอนมาเองไม่รบกวนใคร พวกเขาก่อไฟนอนใต้ต้นไม้ใกล้ๆ

ครรชิตแลตาไปยังสองหนุ่มเพื่อนลูกสาว ทั้งคู่ดูประดักประเดิดมาตลอดวัน เห็นแล้วขัดหูขัดตา

“ทอง ไปดูไอ้เด็กเมืองกรุงสองคนนั่นหน่อย กลัวว่าจะมาเป็นภาระเสียเปล่า”

“ผมไปถามแล้วครับนาย สองคนนั้นบอกว่าสบายดี ไม่ต้องห่วง คงไม่อยากจะรบกวนอะไรพวกเรามาก”

ดึกร้างน้ำค้างร่วงผล็อย ครรชิตนอนพลิกตัวเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ เข้านอนตั้งแต่สามทุ่มผ่านมาเกือบสามชั่วโมง จนป่านนี้ก็ยังไม่หลับ คิดจะออกไปดื่มวิสกี้อีกซักเป๊กสองเป๊ก แต่กลางป่ากลางเขา เกิดหลับลึกเกินไปจะเป็นอันตรายโดยไม่รู้ตัว

กะพริบตาในความมืด นอกเต็นท์เห็นแสงไฟวับแวม ลูกหาบที่เฝ้าเวรยังคงระดมฟืนไม่ให้มันขาดช่วง คนโบราณว่าไฟช่วยป้องกันสัตว์ร้ายไม่ให้เข้ามาหา พยายามข่มตาหลับอีกรอบ กำหนดลมหายใจเข้าออก พุธ…โธ ให้เห็นแสงแก้วมณีสีใสลอยเด่นอยู่กลางท้อง หวังเอาสติพาจิตให้พักผ่อน

เสียงแมลงค่อยๆ เงียบ น้ำค้างกลางหาวเริ่มทอนเสียง ทุกอย่างสงบจนกำลังจะดำดิ่ง

“เฮ้ย!” เสียงดังจากด้านนอก ทำให้นายอำเภอลืมตาโพลง รีบดีดตัวลุกนั่งเงี่ยหูฟังเสียง ลูกหาบที่เข้าเวรเคลื่อนไหววิ่งไล่อะไรบางอย่าง

ครรชิตรีบจับปืนคู่ใจ มุดตัวออกมาจากเต็นท์ สีหน้าของทุกคนกำลังแตกตื่น มองไปยังบนกิ่งไม้สูง

“เกิดอะไรขึ้น!”

“มีอะหยังบ่ฮู้ อยู่บนต้นไม้ครับนายอำเภอ”

คนถือปืนเงยหน้าขึ้นมองลำต้นประดู่ป่า กิ่งก้านทะมึนดำแผ่ไปในเงาราตรีกาลเหมือนปีกของปีศาจ แสงจากกองไฟยังส่องให้เห็นว่าข้างบน มีดวงตานับร้อยคู่

ทองออกจากเต็นท์มาด้วย เดินมาหยิบด้ามฟืนขึ้นมาส่องเหนือกิ่งไม้ แสงสีส้มไล่ต้อนความมืด จนเห็นว่าสิ่งที่อยู่บนต้นไม้ เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก หน้ามันเหมือนคนแก่ แขนขายาววิ่งไปวิ่งมาอย่างคล่องแคล่ว

“ลิง” ทองเอ่ยออกมา มืออีกข้างรีบจับปืนไว้มั่น

“ไหนว่าที่นี่ไม่มีสัตว์ป่ามารับกวนไงล่ะ” ครรชิตหันไปถามพรานชรา

“ข้ามั่นใจว่าบ่มีแน่ๆ ลิงหมู่นี้อาจจะมาจากทางอื่น” พรานนกแก้ตัว

“เฮาต้องยิงมัน บ่รู้ว่านี่จะเป็นลิงแต้ๆ หรือจะเป็นลิงผี” ทองเกรงว่า เข้าป่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าอาจเป็นผีสางนางไม้ หรือไม่ก็สัตว์ประหลาดในดงลึก

“ดูท่ามันไม่น่าจะมาดี” ครรชิตยกปืนขึ้นมาเล็ง

สัตว์ข้างบนเริ่มเขย่าและวิ่งไปวิ่งมาจนกิ่งไม้สั่นกระเพื่อม เหมือนต้องการก่อกวน ลูกหาบสุมไฟให้ลุกสว่าง ยิ่งส่องเห็นชัดขึ้น หน้าขาวซีด ดวงตาดุร้าย ทั้งตัวปกคลุมด้วยขนสีเทา ส่งเสียงขู่ฝ่อๆ ในลำคอ พวกมันมีเยอะ จึงไม่กลัวคนเพียงสิบกว่าคน มีตัวที่ใหญ่ที่สุด คอยสั่งการอยู่ด้านหน้า

ขณะที่ทุกคนต่างนิ่งเงียบ ไม่รู้จะตัดสินใจยังไง วินาทีนั้นเจ้าลิงจ่าฝูงก็ร้องลั่น พร้อมกับประโดดลงมาจากต้นไม้

ขบวนพักแรมแตกฮือ ฝูงลิงบุกป่วนไปทั่ว บ้างมุดเข้าเต็นท์ บ้างบุกขโมยเสบียงอาหาร พวกมันจงใจจะรื้อค้นทุกอย่างให้วุ่นวาย นายอำเภอเล็งปืนส่ายไปมา ลั่นไกไม่ได้เพราะมันไวกว่า แถมยังหยามหน้ากระโดดขี่คอดึงผม

ภาคภูมินิ่งคิด ก่อนจะจับปืนเล็งไปที่กิ่งไม้แห้งและยิง

“เปรี้ยง!” กิ่งไม้ร่วงหล่นลงมาพร้อมกับผู้บุกรุก พวกมันแตกกระเจิง ลูกน้องทหารที่เหลือจึงช่วยกันสาดน้ำไล่

สัตว์หน้าขนร้องเสียงหลง ด้วยไม่ชอบน้ำเป็นทุนเดิม จ่าฝูงสะบัดขนส่งสัญญาณให้ถอยทัพ เสียงพวกมันจึงค่อยๆ เงียบหายไป เหลือเพียงเสียงร้องของหนุ่มเมืองกรุง

“ตัวเหี้ยอะไรวะ มาตอนไหนวะเนี่ย เมื่อกี้มันขี่คอกูไอ้รุต” คนที่สติแตกมาที่สุดคงเป็นพงษ์ธาดา

“ไอ้พงษ์ ใจเย็นๆ มันไปหมดแล้ว” นิรุตเขย่าร่างให้เพื่อนรักได้สติ แต่เขายังตัวสั่นไม่หาย ภาคภูมิมองอยู่นาน ทนไม่ไหวจึงเข้าไปใกล้และตบหน้าไปหนึ่งที ได้ผล…พงษ์ธาดาเงียบเสียง

“เฮ้!คุณ ไม่เห็นต้องรุนแรงกับเพื่อนผม” นิรุตไม่พอใจ

“เพื่อนคุณส่งเสียงดัง เกิดมีอย่างอื่นได้ยินแล้วแห่กันมาอีก” เขาเสียงแข็ง แววตาคบกริบจนน่าเกรงขาม หันไปมองคนขี้กลัว

“คุณก็เหมือนกัน จะตกใจอะไรนักหนา ก็แค่ฝูงลิงป่า ทำตัวเป็นผู้หญิงไปได้” ภาคภูมิเอ่ย “ที่ได้ยินมา พวกคุณจะไปช่วยเพื่อนหญิงไม่ใช่เหรอ”

“ใช่” นิรุตตอบ

“ผู้หญิงคงได้หัวเราะเยาะ ที่ได้เห็นพวกคุณกลัวแม้กระทั่ง…ลิง”

ทหารลูกน้องหัวเราะคิกคัก

“ทำไมวะก็คนมันตกใจ” พงษ์ธาดาเถียงจนนิรุตต้องรีบห้าม

“ขอบคุณที่เป็นห่วงครับหมวด ต่อไปเราจะพยายามทำตัวไม่วุ่นวายครับ” นิรุตไม่อยากมีปัญหาจึงเอ่ยขอโทษ หมวดภูมิยิ้มเยาะ ก่อนจะเดินจากไปหานายอำเภอ

“ไอ้หมอนี่แม่งโคตรเก๊ก อายุแค่นี้บ้าอำนาจเสียแล้ว แก่ไปคงไม่บ้ามากกว่านี้เหรอวะ” พงษ์ธาดาบ่น

“เออ น่า ปล่อยๆ ไปเหอะ ยังไงก็เพื่อนร่วมทางเดียวกัน นายไปล้างเนื้อล้างตัวดีกว่า”

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับท่านนายอำเภอ ผมขอโทษที่มาช่วยช้า” นายทหารรีบถามถึงความเรียบร้อย

ครรชิตปัดเนื้อตัว “ไม่มีอะไร พวกเราก็แค่ตกใจ”

ผู้ใหญ่บ้านหันไปสอบถามคนนำทาง จึงได้คำตอบมารายงานเจ้านาย

“ลิงเจ้าถิ่นแถวนี้ครับ ไม่มีพิษมีภัยอะไร พวกมันคงมาขโมยอาหาร” ทองตอบ “พวกผลหมากรากไม้ อาหารแห้งถูกมันเอาไปหมดเลย”

นายอำเภอถอนหายใจ “แล้วจะทำยังไงกันละทีนี้”

“คงต้องหาอาหารกันเองแล้วล่ะครับ ในป่าก็คงพอมีอะไรให้กินอยู่บ้าง ก็ต้องช่วยๆ กันไป” หมวดภาคภูมิเอ่ยอย่างไม่หวั่นใจเท่าไหร่

ครรชิตสั่งให้ทุกคนเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ก่อนทิ้งตัวลงนั่งที่ขอนไม้หน้าเต็นท์ของตน รู้สึกปวดตุบๆ ที่ขมับทั้งสองข้าง จึงยกมือขึ้นมาบีบ

“ยาแก้ปวดไหมครับ”

นายอำเภอหันไปมอง เพื่อนของลูกสาวนั่นเอง

“ผมมียาพาราเซตามอลติดตัวมาด้วย” นิรุตนั่งลงแต่ยังยื่นมือไว้เช่นนั้น

“ขอบใจ นิรุต” ครรชิตรับมาและกรอกน้ำตาเข้าปากไป

เมื่อเห็นผู้ใหญ่รับความปรารถนาดีเด็กหนุ่มดูผ่อนคลายลง

“นายเป็นเพื่อนกับยุวดี หรือว่าเป็นแฟน” อยู่ๆ ครรชิตก็ถามตรงๆ

“เป็นแฟนครับ…”

เกิดความเงียบในวงสนทนาครู่ใหญ่

“ฉันก็…ไม่ว่าอะไรหรอก ฉันมันเป็นพ่อที่ไม่เอาไหนสำหรับยุวดีอยู่แล้ว”

นิรุตพูดอะไรไม่ออก

“นายเป็นลูกเต้าเหล่าใครเหรอ แล้วมาเป็นแฟนกับยุวดีได้ยังไง”

เด็กหนุ่มตั้งสติ “ผมเป็นลูกของพ่อค้าเหล็กแถวสามย่านครับ ผมกับยุวดีพบกันที่มหา’ลัย ยุวดีเธอเป็นคนเก่ง กล้าคิดกล้าพูด เป็นผู้หญิงหัวสมัยใหม่”

นายอำเภออมยิ้ม “คบกันมานานหรือยัง แล้วมีแผนจะแต่งงานกันเมื่อไหร่”

สีหน้าคนอ่อนกว่าแย่ลง “เราคบกันมาได้สามปีแล้วครับท่าน แต่ว่าคุณแม่ของเธอ…ไม่ชอบผมเท่าไหร่”

“หมายถึงศรีสุดาน่ะเหรอ” ครรชิตถามถึงภรรยาเก่า

“ใช่ครับ ทั้งคุณนายศรีสุดา ท่านผู้พันองอาจ ทั้งสองอยากให้ลูกสาวแต่งงานกับผู้ดี ไม่ใช่แค่ลูกพ่อค้า…อย่างผม”

“ก็คงเป็นธรรมดาของศรีสุดา ขนาดฉันเอง ยังเป็นความผิดพลาดในชีวิตของหล่อน ที่เคยได้แต่งงานอยู่กินกันมา”

“แต่ความผิดพลาดของท่านก็ได้สร้างสิ่งที่งดงามที่สุดมานะครับ”

ครรชิตมองนิรุตที่ยิ้มด้วยความจริงใจ

“นายเป็นคนมองโลกในแง่ดี มันจะช่วยให้นายไม่รู้สึกว่ามีปัญหา เวลาที่ชีวิตลำบาก”

“ไม่มีปัญหาอะไรหนักหนาหรอกครับ ตราบใดที่เราทนไหว ต่อให้ร้ายแรงแค่ไหน ถ้าไหว ทุกอย่างจะเรียบร้อย”

คำพูดนั้นทำให้ครรชิตมีกำลังใจ “นั่นสินะ”

“มิน่า นายถึงทนลูกสาวฉันได้” คนแก่เอ่ยก่อนจะอ้าปากหาว “ฉันง่วงแล้ว ไปนอนเถอะ พรุ่งนี้เริ่มต้นใหม่ เราจะไปตามหายุวดีด้วยกัน นายและฉันคงต้องใช้โอกาสนี้ พิสูจน์ให้เธอเห็นว่า เรารักและเป็นห่วงเธอมากแค่ไหน”

กองไฟยังไม่มอดดับ มีก้อนถ่านแดงเรื่อในกองขี้เถ้า นกบินหลาดงร้องเจื้อยแจ้วฟังแล้วเหมือนช่างซอขับลำนำแต่เช้า ทำเอาแม้แต่คนขี้เซายังลืมตาตื่น

แสงสว่างจากดอยฝั่งตะวันออกแยงมาจนสร้อยคำต้องหรี่ตา เมื่อปรับให้คุ้นชินจึงนึกได้ว่าตัวเองกำลังนอนคุดคู้อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ รีบดีดตัวลุกขึ้นก็ต้องตกใจเป็นทวีคูณ เพราะถูกมัดมือมัดเท้าในร่างที่เปลือยเปล่า

ใช่…เธอกำลังเดินทางมากับพันแสง หวังว่าเมื่อคืนคงผ่านไปได้ด้วยดี ไม่สิ…จำได้ล่าสุดเธอถูกโจรป่าใจทรามจับตัวไป!

“ตื่นแล้วกา สร้อยคำ” ชายหนุ่มโผล่มาด้วยสีหน้าสดชื่น พันแสงเดินดุ่มเข้ามาและแกะเชือกที่มัดออกให้

“ข้าเจ้าทำอะหยังหื้อท่านเจ็บก่อ” เธอถามพร้อมกับแต่งตัวให้เรียบร้อย สังเกตว่าเขามีรอยขีดข่วนเพิ่มขึ้น

“แผลน้อยเดียว ข้าบ่เป๋นหยัง” ชายหนุ่มพูดอย่างไม่ใส่ใจ “สูล่ะ เจ็บตรงไหน” พันแสงเป็นห่วงเธอมากกว่า

“มีคนมาฉุดข้าที่ธารน้ำ แล้วมันเกิดอะหยังขึ้นต่อ” สร้อยคำพยายามนึก

“พวกโจรป่า สูไล่งับคอมันตายหมดแล้ว”

สร้อยคำสีหน้าสลด

“แต่คนหมู่นั้นก็สมควรตายอยู่แล้ว” พันแสงปลอบ

สร้อยคำลุกขึ้นเพื่อล้างหน้าล้างตา และสูดอากาศของเข้าวันใหม่ เดินกลับมา ที่กองไฟมีไก่ย่างส่งกลิ่นหอยฉุยยั่วน้ำลาย

“กินข้าวกินปลาก่อนเต๊อะ”

สร้อยคำทำตามอย่างว่าง่าย “หยังมาหมั่นแต้ๆ” เธอชมที่เห็นเขาขยัน

คนถูกชมยิ้มแห้งๆ “ข้าก่อเป็นแบบนี้”

พันแสงรู้สึกสบายใจ แม้สร้อยคำจะเป็นคนครึ่งสัตว์ร้าย แต่เธอก็คือเพื่อนร่วมทาง ที่ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ที่สำคัญ เขายังมีคุณค่า มีความหวัง ที่จะช่วยเหลือคนเมืองสาปเสือ

ไม่ใช่เป็นไอ้ตัวซวย…ของคนบ้านดงหลวง

“ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนแล้ว สร้อยคำ” ชายหนุ่มถามเปลี่ยนเรื่อง หญิงสาวมองไปรอบๆ ตัว ก่อนจะชี้นิ้วไปยังแนวป่าทิศเหนือ

“ตรงนั้นคือปากทางเข้าประตูสู่ป่าสวรรค์ที่เราจะต้องผ่านไป หลังจากไปดอยยอดดาว” เธอเลื่อนมือไปชี้ดอยสูงด้านขวา “ถ้าจะอั้นตอนนี้เราก็อยู่ที่ตีนดอยยอดดาวแล้ว เดินขึ้นไปก็คงจะเจอแม่เฒ่าลัวะ”

พันแสงเอ่ยตาเป็นประกาย “หวังว่าแม่เฒ่าเปิ้นจะรู้วิธีแก้คำสาป”

คนงามเม้มริมฝีปาก “ข้าขอโทษที่ทำหื้อท่านลำบาก เวลากลางคืนข้าคงทำให้ท่านต้องระวังตัว”

“เพราะฉะนั้นสูต้องหาย เพราะถึงเวลาเมื่อคืน ข้าจะได้นั่งอู้กับสูพ่อง ฮู้ก่อสร้อยคำ ว่าการอยู่ตัวคนเดียว มันง่อมขนาดไหน”

ชายหนุ่มตอบสีหน้ายิ้มแย้ม แต่คนฟังกลับหัวใจหวาม…

Don`t copy text!