พรางพัสตรา บทที่ 10 : กระจกลวงตา

พรางพัสตรา บทที่ 10 : กระจกลวงตา

โดย : พงศกร

พรางพัสตรา นวนิยายออนไลน์เรื่องล่าสุดโดย พงศกร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เมื่อผ้าคลุมผมเจ้าสาวไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชุดเจ้าสาว แต่คือสิ่งที่นำ ‘ลดานิดา’ ไปเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ความรักของเขาคือความจริงหรือความลวง ผ้าคลุมผมเจ้าสาวนี้มีคำตอบ

***************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ตอนที่พีธันดรโผล่เข้ามาในห้องนั้น ลดานิดาแต่งหน้าและทำผมเสร็จพอดี ผมเผ้าของพระเอกหนุ่มดูยุ่งเหยิง หน้าตาเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน ด้านหลังของเขามีผู้จัดการส่วนตัวเดินตามเข้ามา

“นิดา…ขอโทษนะครับ ผมมาช้าไปหน่อย” เขาทำเสียงออดอ้อน และส่งยิ้มกว้างชนิดที่ใครเห็นก็ต้องใจอ่อน

“ไม่เป็นไรค่ะ” ลดานิดาส่งยิ้มให้เขา และเผื่อแผ่ไปถึงพี่เป้ด้วย “นิดาเองก็เพิ่งจะแต่งหน้าเสร็จ”

“หวัดดีค่า คุณพีท หวัดดีค่า พี่เป้”

เฌอแตมผละจากหน้ากระจกเงาบานยาว เดินมาหาผู้มาใหม่ทั้งสอง เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริง ดวงตาของอดีตนางแบบเก่าจ้องมองรอยคล้ำรอบดวงตาของพีธันดรอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วแกล้งแหย่ว่า

“ไปอดนอนมาจากที่ไหนคุณพีท…มา มา…เดี๋ยวให้ถิงถิงช่วยเนรมิตหน้าให้หน่อย รับรองขาวใส ถ่ายรูปแล้วหล่อสุดๆ”

ถิงถิงที่เฌอแตมเอ่ยถึงคือสตรีข้ามเพศที่รูปร่างและหน้าตาสวยยิ่งกว่าผู้หญิงจริงๆ

ถิงถิงเป็นช่างแต่งหน้าชื่อดัง บรรดาเซเลปและดารานิยมจ้างไปแต่งหน้าด้วยค่าตัวที่แพงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ เฌอแตมต้องใช้ความสนิทสนมส่วนตัว ที่เคยรู้จักกันมานานก่อนที่ถิงถิงจะดัง จึงจะสามารถล็อคคิวช่างแต่งหน้ามือทองได้

“ผมเพิ่งกลับจากคานส์มาได้แค่สองวันเอง พี่แตม” เขาคุยกับอีกฝ่ายอย่างสนิทสนมกันเป็นอย่างดี “ยังรู้สึกผิดเวลาอยู่เลยครับ กว่าจะหลับก็เกือบจะเช้า พอหลับเลยนอนเพลินไปหน่อย ดีที่พี่เป้แวะไปปลุก ไม่งั้นก็คงจะหลับไม่รู้เรื่อง”

“มาค่ะ” ถิงถิงขยับเก้าอี้ตรงหน้า “เดี๋ยวถิงถิงจัดการให้”

“คุณหมอไปเปลี่ยนชุดกับแตมดีกว่าค่ะ” เฌอแตมหันมาทางลดานิดา “ปล่อยคุณพีทไว้ที่นี่ก่อน เดี๋ยวพอแต่งหน้าทำผมเสร็จเรียบร้อย ค่อยออกไปเจอกับคุณหมอที่ห้องวินเทจเลย…แตมให้น้องๆ จัดไฟ จัดกล้องรอไว้แล้ว”

“จริงสิ” พี่เป้เอ่ยขึ้นเหมือนเพิ่งนึกได้ เขาขยับกระเป๋าแอร์เมสสีมะนาวใบโปรดที่คล้องอยู่ในแขน พี่เป้เดินมาหาลดานิดาใกล้ๆ แล้วว่า “เห็นพีทบอกว่าคุณหมอได้ทรูโซมาจากเวนิส…เป็นอะไรหรือคะ ให้พี่เป้ดูหน่อยได้ไหม”

“นี่ไงคะ” ลดานิดาส่งถุงผ้ากำมะหยี่ให้อีกฝ่าย

ปรมะหรือพี่เป้รับถุงผ้านั้นไปแล้วหยิบเอาผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวโบราณออกมา ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ห่อปากอุทานด้วยความตื่นเต้น

“Veil…ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว…โอ้โห…สวยมาก”

มืออวบอูมของปรมะไล้บนผืนผ้าด้วยอาการทะนุถนอม แสงแดดที่ส่องผ่านจากหน้าต่างกระจกเข้ามาในห้อง ก่อให้เกิดประกายประหลาดบนลายลูกไม้

“ถักมือ…ละเอียดสุดๆ”

“ใช่ค่ะ” ลดานิดาพยักหน้า

“เส้นไหมก็ดูเป็นประกายแปลกๆ นะคะ…” ปรมะวิจารณ์ “ไม่เหมือนไหมของทางเอเชียหรือของบ้านเรา”

“นิดาก็ลืมถามคนขาย ว่าไหมอะไร” ลดานิดาเองก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน

ไหมที่ถักขึ้นเป็นผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวผืนนี้ ดูพิเศษกว่าไหมทั่วไปที่ลดานิดาเคยเห็น เส้นใยของมันมีความเลื่อมพรายคล้ายกับผลึกแก้ว ยามที่แสงแดดส่องลงมาตกต้อง จึงเกิดประกายเหลือบรุ้งจนบางครั้งคนดูถึงกับตาลาย

พีธันดรเองก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย ดวงตาของเขาจ้องมองผ้าลูกไม้ผืนนั้นด้วยความสนใจไม่แพ้กัน

“สวยจัง” เขาว่า “นิดานี่รสนิยมดีเช่นเคย…เอาเป็นว่าผมไม่ถามถึงราคาก็แล้วกันนะครับว่าเท่าไหร่ ของเก่า สภาพสวยสมบูรณ์แบบนี้ต้องแพงแน่”

“คุ้มค่า คุ้มราคาแน่นอนค่ะ” ลดานิดารีบบอก “ของเก่าแบบนี้มีชิ้นเดียว อยากได้ก็ต้องซื้อเลย ถ้าลังเล กลับไปอีกครั้งของอาจไม่อยู่แล้ว”

“ไปค่ะ” เฌอแตมจูงมือลดานิดา เธอหันไปบอกพีธันดรอย่างคนมีจริตว่า “ขอตัวพาว่าที่เจ้าสาวของคุณพีทไปแต่งตัวก่อนนะคะ รับรองว่าตอนเจอกันข้างนอก คุณพีทจะต้องตื่นตะลึง อยากแต่งงานเสียวันนี้เลย”

“งั้นแต่งเลยได้ไหมครับ” พีธันดรยิ้มตาหยี “พี่แตมช่วยไปหาบาทหลวงมาทำพิธีให้ผมหน่อย”

“ใจร้อนจริงเชียว ไม่ใช่กองถ่ายละครนะคุณ จะได้จัดทุกอย่างได้รวดเร็วทันใจ” เฌอแตมหัวเราะชอบใจ “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม…รักแล้วก็ต้องอดใจรอกันหน่อยสิคะ”

ลดานิดาอดหัวเราะไปกับความช่างพูดของเฌอแตมมิได้ บุคลิกร่าเริงแจ่มใสของเฌอแตมทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน

ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าสำหรับถ่ายภาพอยู่ถัดจากห้องแต่งหน้าทำผมไปไม่ไกล แยกเป็นสองห้องคือห้องสำหรับเจ้าบ่าวและห้องสำหรับเจ้าสาว ทั้งสองห้องมีประตูเชื่อมกันตรงกลาง

ภายในห้องแบ่งเป็นสองตอน ห้องตอนหน้ามีโต๊ะเก้าอี้สำหรับนั่งพัก มีกระจกสำหรับส่องดูความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินออกไปยังสตูดิโอ ส่วนห้องสำหรับผลัดเสื้อผ้านั้นอยู่ตอนใน มีประตูไม้กั้นเป็นสัดส่วนแยกจากกันชัดเจน

กรุ่นหอมที่ลอยอวลนั้นมีที่มาจากกุหลาบสดหลากสี ที่ปักอยู่ในโถแก้วบนโต๊ะ ที่มุมด้านในสุดของห้องแต่งตัว ลดานิดาเห็นมีกระจกเงาบานยาวในกรอบโลหะสีเงิน ดูด้วยสายตาก็รู้ว่าเป็นของเก่า

“โอ้โห…”

เมื่อเห็นเดรสสั้นที่ตัดจากลูกไม้ฝรั่งเศสบนหุ่นลองเสื้อที่กลางห้อง ลดานิดาถึงกับอุทานด้วยความตื่นเต้น

แสงจากโคมระย้าส่องต้องชุดผ้าลูกไม้สีงาช้าง ที่ปักเลื่อมทั้งตัวเกิดเป็นประกายระยับ ตอนแรกที่เฌอแตมบอกว่าชุดที่จัดเตรียมให้ลดานิดาเป็นชุดแต่งงานเก่าของมารดา หญิงสาวไม่ได้คาดหวังอะไร หากเมื่อได้เห็นของจริง ลดานิดาก็ตกหลุมรักเสื้อตัวนี้แทบจะทันที

“สวย…” ลดานิดาพึมพำได้เท่านั้นแล้วก็พูดอะไรไม่ออก

“คุณแม่ของแตมกับคุณหมอรูปร่างใกล้เคียงกันค่ะ” ก่อนวันพรีเวดดิ้ง เฌอแตมส่งช่างเสื้อของเธอไปวัดตัวลดานิดามาอย่างละเอียด “แก้ตรงช่วงเอวนิดเดียวเท่านั้นก็ได้แล้ว ลองสวมดูสิคะคุณหมอ”

ลดานิดาวางถุงผ้ากำมะหยี่บนโต๊ะกระจก ขณะที่เฌอแตมปลดเสื้อจากหุ่นส่งให้

ห้องแต่งตัวกั้นอยู่ด้านในสุดของห้อง ภายในห้องมีกระจกเงาบานยาวเช่นกัน แต่กรอบของมันเป็นกรอบไม้ธรรมดา ไม่หรูหราเหมือนห้องด้านนอก เดรสสั้นชุดนั้นพอเหมาะพอดีอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับว่าถูกตัดขึ้นมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ

เงาสะท้อนของหญิงสาวในกระจกที่มองจ้องมานั้น มีเรือนร่างที่งดงามได้ส่วนสัด ดวงหน้าและดวงตาที่เปล่งประกายแห่งความสุข ลดานิดาเก็บปัญหาเรื่องงานเอาไว้ชั่วคราว นาทีนี้เป็นนาทีที่เธอควรจะมีความสุขไม่ใช่หรือ

พรึ่บ…

จู่ๆ ไฟก็ดับ

หากทว่าดับอยู่เพียงชั่ววินาที ห้องก็กลับมาสว่างไสวเหมือนเดิม

“คุณหมอ” เฌอแตมรออยู่แล้วที่หน้าห้อง สายตามองมาด้วยความชื่นชม “ออร่าสุดๆ…สวยมากค่ะ ไหนลองหันให้แตมดูหน่อยสิคะ”

ลดานิดาหมุนกายไปรอบๆ ขณะที่เฌอแตมมองไล่ไปบนชุดเดรสสั้นเพื่อเก็บรายละเอียด ยังไม่ทันจะได้ว่าอย่างไร ก็มีเสียงเคาะประตูถี่ๆ ก่อนที่ลูกน้องคนหนึ่งของเฌอแตมจะโผล่หน้าเข้ามาด้วยท่าทางเกรงใจ

“มีอะไร…ฉันยังไม่ทันอนุญาต โผล่พรวดพราดเข้ามาแบบนี้ เสียมารยาท” เฌอแตมถาม เสียงเกือบเป็นกระชาก ครั้นพอรู้สึกตัวว่าลดานิดายืนอยู่ตรงนั้น เฌอแตมก็ปรับเสียงให้อ่อนลง “กำลังลองเสื้อกันอยู่…มีอะไรจ๊ะป้อม”

“ไฟช็อตค่ะ” เด็กสาวร่างผอมระล่ำระลัก “ที่ห้องวินเทจ”

“ยังไง” เฌอแตมนิ่วหน้า

“น่าจะสายไฟชำรุดน่ะค่ะ” ป้อมอธิบาย “พี่แฮ็คเสียบปลั๊กปุ๊บ Soft box ช็อตเสียงดังพรึ่บ แล้วไฟก็ดับไปทั้งสตูดิโอเลย”

“มิน่าล่ะ…เมื่อตะกี้ไฟในห้องนี้ถึงดับไปด้วยแป๊บหนึ่ง…แล้วนี่ตามช่างไฟหรือยัง” เฌอแตมนิ่วหน้า

“ตามแล้วค่ะ แต่พี่แฮ็คอยากให้พี่แตมแวะไปดูหน่อย” พี่แฮ็คที่ป้อมเอ่ยถึงคือหัวหน้าช่างภาพของสตูดิโอ มีข่าวซุบซิบว่าเขาเคยเป็นแฟนเก่าของเฌอแตม ก่อนที่นางแบบสาวจะแต่งงานไปกับสามีชาวต่างชาติ

“เอ้อ” เฌอแตมมีท่าทางละล้าละลัง เธอหันมาทางลดานิดา สายตาเต็มไปด้วยความเกรงใจ

“ไปเถอะค่ะคุณแตม” ลดานิดาพยักหน้าให้อีกฝ่าย “เดี๋ยวนิดานั่งรออยู่ในห้องนี้ก่อนก็แล้วกัน พร้อมจะถ่ายภาพได้เมื่อไร คุณแตมให้คนมาเรียกได้ค่ะ”

“งั้นแตมขอตัวก่อนนะคะ ต้องขอโทษคุณหมอจริงๆ”

“ไม่เป็นไรเลยค่ะ” ลดานิดายิ้มให้อีกฝ่าย เธอหมายความตามที่พูดจริงๆ

เมื่ออยู่ลำพังคนเดียวภายในห้อง ลดานิดาก็เดินไปหยุดที่โต๊ะกระจกแล้วหยิบเอาผ้าคลุมผมจากเวนิสออกมาจากถุงกำมะหยี่ ไม่น่าเชื่อว่าลูกไม้บนผ้าคลุมผมกับลูกไม้บนเดรสสั้นนั้นเข้าชุดกันดี

ลองหยิบผ้าผืนนั้นขึ้นสวมศีรษะ ใช้คลิปโลหะที่อยู่ด้านใน ติดเข้ากับผม ก่อนจะปล่อยชายผ้าทิ้งยาวลงมา

พรึ่บ…

แล้วทันใดนั้น ไฟก็ดับลงอีกครั้ง

ช่างไฟของเฌอแตมน่าซ่อมแซม หรือจะทำอะไรบางอย่างในห้องวินเทจ จึงส่งผลกระทบกับไฟทั้งสตูดิโอ และคราวนี้ไฟดับอยู่นาน ผ่านไปแล้วห้านาทีไฟก็ยังไม่มา

ลดานิดาเพิ่งสังเกตในตอนนั้นว่าห้องแต่งตัวเป็นห้องทึบ ปราศจากหน้าต่าง

ยังดีที่พอจะมีแสงสว่างจากภายนอกส่องผ่านช่องกระจกเล็กๆเหนือบานประตูเข้ามาได้ บรรยากาศจึงไม่สลัวรางจนเกินไป

ลดานิดานั่งสงบนิ่งอยู่ในความมืดของห้องแต่งตัว สมัยที่ยังเป็นเด็กพ่อเคยสอนว่าถ้าตกอยู่ในสถานการณ์ไฟดับ ให้นั่งนิ่งๆ อยู่เฉยๆ อย่าเดินสะเปะสะปะไปไหน อดทนรอจนกระทั่งไฟติด จะเป็นการดีที่สุด

กะพริบตาถี่ๆ จนสายตาเริ่มคุ้นชินกับความมืด จากนั้นลดานิดาก็เหลือบมองไปรอบๆ

อุณหภูมิภายในห้องยังเย็นสบาย กรุ่นหอมของกุหลาบสดในโถแก้วยังลอยอวลอยู่ในอณูอากาศ หากมีบางสิ่งที่ผิดปกติไปอย่างมาก…

จากหางตาของหล่อนแลเห็นกระจกเงา…

กระจกเงานั่นเองที่ผิดปกติ…

ลดานิดาใจหายวาบ เมื่อในกระจกบานยาว…ซึ่งอยู่ถัดจากหล่อนไปไม่ไกลนัก…ไม่ปรากฏเงาของหล่อน !

ไม่…

ลดานิดาลุกพรวดพราดรวดเร็ว จนเก้าอี้ล้มเสียงดังโครม

เป็นไปไม่ได้…

เงาหายไปไหน ตัวเราหายไปไหน

…ยังอยู่ ตัวเรายังอยู่นี่นะ…

หล่อนก้มลงมองตัวเอง ก็พบว่าทุกอย่างยังเป็นปกติดี

คราวนี้หล่อนหันไปทางกระจกเงาอีกครั้ง หากในกระจกไม่มีตัวเธอ

ลดานิดามองไม่เห็นสิ่งใด นอกจากเก้าอี้ที่ล้มกลิ้งอยู่กลางห้อง บนโต๊ะกลางห้องก็ยังมีโถแก้วใส่กุหลาบสดตั้งอยู่เป็นปกติ…

เงาในกระจกสะท้อนทุกสิ่งที่อย่างในห้องอย่างครบถ้วน เว้นแต่ตัวของลดานิดาที่หายไป

ไฟ…

ลดานิดาเงยหน้าขึ้นมองโคมระย้าที่ยังมืดสนิท

ต้องเป็นเพราะไฟดับแน่ๆ ไฟดับ แสงและเงาในห้องถึงได้ผิดเพี้ยนไป

พรึ่บ !

ราวกับใครบางคนต้องการจะตอบข้อสงสัยของหล่อน เพราะในนาทีถัดมา ไฟฟ้าก็กลับมาให้ความสว่างเป็นปกติ

แต่เงาของหล่อนก็ยังหายไป

ลดานิดาก้มลงมองตัวเองเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน ชายผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวยังขยับไหว ละเลื่อมพรายเป็นประกายระยับ ยกมือขึ้นแตะศีรษะ ผ้าคลุมผมโบราณยังสวมอยู่เป็นปกติ

ก้มลงมองตัวเองก็ยังเห็นเป็นปกติ ยกมือยกไม้ขึ้นมองใกล้ๆ ทุกอย่างยังอยู่ดี แขน ขา และตัวของเธอก็ยังอยู่ดี

แล้วเงาหายไปไหน…

คราวนี้หญิงสาวไม่รอช้า ลดานิดาเดินเข้าไปจนใกล้กระจกในกรอบเงินบานนั้น ชะโงกหน้าไปจนชิด…

ไม่มี !

ไม่มีจริงๆ ด้วย

หล่อนมองไม่เห็นตัวเองในกระจก

หัวใจของลดานิดาเต้นโครมคราม ไม่เคยเลยครั้งใดในชั่วชีวิต ที่เธอจะเกิดความประหวั่นพรั่นพรึงเท่ากับในขณะนี้

ไม่มีเรา…

เป็นไปไม่ได้…

ตัวของฉันหายไปไหน

กระจก…

ท่ามกลางความคิดอันสับสอลหม่าน หญิงสาวนึกขึ้นได้ว่ายังมีกระจกอยู่อีกหนึ่งบานในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า

ลดานิดารีบผลักประตูไม้สีเข้มเข้าไปอย่างรวดเร็ว เพื่อพิสูจน์ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเองกันแน่…

แล้วหล่อนก็ต้องนิ่งขึงตะลึงตะไลไปอีกครั้ง

เมื่อกระจกบานยาวของห้องด้านใน…ก็ปราศจากเงาสะท้อนของตนเองเช่นกัน !



Don`t copy text!