พรางพัสตรา บทที่ 13 : ริ้วรอย

พรางพัสตรา บทที่ 13 : ริ้วรอย

โดย : พงศกร

พรางพัสตรา นวนิยายออนไลน์เรื่องล่าสุดโดย พงศกร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เมื่อผ้าคลุมผมเจ้าสาวไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชุดเจ้าสาว แต่คือสิ่งที่นำ ‘ลดานิดา’ ไปเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ความรักของเขาคือความจริงหรือความลวง ผ้าคลุมผมเจ้าสาวนี้มีคำตอบ

***************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

กว่าจะถ่ายภาพพรีเวดดิ้งวันนั้นเสร็จเวลาก็ล่วงเลยไปเกือบสามทุ่ม สตูดิโอได้ภาพไปทั้งหมดห้าชุด จากที่เฌอแตมตั้งใจเอาไว้แต่แรกจำนวนแปดชุด

ที่งานเสร็จช้าและถ่ายภาพได้น้อยกว่าที่วางแผน เหตุผลเป็นเพราะอารมณ์ของภาพในวันนี้ยังใช้ไม่ได้  ช่างภาพรู้สึกว่าลดานิดาไม่ค่อยยิ้มแย้ม ท่าทางดูไม่เหมือนกับคนที่กำลังจะเป็นเจ้าสาวเอาเสียเลย

แน่ละ…หญิงสาวแอบคิดในใจ พร้อมกับกวาดตามองไปรอบกาย…คนพวกนี้ดูแปลกมาก ช่วยกันแอบซ่อนบางอย่างเอาไว้ ไม่ให้เธอรับรู้

แต่วันนี้เธอเหนื่อยเกินกว่าจะหาคำตอบ

ยังมีเวลาอีกหลายวันให้ค้นหาความจริง และด้วยความพิเศษของผ้าคลุมผมผืนนั้น ลดานิดาเชื่อว่าเธอจะได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น ได้ยินในสิ่งที่ไม่เคยได้ยิน…

“เหนื่อยหรือครับนิดา วันนี้เลยยิ้มไม่ออก ให้ผมขับรถไปส่งไหม…ส่วนรถผม เดี๋ยวให้พี่เป้ขับตามไปที่คอนโดของนิดา”

พีธันดรถาม น้ำเสียงเขายังสดชื่น ตรงกันข้ามกับสีหน้าที่ดูอิดโรย ระหว่างถ่ายภาพดาราหนุ่มดื่มกาแฟดำไปไม่ต่ำว่าสามแก้ว

“นั่นสิคุณหมอ ให้พีทไปส่งก็ดีนะครับ” ปรมะพยักหน้าเห็นด้วย

“อย่าดีกว่าค่ะ” ลดานิดาส่ายหน้า น้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “ท่าทางพีทก็ดูเหนื่อยเหมือนกัน เราต่างคนต่างกลับดีกว่า จะได้รีบพักผ่อน พรุ่งนี้นิดามีงานเช้าด้วย”

จันทร์เจ้าโทร.มาหาเธอเมื่อตอนช่วงเย็น เตือนว่าพรุ่งนี้ลดานิดามีถ่ายภาพนิ่งโฆษณา โรงพยาบาลสุขภาพแห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้างอยู่ ภายใต้ชื่อ Wellness by Nida

ถ้าเลขาฯ ไม่โทร.มาเตือน ลดานิดาคงจะลืมไปเสียสนิท เดิมทีเธอและเพชรพธู คิดกันว่าจะใช้พีธันดรกับดาราชื่อดังอีกสักหนึ่งหรือสองคนมาเป็นพรีเซนเตอร์ นำเสนอภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและออกกำลังกาย

แต่อาณัฐกลับเห็นต่าง เขาคิดว่าการใช้ดารานั้นดูไม่น่าเชื่อถือเท่ากับใช้บุคคลที่ทำงานด้านนี้และดูดี อาณัฐเสนอให้ลดานิดาเป็นพรีเซนเตอร์เสียเอง เพราะนอกจากบุคลิกของลดานิดาจะดูดี เธอยังได้ชื่อว่าเป็นประธานกรรมการของโครงการโรงพยาบาล Wellness by Nida อีกด้วย

ในตอนแรกหญิงสาวไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว เธอออกจะเกรงใจเพื่อนอีกสองคนไม่น้อย เพราะทั้งสามมีหุ้นเท่าๆ กัน แต่กลับกลายเป็นว่าลดานิดาเป็นคนออกหน้าเพียงคนเดียว หากเพชรพธูกลับเห็นดีเห็นงามกับความคิดดังกล่าวของอาณัฐ จึงช่วยสนับสนุนอีกแรง

‘นิดาเป็นพรีเซนเตอร์เองเหมาะสุดแล้วละ เพราะจะว่าไปตอนนี้เธอกำลังโด่งดัง คนรู้จักกันทั้งประเทศ’

‘แต่…’ ลดานิดายังลังเล

‘ไม่ต้องลังเลแล้ว นิดาทั้งสวย ทั้งสุขภาพดี ทั้งมีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่มีใครเหมาะกว่าคุณแล้วละ’ อาณัฐยืนยัน ‘ผมกับเพชรโหวตรวมกัน สองคะแนนเสียง นิดามีแค่เสียงเดียว…ถือว่าพวกผมชนะ นิดาไม่มีทางเลือก…ตกลงตามนี้’

สุดท้ายลดานิดาไม่สามารถต้านทานความคิดของเพื่อนทั้งสองได้ จึงยอมตกปากรับคำในที่สุด

‘ก็ได้…คิดเสียว่านิดาถ่ายเองก็ดี จะได้ประหยัด ไม่ต้องเอาเงินไปจ้างดาราที่ไหนอีก ที่ผ่านมาเราลงเม็ดเงินกับโครงการนี้ไปมากแล้ว ประหยัดตรงไหนได้ก็ควรจะประหยัด…จริงไหม’

แม้ลดานิดาจะพยายามพูดให้ฟังตลก หากทว่าสิ่งที่เธอพูดออกมานั้นไม่ผิดความจริงไปสักเท่าไรนัก

ด้วยการก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งนี้ หุ้นส่วนทั้งสามทุ่มเงินลงทุนกันจนหมดหน้าตัก แต่กระนั้นก็ยังไม่พอ ต้องไปกู้เงินจากธนาคารอีกสองแห่ง

นับแต่วันแรกที่ลดานิดาทำคลินิก เธอไม่เคยคิดเลยว่างานในสาขา Wellness จะเติบใหญ่ถึงขนาดนี้

โดยเฉพาะโครงการโรงพยาบาล Wellness นับเป็นเรื่องใหม่มากในวงการสุขภาพ สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะลดานิดาเห็นในต่างประเทศเริ่มทำมาระยะหนึ่งแล้ว และจากประสบการณ์ส่วนตัว เธอคิดว่าเรื่องการดูแลสุขภาพก่อนจะมีอาการป่วยเป็นเรื่องสำคัญ

หลังจากทำคลินิกไปได้สักระยะ ลดานิดาก็เห็นว่าผู้คนจำนวนมากมาหาหมอเมื่อมีอาการป่วยแล้ว จะดีแค่ไหนถ้าคนพวกนั้นรู้ตัวก่อนป่วย และรีบปรับปรุงสุขภาพให้แข็งแรงขึ้น การมาพบหมอที่คลินิกเพื่อฟื้นฟูสุขภาพนั้นยังไม่เพียงพอ เพราะคนไข้จำนวนมากไม่สามารถปฏิบัติตนตามคำแนะนำได้ มาหาหมอไปก็เท่านั้น กลับไปก็ทำตามที่หมอแนะนำไม่ได้ สุดท้ายสุขภาพก็ยังไม่ดีเหมือนเดิม

จะดีแค่ไหน ถ้าเธอสร้างโรงพยาบาลให้คนไข้เข้ามานอนพักสักระยะหนึ่ง เพื่อปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและฟื้นฟูสุขภาพ แบบนี้น่าจะได้ประโยชน์มากกว่า ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงสักหน่อย หากสำหรับคนไข้กลุ่มที่พวกเธอดูแลอยู่นั้น เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับพวกเขา เรื่องสุขภาพที่ดีต่างหากที่พวกเขาต้องการ

และสำหรับเรื่องสุขภาพแล้ว…เคล็ดลับก็คือ แม้จะมีเงินทองมากมายแค่ไหนก็ซื้อสุขภาพดีไม่ได้เสียด้วย นอกจากลงมือทำด้วยตัวเอง

สำหรับโรงพยาบาลแห่งนี้จะมีหลักการดูแลคนไข้ที่แตกต่างออกไป คนไข้ที่มาเข้าโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ ทุกคนจะต้องปิดโทรศัพท์มือถือ เลิกคิดเรื่องงาน จะต้องรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ รับประทานให้ตรงเวลา และเข้านอนเป็นเวลา รวมถึงจะต้องมีเวลานอนหลับพักผ่อนไม่ต่ำกว่าวันละหกถึงแปดชั่วโมง

ทุกๆ วันในช่วงกลางวันก็จะมีกิจกรรมมากมายให้ทำ เช่น นั่งสมาธิ เล่นโยคะ ออกกำลังกายในหลายๆ รูปแบบ มีการใช้ Aromatherapy หรือสุคนธบำบัด หรือการบำบัดด้วยกลิ่นหอม รวมถึงการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ อีกมากมาย

ลดานิดา เพชรพธู และอาณัฐมั่นใจว่า หากโรงพยาบาลของพวกเขาสร้างเสร็จ มีการเปิดตัวโครงการนี้เมื่อไร วงการสุขภาพจะต้องสะเทือนกันอย่างแน่นอน เพราะโรงพยาบาลของเขาเป็นโรงพยาบาลแนวใหม่ ขณะที่โรงพยาบาลอื่นๆ เน้นการซ่อมสุขภาพ คือรักษาคนที่ป่วยแล้ว แต่โรงพยาบาลของพวกเขากลับมีหลักการที่แตกต่างไป นั่นคือมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันไม่ให้เจ็บป่วย

ในเมื่อวันนี้ โรงพยาบาลของเธอยังก่อสร้างไม่เสร็จ จึงไม่สามารถไปถ่ายภาพในสถานที่จริงได้ ทีมงานนัดให้ลดานิดาไปที่สตูดิโอแห่งหนึ่ง และจะใช้วิธีซ้อนภาพกราฟิกเข้ามาให้เหมือนกับถ่ายทำในสถานที่จริงๆ

“ไหวแน่นะครับ” พีธันดรถามย้ำด้วยความเป็นห่วง ดวงตาคู่คมของเขาดูจริงใจ “วันนี้นิดาดูเหนื่อยมาก…”

“ไหวค่ะ” ลดานิดายืนยัน ฝืนส่งยิ้มให้เขานิดหนึ่ง ไม่เช่นนั้นแล้วพีธันดรจะไม่ยอมจบง่ายๆ

“ถ้างั้น ถึงคอนโดแล้ว นิดาต้องโทรหาผมนะ” เขาย้ำ

“ค่ะ” ลดานิดารับปาก “นิดาไปนะคะ…หวัดดีค่ะพี่เป้ หวัดดีค่ะคุณแตม”

เธอรีบหันไปบอกปรมะและเฌอแตม พร้อมทั้งหันหลังกลับไปโดยไม่รอคำตอบจากดาราหนุ่ม

สตาร์ตรถด้วยหัวใจและสมองที่หนักอึ้ง ถอยรถออกจากที่จอด แล้วขับมุ่งหน้าไปในความมืด โดยไม่หันกลับมามองสตูดิโอแห่งนั้นแม้สักนิด…

 

เมื่ออาบน้ำเสร็จ หัวถึงหมอน ลดานิดาก็นอนหลับเป็นตาย

รู้สึกเหนื่อยเหมือนกับออกกำลังกายหนักต่อเนื่อง แม้เมื่อตื่นนอนในตอนเช้าก็ยังไม่หายเหนื่อย

“ตายแล้ว”

ลดานิดาร้องเสียงแหลม เมื่อเห็นผมหงอกเส้นหนึ่งปรากฏบนเรือนผม พร้อมกันนั้นหญิงสาวก็สังเกตเห็นริ้วรอยที่ปรากฏเลือนรางอยู่ที่หางตาทั้งสอง

“ผมหงอก…ตีนกา…ตายแล้ว ยกกันมาจากไหนล่ะเนี่ย”

นั่งกะพริบตาถี่ๆ อยู่ที่หน้ากระจก ริ้วรอยเหล่านี้ไม่เคยปรากฏกับตนเองมาก่อน

สำหรับบางคน ผมหงอกและริ้วรอยอาจเกิดได้ตั้งแต่อายุน้อย ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์และการใช้ชีวิต

สำหรับคนที่ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ชีวิตเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ริ้วรอยเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อายุไม่มาก

หากสำหรับลดานิดา…สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเธอมาก่อน

หรือถ้าจะพูดให้ถูก เมื่อวานนี้ทั้งผมหงอกและริ้วรอยรอบดวงตา ยังไม่ปรากฏบนดวงหน้าของเธอ ดูเหมือนกับทุกอย่างจะเกิดขึ้นภายในชั่วข้ามคืน ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้

หรือว่าช่วงนี้เธอจะใช้ชีวิตเครียดเกินไป พักผ่อนน้อยเกินไป ร่างกายเลยส่งสัญญาณเตือนให้เธอต้องหันกลับมาดูแลตัวเอง

ลดานิดาเหลือบมองดูนาฬิกา ยังพอมีเวลา…

หญิงสาวเดินไปหยิบเอามาสก์ที่ทำจากวิตามินซีและคอลลาเจนมาจากตู้เย็น ลูบไล้ลงบนดวงหน้า แล้วเดินไปนอนเอนกายหลับตานิ่งๆ บนโซฟาตัวยาวที่ห้องรับแขก ให้วิตามินและครีมช่วยบำรุงผิวหน้าให้เปล่งปลั่งสดใสสักเล็กน้อย

เมื่อครบเวลาที่ตั้งใจไว้ ลดานิดาก็เดินไปล้างหน้าแล้วมองตัวเองในกระจก

นิ้วเรียวยาวไล้ไปบนดวงหน้ารอบและรอบดวงตา ผิวนวลเนียนขาวสะอาด นุ่มนิ้ว ริ้วรอยแม้จะยังคงอยู่ หากดูเหมือนจะจางไปนิดหนึ่ง

“เอาเถอะ” ลดานิดาพึมพำบอกตนเอง “รอให้เสร็จงานยุ่งๆ พวกนี้ก่อน ฉันจะนอนทั้งวัน ไม่ทำอะไรเลย ร่างกายจะได้ซ่อมแซมตัวเอง…ฟื้นฟูสภาพ”

แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยลดานิดาก็ออกเดินทางไปยังสตูดิโอที่นัดถ่ายภาพ ก่อนออกจากห้องพัก หญิงสาวหยุดมองถุงกำมะหยี่บรรจุผ้าคลุมผมโบราณด้วยสายตาลังเล

เดินไปหยิบมาถือไว้ในมือราวต้องมนตร์ เธอลองเปิดปากถุงและหยิบผ้ามาถือไว้ด้วยจิตใจที่สับสน แสงแดดที่ส่องลอดหน้าต่างบานยาวเข้ามา ตกต้องผ้าคลุมผมโบราณ

เส้นไหมสีงาช้างที่ถักทอเป็นลูกไม้ลายละเอียด จับแสงแดดเกิดเป็นเงาเลื่อมพราย

ลดานิดาอดคิดไม่ได้ว่าเจ้าของผ้าผืนนี้คนอื่นๆ จะเคยประสบกับเหตุการณ์ประหลาดเหมือนเธอหรือไม่

สองครั้งแล้วที่ผ้าผืนนี้แสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็น…ทำให้หล่อนล่องหนหายตัวไป

ถ้าวันนี้เธอลองสวมมันอีกครั้ง ร่างกายของหล่อนจะอันตรธานไปจากความรับรู้ของผู้คนรอบข้างได้อีกหรือเปล่า เป็นเรื่องที่ต้องลอง และลดานิดาก็เริ่มสนุกกับการจะได้ลอง…

 

สตูดิโอที่นัดถ่ายภาพวันนี้อยู่แถวเลียบทางด่วนรามอินทรา-เอกมัย ขับรถจากคอนโดฯ ใจกลางเมืองใช้เวลาไม่นานนัก

เป็นตึกสามชั้น ที่ทุกชั้นจัดเอาไว้เป็นสตูดิโอสำหรับถ่ายภาพ ทีมงานออร์แกไนเซอร์ที่มาดูแลเป็นทีมมาจากเอเจนซีชื่อดัง เคยทำโฆษณาได้รางวัลระดับชาติมาแล้วหลายครั้ง แน่นอน เรื่องราคาไม่ต้องพูดถึง มือรางวัลระดับนี้ค่าจ้างย่อมไม่ธรรมดา หากลดานิดา เพชรพธูและอาณัฐเห็นพ้องต้องกันว่าคุ้มที่จะลงทุน

ลดานิดาเลือกช่างผมและช่างแต่งหน้าเอง พี่อนงค์เป็นช่างทำผมเก่าแก่ที่ใช้งานกันมานาน สุภิดาที่มาแต่งหน้าให้เธอวันนี้เป็นหลานของพี่อนงค์ ทุกครั้งที่ออกงานสำคัญ ลดานิดาจะใช้ทั้งสองคนนี้เสมอ

พี่อนงค์และสุภิดาไม่ใช่ช่างคนดัง ร้านทำผมของพี่อนงค์เป็นห้องแถวเล็กๆ อยู่แถวค่ายทหาร พี่อนงค์เป็นช่างทำผมประจำให้กับคุณแม่ของลดานิดามาก่อน สมัยยังเป็นเด็กเธอตามแม่ไปที่ร้านพี่อนงค์เสมอๆ เมื่อแม่ทำผม ลดานิดาก็นั่งเล่นตุ๊กตา นั่งอ่านหนังสือไปตามเรื่องตามราว พี่อนงค์เห็นเธอมาตั้งยังเป็นเด็กหญิง

พี่อนงค์ไม่เพียงแต่จะรู้จักลดานิดา หากเธอยังรู้จักเพชรพธูด้วย เพราะบิดาของเพชรพธูก็เป็นทหารยศนายพลเช่นกัน

แม้พลตรีภาชน์และพลตรีนิพัทธ์เป็นเพื่อนเรียนนายทหารมาด้วยกัน หากไม่สนิทสนมกันมากนัก พลตรีภาชน์เป็นลูกนายพล ภรรยาของเขาเป็นหม่อมหลวง ขณะที่พลตรีนิพัทธ์เป็นลูกชาวสวน และคุณพรรณลดาก็เป็นลูกข้าราชการครูธรรมดาๆ

ครอบครัวของพลตรีภาชน์จึงไม่ค่อยชอบมาสุงสิงกับครอบครัวของพลตรีนิพัทธ์นัก ด้วยถือว่า ‘คนละชั้น’

และความคิดนี้ส่งต่อไปถึงเพชรพธูด้วย ตอนเรียนมัธยม ทั้งสองเรียนหนังสือห้องเดียวกัน แต่เพชรพธูกับลดานิดาก็ไม่ได้สนิทกันมาก ต่างคนต่างมีเพื่อนคนละกลุ่มกัน จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยนั่นละ เพชรพธูกับลดานิดาจึงเริ่มสนิทกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน และสุดท้ายเมื่อจบแพทย์เฉพาะทางก็มาเปิดคลินิกด้วยกัน

แม้ลดานิดาและเพชรพธูจะสนิทกันมากแล้ว หากมีหลายสิ่งที่ทั้งสองคิดต่างกัน เพชรพธูไม่เคยทำผมกับพี่อนงค์ ไม่เคยให้สุภิดาแต่งหน้า เพราะช่างทั้งสองเป็นช่างโนเนม ไม่มีชื่อเสียง อีกทั้งสามีของพี่อนงค์ยังเป็นทหารชั้นผู้น้อย ร้านของพี่อนงค์ก็มีแต่เมียนายสิบมาทำผมกัน เพชรพธูรู้สึกว่าพี่อนงค์…ไม่ใช่ช่างที่ใช่สำหรับหล่อน

เพชรพธูยังเคยบอกกับลดานิดาด้วยซ้ำว่าควรจะเลิกใช้พี่อนงค์และหลานของเธอได้แล้ว เพราะลดานิดากำลังดัง ทำอะไรมีแต่คนจับตามอง ไม่ควรใช้ช่างผม ช่างแต่งหน้าที่ไม่มีคนรู้จักแบบนี้ หากหญิงสาวไม่สนใจ

“คุณหมอ สวัสดีค่ะ”

พี่อนงค์ยกมือไหว้ ไม่ได้ถือว่าตัวเองแก่กว่า

เธอและหลานสาวชื่อสุภิดามารออยู่แล้ว ทุกครั้งที่ลดานิดามีงาน ทั้งสองจะต้องมาถึงก่อนเวลาเสมอ

“แต่งหน้าเลยไหมคะ” สุภิดาถาม ทีมงานถ่ายภาพมาสรุปรายละเอียดให้ฟังแล้วว่าต้องการหน้าตาและผมของลดานิดาประมาณไหน

“ดีค่ะ” ลดานิดาทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ ขณะที่สุภิดาลากกระเป๋าเครื่องสำอางใบโตมาใกล้ๆ เป็นเครื่องสำอางราคาแพงที่ลดานิดาซื้อเอาไว้สำหรับตัวเองใช้คนเดียวเท่านั้น

“เอ๊ะ” สุภิดานิ่วหน้า เธอเห็นในสิ่งที่ลดานิดาเห็นมาก่อนหน้านี้แล้ว “คุณหมอพักผ่อนน้อยแน่เลย รอบตาถึงได้คล้ำแบบนี้…”

“ดาช่วยกลบรอยพวกนั้นให้ได้ไหมล่ะ” ลดานิดาถามเสียงเรียบ

“ได้สิคะ ไม่ต้องห่วง…ดาเสียอย่าง จัดให้คุณหมอได้ทุกอย่างค่ะ” สุภิดาพยักหน้าด้วยความเต็มใจ

ถึงจะเป็นช่างแต่งหน้าที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง หากเธอก็รักอาชีพของตัวเอง สุภิดาพยายามพัฒนาตัวเองด้วยการไปเรียนเพิ่มเติมกับอาจารย์เก่งๆ อยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ลดานิดาจึงพอใจในฝีมือของอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก

เคยทำงานร่วมกับช่างมาแล้วมากมาย มีแต่สุภิดานี่ละที่แต่งหน้าได้ถูกใจเธอที่สุด จะว่าไปแล้วลดานิดาคิดว่าฝีมือของสุภิดาไม่เห็นจะต่างอะไรกับถิงถิงเลยด้วยซ้ำ

“เริ่มมีผมหงอกแล้วนะคะคุณหมอ” พอแต่งหน้าเสร็จ พี่อนงค์ก็เริ่มจับปอยผมของลดานิดาให้เข้าทรง วิธีพูดและน้ำเสียงของอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้ลดานิดารู้สึกแย่ ตรงกันข้าม หญิงสาวกลับสัมผัสได้ถึงความห่วงใยของช่างทำผมวัยกลางคนด้วยซ้ำ

“ถ้ามีมากกว่านี้…พี่ขออนุญาตโกรกให้นะคะ”

“ได้สิคะ พี่อนงค์คิดว่าต้องทำอะไร ก็จัดให้นิดาได้เลย” ลดานิดาตอบสั้นๆ และส่งยิ้มให้อีกฝ่ายจากในกระจก

“แปลกจัง” พี่อนงค์นิ่วหน้า เธอเพิ่งพบกับลดานิดา ก่อนที่หญิงสาวจะไปเวนิส “เพิ่งทำผมคุณหมอไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อน…ยังไม่เห็นผมหงอกพวกนี้เลย…ปกติแล้ว คนเราผมหงอกกันได้รวดเร็วแบบนี้เลยหรือคะคุณหมอ…อย่าว่าพี่นะคะ ที่ถามก็เพราะไม่รู้จริงๆ”



Don`t copy text!