พรางพัสตรา บทที่ 14 : อีกสักครั้ง

พรางพัสตรา บทที่ 14 : อีกสักครั้ง

โดย : พงศกร

พรางพัสตรา นวนิยายออนไลน์เรื่องล่าสุดโดย พงศกร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เมื่อผ้าคลุมผมเจ้าสาวไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชุดเจ้าสาว แต่คือสิ่งที่นำ ‘ลดานิดา’ ไปเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ความรักของเขาคือความจริงหรือความลวง ผ้าคลุมผมเจ้าสาวนี้มีคำตอบ

***************************

หากเป็นคนอื่นถาม ลดานิดาคงรู้สึกไม่ดี แต่พอเป็นพี่อนงค์ เธอรับรู้ได้ถึงความเป็นห่วงของอีกฝ่าย

“นิดาไม่ว่าหรอกค่ะ รู้ว่าพี่เป็นห่วง”

เธอสบตาอีกฝ่ายในกระจก

“เป็นหมอมาก็หลายปี นิดาไม่เคยเจอกรณีที่คนผมหงอกได้เร็วแบบนี้มาก่อน” มือเรียวยาวของลดานิดายกขึ้นแตะเส้นผมดกดำสลวยที่มีผมขาวแทรกแผ่วเบา

“นางพญาผมขาวไงคะ ดาเคยอ่าน…ในหนังสือนางเครียดมาก ทุกข์ใจมากนะคะ พอตื่นเช้าวันรุ่งขึ้น ผมขาวโพลนไปทั้งหัวเลย”

สุภิดาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เล่าและหัวเราะชอบใจ เธอเป็นคนอารมณ์ดีกับทุกสิ่งรอบกาย ตั้งแต่รู้จักกันมาลดานิดาแทบไม่เคยเห็นสุภิดาอารมณ์เสียเลย

“แต่คุณหมอไม่เป็นถึงขนาดนางพญาผมขาวหรอกนะคะ ของคุณหมอแค่มีผมขาวแทรกนิดหน่อย ไม่สังเกตก็ไม่ทันเห็นหรอกค่ะ”

“แต่พี่เคยเห็นเหมือนกันนะคะ ที่เครียดมากๆ แล้วเลยผมหงอกก่อนวัย” อนงค์ว่า เธอเปิดร้านทำผมมามากกว่าสามสิบปี เคยเห็นเคสลูกค้าแปลกๆ มาไม่น้อย

“ก็จริงนะคะ ความเครียดอาจทำให้เกิดแบบนั้นได้ มีเรื่องเล่าว่าเมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้ตนเองจะต้องถูกประหารชีวิต…พระนางมารี อังตัวแน็ตต์ถึงกับผมขาวภายในชั่วข้ามคืนเช่นกัน” ลดานิดานึกถึงหนังสือที่เคยอ่านขึ้นมาได้ “แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันนะคะ เป็นแค่คำบอกเล่าที่ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน ทางการแพทย์เองก็ไม่มีคำอธิบายกับกรณีเช่นนี้”

“งั้นก็ไม่น่าเกี่ยวหรอกค่ะ ต่อให้เครียดยังไง ก็คงไม่ผมขาวได้ในชั่วเวลาแค่คืนเดียว” พี่อนงค์หวีผมลดานิดาแผ่วเบา “อีกอย่าง…คุณหมอไม่เห็นมีเรื่องจะต้องเครียดเลย…ออกจะมีความสุขด้วยซ้ำ กำลังจะแต่งงานอยู่แล้ว”

“เรื่องเครียดหรือคะ” ลดานิดาถอนใจเบาๆ อดนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ไม่ได้ “ก็พอมีบ้างละค่ะ ช่วงสองสามสัปดาห์นี้นิดาทำงานหนัก พักผ่อนน้อย แถมยังเดินทางไปต่างประเทศ ข้ามเส้นแบ่งเวลา…พักอยู่สามสี่วัน ยังไม่ทันปรับตัวปรับเวลาได้ ก็บินกลับมาแล้ว พอร่างกายไม่ได้พักเต็มที่ ผมก็เลยเริ่มหงอก”

ยังไม่ทันได้คุยอะไรกันต่อ เพชรพธูก็ก้าวเข้ามาในสตูดิโอพร้อมกับอาณัฐ พอทั้งสองเห็นลดานิดานั่งอยู่ที่มุมด้านหนึ่ง จึงเดินเข้ามาสมทบ

“กำลังคุยอะไรกันอยู่จ๊ะ”

เพชรพธูทักลดานิดา ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ช่างทำผมและช่างแต่งหน้าทั้งสอง พร้อมทั้งเอ่ยทักทายตามมารยาท

“สบายดีนะคะ”

“สบายดีค่ะ คุณหมอเพชร” พี่อนงค์กับสุภิดายกมือไหว้คุณหมอทั้งสอง “ทำผมเสร็จพอดี พี่ขอตัวไปนั่งรอทางด้านโน้นนะคะ คุณหมอนิดามีอะไรเรียกพี่ได้เลยนะคะ”

อนงค์หันไปพยักหน้ากับสุภิดาอย่างรู้กัน ทั้งสองช่วยกันเก็บอุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่วางอยู่หน้ากระจก แล้วเดินเลี่ยงไปนั่งยังอีกมุมหนึ่งของห้อง

“วันนี้นิดาดูภูมิฐานมาก เหมาะกับเป็นพรีเซนเตอร์ของเรามากจริงๆ ผมคิดไม่ผิดเลยที่เชียร์ให้นิดาถ่ายโฆษณาชิ้นนี้เอง” อาณัฐชม ขณะที่เพชรพธูจ้องมองลดานิดาอย่างละเอียด ก่อนจะแกล้งแหย่ว่า

“ว่าแต่ริ้วรอยมาแล้วนะจ๊ะ…ได้เวลาต้องโบอีกแล้วหรือเปล่านิดา”

‘โบ’ ที่เพชรพธูพูดหมายถึงโบท็อกซ์ เป็นหัตถการทางการแพทย์ที่สถาบันเสริมความงามกำลังนิยมกันเป็นอย่างมาก

โบท็อกซ์มีชื่อเต็มว่าโบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum Toxin) ซึ่งเป็นสารพิษที่แบคทีเรียชนิดหนึ่งสร้างขึ้นมา การทำโบท็อกซ์คือการฉีดสารโบทูลินั่ม ท็อกซินเข้าไปในชั้นผิวหนังของคนไข้เพื่อลดริ้วรอยเหี่ยวย่น

สารพิษชนิดนี้มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต แต่ถ้าฉีดเข้าไปในชั้นผิว เป็นปริมาณน้อยๆ จะไม่ทำอันตรายกับร่างกาย แต่จะทำให้กล้ามเนื้อแถวรอบดวงตา รอบริมฝีปาก หน้าผากอ่อนแรง ริ้วรอยที่เกิดขึ้นก็จะหายไป

สมัยก่อนทางการแพทย์นำเอาสารโบท็อกซ์มาใช้รักษาโรคที่เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อเท่านั้น โรคดังกล่าว เช่น ตาเหล่ ตาปิดเกร็ง เพิ่งจะได้รับการยอมรับให้นำมาใช้ทางด้านความสวยความงามเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕ นี่เอง

“นั่นสิ…สงสัยจะต้องฉีดเพิ่มสักหน่อยแล้ว” ลดานิดาพึมพำ

เพชรพธูเห็น…

ริ้วรอยที่สุภิดาอุตส่าห์ซ่อนเอาไว้ภายใต้เครื่องสำอางอย่างแนบเนียน หากมิอาจแอบซ่อนจากสายตาของหมออย่างเพชรพธูได้

ดวงตาของเพชรพธูมองไล่ขึ้นๆ ลงๆ อย่างจับสังเกต ลดานิดาได้แต่ฝืนหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ออกจะฝาดเฝื่อนไม่น้อย

“ได้สิ” เพชรพธูว่า นัยน์ตายังไม่เลิกวิเคราะห์ “นิดาเลือกเลยว่าคราวนี้จะให้เพชรหรือณัฐฉีดให้”

“พวกเราทำคลินิกเองก็ดีอย่างนี้ละเนอะ ผลัดกันฉีดยาให้กันได้ ไม่ต้องไปหาหมอที่อื่น” ลดานิดาหัวเราะ พลางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ว่าแต่พวกเธอมาที่นี่กันหมดทั้งสองคน ไม่ห่วงคนไข้กันหรือยังไง”

“มาแค่แป๊บเดียวเท่านั้น เดี๋ยวเพชรก็กลับแล้วละ” เพชรพธูยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมอง “เช้านี้เพชรมีคนไข้นัดสี่ห้าราย…ณัฐแน่ะ ไม่มีคนไข้นัด…น่าจะอยู่ได้จนถึงช่วงบ่าย”

“ผมว่าไม่ถึงบ่ายหรอก” อาณัฐหันไปโบกมือให้กับช่างภาพหนุ่มใหญ่ที่เดินมาสมทบ “ได้พี่โอห์มลงมือถ่ายให้เอง ประเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

พี่โอห์มที่อาณัฐเอ่ยถึงเป็นช่างภาพมือหนึ่งอีกคนหนึ่งของวงการ สตูดิโอแห่งนี้ก็เป็นของเขา เจ้าของออร์แกไนเซอร์ที่ชื่อแอนนาก็เป็นภรรยาของโอห์ม

“ใช่ครับ…มืออาชีพอย่างคุณหมอนิดา ใช้เวลาถ่ายไม่นานหรอก” โอห์มส่งยิ้มให้กับทุกคน ดวงตาหลังแว่นวาวของเขาไล่มองลดานิดาตั้งแต่ศีรษะจนจรดปลายเท้า

“Perfect…สมบูรณ์ดีมาก คุณหมอพร้อมไหมครับ”

“พร้อมค่ะ” ลดานิดาพยักหน้า

“ถ้าคุณหมอพร้อม ก็ขอเชิญเลยค่ะ” แอนนาเดินมาสมทบ เธอมีสคริปต์บอร์ดอยู่ในมือ เตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายภาพในเช้าวันนี้ “เดี๋ยวแอนนาสรุปให้คุณหมอฟังว่าวันนี้เราอยากได้ภาพอารมณ์ประมาณไหน ถ่ายเห็นหน้ามุมไหนบ้าง…ไปค่ะ ทุกคนพร้อมแล้ว”

 

การถ่ายภาพเช้าวันนั้นเสร็จเรียบร้อยก่อนเที่ยง รวดเร็วจริงดังที่อาณัฐว่า

อาจเพราะเป็นแค่การถ่ายภาพนิ่ง แอนนาและโอห์มจัดการทุกอย่างแบบมืออาชีพ อีกทั้งลดานิดาเองก็คุ้นเคยกับการถ่ายภาพมามาก ทุกอย่างจึงเต็มไปด้วยความราบรื่น

ตอนที่เดินกลับมานั่งให้สุภิดาเช็ดเครื่องสำอางนั้น เพชรพธูกลับไปที่คลินิกแล้ว ส่วนอาณัฐก็กำลังจะกลับเช่นกัน

“ที่จริงณัฐกับเพชรไม่ต้องมาก็ได้ เสียเวลาเปล่าๆ” ลดานิดารู้สึกเกรงใจเพื่อน

“เลิกเกรงใจได้แล้วนิดา” อาณัฐหัวเราะชอบใจ “งานสำคัญ ยังไงก็ต้องมาให้กำลังใจกัน อีกอย่าง ผมกับเพชรก็อยากมาดูภาพในมอร์นิเตอร์ด้วย ว่าออกมาตรงกับคอนเซปต์ที่เราคิดกันไว้หรือเปล่า นิดาอยู่หน้ากล้องมองไม่เห็นตัวเองหรอก”

“ก็จริง” ลดานิดาพยักหน้า

จะว่าไปแล้วอาณัฐช่วยได้มากจริงๆ นอกจากเป็นหมอที่มีวาทศิลป์ดี คนไข้นิยมชมชอบแล้ว เขายังเป็นคนที่มีหัวทางด้านศิลปะอีกด้วย อาณัฐดูภาพของลดานิดาในจอภาพมอร์นิเตอร์ไปพร้อมกับโอห์ม แล้วช่วยออกความเห็นหลายอย่างที่มีประโยชน์ ภาพที่ออกมาจึงดูสวยงามและน่าเชื่อถือในเวลาเดียวกัน

“วันนี้นิดาจะเข้าคลินิกหรือเปล่า” เขาหันมาถามหล่อน หลังจากร่ำลาโอห์มและแอนนาเรียบร้อยแล้ว

“คิดว่าไม่เข้าละณัฐ วันนี้นิดาไม่ได้นัดคนไข้ไว้ค่ะ” ลดานิดาส่ายหน้า หล่อนมีจุดมุ่งหมายบางอย่างอยู่ในใจแล้ว

“โอเค งั้นเจอกันพรุ่งนี้” เขาพูดกับหล่อนด้วยท่าทางสบายๆ อาณัฐหันไปยิ้มให้กับช่างแต่งหน้าและช่างทำผมของลดานิดา ก่อนจะเดินออกไปจากสตูดิโอ พร้อมทั้งฮัมเพลงเบาๆ อยู่ในลำคอ

“พี่อนงค์กับดาจะติดรถนิดาไปลงที่ไหนไหมคะ” ก่อนจะแยกย้ายกันไป หล่อนมีแก่ใจหันมาถามคนเก่าแก่ทั้งสอง

“ขอบคุณค่ะ” พี่อนงค์รีบส่ายหน้า “พี่เรียกแท็กซี่กลับเองเลยดีกว่า”

“งั้นพบกันงานหน้านะคะ” ลดานิดาส่งยิ้มให้ เธอหันไปลาแอนนาและโอห์ม พร้อมกับเดินไปที่รถซึ่งจอดอยู่ในลานด้านหน้า จากนั้นก็ขับออกไปอย่างใจเย็น โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสตูดิโอมากนัก…

 

เธอไม่กล้าจอดรถที่หน้าอาคารแห่งนั้น เพราะกลัวว่าจะเป็นที่สังเกตของใครๆ ด้วยรถที่ขับมาวันนี้เป็นรถหรูที่สีสะดุดตา

ลดานิดาจึงขับเลยมาจอดที่ห้างสรรพสินค้าที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนัก เลือกที่จอดซึ่งค่อนข้างลับตาผู้คน จากนั้นก็หยิบเอาผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวจากถุงกำมะหยี่ออกมาสวมลงบนศีรษะ พร้อมกับกลั้นใจรอดูสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น

รู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย เหมือนพื้นโคลงเคลง บ้านหมุนและมีเสียงดังหึ่งๆ อยู่ในหู ลดานิดารู้สึกคลื่นไส้คล้ายคนเมารถจนต้องหลับตาลงชั่วขณะ

พอรู้สึกค่อยยังชั่ว เธอก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง

ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ

เงาของเธอในกระจกรถค่อยๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตา เหมือนกับสายหมอกที่ต้องแสงตะวันยามเช้า

แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว หากลดานิดาก็อดจะใจเต้นแรงมิได้

นึกไปถึงผ้าคลุมล่องหนในวรรณกรรมเยาวชนเรื่องดัง เรื่องที่มีเด็กชายสายเลือดพ่อมดเป็นตัวเอก ในหนังสือเรื่องนั้นก็มีผ้าคลุมล่องหนเช่นกัน ลดานิดาอ่านจบทั้งเจ็ดภาคด้วยความสนุก ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งเธอก็จะได้เป็นเจ้าของผ้าที่มีคุณสมบัติพิเศษไม่แตกต่างกัน

ค่อยๆ เปิดประตูรถออก เหลียวซ้ายแลขวาว่าไม่มีใครเห็นแน่แล้ว จากนั้นจึงค่อยๆเดินออกไปด้านหน้าห้างสรรพสินค้า ระมัดระวังไม่ให้ชนเข้ากับผู้ใด

ลดานิดาเดินลัดเลาะไปตามบาทวิถี จนมาหยุดลงที่หน้าอาคารสูงสามชั้น ออกแบบทันสมัย ด้านหน้าเป็นประตูไม้สีน้ำเงินเข้มตัดขอบด้วยสีทอง ดูเรียบหรู มีคลาส

ป้ายด้านหน้าอาคารเป็นสีน้ำเงินเช่นกัน ตัวหนังสือสีทอง เขียนด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษว่า ‘Pa Dee Clinic’

…คลินิกพาดี…

โดย พญ.ภารดี!

รู้มาสักพักแล้วว่าคลินิกของภารดีอยู่แถวนี้ หากลดานิดาไม่เคยคิดอยากจะมาเหยียบ ด้วยถือคติว่าต่างคนต่างอยู่ ในเมื่อภารดีออกจากคลินิกของเธอมาแล้วก็ไม่มีอะไรต้องยุ่งเกี่ยวกันอีก…

ทั้งที่รู้เต็มอกว่าเด็กคนนั้นขโมยทั้งสูตรยา แถมยังชักชวนคนไข้บางส่วนให้มารักษากับตัวเอง ลดานิดาก็ยังยอมปล่อยให้ผ่านไป

ตอนแรกเธอก็อยากจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเช่นกัน หากเพชรพธูพูดถูก…ไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่จะเอาผิดภารดีได้

ภารดีไม่ได้ขโมยเม็ดยาไป แต่ขโมยสูตรผสมยา

การขโมยความคิด น่ากลัวเสียยิ่งกว่าการขโมยข้าวของ

เพราะความคิดเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น คนที่ขโมยไปสามารถทำได้อย่างง่ายดาย และไม่มีหลักฐานที่จะเอาไปยืนยันกับตำรวจได้เลย

สุดท้ายลดานิดาก็ได้ข้อสรุปว่าเธอไม่ควรเสียเวลา เสียสมองกับอะไรอย่างนี้ สู้เอาเวลามาปรับปรุงคลินิกของตัวเอง ปรับปรุงการบริการและดูแลคนไข้ให้ดีขึ้นดีกว่า คนขี้ขโมยอย่างภารดี คิดอะไรเองไม่ได้มากไปกว่านี้หรอก ต้องรอที่จะขโมยความคิดของคนอื่นอยู่เรื่อยๆ นั่นละ

แต่ลดานิดาก็ยอมรับว่า มีสิ่งหนึ่งที่รุ่นน้องของเธอเก่ง

นั่นคือภารดีจับจุดคนไข้ได้ถูก เธอรักษาคนไข้แบบเดียวกับคลินิกของลดานิดา ให้ยาคล้ายกับคลินิกของลดานิดาทุกอย่าง แต่ภารดีจะทำราคาให้ถูกกว่า ใช้กลยุทธ์นี้มาต่อสู้

คนไข้หลายคนพอใจที่ได้บริการและยาที่คล้ายกันในราคาที่ถูกกว่า แต่ลดานิดาไม่สนใจ ด้วยถือว่าคลินิก Wellness by Nida ใช้ผลิตภัณฑ์ดีกว่า แม้ว่านั่นทำให้ราคาของเธอสูงกว่าคลินิกของภารดีก็ตาม

หากคนไข้ได้ลองรักษากันอย่างต่อเนื่องแล้ว คงจะเห็นและรู้ได้ด้วยตัวเองว่าคุณภาพของคลินิกไหนดีกว่ากัน

หากตัวเลขของคนไข้ที่ Wellness by Nida ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ลดานิดาเริ่มอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

รู้เขารู้เราอาจจะดีกว่า

ยัยภารดีรู้เรื่องของเธอทุกอย่าง

ดังนั้น หากมีโอกาส เธอก็ควรจะรู้เรื่องของอีกฝ่ายบ้าง

ฟังจากคนอื่นไม่เหมือนได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง หญิงสาวกำลังคิดหาวิธีว่าจะมาสืบข้อมูลอย่างไรโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว ก็บังเอิญได้ผ้าคลุมผมเจ้าสาวผืนนี้มาช่วยไว้ทันเวลา

วันนี้เธอตั้งใจแต่แรกแล้วว่า ถ้าหากลองสวมผ้าคลุมหน้าโบราณลงบนศีรษะแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น เธอก็จะขับรถกลับบ้านไป

แต่ถ้าคลุมผ้าแล้วเกิดหายตัวได้เหมือนอย่างวันก่อน เธอก็จะบุกเข้าไปสังเกตการณ์ในคลินิกของภารดี

และตอนนี้เธอก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอาคารของภารดีแล้ว!



Don`t copy text!