พรางพัสตรา บทที่ 16 : มาได้ยังไง

พรางพัสตรา บทที่ 16 : มาได้ยังไง

โดย : พงศกร

พรางพัสตรา นวนิยายออนไลน์เรื่องล่าสุดโดย พงศกร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เมื่อผ้าคลุมผมเจ้าสาวไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชุดเจ้าสาว แต่คือสิ่งที่นำ ‘ลดานิดา’ ไปเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ความรักของเขาคือความจริงหรือความลวง ผ้าคลุมผมเจ้าสาวนี้มีคำตอบ

***************************

“เขาเลยแนะนำพรรณว่า ถ้าไม่อยากรอหมอนิดา ให้พรรณมาหาหมอภาที่นี่ก็ได้” หม่อมหลวงขจีพรรณเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่หายโมโห “ให้แผนที่มาเสร็จสรรพ”

‘เขา’ แนะนำ

ใครกันเป็นคนแนะนำคนไข้เช่นนั้น

นงนาถไม่ได้เอ่ยถามว่าเขาคือใคร เหมือนกับเธอรู้อยู่แล้ว

ยังจะเรื่องที่พยาบาลโทรศัพท์หาเธอนั่นอีก โทร.หาเหรอ…ลดานิดานิ่วหน้า

ใครกันที่โทร.หาเธอ

ไม่มี…

วันนี้ทั้งวัน ไม่มีสายจากคลินิกหรือพยาบาลคนไหนเลย หม่อมหลวงขจีพรรณเอาที่ไหนมาพูด ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่ๆ หรือไม่ก็จะต้องมีใครสักคนโกหก

แต่ไม่ว่าเรื่องนี้จะมีที่มาที่ไปอย่างไร ใครพูดจริง ใครโกหก หากผลของมันก็เกิดขึ้นแล้ว นั่นก็คือเธอเสียคนไข้ประจำไปอีกหนึ่งคน!

ร้อนไปทั้งตัว มือไม้สั่นด้วยความโกรธ

คลินิกของเธอมีหนอนบ่อนไส้ ใครบางคนกำลังจงใจทำลายความน่าเชื่อถือ และค่อยๆ ถ่ายเทคนไข้มาให้ภารดี

แต่ใครกัน…

และคนผู้นั้นทำเช่นนี้ทำไม

“สะดวกดีนะคะ จอดรถที่ห้างได้ด้วย” หม่อมหลวงขจีพรรณเอ่ยชม “คลินิกดูใหญ่โต สะอาดสะอ้าน…พรรณชักชอบแล้วละ”

“นาถจะดูแลคุณพรรณอย่างดีค่ะ คลินิกนี้มีเครื่องไม้เครื่องมือ มียาเหมือนกับคลินิกคุณหมอนิดาทุกอย่าง” นงนาถยิ้มหวาน “คุณหมอภาก็เก่งมาก ฝีมือไม่แพ้คุณหมอนิดาเลยละ แถม…ราคาของที่นี่ยังถูกกว่าหลายเท่า”

“ดีจังเลยค่ะ” หม่อมหลวงคนดังมีท่าทางชอบใจ “ถ้าทุกอย่างดีจริงอย่างที่คุณนาถว่า ต่อจากนี้ พรรณจะมาเป็นคนไข้ประจำของคุณหมอภา ไม่กลับไปคลินิกหมอนิดาอีกแล้ว”

นงนาถยิ้มยินดี หลังจากนั้นสตรีทั้งสองก็คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ สัพเพเหระจนหม่อมหลวงขจีพรรณเริ่มอารมณ์ดี

พอถึงคิวตรวจ เด็กของนงนาถก็คลานเข่าเข้ามาหาหม่อมหลวงคนดังด้วยกิริยานอบน้อม นั่นยิ่งทำให้หม่อมหลวงผู้เจ้ายศเจ้าอย่างปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก

คนไข้ของเธอลุกขึ้นไปพบหมอที่ห้องตรวจนานแล้ว หากลดานิดายังยืนอึ้งอยู่กับที่ รู้สึกสับสนทำอะไรไม่ถูก นี่ถ้าเธอไม่ได้ล่องหนและได้มาฟังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ลดานิดาจะไม่มีวันเชื่อเลยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา…ใครบางคนกำลังแทงข้างหลังเธออย่างเลือดเย็น…

ไม่ได้การ จะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ ขืนไม่ทำอะไรเลย ทุกอย่างอาจจะสายเกินไป ธุรกิจที่อุตส่าห์สร้างขึ้นมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยคงจะพังทลาย ไม่ต่างอะไรกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นเซาะจนถล่ม

เหลือบตามองดูนาฬิกาบนผนัง พบว่าตัวเองเข้ามาในคลินิกนานเกือบครบหนึ่งชั่วโมงแล้ว และลดานิดาก็ไม่รู้ว่าสภาวะล่องหนของตัวเองจะอยู่ได้นานแค่ไหน

ต้องรีบออกไป…หล่อนบอกตัวเอง…รีบไปก่อนที่จะมีใครจับได้

ข้อมูลเท่าที่ได้รู้ มากเพียงพอที่หล่อนจะต้องกลับไปทำอะไรสักอย่าง

หญิงสาวตัดสินใจย้อนกลับไปที่ห้างสรรพสินค้า กลับไปที่รถซึ่งจอดอยู่ชั้นใต้ดิน แกล้งเดินผ่านร้านกาแฟที่เอกภูมิบอกว่ามีนัดกับ ‘คุณหมอ’ คนหนึ่ง หากมองเข้าไปก็ไม่เห็นชายผู้นั้น เขาคงคุยธุระเสร็จเรียบร้อยและกลับบ้านไปแล้ว

ลดานิดาถอนใจยาว รู้สึกอกใจหน่วงหนัก

มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายภายในสองสามวันนี้

และทุกเรื่องล้วนเหนือความคาดหมายของเธอทั้งสิ้น

มือเรียวยาวถอดผ้าคลุมหน้าโบราณออกจากศีรษะด้วยความระมัดระวัง อดนึกขอบคุณความมหัศจรรย์ของผ้าผืนนี้มิได้ ด้วยมันช่วยเปิดเผยความจริงอะไรหลายอย่างให้เธอได้รู้

เงาของลดานิดาค่อยๆ ปรากฏอย่างรางเลือนในกระจก

ความสลัวรางของแสงไฟในลานจอดรถ ซ่อนดวงหน้าเหนื่อยล้าเอาไว้จนมองแทบไม่เห็น

หล่อนสตาร์ตรถยนต์ด้วยอาการอ่อนระโหย จากนั้นก็ค่อยๆ ขับมุ่งหน้าออกนอกเมืองไปด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความสับสน…

 

บ้านหลังน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ในสวนยังให้ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ทุกครั้งที่ลดานิดามาเยือน

มาถึงเอาเมื่อพลบค่ำ และแสงสุดท้ายของสนธยาลับแนวไม้ไปนานแล้ว หญิงสาวแลเห็นแสงไฟส่องสว่างลอดหน้าต่าง ได้ยินเสียงช้อนและจานกระทบกันเมื่อเดินเข้าไปใกล้ เสียงสนทนากับเสียงหัวเราะสนุกสนาน เป็นบรรยากาศครอบครัวที่เธอได้แต่คิดถึง

พ่อและแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตพร้อมกัน หลังจากลดานิดาเรียนจบเวชศาสตร์ชะลอวัยได้ไม่นาน ลดานิดาตัดสินใจขายบ้านแล้วย้ายมาอยู่คอนโดฯ ใจกลางเมือง เธออยู่บ้านไม่ได้ เพราะที่นั่นมีความทรงจำอยู่มากมาย

หญิงสาวทำงานหนัก เพราะจะได้วุ่นวาย เหน็ดเหนื่อยจนไม่คิดไปถึงการสูญเสีย

วันเวลาที่ผ่านไป ทำให้ความทุกข์ของหล่อนค่อยๆ ลดน้อยถอยลง หากมันยังทิ้งร่องรอยเอาไว้ในหัวใจ ทุกครั้งที่ได้เห็นครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า ลดานิดาจะต้องนึกเปรียบเทียบกับตัวเองเสมอ

ยังดีที่หล่อนสนิทสนมกับครอบครัวของบทจร จนรู้สึกราวกับเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวน้อยๆ ครอบครัวนี้ ทุกครั้งที่มีเรื่องไม่สบายใจ ลดานิดาจะนึกถึงบ้านหลังเล็กในสวนหลังนี้เสมอ

“นิดา”

เสียงทุ้มๆ นุ่มหูของใครคนนั้น ทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นรัวเร็วด้วยความดีใจ

“มาได้ยังไงครับ”

บทจรนั่นเอง

ดวงตาของเขาเบิกกว้าง หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่น เขายืนอยู่ที่ประตูห้องครัว ในมือถือชามสลัด กำลังจะเดินเข้าไปในห้องอาหาร สีหน้าของเขาดูประหลาดใจ ด้วยไม่นึกว่าลดานิดาจะมาปรากฏตัวที่บ้านของเขาอย่างในขณะนี้

“เบน”

หล่อนยิ้มกว้าง สืบเท้าเดินเข้ามาหาคนตัวสูงด้วยอาการยินดี

“นี่นิดาไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม…นิดาต้องเป็นฝ่ายถามเบนมากกว่า ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่โทรหานิดา”

“ผมเพิ่งมาถึงเมื่อเช้านี้เอง…ผม…” บทจรกำลังจะพูดอะไรออกมาสักอย่าง หากเสียงหวานใสของใครบางคนดังขึ้นเสียก่อน

“คุยกับใครอยู่คะเบน”

แล้วร่างสูงโปร่งของหญิงสาวผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากห้องอาหาร ดวงหน้าของเธอสวยทันสมัย มือเรียวยาวของเธอคนนั้นรับชามสลัดไปจากมือของบทจรด้วยท่าทางสนิทสนม และนั่นทำให้ลดานิดาถึงกับชะงักไป

“เอ้อ…”

บทจรพลอยชะงักไปด้วยอีกคน เขาหันไปทางหญิงสาวคนนั้น แล้วหันมาทางลดานิดา ก่อนจะเอ่ยแนะนำให้หญิงสาวทั้งสองรู้จักกัน

“นิดาครับ…นี่แจนิส…แจนิสครับ…นี่นิดา”

“อ๋อ…” แจนิสพยักหน้า พร้อมกับยื่นมือออกมาข้างหน้า “คุณหมอลดานิดา…เพื่อนสนิทของเบน ที่เบนเคยเล่าให้แจนฟังบ่อยๆ ยินดีที่ได้พบตัวจริงนะคะ”

สำเนียงภาษาไทยของอีกฝ่ายฟังแปร่งหู บอกให้รู้ว่าหญิงสาวคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างแดนมานาน

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

ลดานิดาเอื้อมมือไปจับกับอีกฝ่ายตามมารยาท หัวใจที่ฟูฟ่องยามได้พบกับบทจร ห่อเหี่ยวลงรวดเร็ว ไม่ต่างอันใดกับลูกโป่งถูกเข็มเจาะ

“คุณหนู”

มารดาของบทจรโผล่เข้ามาได้จังหวะพอดี บัวลาเดินมาจับแขนลดานิดาด้วยความดีใจ จูงให้เดินเข้าไปในบ้านด้วยกัน

“เจอกับเบนแล้วใช่ไหมคะ ป้าตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะส่งข่าวให้คุณหนูทราบว่านายเบนกลับมาแล้ว มาก่อนกำหนดตั้งหลายสัปดาห์”

“ค่ะ” ลดานิดาตอบสั้นๆ ทั้งที่ใจมีคำถามมากมาย

“ป้าดีใจจริงๆ ที่คุณหนูแวะมาหา…ทานอะไรมาหรือยังคะ”

“ยังเลยค่ะ ว่าจะมาขอทานอาหารเย็นด้วยนี่ละค่ะ” เธอพึมพำตอบ และยกมือขึ้นไหว้บิดาของบทจร “สวัสดีค่ะคุณลุง…หวัดดีจ้ะกระรอก”

ประโยคหลัง ลดานิดาทักทายเด็กสาวรูปร่างทะมัดทะแมงที่นั่งอยู่ข้างๆ ร้อยเอกขจร ปัทมาศส่งยิ้มให้กับลดานิดาด้วยท่าทางดีอกดีใจไม่แพ้พ่อแม่บุญธรรม

“มา มา…นั่งเลยครับคุณหนู” ร้อยเอกขจรลุกขึ้นจากหัวโต๊ะ ช่วยกันกับภรรยาจัดจานอาหารเพิ่มอีกหนึ่งที่ “นายเบนเพิ่งกลับมาถึงเมื่อเช้านี้เอง มาถึงก็อยากทำอาหารฝรั่งให้พ่อแม่กับน้องทานกัน วันนี้เราเลยได้ดินเนอร์กับแบบฝรั่งนะครับคุณหนู”

“ที่จริงนิดาไม่ทานก็ได้นะคะ เบนคงไม่ได้เตรียมอาหารเผื่อคนอื่น” อารมณ์น้อยใจ รู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินทำให้นิดาพูดออกไปเช่นนั้น

“คนอื่นที่ไหนกันคะ” บัวลาหน้าเสีย “สำหรับครอบครัวเราแล้ว คุณหนูไม่เคยเป็นคนอื่น”

“อาหารฝรั่ง ส่วนมากแล้วจะเตรียมไว้พอดีกับคนรับประทาน” ลดานิดาพึมพำ “นิดาผิดเองที่ไม่ได้โทรมาบอกก่อน…คุณป้าทานกันเถิดค่ะ นิดากลับก่อนดีกว่า”

แจนิสและบทจรเดินตามเข้ามาในห้องอาหารพร้อมกัน ทันได้ยินประโยคสุดท้ายของลดานิดาพอดี

“อยู่ดินเนอร์ด้วยกันก่อนเถิดค่ะคุณหมอ” แจนิสเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ ดวงตาของเธอจ้องมองลดานิดาด้วยอาการพินิจพิเคราะห์

“ไม่ต้องห่วงว่าอาหารจะไม่พอ แจนกับเบนช่วยกันทำอาหารเอาไว้หลายจานมาก ต่อให้มีแขกสิบคนก็ยังไหว…เบนเองก็ดีใจที่ได้เจอคุณหมอ แล้วอย่างนั้นคุณหมอจะรีบกลับทำไมล่ะคะ อุตส่าห์แวะมาถึงนี่แล้ว…ใช่ไหมเบน”

หล่อนเอาศอกกระทุ้งชายหนุ่ม

“เอ้อ…” เสียงของบทจรแผ่วต่ำ “ใช่ครับ…นิดาอยู่ทานข้าวกับพวกเราก่อนเถอะครับ ไม่ต้องห่วงว่าอาหารจะไม่พอ ถ้าไม่อิ่มเดี๋ยวผมเจียวไข่ให้”

“ใครเขาอยากทานไข่เจียวฝีมือนายกัน” ลดานิดาพึมพำ “ฉันเจียวเองอร่อยกว่าเยอะ”

“จริงหรือ…งั้นแปลว่าผมต้องกินไข่เจียวฝีมือนิดาอีกใช่ไหม” บทจรย้อนพร้อมกับจ้องตาลดานิดาแน่วนิ่ง

“นี่จะจำไปจนชั่วชีวิตเลยใช่ไหม” ลดานิดาถลึงตามองเขาบ้าง จากนั้นทั้งสองก็เลยหัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน

เสียงหัวเราะทำให้บรรยากาศตึงเตรียดภายในห้องผ่อนคลายลง ลดานิดาอดนึกไปถึงวัยเยาว์มิได้ และท่าทางบทจรเองก็ไม่ลืมเรื่องนั้นเช่นกัน

“ผมเกือบตายเลยนะ ดีที่รอดมาได้” บทจรทำเสียงอุบอิบในลำคอ

“เสียดาย” ลดานิดาแกล้งว่า “ถ้ารู้ว่ารอดมาได้แล้วจะเป็นแบบนี้…นิดาน่าจะใส่ส่วนผสมให้หนักมือกว่านั้น เอาให้สุดๆ ไปเลย”

“โอ้โห…” บทจรโวยวาย ลดานิดาเห็นบัวลาหันไปแอบยิ้มกับสามี “นั่นยังโหดไม่พอใช่ไหม”

“นายจะได้ไม่ลืมฉันไงเบน” ลดานิดาหลุดปากออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

“ผมไม่ลืมนิดาหรอก…ไม่มีวัน” เขาพึมพำเสียงแผ่ว

แน่ละ…ใครจะลืมเรื่องนั้นได้

เรื่องที่เธอเล่นเป็นแม่ค้าขายของ แล้วเก็บเอาใบไม้ ดอกไม้แถวนั้นมาทำเป็นไข่เจียวปลอมๆ แต่บังคับให้บทจรกินเข้าไปจริงๆ

ตอนแรกบทจรก็ไม่ยอมกิน แต่พอลดานิดาร้องไห้ เขาก็ยอมกินเพื่อเอาใจหล่อน ผลก็คือคืนวันนั้น บทจรปวดท้อง จนต้องไปหาหมอและแอดมิตนอนให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลถึงสองคืน

ลดานิดาถูกพ่อตีและตัดเงินค่าขนมเป็นการลงโทษ ฐานที่เล่นแผลงๆ จนคนอื่นเดือดร้อน

เมื่อนึกถึงเรื่องราวครั้งเก่าก่อนและยิ้มออกมาได้ ความรู้สึกของลดานิดาก็เริ่มดีขึ้นนิดหนึ่ง สายตาที่มองแจนิสก็เริ่มเป็นมิตรขึ้น

“เอาละค่ะ ทุกคนหิวแล้วใช่ไหมคะ…อย่ารอช้า มาเริ่มรับประทานอาหารกันเลยดีกว่า”

แจนิสวางชามสลัดลงตรงกลางโต๊ะ เธอส่งยิ้มให้ทุกคนด้วยสีหน้าผ่อนคลาย

“แจนจะแนะนำอาหารค่ำวันนี้นะคะ…เราจะเริ่มต้นที่วอเตอร์เครสสลัดเป็นอันดับแรก” แจนิสอธิบายเสียงใส “วอเตอร์เครสหรือผักน้ำ…เป็นผักปลอดสารพิษ ที่คุณแม่บัวลาเป็นคนปลูกเอง…ใช่ไหมคะ”

คุณแม่บัวลา…อืม…ลดานิดาอ้าปากค้างก่อนจะถอนใจเฮ้อออกมาเบาๆ

แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่หล่อนจะต้องแปลกใจแต่อย่างใด

ตัวเธอเองก็กำลังจะแต่งงานแล้วนี่นะ บทจรเองก็อยู่ในวัยที่สมควรจะมีคู่ครองไม่ใช่หรือ

หากจะมีอะไรที่จะต้องแปลกใจก็คือ ตลอดเวลาที่คุยกัน บทจรไม่เคยเอ่ยถึงคนรักของเขาให้หล่อนฟังเลยสักครั้ง

“ใช่ค่ะ” บัวลายิ้มอย่างภาคภูมิใจ “ผักผลไม้ที่สวนนี้ เราไม่ใช้สารเคมีเลย ฉะนั้น ทานได้ด้วยความสบายใจค่ะ”

“วัตถุดิบที่ดี ทำให้อาหารดี และทำให้เรามีสุขภาพที่ดีค่ะ” แจนิสยิ้มตาหยี หากจะพูดอย่างไม่ลำเอียงละก็ หญิงสาวที่นั่งอยู่ติดกับบทจรนั้นสวย น่ารัก เหมาะกับเขาดี “สลัดจานนี้ เสิร์ฟพร้อมกับอะไรคะเบน…บอกทุกคนหน่อย”

“ซุปหอยลาย” บทจรตอบด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “แต่หอยลายนี้มาจากตลาด คุณแม่บัวลาไม่ได้เลี้ยงนะครับ”

“แหม” ปัทมาศได้จังหวะ ขอมีส่วนร่วมในบทสนทนา “ถ้าคุณแม่บัวลาเลี้ยงหอยลายได้มากมายขนาดนี้ เห็นทีหนูไม่ต้องไปทำงานที่ไหนแล้ว อยู่ช่วยคุณแม่เลี้ยงหอยที่บ้านนี่ละ”

“ใช่..จริงด้วย” ลดานิดานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “กระรอกยังตั้งใจจะไปสมัครทำงานกับพี่อยู่ใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ แต่คุณพี่หมอยังเปลี่ยนใจทันนะคะ” กระรอกหัวเราะชอบใจ

“ไม่เปลี่ยนใจแน่” ลดานิดาหมายมั่น “พี่มีงานสำคัญ…ต้องการคนที่ไว้ใจได้แบบกระรอกนี่ละ…ว่าแต่ กระรอกจ๊ะ…พรุ่งนี้หนูไปเริ่มงานเลยได้ไหม”



Don`t copy text!