พรางพัสตรา บทที่ 20 : ฤดูมรสุม

พรางพัสตรา บทที่ 20 : ฤดูมรสุม

โดย : พงศกร

พรางพัสตรา นวนิยายออนไลน์เรื่องล่าสุดโดย พงศกร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เมื่อผ้าคลุมผมเจ้าสาวไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชุดเจ้าสาว แต่คือสิ่งที่นำ ‘ลดานิดา’ ไปเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ความรักของเขาคือความจริงหรือความลวง ผ้าคลุมผมเจ้าสาวนี้มีคำตอบ

*************************** 

อาหารค่ำมื้อนั้นจบลงอย่างกร่อยๆ เพราะหลังจากพยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อม และเห็นว่าไม่สามารถโน้มน้าวใจของลดานิดาให้คล้อยตามได้ ดาราหนุ่มก็มีท่าทางหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด

บรรยากาศเริ่มอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีใครคุยกัน รสชาติของอาหารเหมือนจะจืดจางลงไปไม่อร่อยลิ้นเหมือนเคย ต่างคนต่างนั่งอดทนรับประทานอาหารจนอิ่ม มณียารีบขอตัวกลับ ดาราสาวส่งยิ้มให้ลดานิดา ท่าทางห่างเหินไม่เหมือนตอนแรกที่มาถึง ส่วนพีธันดรนั้นนั่งทำหน้าบอกบุญไม่รับ

ที่ผ่านมา ลดานิดาได้ยินคนรอบข้างบ่นอยู่บ่อยๆ ถึงนิสัยเอาแต่ใจตัวของพีธันดร หากไม่เคยเห็นอิทธิฤทธิ์ของเขาด้วยตัวเองอย่างในวันนี้ พีธันดรไม่อดทนรักษามารยาทเหมือนทุกครั้ง เมื่อไม่พอใจเขาก็แสดงออกให้ลดานิดารู้สึกได้

หลังจากจ่ายเงินค่าอาหารเรียบร้อย พีธันดรก็เดินนำหน้าไปยังรถที่จอดแอบอยู่ริมถนน โดยไม่ได้สนใจว่าลดานิดาจะเดินตามทันหรือไม่

อาการเดินกระแทกเท้าบอกถึงความรู้สึกในใจ แต่เพราะยังเกรงใจ พีธันดรเลยอาละวาดเอากับเธอไม่ได้ เขาเลยหันไปเกเรใส่คนอื่น และคนที่มารับเคราะห์แทนลดานิดาคือแม่และลูกสาวสองคนที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ในร้าน

ดูจากท่าทางดีใจแล้ว ลดานิดาก็บอกได้ว่าทั้งคู่เป็นแฟนคลับของพีธันดร พวกเธอตื่นเต้นมากที่ได้พบกับดาราหนุ่มโดยไม่ได้คาดหมาย คนเป็นแม่วางช้อนในมือลง แล้วชวนลูกสาวซึ่งเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ อายุไม่น่าเกินสิบขวบให้ลุกขึ้นมาขอถ่ายรูปคู่กับดาราคนโปรด

“ไม่สะดวกครับ” พีธันดรตอบเสียงแผ่วต่ำ สีหน้าเรียบเฉยปราศจากรอยยิ้ม

“ขอถ่ายด้วยสักภาพได้ไหมคะ หนูตุ๋มลูกสาวดิฉันเป็นแฟนคลับติดตามผลงานของคุณพีทมาตลอด มีนิตยสารที่มีรูปคุณพีททุกเล่มเลย”

“ไม่สะดวกครับ ฟังไม่เข้าใจหรือไง” พีธันดรแค่นเสียง หากทว่าดังพอที่ผู้คนแถวนั้นจะได้ยิน

“เอ้อ…” ผู้เป็นมารดาหน้าเสีย ขณะที่คนในร้านหันมามองและซุบซิบกันด้วยความขบขัน จังหวะนั้นลดานิดาเดินตามมาทันพอดี รู้สึกเห็นใจสองแม่ลูกคู่นั้น เธอเดินเข้าไปสะกิดชายหนุ่ม

“พีทคะ ถ่ายกับน้องหน่อยสิคะ”

“ไม่…นี่เป็นเวลาส่วนตัว ผมอยากพักผ่อน เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ช่วยเกรงใจผมหน่อยนะ” พูดจบเขาก็เดินหนีไปเลย ปล่อยให้ลดานิดาเป็นคนต้องหันไปขอโทษสองแม่ลูก ก่อนจะวิ่งตามพีธันดรไป

เห็นสีหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยแล้วลดานิดาได้แต่ถอนใจยาว พีธันดรไม่รู้หรอกว่าทำแบบนี้จะเกิดผลเสียกับเขาเพียงใด…แต่ก็ไม่แน่…เขาอาจรู้ แต่ไม่สนใจ ไม่ใช่แค่สองแม่ลูกเท่านั้นที่จะผิดหวัง ลดานิดาเองก็รู้สึกผิดหวังเช่นกัน เป็นอีกครั้งที่เธอได้เห็นพีธันดรในอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งเธอไม่เคยเห็นมาก่อน

“พีทคะ” อดรนทนไม่ไหว ตอนนั่งรถกลับมาที่คลินิกด้วยกัน ลดานิดาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นิดาว่าพีทไม่น่าทำแบบนั้นเลย กับแค่ถ่ายรูปนิดเดียว…คุณไม่น่าจะต้องอารมณ์เสียมากมาย”

“พอเถอะนิดา” พีธันดรเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตายังคงมองจ้องถนนเบื้องหน้าแน่วนิ่ง “มีพี่เป้คอยควบคุมผมคนเดียวก็พอแล้ว”

“ฉันแค่เป็นห่วง” ลดานิดาว่า “คุณไม่เห็นแววตาของเด็กคนนั้นว่าผิดหวังมากแค่ไหน คุณเพิ่งเสียแฟนคลับไปนะคะ”

“ก็แค่แฟนคลับ” พีธันดรแค่นเสียงแผ่วต่ำ “ผมยังมีอีกหลายพันหายหมื่นคน เสียไปแค่คนเดียวไม่เป็นไรหรอก”

เมื่อเขาพูดแบบนี้ ลดานิดาจึงได้แต่นิ่ง ด้วยไม่รู้จะพูดอะไรกับดาราหนุ่มอีก เมื่อเขาเลี้ยวรถมาจอดหน้าคลินิก ก่อนจะเปิดประตูก้าวลงไปพีธันดรบอกกับเธอว่า

“อย่าลืมเอาเรื่องที่มันนี่ชวนกลับไปคิดอีกทีนะครับนิดา ผมว่าเรื่องแบบนี้เราต้องรีบตัดสินใจให้ไว ทุกนาทีเป็นเงินเป็นทอง ยังไงรีบให้คำตอบด้วยนะครับ”

“ถ้าพีทอยากได้คำตอบไวๆ ละก็ นิดาตอบเสียตอนนี้เลยก็ได้” ลดานิดาชะงักมือที่กำลังจะปิดประตูรถ ดวงตาของเธอจ้องมองเขาแน่วนิ่ง เอ่ยเสียงเยียบเย็น

“นิดาไม่สนโสมวาฬอะไรนั่นของคุณมันนี่…เชิญคุณไปหาหมอคนอื่นมาเป็นหุ้นส่วนได้เลยค่ะ ไม่ต้องรอนิดา”

 

เป็นอีกคืนที่ลดานิดาหลับไม่สนิท พลิกตัวกระสับกระส่ายไปมา เดี๋ยวหลับ เดี๋ยวตื่น แม้แต่ความฝันก็ยังสับสนวุ่นวาย

เป็นครั้งแรกที่พีธันดรแสดงความไม่พอใจออกมาให้เห็นโดยเปิดเผย คบหามานานถึงขั้นตกลงแต่งงาน ลดานิดาไม่เคยเห็นเขาในแง่มุมนี้ เธอจึงออกจะตกใจไม่น้อย

เขาไม่พอใจที่เธอปฏิเสธไม่ร่วมธุรกิจกับเพื่อนของเขา

แต่เธอไม่พอใจที่เขาปิดบังความจริง

ตอนที่ถามว่ามณียาอยากปรึกษาเธอเรื่องอะไร พีธันดรบอกเพียงแต่ว่าดาราสาวอยากปรึกษาเรื่องอาหารเสริม ไม่ได้บอกเลยว่าแท้จริงแล้วมณียาคิดการใหญ่ วางแผนเปิดธุรกิจอาหารเสริม บทสนทนาในโต๊ะอาหาร บอกให้ลดานิดารู้ว่าพีธันดรกับมณียาคุยกันมาแล้ว ถึงขั้นพีธันดรตัดสินใจจะร่วมลงทุนด้วย เพียงแต่ดาราหนุ่มไม่ยอมบอกให้หล่อนรู้ก่อน

ลดานิดารู้สึกไม่ดีที่จำเป็นต้องปฏิเสธ แต่ถ้าจะต้องให้ตอบตกลง เธอก็ไม่สบายใจเช่นกัน

แพทย์เป็นอาชีพที่สังคมคาดหวัง จรรยาบรรณในวิชาชีพทำให้ลดานิดาต้องระมัดระวังในการออกมาพูดสนับสนุนอะไรสักอย่าง

เรื่องของวิตามินและอาหารเสริมเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ทุกวันนี้ในท้องตลาดมีอาหารเสริมและวิตามินวางจำหน่ายมากมาย ผลิตโดยบุคคลทั่วไปและบุคคลในวงการแพทย์ สรรพคุณก็มีหลากหลาย ถูกต้องตามหลักวิชาการบ้าง โอ้อวดเกินจริงบ้าง

ลดานิดาไม่ได้อยากตกอยู่ในวงจรแบบนั้น

รู้อยู่ว่าถ้าร่วมลงทุนกับมณียา ก็คงจะมีรายได้ดีมาก เพราะเธอเป็นหมอที่คนนับหน้าถือตา อีกทั้งมณียาและพีธันดรก็เป็นดาราที่กำลังได้รับความนิยมสูง คำพูดที่ออกมาจากปากของบุคคลทั้งสามย่อมเป็นที่น่าเชื่อถือ

แต่โสมวาฬจะรักษากระดูกทับเส้นให้หายได้จริงหรือไม่นั้น เป็นคนละประเด็น

ฟังจากหลักการแล้ว ลดานิดาไม่เชื่อว่าจะรักษาได้ และหญิงสาวก็ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง หากใจไม่เชื่อเสียแล้ว ต่อให้เห็นเงินรออยู่ข้างหน้ามากมายเพียงใด…เธอก็พูดไม่ได้

พีธันดรต้องเรียนรู้ที่จะให้เกียรติหล่อนมากกว่านี้

การที่เธอและเขากำลังจะแต่งงานกัน ไม่ได้หมายความว่าพีธันดรจะเข้ามาควบคุมชีวิตของหล่อนได้ คนรักกันควรจะเติบโตไปพร้อมกันเหมือนต้นไม้สองต้นที่งอกงามคู่กันมากกว่า ไม่ใช่การที่ต้นหนึ่งไปเติบโตอยู่ภายใต้ร่มเงาของอีกต้นหนึ่ง เพราะหากปล่อยให้เป็นเช่นนั้นนานวัน ต้นไม้ต้นที่อยู่ใต้ร่มเงาของอีกฝ่าย ก็จะเหี่ยวเฉาหรืออาจถึงขั้นตายไปได้ในที่สุด

ลุกขึ้นจากที่นอน เพราะได้ยินเสียงกดกริ่งหน้าห้อง

ลดานิดาขมวดคิ้วด้วยไม่นึกว่าจะมีคนมาหาถึงคอนโดฯ แอบนึกว่าพีธันดรคงจะรู้สึกผิดแล้วมาหาเพื่อขอโทษ แต่คนที่ยืนรออยู่หน้าประตูกลับเป็นปัทมาศ

“กระรอก มาทำไมแต่เช้า มีอะไรหรือเปล่า” ลดานิดาเปิดประตูให้เด็กสาว แล้วเลยเพิ่งเห็นคนร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของปัทมาศ

“เบน…” หล่อนพึมพำ ด้วยไม่คิดว่าเขาจะมาปรากฏตัวในเช้าวันนี้

ดวงหน้าของเขาคมสันอ่อนเยาว์ ไรหนวดเขียวอ่อนจางขับให้ริมฝีปากบางดูน่ามอง ดวงตาคู่คมที่จ้องมองลดานิดาเต็มไปด้วยร่องรอยประหลาดใจ หล่อนอ่านสายตาของเขาออกแทบจะทันที

บทจรคงสังเกตเห็นริ้วรอยที่ปรากฏอยู่บนดวงหน้าของเธอ แหม…เพิ่งฉีดโบท็อกซ์ไปเมื่อวานนี้เอง จะให้กลับมาตึงเหมือนเดิมได้อย่างไรกัน คงต้องรออีกสักวันสองวันทุกอย่างจึงจะเข้าที่เข้าทางอย่างที่ควรจะเป็น

“หนูแวะมาถามค่ะว่า คุณพี่หมอจะให้ทำอะไรบ้าง” ปัทมาศไม่ทันสังเกตท่าทางของลดานิดา เด็กสาวส่งเสียงถามอย่างร่าเริง “คือคุณพี่หมอรับหนูทำงานแล้ว แต่ทำไมยังไม่สั่งงานสักที หนูไม่สบายใจ พี่เบนเลยแนะนำให้แวะมาถามดีกว่าว่าอยากให้หนูทำอะไร”

“ที่ยังไม่ได้สั่งงาน เพราะพี่กำลังคิดอยู่ว่าจะให้กระรอกทำอะไรบ้าง เข้ามาคุยกันก่อนสิ…” ลดานิดาพยักหน้าให้สองคนนั้นตามเข้ามาในห้อง

“รับกาแฟไหมคะ”

หล่อนถามลอยๆ ไม่เจาะจงว่าถามบทจรหรือปัทมาศ

“ผมชงให้” บทจรอาสา “นิดาคุยงานกับกระรอกดีกว่า”

“นิดา…” ลดานิดากำลังจะบอกว่าอยากได้กาแฟแบบไหน

“นิดาดื่มอเมริกาโน่ กาแฟสามชอต ไม่ใส่น้ำตาล”

…เขาจำได้…

“ขอบคุณค่ะ” ลดานิดาส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม ก่อนจะหันมาทางปัทมาศ “เอาละ…งานแรกที่พี่จะให้กระรอกเริ่มก็คือ ไปตรวจสุขภาพที่คลินิกของพี่ แล้วตอนฟังผลตรวจ บอกพยาบาลว่าขอมาฟังผลกับพี่”

“ให้ไปวันไหนคะ” ปัทมาศรับคำสั่งโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีคำถามว่าทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร

“พรุ่งนี้พี่หยุด” ลดานิดาเหลือบมองปฏิทินที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ “ไปพรุ่งนี้”

“อ้าว” ปัทมาศนิ่วหน้า “พยาบาลก็ต้องนัดให้หนูมาใหม่สิคะ”

“ก็ควรจะเป็นแบบนั้น” ลดานิดาพยักหน้าด้วยอาการครุ่นคิด “ตรวจเสร็จแล้วได้ความว่าอย่างไร พยาบาลนัดให้พบได้ตรวจกับพี่เมื่อไร กระรอกรายงานผลมาให้ละเอียดเลย…สำหรับค่าใช้จ่าย พี่จะเปิดบัญชีให้กระรอกเอาไว้ และออกบัตรเครดิตเสริมให้อีกหนึ่งใบ กระรอกบริหารจัดการเงินพวกนี้ได้เลย”

“ได้สิคะ หนูจะทำบัญชีค่าใช้จ่ายส่งคุณพี่หมอทุกเดือน” กระรอกเป็นคนรอบคอบโดยเฉพาะกับเรื่องเงินเรื่องทอง “ถ้างั้นวันนี้หนูขออนุญาตไปพบเพื่อนได้ใช่ไหมคะ”

“ได้สิ” ลดานิดาหันไปรับกาแฟที่บทจรถือมาส่งให้ “ขอบคุณค่ะ”

“อ้าว…ไม่ไปเป็นเพื่อนพี่แล้วหรือ” บทจรหันไปหาน้องสาวบุญธรรม “ไหงมาหักหลังกันแบบนี้ล่ะ แจนก็หักหลังไปคนหนึ่งแล้ว”

ชื่อของหญิงสาวคนนั้นทำให้ลดานิดารู้สึกแปลบขึ้นมาในอก และหล่อนคงเผลอถอนใจยาวออกมาโดยไม่รู้ตัว สายตาของบทจรที่มองมาจึงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

“พี่เบนชวนคุณพี่หมอไปสิ หนูอยากไปหาพลอย นางกำลังมีปัญหากับแฟน” กระรอกไม่ได้สังเกตท่าทางประหลาดใจของเจ้านายสาว

“ไม่เป็นไร กระรอกไม่ว่าง พี่ไปเองก็ได้” ชายหนุ่มยกกาแฟแก้วของตัวเองขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด

“เบนจะไปไหนเหรอ” ลดานิดาหลุดปากถามออกไป “วันนี้นิดามีตรวจคนไข้ช่วงบ่าย ยังพอมีเวลา…ไปส่งได้นะ”

“ผมจะไปหาห้องเช่าสำหรับทำร้านอาหารน่ะ” บทจรตอบง่ายๆ ตามนิสัย

“ห้องเช่า…ทำร้านอาหาร” ลดานิดาขมวดคิ้ว รู้สึกได้ถึงหัวใจที่กำลังเต้นโครมคราม “อย่าบอกนะว่าเบน…”

“ผมกำลังคิดจะย้ายกลับบ้าน” ชายหนุ่มตอบเสียงราบเรียบ “พ่อกับแม่แก่ตัวลงทุกที ผมอยากกลับมาดูแลพวกท่าน”

“เบน…” ลดานิดาร้องด้วยน้ำเสียงยินดี “โอ๊ย นิดาดีใจที่สุดเลย”

“ยังไม่ได้ย้ายมาทันทีหรอกนะ” เขาว่า “หลังงานแต่งงานของนิดา ผมต้องกลับอิตาลี ไปจัดการเคลียร์งานให้เรียบร้อยก่อน ปลายปีนั่นละถึงจะได้ย้ายกลับมา”

“แล้วคุณแจน” อดนึกไปถึงดวงหน้าสวยทันสมัยของแจนิสมิได้

“แจนก็กำลังคิดว่าจะย้ายมาอยู่เมืองไทยเช่นกัน” เขาตอบสั้นๆ และคำตอบนั้นทำให้หัวใจที่กำลังฟูฟ่องของลดานิดาห่อเหี่ยวลงไป ราวกับลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม

“งั้นคุณก็ควรจะรอไปดูร้านพร้อมกับคุณแจน” ลดานิดาเสียงแผ่ว “จะได้ให้เธอช่วยตัดสินใจ”

“ผมตัดสินเองได้ อีกอย่าง…แจนไม่ว่างจะไปดูร้านกับผมหรอก แต่ถึงจะว่างแจนก็ไม่สนใจ” บทจรส่ายหน้า “ถ้านิดาไม่ติดอะไร…ไปเป็นเพื่อนผม ช่วยผมดูก็คงจะดีมากๆ แต่ถ้าไม่ว่างก็ไม่เป็นไรนะ ผมไปดูคนเดียวได้ พ่อเขาหยิบโบรชัวร์แผ่นพับโฆษณามาให้ผม…มีอยู่สองสามแห่งที่น่าสนใจ”

“นิดาไปได้…เบนไม่อยู่เมืองไทยเสียนาน ไปเองไปไม่ถูกแน่ ตอนนี้กรุงเทพมีคอมมูนิตี้ มอลล์เล็กๆ เกิดขึ้นมากมาย” ลดานิดาหมายถึงห้างเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชน ห้างลักษณะนี้ไม่ได้เป็นตึกใหญ่โตหรูหรา หากเป็นกลุ่มของร้านเล็กร้านน้อยที่มาอยู่รวมกัน “นิดาว่าร้านอาหารอยู่ในมอลล์แบบนี้น่าจะเหมาะกว่าไปตั้งอยู่โดดๆ”

“ผมก็คิดว่าจะไปเปิดอยู่ในคอมมูนิตี้ มอลล์นี่ละ” บทจรหยิบเอกสารออกมาจากกระเป๋าปึกหนึ่งส่งให้ลดานิดา เป็นเอกสารที่ได้มาจากผู้เป็นบิดา

“ทำเลดีทุกแห่งเลย” ลดานิดาพลิกเอกสารดูทีละแผ่น มีแผ่นหนึ่งที่สะดุดตาเธอเป็นพิเศษ “เบนอยากไปที่ไหนก่อน”

“ที่นี่…ดีไหม ผมว่าน่าสนใจที่สุดในบรรดาทั้งหมดที่พ่อหามา” เขาชี้นิ้วไปที่เอกสารแผ่นที่ลดานิดากำลังจ้องมองอยู่พอดี

“ได้สิคะ ลองไปดูว่าเบนชอบหรือเปล่า” ลดานิดาพยักหน้า “นิดาเองก็กำลังอยากไปแถวนั้นพอดี”



Don`t copy text!