พรางพัสตรา บทที่ 23 : หน้ากากมนุษย์

พรางพัสตรา บทที่ 23 : หน้ากากมนุษย์

โดย : พงศกร

พรางพัสตรา นวนิยายออนไลน์เรื่องล่าสุดโดย พงศกร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เมื่อผ้าคลุมผมเจ้าสาวไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชุดเจ้าสาว แต่คือสิ่งที่นำ ‘ลดานิดา’ ไปเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ความรักของเขาคือความจริงหรือความลวง ผ้าคลุมผมเจ้าสาวนี้มีคำตอบ

*************************** 

มณียา!

ลดานิดาอ้าปากค้าง ด้วยไม่นึกว่าจะเป็นดาราสาวคนนั้น แต่ที่ทำให้ประหลาดใจยิ่งกว่าคือชายวัยสามสิบปลายที่เดินตามหลังมณียาเข้ามาด้วย

“พี่เป้”

ลดานิดาหลุดปากอุทานออกมาเบาๆ หากนั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะในสภาวะล่องหนเช่นนี้ ไม่มีใครได้ยินสิ่งที่หล่อนพูด

ชะเง้อมอง เผื่อว่าจะมีพีธันดรตามมาด้วยอีกคน หากไม่ปรากฏเงาของเขาคนนั้น

พีธันดรหายไปตั้งแต่วันที่เขาชวนหล่อนร่วมลงทุนโสมวาฬ แล้วลดานิดาปฏิเสธ วันนั้นเขาและเธอแยกกันด้วยความไม่เข้าใจ แอบนึกว่าพีธันดรจะโทร.หา หากผ่านมาเป็นวันที่สองแล้วเขาก็ยังไม่โทร.มา

ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หากเป็นเรื่องที่กวนใจลดานิดาไม่หาย พีธันดรเปลี่ยนไปมากหลังจากที่หล่อนตกลงแต่งงานกับเขา แม้จะแสดงให้เห็นว่าเขารักและใส่ใจ หากลดานิดารู้สึกว่าหล่อนไม่ใช่คนที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของเขาอีกต่อไป

ขนาดยังไม่แต่งงานยังเป็นขนาดนี้ แต่งกันไปแล้วจะเป็นอย่างไรยังนึกไม่ออก

แวบหนึ่งนั้น หล่อนรู้สึกเสียดายที่ตอบตกลงแต่งงานกับพีธันดรเร็วไปหน่อย น่าจะคบกันไปอีกสักปี จะได้รู้จักกันให้มากกว่านี้

“คุณหมอภา”

เสียงของพี่เป้ดึงให้ลดานิดากลับมาสนใจเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้า ผู้จัดการดาราทักทายภารดีที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับนงนาถ ด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ลักษณะการพูดการจาไม่ใช่คนเพิ่งรู้จักกัน หากมีความคุ้นเคยกันอยู่ในที

“สวัสดีค่ะพี่เป้ สวัสดีค่ะคุณมันนี่”

ภารดียิ้มหวาน ทำเสียงหวานทำนองเดียวกันใส่อีกฝ่าย นงนาถนั้นเพียงแต่พยักหน้าให้กับทุกคนแล้วเดินเลี่ยงไปนั่งเงียบๆ อยู่ที่มุมห้อง…

ใกล้กับลดานิดามาก…

และนงนาถอาจจะรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของหล่อน หัวหน้าพยาบาลประจำคลินิกจึงยกมือขึ้นลูบแขนตนเอง พร้อมกับเหลือบตามองไปมา ก่อนจะถอนใจออกมาเบาๆ

“ขอบคุณนะคะที่คุณหมออนุญาตให้มันนี่มาพบ” มณียาส่งยิ้ม และลดานิดาก็บอกกับตนเองว่าคิดไม่ผิดจริงๆ ที่ยอมเสี่ยง รออยู่จนถึงเวลานัดหมายของภารดี “มันนี่เตรียมมาพรีเซนต์โปรเจกต์ให้คุณหมอฟังด้วยนะคะ”

มณียาหยิบกระเป๋าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กขึ้นมา เตรียมจะเปิดอธิบายข้อมูลให้ภารดีฟัง หากแพทย์หญิงเจ้าของคลินิกยกมือห้ามไว้

“ไม่ต้องค่ะ…เสียเวลา เพราะถ้าคุณมันนี่จะเล่าเรื่องโสมวาฬ ภาทราบรายละเอียดหมดแล้ว”

ไม่เพียงแต่ปรมะและมณียาเท่านั้นที่จะประหลาดใจ หากลดานิดาก็รู้สึกไม่ต่างกัน และประโยคถัดมาของภารดีก็ไม่ต่างอะไรกับการโยนระเบิดลงมากลางวงสนทนา

“เมื่อคืน…พีทอธิบายรายละเอียดให้ภาฟังหมดแล้ว”

ลดานิดารู้สึกเย็นวาบ เหมือนมีใครเอาน้ำเย็นราดศีรษะจนเปียกโชกไปทั้งตัว

…หมายความว่าอย่างไรที่ว่า…เมื่อคืน…พีทอธิบายรายละเอียดให้ภาฟังหมดแล้ว….

“แหม อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิคะพี่เป้” ภารดีหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางตกใจของผู้จัดการของพีธันดร “มันไม่มีอะไรอย่างที่พี่เป้กลัวหรอกค่ะ ภาพูดรู้เรื่อง รู้ขอบเขตของตัวเอง และมีน้ำใจนักกีฬามากพอ พีทแค่แวะมากินข้าวเย็นกับภา เพราะอยากปรึกษาเรื่องโสมวาฬเท่านั้นเอง พีทเขากลุ้มใจน่ะค่ะ ก็อย่างว่าละเนอะ ว่าที่เจ้าสาวของเขาไม่ยอมช่วย ไม่เห็นความสำคัญ ไม่กล้าเสี่ยงลงทุนด้วย พีทไม่มีใคร เลยมาขอให้ภาช่วย…”

ภาพูดรู้เรื่อง…รู้ขอบเขตของตัวเอง และมีน้ำใจนักกีฬา

คำเหล่านั้นหมายความว่าอย่างไร…

ภารดีคบซ้อนอยู่กับพีธันดรอย่างงั้นหรือ

ยิ่งฟังหัวใจของลดานิดายิ่งเต้นแรง รู้สึกได้ถึงเส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบๆ ท่าทางและน้ำเสียงที่ภารดีเอ่ยถึงพีธันดรฟังดูสนิทสนมเกินปกติ…และนั่นทำให้ลดานิดายิ่งงง…สองคนนี้ไปสนิทกันตอนไหน ทำไมเธอไม่รู้เรื่องนี้เลย…

“ภาฟังรายละเอียดจากพีทแล้ว…” ภารดีทิ้งจังหวะให้มณียาและปรมะอยากรู้ “ภาว่าน่าสนใจมากค่ะ ขอบคุณนะคะที่ชวนภาร่วมลงทุนด้วย”

“หมายความว่า…” มณียากะพริบตาถี่ๆ

“หมายความว่าภาจะลงทุนด้วยค่ะ” ภารดีพยักหน้า “ผลิตภัณฑ์ดีขนาดนี้ ใครไม่ตกลงด้วยก็โง่มาก”

ภารดีเน้นคำว่า ‘โง่มาก’ ประหนึ่งต้องการจะกระทบกระเทียบเลยไปถึงลดานิดา ทั้งที่ไม่รู้เลยว่ารุ่นพี่ของเธอก็ยืนอยู่ในห้องนี้ด้วย

“ตายจริง” มณียายกมือขึ้นทาบอก

“เป็นอะไรไปคะ” ภารดีแกล้งหัวเราะ

“คือมันนี่ตกใจน่ะค่ะ” มณียาเสียงสั่น “ไม่คิดว่าคุณหมอจะตอบตกลงง่ายๆ แบบนี้ ตอนมันนี่ไปชวนคุณหมอนิดา แกมัวแต่กลัวโน่นกลัวนี้ ต้องมีหลักฐานทางการแพทย์มายืนยัน ต้องนั่นต้องนี่…เสียเวลาอธิบายอยู่เป็นชั่วโมง สุดท้ายก็เหนื่อยเปล่า”

“คนหัวสี่เหลี่ยม คิดอะไรอยู่แต่ในกรอบแบบนั้น ก็ปล่อยให้อยู่ในโลกใบเดิมๆ ต่อไปเถอะค่ะ” ภารดียักไหล่ “พวกเรามารวยกันดีกว่า…ธุรกิจยุคนี้ต้องกล้าเสี่ยง ต้องตัดสินใจเร็วค่ะ ทำก่อนก็รวยก่อน ทำทีหลังไม่ทันกิน”

“ดีค่ะ พูดตรงแบบนี้ มันนี่ชอบ คุณหมออยากให้มันนี่คุยเรื่องโมเดลธุรกิจให้ฟังไหมคะ มันนี่เตรียมมาอีกเยอะเลย พีทรู้ไม่ละเอียดหรอกค่ะ ให้มันนี่อธิบายดีกว่า”

มณียาเตรียมจะอธิบายรายละเอียดโครงการของเธอ หากภารดีกลับโบกมือ เพราะในนาทีนี้มีสิ่งอื่นที่เธออยากรู้มากกว่า

“ก่อนจะเล่าเรื่องธุรกิจ เรามีเรื่องสำคัญจะต้องตกลงกันก่อน…ภาอยากรู้ว่า…” น้ำเสียงของภารดีจริงจัง “ภาจะได้ถือหุ้นเท่าไรในบริษัทนี้คะ”

“เราสามคน…มันนี่ พีทและคุณหมอถือหุ้นกันคนละสามสิบเปอร์เซ็นต์ และพี่เป้จะถือหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ” มณียาอธิบายคล่องแคล่ว

“อืม…” สีหน้าของภารดีครุ่นคิด “สี่สิบ – ยี่สิบห้า – ยี่สิบห้า – สิบ…แบบนี้ดีกว่าไหมคะ”

“สี่สิบ – ยี่สิบห้า – ยี่สิบห้า – สิบ” มณียานิ่วหน้า “มันนี่ไม่เข้าใจค่ะ”

“แหม” ภารดีลากเสียง “คุณมันนี่ไม่น่างงนะคะ ง่ายๆ ตรงไปตรงมาค่ะ…ภาคิดว่าสัดส่วนควรจะเป็นแบบนี้…ภาถือหุ้นสี่สิบเปอร์เซ็นต์ คุณมันนี่กับพีทถือคนละยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ส่วนพี่เป้ก็เป็นสิบเปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม”

“หมายความว่า…” มณียาอ้าปากค้าง

“ค่ะ ภาคือหุ้นใหญ่ของบริษัท” ภารดีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย เหมือนพูดถึงลมฟ้าอากาศทั่วไป ไม่ใช่พูดถึงธุรกิจมูลค่าหลายสิบล้าน “ทำไมคะ…ไม่ยุติธรรมหรือ อย่าลืมนะคะว่าธุรกิจนี้ คุณมันนี่จำเป็นต้องใช้หมอออกหน้า ถ้ามีหมอสักคนพูดว่าโสมวาฬดี ลูกค้าก็จะเชื่อถือ โดยเฉพาะถ้าคนพูดเป็นหมอที่มีชื่อเสียงอย่างภา…ทำแบบนี้บอกเลยว่าเสี่ยง…หมอคนอื่นๆ คงไม่กล้าเสี่ยงอย่างภาหรอก ภาเสี่ยงมากนะคะที่จะต้องใช้ชื่อเสียงของตัวเองมาการันตีว่าโสมวาฬดีอย่างไร หากเกิดความผิดพลาดขึ้น ภาอาจถูกแพทยสภาลงโทษ ความผิดอาจจะร้ายแรงถึงขั้นยึดใบประกอบโรคศิลป์ หมดอาชีพ หมดอนาคตไปเลยก็เป็นได้”

ลดานิดาฟังแล้วได้แต่อ้าปากค้าง ไม่คิดว่าภารดีจะเขี้ยวเช่นนี้ หันไปมองมณียาเห็นฝ่ายนั้นได้แต่นั่งอึ้ง ไปต่อไม่ถูก ตั้งใจจะมาชวนแพทย์หญิงภารดีเข้าหุ้นทำธุรกิจด้วยกัน กลับกลายเป็นว่าภารดีกำลังจะยึดบริษัทอาหารเสริมโสมวาฬมาไว้ในมือ

“นี่คือข้อเสนอของภา” ภารดีพูดด้วยท่าทางเยือกเย็น “มันอาจจะเร็วไปที่จะตอบตกลงหรือปฏิเสธตอนนี้ ภาให้เวลาคุณมันนี่กลับไปคิดก่อน…ภาบอกได้แต่ว่า เรื่องหุ้นส่วนนั้น ภาคิดมาแล้ว และพอใจแบบนี้ ถ้าสัดส่วนตัวเลขเปลี่ยนไปจากที่ภาคิดเอาไว้ ภาก็อาจจะไม่ตกลง และนั่นหมายความว่า…คุณมันนี่อาจจะต้องไปหาหมอคนใหม่มาร่วมธุรกิจแล้วละคะ”

 

“มันขู่มันนี่”

รอจนเดินออกจากคลินิกมาแล้ว มณียาจึงแค่นเสียงลอดไรฟันด้วยความไม่พอใจ และลดานิดาก็ได้ยินทุกอย่าง เพราะแอบเดินตามทั้งสองออกมาด้วย

มณียาและปรมะจอดรถอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าเดียวกับเธอ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเดินตามทั้งสองไปเรื่อยๆ

“ยัยนี่ทั้งร้ายทั้งเค็ม” ปรมะพึมพำ

“นี่ขนาดยังไม่ได้ร่วมงานกันนะพี่เป้ หมอยังกล้าขู่มันนี่ขนาดนี้…ถ้าทำบริษัทด้วยกันแล้วจะขนาดไหน  มันนี่อุตส่าห์คิดโปรเจกต์นี้ ลงทุนลงแรงกว่าจะได้สูตรยามา จู่ๆ หมอจะมาชุบมือเปิบไปแบบนี้…มันนี่ไม่โอเค”

“แต่บริษัทของเรา ถ้าไม่มีหมอก็ไม่เกิดนะมันนี่ ลองคิดดูให้ดี” ปรมะให้ข้อคิด “เราทำธุรกิจอาหารเสริม เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ยังไงเราก็ต้องพึ่งหมอ และเอาจริงๆ…หมอ ไม่ว่าจะเป็นคนไหน…การที่เขามาร่วมหุ้นกับเราก็เป็นความเสี่ยงจริงๆ อย่างที่หมอภาว่า ไม่อย่างงั้นยัยหมอนิดาก็คงจะยอมเข้าหุ้นกับเราแล้ว…นี่ขนาดพีทจะแต่งงานด้วยอยู่รอมร่อ ว่าที่สามีแท้ๆ เป็นคนไปชวน ไปขอร้อง นางยังไม่ยอมเลย”

“พีทคงเสียหน้าแย่” มณียาแค่นเสียง

“จะเหลือเหรอ” ปรมะว่า “ไม่งั้นคงไม่ไปล็อบบีหมอภาหรอก…นี่ดอดไปหากันมาแล้ว ไม่ยอมบอกให้ฉันรู้เลย…เจอตัวจะต้องต่อว่าสักหน่อย เรื่องแบบนี้ประมาทได้ยังไง เกิดใครเห็นเข้าจะกลายเป็นประเด็นให้ฉันต้องมานั่งเคลียร์ให้อีก”

ยิ่งฟัง ลดานิดายิ่งรู้สึกตงิดๆ อยู่ในใจ หล่อนตั้งใจว่าจะต้องขุดเรื่องนี้ต่อ จะต้องรู้ให้ได้ว่าภายใต้รอยยิ้มบนใบหน้า…ทุกคนมีอะไรปิดบังหล่อนอยู่บ้าง

“เรื่องหุ้น…มันนี่จะลองไปคิดดูอีกที” มณียาตัดใจ

“พี่ว่ายอมๆ ไปก่อน” พี่เป้เกลี้ยกล่อม “ยังไงหมอภาถือหุ้นแค่สี่สิบเปอร์เซ็นต์ เราสามคนรวมกันเป็นหกสิบ มากกว่านางอยู่ดี”

“แต่ถ้าพีทเปลี่ยนใจ เทไปอยู่ข้างหมอภาล่ะ” มณียาลังเล “ถ้าเป็นแบบนั้น ก็หมายความว่าฝั่งโน้นจะมีหุ้นรวมกันมากถึงหกสิบห้าเปอร์เซ็นต์ เกินครึ่งเลยนะพี่เป้ จะทำยังไงกับเราก็ได้…ถึงตอนนั้นมันนี่ก็เป็นหมาสิพี่”

“พี่ว่าพีทไม่ทำแบบนั้นหรอก” ปรมะยังยืนกรานความคิดเดิมของตัวเอง

“พี่แน่ใจได้อย่างไรว่าพีทจะเชื่อพี่” มณียาเถียง “ขนาดเรื่องนั้น พีทเคยรับปากพี่เป้ว่าจะไม่ทำ…ก็ยัง…”

มีแฟนคลับกลุ่มใหญ่เห็นมณียาเดินผ่านมาพอดี

หนึ่งในนั้นเลยวิ่งมาขอถ่ายรูปด้วย ประโยคสุดท้ายที่ดาราสาวพูดกับปรมะเลยค้างอยู่เพียงเท่านั้น ครั้นพอถ่ายรูปเสร็จ มณียาและปรมะก็เปลี่ยนเรื่องไปคุยกันเรื่องอื่นๆ ทำให้ลดานิดาค้างคาใจว่าเรื่องที่พีธันดรเคยรับปากกับปรมะว่าจะไม่ทำอีก คือเรื่องอะไรกันแน่

แต่เอาเถอะ…ถึงตอนนี้ หูตาเธอสว่างขึ้นกว่าเดิมมาก ได้รู้เรื่องที่ไม่เคยรู้ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังรู้ไม่หมด

ด้วยผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวโบราณผืนนี้…อีกไม่นาน เรื่องราวต่างๆ จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป…

 

คืนนั้นลดานิดานอนหลับเป็นตาย ด้วยไม่ได้รู้สึกเหนื่อยแบบนี้มานานแล้ว

อาจเพราะทั้งวันที่ผ่านมา เธอใช้เวลาอยู่ในคลินิกของภารดีตั้งแต่เช้าจนจรดบ่าย จากที่ตั้งใจว่าจะเข้าไปสังเกตการณ์ไม่นาน กับกลายเป็นว่าเธออยู่ที่คลินิกนั้นนานกว่าหกชั่วโมง

บิดกายด้วยความเมื่อยขบ รู้สึกอ่อนล้า ปวดเมื่อยเนื้อตัวแขนขา รู้สึกเหมือนนอนไม่อิ่ม ทั้งที่นอนหลับสนิทมากกว่าแปดชั่วโมง

“ยังไม่ทันแก่เลยนะเรา” ลดานิดาหัวเราะกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะขยับลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำ

บีบยาสีฟันใส่แปรง แล้วเงยหน้าขึ้นมองกระจกเหมือนทุกเช้า

แกร๊ก!

เสียงแปรงสีฟันในมือตกกระทบอ่างล้างหน้า ด้วยมือเรียวยาวของลดานิดาสั่นระริกจนถือแปรงสีฟันไม่ไหว…

ด้วยเงาที่จ้องมองลดานิดากลับมาในกระจก เป็นเงาของสตรีวัยกลางคน ที่ริ้วรอยบนดวงหน้า รอยคล้ำรอบดวงตาปรากฏให้เห็นชัดเจน

หน้าผากที่ควรจะตึงเพราะเพิ่งฉีดโบท็อกซ์ไปไม่กี่วัน กลับมีรอยย่น รอบริมฝีปากปรากฏร่องลึก แก้มทั้งสองข้างมีกระสีน้ำตาลอ่อนจางกระจายอยู่เป็นหย่อม

…อาจจะเป็นรอยเปื้อน…

ลดานิดาใจหายวาบ ลองใช้มือถูแก้มไปมา ก็ปรากฏว่านั่นเป็นกระจริงๆ ไม่ใช่รอยเปื้อนอย่างที่คิดในตอนแรก

“อะไรกัน…นี่มันอะไรกัน”

แทบไม่เชื่อสายตาตนเอง

ภายในชั่วข้ามคืน…ทำไมหล่อนแก่ลงไปอีกหลายปี

เป็นไปได้อย่างไร

เกิดอะไรขึ้น…

เธอเอื้อมมือไปหยิบผ้าขนหนูผืนเล็ก แล้วเช็ดกระจกตรงหน้าไปมา…เช็ดแล้วเช็ดอีก เพราะไม่แน่ใจว่ากระจกเงามีคราบไคลหรือความสกปรกอะไรหรือเปล่า ภาพที่ปรากฏจึงหลอกตาไปได้มากมายถึงเพียงนี้

ลดานิดาออกแรงเช็ดกระจก

เงาสะท้อนของสตรีวัยกลางคน ผู้มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบ ก็กำลังออกแรงเช็ดกระจกอยู่ด้วยลักษณาการเช่นเดียวกัน

เพราะสตรีผู้นั้นหาใช่ภาพหลอนลวงไม่

หากเป็นเงาของตัวเธอเอง!



Don`t copy text!