พรางพัสตรา บทที่ 30 : ความสุขหาได้ไม่ยาก ถ้าเพียงแต่เราจะหาให้พบ

พรางพัสตรา บทที่ 30 : ความสุขหาได้ไม่ยาก ถ้าเพียงแต่เราจะหาให้พบ

โดย : พงศกร

พรางพัสตรา นวนิยายออนไลน์เรื่องล่าสุดโดย พงศกร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เมื่อผ้าคลุมผมเจ้าสาวไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชุดเจ้าสาว แต่คือสิ่งที่นำ ‘ลดานิดา’ ไปเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ความรักของเขาคือความจริงหรือความลวง ผ้าคลุมผมเจ้าสาวนี้มีคำตอบ

*************************** 

“ตกลงนิดาไปตรวจดูกล้องวงจรปิด พบความผิดปกติอะไรบ้างหรือเปล่า” บทจรถามหญิงสาวขณะรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน

โต๊ะอาหารจัดอย่างเรียบง่าย อาหารที่เสิร์ฟเป็นอาหารพื้นๆ อย่างเช่นไข่เจียว ผัดผัก แต่ลดานิดากลับรู้สึกเอร็ดอร่อยกว่าตอนอยู่กรุงเทพฯ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบรรยากาศสบายๆ หรือเพราะวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษกันแน่

บนโต๊ะมีแจกันเคลือบใบเล็กๆ ปักดอกไม้สีฟ้าคราม ลดานิดาเกือบจะลืม ‘อย่าลืมฉัน’ หรือ Forget me not ดอกกระจิริดไปแล้ว พร้อมกันนั้นก็อดนึกแปลกใจไม่ได้ที่ดอกไม้ชนิดนี้มาปรากฏตัวอยู่ที่สุโขทัย

“ขอโทษที่ถามนะ ผมอดไม่ได้”

บทจรตั้งใจไว้ว่ามาเที่ยวจะไม่ถามเรื่องงาน เพราะอยากให้ลดานิดาได้พักผ่อน หากเอาเข้าจริงก็อดไม่ได้ ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันตามลำพัง เพราะแจนิสแยกไปคุยกับคุณโอ่ง ผู้จัดการโครงการฯ ถึงเรื่องพืชผักปลอดสารพิษ และการเกษตรอินทรีย์ที่เธอสนใจ ส่วนปัทมาศชวนร้อยเอกขจรและนางบัวลาไปเดินเล่นในสวน

“มีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาคุยกับกระรอกจริงๆ อย่างที่กระรอกเล่า”

ลดานิดาเล่าให้บทจรฟังในที่สุด หญิงสาวทอดสายตามองดูแสงสุดท้ายของวัน ประกายแดดสีส้มอมทองฉาบไล้ยอดเจดีย์เกิดประกายสุกปลั่ง คณะเดินทางเข้าพักที่ ‘บ้านท้องนา’  ซึ่งเป็นรีสอร์ตกึ่งโฮมสเตย์ของโครงการเกษตรอินทรีย์ในสนามบินสุโขทัย

ร้อยเอกขจร นางบัวลาและปัทมาศนอนห้องพักรวม บทจรเป็นผู้ชายเลยได้นอนเดี่ยว ขณะที่ลดานิดากับแจนิสต้องนอนห้องเดียวกัน เพราะในวันนั้นมีนักท่องเที่ยวคณะใหญ่เข้ามาพักพอดี ทำให้ห้องไม่เพียงพอที่หญิงสาวจะได้แยกไปนอนเดี่ยว ตอนแรกลดานิดาไม่ค่อยชอบใจที่จะต้องนอนห้องเดียวกับฝ่ายนั้น หากไม่มีทางเลือก

“แต่นิดาไม่เคยเห็นหน้าผู้ชายคนนี้มาก่อน ไม่คุ้นเลย ไม่ใช่คนไข้ของนิดาแน่ๆ”

“นกต่อที่ถูกส่งมา” บทจรสรุป

“คงเป็นอย่างนั้น” ลดานิดาถอนใจ “นิดาลองดูภาพจากกล้องวงจรปิดย้อนหลังไปราวๆ หนึ่งสัปดาห์ เห็นผู้ชายคนนี้แวะมาที่คลินิกเกือบทุกวันเลยนะ เขาจะเลือกเอาวันที่นิดาไม่อยู่คลินิก และทุกครั้งที่มา ก็ไม่ได้มาหาหมอ แต่จะเดินไปนั่งอยู่ที่หน้าห้องจ่ายยา คอยคุยกับคนไข้ แล้วส่งนามบัตรให้ เหมือนที่กระรอกเจอ”

“แปลก” ชายหนุ่มนิ่วหน้า “พยาบาลที่คลินิกไม่รู้สึกว่าผิดปกติบ้างเลยหรือไง”

“นั่นสิ” ลดานิดานิ่งนึก นิ้วเรียวยาวของเธอจับปลายเส้นผมสีขาว ม้วนพันไปมาอย่างใช้ความคิด “วันนั้นนิดาดูกล้องจนถึงเวลาปิดคลินิก ออกมาพยาบาลก็กลับกันหมดแล้ว ไม่มีโอกาสได้ถามใคร ก็พอดีเรามาสุโขทัยกันเสียก่อน”

“งั้นเก็บเอาเรื่องนี้ไว้ชั่วคราว กลับไปค่อยไปถาม” บทจรว่า “มาที่นี่ มาพักผ่อน ทิ้งเรื่องยุ่งๆ ไว้ที่กรุงเทพ กลับไปค่อยคิดกันใหม่”

“แล้วใครเป็นคนชวนนิดาคุยเรื่องงาน” ลดานิดาถลึงตามองชายหนุ่มตรงหน้า

“ก็ผมอยากรู้” บทจรหัวเราะเบาๆ “ผมเป็นห่วง”

“ยิ่งสืบ เรื่องยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นิดาไม่คิดเลยว่าเรื่องมันจะใหญ่โตไปได้ถึงขนาดนี้ ยิ่งรู้ยิ่งไม่สบายใจ ยิ่งรู้ก็ยิ่งกังวล” ลดานิดาถอนใจ “นิดาไม่ควรไปขุดคุ้ยเลย…เบนว่าไหม”

“นิดา”

เขาจ้องลดานิดาแน่วนิ่ง มองลึกเข้าใปในดวงตาของอีกฝ่าย เขาเห็นวงสีขาวรอบตาดำ…สัญญาณของความชราที่มาก่อนกาล

“บ้านของนิดากำลังจะพังอยู่แล้ว” เขาเปรียบเทียบ “นิดาแค่พยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาบ้านเอาไว้ ไม่ให้บ้านพังทลาย…ผมว่าดีกว่าทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แล้วถึงเวลาบ้านทั้งหลังก็พังครืนลงมา โดยที่เราแก้ไขอะไรไม่ได้”

“แต่จะแก้ไขได้ทันหรือเปล่าก็ไม่รู้นะเบน” ลดานิดาถอนใจเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน “มันอาจจะสายไปแล้ว”

“ไม่มีอะไรที่สายเกินไป” เขาเอื้อมมือไปแตะมือของลดานิดา…แผ่วเบา และลังเลในตอนแรก ก่อนจะกุมไว้แน่นในวินาทีต่อมา “อย่างน้อยตอนนี้เราก็รู้แล้วว่ามีคนคิดทำลายธุรกิจของนิดา และใครคนนั้นก็ยังไม่ทันรู้ตัวว่านิดากำลังสงสัย”

“นิดาจะต้องรู้ให้ได้ว่าภารดีทำแบบนี้ทำไม…เล่นใหญ่ขนาดนี้ ทำเองคนเดียวหรือมีคนอื่นร่วมมือด้วย…” ลดานิดาพึมพำสลับกับถอนใจยาวเป็นพักๆ

“เอกภูมิไง ที่นิดาเล่าให้ผมฟัง…ตอนนี้ผู้จัดการคลินิกคนเก่าของนิดา ไปทำงานอยู่กับภารดีไม่ใช่หรือ”

บทจรมองเหตุการณ์ด้วยสายตาของบุคคลภายนอก จึงเห็นภาพรวมได้ชัดเจนกว่าหญิงสาวผู้หลงวนเวียนอยู่ในวงกตแห่งความลวง

“สองคนนั่นไม่พอใจนิดา แถมยังออกไปจากคลินิกแบบไม่ดี…ไม่แปลกที่จะมารวมพลังกัน เพื่อกลับมาถล่มนิดาภายหลัง”

อุ้งมืออบอุ่นและแข็งแรงของอีกฝ่ายทำให้ลดานิดารู้สึกมั่นคง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า บทจรก็จะไม่ทิ้งเธอไปไหน

“แต่นิดาก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดี” หญิงสาวยังไม่กล้าเล่าเรื่องโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของคลินิกที่ถูกลอกไป เอกภูมิออกไปนานแล้ว ไม่น่าจะเข้ามาขโมยไปได้ “นิดารู้สึกว่าอาจจะมีคนอื่นอีก แค่สองคนไม่น่าทำได้…”

“ไม่เป็นไร” บทจรปล่อยมือหญิงสาว เปลี่ยนมาแตะหลังมือของเธอเป็นจังหวะราวจะปลอบประโลม “จะมีกี่คนเราก็ต้องสืบให้รู้ให้ได้…มีผม มีกระรอก นิดาไม่ต้องห่วง”

“นิดา…เหนื่อยจัง”

เธอบ่น…

ไม่รู้ว่าเหนื่อยเพราะความเครียดที่ถาโถมประดังเข้ามาหลายเรื่องพร้อมๆ กัน หรือเหนื่อยเพราะอายุของเธอกำลังเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

ชั่วเวลาแค่ไม่กี่วันหลังจากไปเจาะเลือดที่สถาบันชีวินวิวัฒน์ ลดานิดารู้สึกว่าตัวเองแก่ลงไปอีกหลายปี ผิวหนังมีรอยกระปรากฏเพิ่มขึ้น ริ้วรอยบนดวงหน้า รอบดวงตา รอบริมฝีปากเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่เพิ่งฉีดโบท็อกซ์ไปไม่นาน

ลองอ่านเอกสารงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับโรค Progeria – แก่ก่อนวัย คนไข้ส่วนมากมีระยะเวลาดำเนินโรคค่อนข้างนานเป็นปีๆ ไม่มีรายไหนที่โรคดำเนินไปเร็วภายในไม่กี่วัน เหมือนอย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเธอ

ความเสื่อมถอยไม่ได้เกิดแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น หากลดานิดารู้สึกว่าสุขภาพภายในของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วย

ทุกๆ วัน ลดานิดาตื่นนอนมาด้วยความรู้สึกไม่สดชื่น แม้ว่าจะนอนนานถึงแปดชั่วโมง แต่ก็เหมือนยังนอนไม่อิ่ม นอกจากนี้เธอเริ่มมีอาการหลงลืมเหมือนคนแก่ปรากฏให้เห็น

สายลมยามพลบค่ำแผ่วผ่านมารวยริน กลีบแบบบางของ Forget me not ขยับไหวราวปีกผีเสื้อ

Forget me not…อย่าลืมฉัน

แต่ฉันกำลังจะลืมทุกคน…

ถ้านาฬิกาชีวิตของเธอหมุนเร็วเช่นนี้ เธอก็จะแก่ล้ำหน้าทุกคนในช่วงวัยเดียวกัน เริ่มไม่คล่อง เริ่มช่วยเหลือตัวเองไม่ได้…เริ่มหลงลืม

ถอนใจยาวด้วยความกังวล…อีกไม่นาน อาการเหล่านี้คงปรากฏชัดจนเธอไม่อาจจะปิดบังได้อีกต่อไป

ครั้งสุดท้ายที่แวะไปดูกล้องวงจรปิดที่คลินิก เธอพยายามหลบเพชรพธูและอาณัฐ เพราะไม่อยากให้สองคนนั้นถามไถ่ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น หากทว่าไม่สามารถหลบสายตาของพยาบาลได้

แสงดาวและลูกน้องของเธอมองมาด้วยความสงสัย ลดานิดาแลเห็นคำถามมากมายในดวงตาของหัวหน้าพยาบาล หากรู้ดีว่าแสงดาวเกรงใจจนไม่กล้าออกปากถาม

“เอาละ นับจากนาทีนี้เป็นต้นไป เราจะไม่คุยเรื่องงานแล้ว” เขาบอกเสียงผะแผ่ว “อะไรๆ ที่มันเครียดนัก ก็ปล่อยไว้ก่อนแล้วกันนะนิดา เอาไว้กลับกรุงเทพแล้วเราค่อยคิดกันใหม่”

“ค่ะ” ลดานิดาพยักหน้า “นิดาจะพยายาม”

“การจะมีความสุข ต้องใช้ความพยายามด้วยหรือ” เขานึกสงสัย

“นิดาก็ไม่รู้…สำหรับนิดาแล้ว ตอนนี้อะไรๆ ก็ดูเหมือนจะยากไปเสียทั้งหมด ไม่เห็นเหมือนตอนที่เราเป็นเด็กเลยนะเบน นึกๆ แล้วนิดาอยากกลับไปเป็นเด็กจังเลย ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร” ลดานิดาหมายความเช่นนั้นจริงๆ “แค่กินอิ่ม นอนหลับ ก็มีความสุขแล้ว…ตอนนี้…เรื่องง่ายๆ ก็กลับเป็นเรื่องยากไปเสียทั้งหมด”

มานั่งย้อนนึก…ลดานิดานึกแทบไม่ออกแล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เธอมีความสุข คือเมื่อไหร่…

“ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร” บทจรหัวเราะ สำหรับเขาแล้ว ทุกอย่างในชีวิตดูเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่มีอะไรยากเหมือนกับหล่อนเสียสักนิด

“เอาเป็นว่า สามวันที่อยู่สุโขทัย ผมสัญญาว่าจะทำให้นิดามีความสุขที่สุด…เรามาสนุกกันเถอะนะนิดา สนุกให้เหมือนกับสมัยที่เรายังเป็นเด็กๆ นั่นเลย…”

 

บทจรรักษาคำพูดของเขาเป็นอย่างดียิ่ง

เขาทำให้สามวันที่สุโขทัยเป็นช่วงเวลาแสนสุขที่ลดานิดาจะไม่มีวันลืม

ลดานิดาบอกกับตัวเองว่า…ไม่ว่าข้างหน้าจะมีอะไรรออยู่ เธอจะเก็บความสุขที่ได้รับในวันนี้ไว้เป็นพลังสำหรับหล่อเลี้ยงใจ

มีกิจกรรมมากมายให้ทำที่โครงการเกษตรอินทรีย์ นับตั้งแต่ตื่นแต่เช้าก่อนไก่ขันเพื่อตักบาตร และไปเก็บไข่ไก่ในเล้า จากนั้นก็เข้าสวนไปเก็บมะยงชิดจากต้น และถ้าอยากจะหัด ‘ริ้ว’ มะยงชิด คุณโอ่งก็พร้อมจะสอนทุกคน

“เละ” เสียงกระรอกโวยวาย เมื่อมะยงชิดที่เธอพยายามปอกเปลือกเหลวเละคามือ

“ของแจนก็เละ” แจนิสหัวเราะชอบใจ เธอชะโงกมาดูมะยงชิดในมือของลดานิดาและถามว่า “ของหมอเป็นยังไงบ้าง”

“เละค่ะ” ลดานิดาพลอยหัวเราะไปด้วยอีกคน รู้ตัวในตอนนั้นว่าความเป็นหมอไม่ได้ช่วยให้ฝีมือริ้วมะยงชิดดีกว่าคนอื่นเลยสักนิด ที่รอด มะยงชิดริ้วสวยงาม น่ารับประทานแถมไม่มีรอยช้ำ ดูเหมือนจะมีแต่นางบัวลาคนเดียว

“ริ้วมะยงชิดต้องใจเย็น และมือเบาค่ะ” คุณโอ่งมองดูลูกศิษย์ของเธอแล้วส่ายหน้า “ถือเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่งเลยละ”

“กระรอกเปลี่ยนใจแล้วละ” ปัทมาศวางมะยงชิดวางมีดในมือ “สมัครเป็นคนคอยชิมดีกว่า”

“แจนก็เลิกด้วยคน…ไม่ไหวค่ะ ทำมะยงชิดคุณโอ่งเสียไปหลายลูกแล้ว” แจนิสยังยิ้มกว้าง

“ไปทำนากับผมดีกว่า” บทจรยืนดูอยู่นานแล้ว เขาชี้นิ้วไปทางท้องนาที่มีกล้าสีเขียวเตรียมพร้อมไว้ให้ทุกคนได้ไปลองทำนากัน

“อุ๊ย กระรอกชอบ งานลุยๆ แบบนั้นกระรอกถนัดมากกว่า” ปัทมาศมีท่าทางกะตือรือร้นขึ้นมาทันที เธอเดินไปหยิบเสื้อผ้าชุดชาวนาสีน้ำเงินที่ทางโครงการเตรียมไว้ให้เอาไปเปลี่ยน “ไปกันไหมจ๊ะคุณพี่หมอ คุณพี่แจน”

“ไปสิ…I wish I were a farmer…ฉันฝันอยากเป็นชาวนามานานแล้ว น่าสนุกที่สุด” แจนิสเดินไปหยิบเสื้อผ้าขนาดของตัวเอง ก่อนจะหันมาหาลดานิดา เลิกคิ้วราวจะรอคำตอบว่าจะไปด้วยกันหรือเปล่า

“เอ้อ…” ลดานิดาลังเล ใจหนึ่งก็อยากไป อีกใจก็กลัวเลอะ กลัวโคลน กลัวสัตว์ที่อยู่ในนา เป็นต้นว่ากบ หรือปูปลา

“โคลนที่นี่ดีนะคะ” คุณโอ่งหัวเราะชอบใจ

เธอเห็นสาวชาวกรุงหลายรายแล้วที่พอมาถึงโครงการฯ ก็จะเกิดอาการกลัว กังวล ไม่อยากลงทำนา บ้างเพราะกลัวสกปรก กลัวสัตว์เล็กสัตว์น้อย บ้างก็กลัวว่าเล็บจะพัง และอีกมากมายหลายเหตุผล

แต่คุณโอ่งก็มีเหตุผลของเธอ เหตุผลที่เอ่ยขึ้นครั้งใด ก็สามารถเปลี่ยนใจสาวๆเหล่านั้นได้เสมอ

“โคลนที่นี่สะอาด ปลอดสารพิษ เพราะเราทำนาไม่ใช้สารเคมีอะไรเลย ช่วยบำรุงผิวพรรณ ทำให้สุขภาพผิวดีอีกด้วยนะคะ” เธอว่า

“จริงหรือคะ” ปัทมาศทำตาโต “หนูขอเก็บใส่กระปุกกลับบ้านได้ไหม”

“ไม่ดีหรอกค่ะ” คุณโอ่งหัวเราะ “โคลนธรรมชาติ ได้รับแสงแดด ได้รับสารอาหารจากสิ่งแวดล้อม เก็บใส่กระปุกไป ยังไงก็ไม่ได้คุณสมบัติเหมือนที่นี่หรอก”

“ตกลงว่าเราจะลงทำนาด้วยกันไหมคุณ” บทจรถามลดานิดา

“อืม…ฟังดูดีนะคะ” ลดานิดาเริ่มสนใจ อันที่จริงเธอเคยอ่านเอกสารงานวิจัยบางฉบับที่พูดถึงแร่ธาตุในโคลนธรรมชาติ ที่มีคุณสมบัติบำรุงรักษาผิว “แต่ที่จะลงทำนาเนี่ย ไม่ใช่เพราะเรื่องผิวหรอกนะ อยากรู้ขั้นตอนมากกว่า ว่ากว่าจะเป็นข้าวให้เรากินสักเม็ดหนึ่งนั้น ยากลำบากแค่ไหน”

“อ้อ” บทจรหันไปพยักหน้ากับปัทมาศอย่างรู้ทัน “งั้นก็รีบไปเปลี่ยนชุดได้แล้ว…เดี๋ยวค่ำมืดจะมองอะไรไม่เห็น”

ลดานิดาไม่นึกเลยว่า การได้ลงเดินเท้าเปล่าย่ำในท้องนา ได้ลองเอาต้นกล้าสีเขียวอ่อนปักลงไปในโคลนเป็นความสนุกที่สุดสำหรับการเดินทางมาสุโขทัยทริปนี้

เคยเห็นภาพชาวนาจากนิตยสาร สารคดีมากมาย เห็นต้นกล้าที่ชาวนาปักเรียงเป็นแถวเป็นแนวมีระเบียบมาหลายครั้งหลายหน เมื่อได้ลงมือทำเองหญิงสาวถึงพบว่าไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด ลำพังแค่จะทรงกายให้อยู่ ไม่ลื่นล้มลงไปในท้องนาก็ยากมากแล้ว

เสียงหัวเราะสนุกสนานของเธอผสมผสานกับเสียงหัวเราะของบทจร ปัทมาศและแจนิสดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งทุ่ง เมื่อปักกล้าชุดสุดท้ายเสร็จลง ตะวันก็รอนขอบฟ้าพอดี และดวงหน้าของลดานิดาก็เลอะโคลนมอมแมม

“กลับมาเกี่ยวข้าวด้วยไหมคะ” คุณโอ่งชวน ขณะส่งสายตามองหนุ่มสาวยืนล้างโคลนอยู่ที่ก๊อกน้ำใกล้ๆ กับห้องอาหาร

“มาได้หรือคะ” ลดานิดาทำตาโต

“มาได้สิคะ ถ้าอยากมาเกี่ยวข้าวด้วยตัวเอง ก็มาได้เลย” คุณโอ่งยิ้มกว้าง “เราเก็บข้าวที่ทุกคนดำเอาไว้ ดูแลจนเติบโตและเกี่ยวได้ จากนั้นก็จะสีข้าว ส่งเป็นข้าวสารกลับไปให้เจ้าของค่ะ”

“หมายความว่า” ลดานิดาทำตาโต “นิดาจะได้กินข้าวที่ตัวเองเป็นคนปลูกใช่ไหมคะ”

“แน่นอนค่ะ” คุณโอ่งพลอยยิ้มไปด้วยกับทุกคน “มาไหมคะ”

“นิดาอยากมา” ลดานิดาพูด ก่อนจะชะงักไปนิดหนึ่ง “แต่ไม่รู้จะมีโอกาสหรือเปล่านะคะ…”

“ไม่เป็นไรค่ะ” คุณโอ่งส่งยิ้มให้หญิงสาว ตอนนั่งริ้วมะยงชิดด้วยกัน มารดาของบทจรเล่าอะไรๆ ให้เธอฟังมากพอสมควร นัยน์ตาคู่สุขุมของผู้จัดการโครงการเกษตรอินทรีย์จึงมองลดานิดาด้วยความเอ็นดู “ถึงคุณหมอไม่มา พี่ก็จะเกี่ยวข้าวแล้วส่งกลับไปให้”

“ขอบคุณมากๆ นะคะ นิดาไม่นึกเลยว่าในชีวิตจะมีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้” หญิงสาวพึมพำ “เข้าใจชาวนาแล้วว่ากว่าจะปลูกข้าวให้เรากินได้สักเม็ดนี่ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย นิดาสัญญาว่ากลับไปจากสุโขทัยนี่ จะกินข้าวให้หมดทุกเม็ด ไม่เหลือทิ้งไว้เหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว”

“รวมถึงเลิกเอ็ดคนไข้ด้วยหรือเปล่า ห้ามทำงานหนักนะคะคุณป้า ห้ามก้มๆ เงยๆ นะคะคุณลุง” บทจรแกล้งแหย่

“บ้า” ลดานิดาหันไปมองค้อน “นิดาออกจะใจดี ไม่เคยดุคนไข้สักหน่อย อีกอย่าง…ตอนนี้มาทำเรื่องความสวยความงาม ความชะลอวัย ไม่มีโอกาสได้เจอคนไข้ปวดหลังปวดเอวเหมือนสมัยก่อนแล้วละ…”

“สรุปแล้ว ชอบกิจกรรมวันนี้ไหมคะ” คุณโอ่งเปลี่ยนเรื่อง

“ชอบมากค่ะ เรียบง่าย…แต่มีความสุขอย่างบอกไม่ถูกเลยละ นิดาไม่เคยมีความสุขอย่างนี้มานานแล้ว”

ลดานิดาตอบจากใจจริง มัวแต่กลัวโคลนจนเกือบจะพลาดกิจกรรมดีๆ ไปแล้ว

“มันเรียบง่ายเสียจนผู้คนนึกไม่ถึงไงคะ” คุณโอ่งว่า “บางครั้งความสุขก็ไม่ได้อยู่ไกลตัวเราเลยนะคะคุณหมอ…ถ้าเพียงแต่เราจะหยุด และมองหามัน…”

ลดานิดาพยักหน้าเห็นด้วย

และ…เธออยากเติมว่า…ความสุขเหมือนติดปีก มันผ่านมาอย่างรวดเร็ว และจากไปอย่างรวดเร็ว

พรุ่งนี้เธอจะต้องกลับกรุงเทพฯ

กลับไปเผชิญกับเรื่องราววุ่นวายทั้งหลายที่รออยู่

เวลาแห่งความสุขของเธอหมดลงแล้ว…



Don`t copy text!