พรางพัสตรา บทที่ 34 : เรื่องช็อก

พรางพัสตรา บทที่ 34 : เรื่องช็อก

โดย : พงศกร

พรางพัสตรา นวนิยายออนไลน์เรื่องล่าสุดโดย พงศกร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เมื่อผ้าคลุมผมเจ้าสาวไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชุดเจ้าสาว แต่คือสิ่งที่นำ ‘ลดานิดา’ ไปเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ความรักของเขาคือความจริงหรือความลวง ผ้าคลุมผมเจ้าสาวนี้มีคำตอบ

*************************** 

ฟังเรื่องที่ปัทมาศเล่าให้ฟังจนจบ ลดานิดาก็อ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ อย่างที่เด็กสาวคนนั้นว่า หากเธอแข็งแกร่งพอที่จะไม่ช็อกไปเสียก่อน

“บ้าไปแล้ว”

คนที่พึมพำประโยคนั้นคือบทจร แทนที่จะเป็นหญิงสาว

เขาเตรียมจะทำไข่เจียวดอกโสนให้ลดานิดากิน แต่พอได้ยินว่าปัทมาศจะเล่าเรื่องวันนี้ให้ฟัง ชายหนุ่มก็ลืมเรื่องทำอาหารค่ำไปเลย

วันนี้ปัทมาศไปตรวจสุขภาพที่คลินิกของหมอภารดี ตามที่ชายแปลกหน้าชักชวน เธอยอมรับว่าได้รับบริการที่ดีมากกว่าคลินิกของลดานิดา ไม่ว่าจะเป็นการต้อนรับ การพูดจาและความเอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่ รวมถึงความรวดเร็วในการให้บริการและราคาที่ถูกกว่า

ปัทมาศได้ตรวจกับนายแพทย์ดาวิษ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับแพทย์หญิงภารดี คุณหมอให้คำแนะนำเด็กสาวอย่างละเอียด และก่อนที่เด็กสาวจะกลับบ้าน คุณหมอก็มีคูปองลดราคาคอร์สบำรุงผิวหน้ามอบให้อีกหนึ่งชุด

แต่สิ่งที่ทำให้ลดานิดาต้องอ้าปากค้างนั่นคือ ข้อมูลที่หมอดาวิษบอกกับปัทมาศว่า คลินิกพาดีกำลังสร้างโรงพยาบาลชะลอวัยอยู่ที่ชานเมือง

โรงพยาบาลพาดีกำลังจะเปิดบริการช่วงปลายปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่โรงพยาบาลของลดานิดากำลังจะเปิดพอดี

คุณหมอบอกปัทมาศว่าโรงพยาบาลที่กำลังจะเปิดให้บริการครบวงจร ทั้งเรื่องผิวพรรณความสวยงาม และโปรแกรมดูแลสุขภาพเพื่อชะลอวัย สถานที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกรุงเทพมหานคร ขณะที่โรงพยาบาลของลดานิดาอยู่ทางทิศเหนือ และทั้งหมดนี้ หญิงสาวไม่เคยระแคะระคายมาก่อน

“การจะเปิดโรงพยาบาลไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะ ไม่ใช่เด็กเล่นขายของ” บทจรพึมพำ “คิดการใหญ่ไปหรือเปล่า”

“ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก” ลดานิดาพึมพำ “อย่าลืมว่าภารดีเป็นหมอชื่อดังคนหนึ่งนะคะ แล้วเวลานี้คลินิกของภารดีก็กิจการรุ่งเรืองดี ฉะนั้น…เรื่องเปิดโรงพยาบาล หากมีการวางแผน มีพาร์ตเนอร์ที่ดี ก็สามารถทำได้”

“เขามีพาร์ตเนอร์ค่ะ เป็นมหาวิทยาลัยชื่อ…” ปัทมาศเอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา

ภารดีเรียนเวชศาสตร์ชะลอวัยจบมาจากที่นั่น…สถาบันเดียวกันกับที่ลดานิดาเรียน

เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ไม่ใช่ใครก็จะเข้าเรียนได้ง่ายๆ ต้องมีศิษย์เก่าหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงรับรอง การที่ภารดีได้ไปเรียนก็เพราะลดานิดาเขียนจดหมายรับรองไปให้

“คุณหมอดาวิษเล่าว่า ถึงตอนนั้นจะมีคุณหมอจากอเมริกามาออกตรวจที่โรงพยาบาลพาดีด้วย”

“โอ้โห” ลดานิดากะพริบตาถี่ๆ “นี่ไม่ใช่ธรรมดาแล้ว โครงการใหญ่ขนาดนี้ ทำไมถึงไม่มีข่าวแพลมออกมาให้นิดารู้บ้างเลย”

“ถ้ามีมหาวิทยาลัยที่อเมริกามาคอลแลบด้วย…แบบนี้น่ากลัวแล้วละนิดา” บทจรถอนใจยาว เริ่มมองเห็นความยุ่งยากที่รอลดานิดาอยู่เบื้องหน้า

‘คอลแลบ’ ที่บทจรพูดหมายถึง Collaboration หรือการร่วมมือกันระหว่างองค์กร แต่ละองค์กรก็นำเอาจุดเด่นของตนเองมาใช้ ซึ่งกิจกรรมลักษณะนี้ ในปัจจุบันมีมากขึ้นเรื่อยๆ

“ตกลงนี่ตั้งใจจะชนกับฉันทุกอย่างเลยใช่ไหม” ลดานิดาพึมพำ รู้สึกเจ็บใจจนพูดอะไรไม่ออก

ตั้งคลินิกแข่ง แย่งคนไข้ แล้วนี่กำลังจะมาตั้งโรงพยาบาลแบบเดียวกันอีก ยังไม่นับเรื่องที่ไปร่วมลงทุนในบริษัทโสมวาฬ และแอบลักลอบมีความสัมพันธ์กับพีธันดร

แต่ที่สำคัญ ภารดีลอกไอเดียของเธอไปอีกแล้ว

เริ่มแรกที่วางแผนจะเปิดโรงพยาบาล ลดานิดาเคยเสนอหุ้นส่วนทั้งสามว่า ควรจะไปประสานความร่วมมือหรือคอลแลบกับมหาวิทยาลัยในอเมริกาที่เธอเคยเป็นศิษย์เก่า

การร่วมทุนกับสถาบันที่มีขนาดใหญ่มีข้อดีเรื่องแลกเปลี่ยนวิทยาการความรู้ เป็นการยกระดับบริการให้ได้มาตรฐานระดับสากล การมีแพทย์ต่างชาติเข้ามาร่วมตรวจและให้การดูแลคนไข้ทำให้แพทย์ไทยได้เรียนรู้เทคนิคและวิธีการต่างๆ รวมไปถึงมีเครื่องมือและนวัตกรรมที่ทันสมัย แต่ข้อเสียคือต้องลงทุนสูง ต้องร่างสัญญาให้รอบคอบรัดกุม รวมถึงต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะคืนทุน

หากเพชรพธูและอาณัฐกลับไม่เห็นด้วย หุ้นส่วนทั้งสองคัดค้านคอเป็นเอ็น อาณัฐให้เหตุผลว่าการชวนมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่มาร่วมทุนด้วย โรงพยาบาลอาจจะถูกกลืนหรือควบรวมกิจการไปเมื่อไรก็ไม่รู้ตัว

แต่แล้วทำไมสิ่งที่เธอคิด ถึงมาเกิดขึ้นกับโรงพยาบาลของภารดีได้…

ภารดียกเอาโปรเจกต์ร่วมทุนที่เธออุตส่าห์คิดแทบเป็นแทบตายไปหน้าตาเฉย  ลดานิดาอยากรู้นักว่าถ้าเพชรพธูและอาณัฐรู้เรื่องนี้ ทั้งสองจะว่าอย่างไร จะกลับลำตอนนี้ก็คงสายไปเสียแล้ว…

ยัยภารดี…ลดานิดานึก…เธอเป็นเจ้ากรรมนายเวรของฉันมาแต่ชาติปางไหนกันนะ

“หมอภารดีทำทุกอย่างเหมือนโกรธแค้นคุณมาก เกิดอะไรขึ้นระหว่างคุณกับเขากันแน่…นิดา…”

บทจรนิ่วหน้า คำถามของเขาคือสิ่งที่ลดานิดาเฝ้าถามตัวเองมาโดยตลอด

“นิดาก็ไม่รู้” หญิงสาวส่ายหน้า “ตอนเรียนก็แทบไม่เคยได้พบหน้ากัน นิดาเป็นรุ่นพี่หลายปี ตอนที่ภารดีเข้ามา นิดาก็เรียนเกือบจบแล้ว ส่วนตอนมาทำงานที่คลินิก เพชรเป็นคนพามา ภารดีสนิทสนมกับเพชรมากกว่า เพราะเป็นกลุ่มไฮโซเหมือนๆ กัน…เมื่อมาทำงาน นิดาก็ดูแลภารดีเป็นอย่างดี เท่าที่รู้ ภาไม่พอใจเรื่องค่าตอบแทนที่ได้รับ หาว่าไม่เป็นธรรม ก็เลยออกไปเปิดคลินิกเอง…มีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว”

“นิดาคิดว่าเหตุผลเพียงเท่านั้นจริงๆ หรือ” หัวคิ้วของบทจรยังขมวดมุ่น “ถ้าไม่พอใจเรื่องค่าตอบแทน ออกไปเปิดคลินิกเองก็ยังพอรับได้ แต่นี่ทุกอย่างที่หมอภารดีทำ เหมือนกับจงใจจะถล่มคุณให้ราบเป็นหน้ากลองเลยนะนิดา”

“นั่นสิคะ” ลดานิดามีสีหน้าครุ่นคิด “หรือเพราะภารดีอยากได้พีท”

หลังจากได้รับรูปภาพจากผู้หวังดี ลดานิดานั่งนึกว่าสองคนนั้นไปรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไร มีความเป็นไปได้ว่ารู้จักกันที่คลินิกของเธอ เพราะตอนที่พีธันดรมารักษาแผลถูกแมงกะพรุนไฟกับเธอนั้น มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ลดานิดาบินไปประชุมวิชาการที่ต่างประเทศ แล้วฝากให้ภารดีช่วยดูแลดาราหนุ่ม…

ความสัมพันธ์ของทั้งสอง อาจจะเริ่มต้นมาตั้งแต่ตอนนั้น…

“ค่อยมีเหตุผลขึ้นมาหน่อย” บทจรพยักหน้า “แต่ก็ยังอธิบายเรื่องเปิดโรงพยาบาลแข่งไม่ได้อยู่ดีนั่นละ”

“ภารดีอาจจะอยากแสดงให้พีทเห็นว่าอะไรที่นิดาทำได้ ภารดีก็ทำได้” ลดานิดาถอนใจเบาๆ

“ผมยังไม่อยากปักใจเชื่อว่าเหตุผลแค่เรื่องแย่งผู้ชาย จะทำให้ผู้หญิงคนหนึ่ง ลุกขึ้นมาเล่นใหญ่โตได้ถึงขนาดสร้างโรงพยาบาล ร่วมหุ้นทำอาหารเสริมเป็นตัวเลขหลายสิบล้าน” บทจรวิเคราะห์ “ผู้หญิงคนนี้จะต้องมีความทะเยอทะยาน มีแรงขับในชีวิตสูงมาก ถึงลุกขึ้นมาทำอะไรขนาดนี้ได้”

“ผู้หญิง” ลดานิดาทอดถอนใจ “ใจของผู้หญิงลึกล้ำมากกว่าที่เบนจะคาดคิดไปถึงนะคะ บางทีภาอาจจะเป็นคนทะเยอทะยานแบบที่เบนว่าก็ได้…หรือแค่เป็นคนชอบเอาชนะ ยอมทำทุกอย่างเพื่อจะรอวันชนะ รอจะย้อนกลับมาเยาะเย้ย ถากถางคนที่แพ้”

“แต่ภารดีเป็นหมอนะคุณ” ในสายตาของพีธันดร หมอคือบุคคลที่น่าเชื่อถือ “คนเป็นหมอคิดอะไรร้ายกาจแบบนั้นได้ด้วยหรือ”

“ทำไมจะไม่ได้…หมอก็เป็นคน” ลดานิดาพูดตรง “มีผิด มีพลาดได้เหมือนอาชีพอื่นนั้นละ คนที่มีไอคิวดี ไม่ได้หมายความว่าจะมีอีคิวดีตามไปด้วยนี่นะ”

ลดานิดาหมายถึง Emotional Quotient หรือ Emotional Intelligence หรือวุฒิภาวะทางอารมณ์ ที่จะพาให้ชีวิตดำเนินไปในทางสร้างสรรค์และมีความสุข หรือทำลายให้จมดิ่งไป

“จริงสิ” ลดานิดาเพิ่งนึกได้ “แล้วกระรอกเจอผู้ชายคนนั้นไหม…คนที่ให้นามบัตรแล้วชวนกระรอกให้มาตรวจที่นี่น่ะ”

“ไม่เจอค่ะ” ปัทมาศส่ายหน้า “แต่หนูมั่นใจว่าต้องมีการให้เปอร์เซ็นต์ ให้ค่าหัวคิวกันด้วย แบบใครชวนคนมาสำเร็จหนึ่งคนก็ได้แต้มไปหนึ่งแต้ม อะไรทำนองนั้น เพราะทางคลินิกขอนามบัตรที่หนูได้มาไปเก็บไว้ หนูเพิ่งเห็นตอนนั้นเองว่ามีรหัสอะไรก็ไม่รู้ เขียนอยู่ที่มุมของนามบัตรใบนั้น”

“รหัสอะไร” บทจรถาม

“เป็นตัวเลขกับตัวอักษรผสมกันค่ะ หนูเพิ่งเห็นตอนส่งนามบัตรให้เขาไปน่ะพี่เบน” ปัทมาศเสียงอ่อย “ไม่ทันได้จดหรือถ่ายรูปเอาไว้”

“ไม่เป็นไร” ลดานิดาว่า “เราค่อยๆ สืบกันต่อ เดี๋ยวความจริงก็ปรากฏเองนั่นละ”

“ยังมีอีกหนึ่งเรื่องค่ะคุณพี่หมอ” ปัทมาศทำเสียงตื่นเต้น “วันนี้มีพยาบาลใหม่มาเริ่มงานด้วย…หนูจำได้ว่าเป็นพยาบาลเก่าจากคลินิกของคุณพี่หมอ”

“ณิชชา” ลดานิดาถอนใจ “เพิ่งลาออกไปเมื่อวานนี้เอง…แหม…เริ่มงานใหม่เร็วจังเลยนะ”

“ท่าทางเค้าคุ้นเคยกับคุณหัวหน้าดีนะจ๊ะ” ปัทมาศช่างสังเกต “คุยกันสนิทสนมมากๆ”

“แหงละ เขารู้จักกันมาก่อนแล้ว” ลดานิดาถอนใจ “พี่ขอชมกระรอกนะ ทำงานได้ดีมาก เก็บรายละเอียดได้เยอะ…มีประโยชน์มากๆ”

“จะให้หนูทำอะไรต่อ คุณพี่หมอบอกเลยนะจ๊ะ งานแบบนี้หนูชอบ” ปัทมาศหัวเราะชอบใจ

“งานยุ่งเรื่องของชาวบ้านใช่ไหม” บทจรแกล้งแหย่

“ไปว่ากระรอก…ตกลงจะเจียวไข่ได้หรือยังคะคุณพ่อครัว…นิดาหิวแล้วนะ” ลดานิดาหันไปถลึงตาใส่ชายหนุ่ม

“จริงด้วย” บทจรยกมือขึ้นลูบศีรษะ “มัวแต่สนใจเรื่องนี้ ลืมเรื่องอาหารค่ำไปเสียสนิทเลย…นิดารอประเดี๋ยวนะ รับรองไม่เกินสิบนาที…”

 

สรุปแล้วเรื่องที่ทำให้ลดานิดาช็อก ไม่ใช่เรื่องที่ภารดีกำลังจะเปิดโรงพยาบาลชะลอวัย หากเป็นโทรศัพท์จากสถาบันชีวินวิวัฒน์ในเช้าวันรุ่งขึ้นต่างหาก

“ผมโทรมาแจ้งผลตรวจเทโลเมียร์ให้คุณทราบ” นายแพทย์แฟรงค์โทร.มาหาลดานิดาด้วยตัวเอง

“ผลออกแล้วหรือคะ” ลดานิดาทำตาโต “ยังไม่ถึงวันนัดสักหน่อย”

“ผลออกแล้ว” ชายหนุ่มผมสีทองตาสีฟ้าทำเสียงเคร่งขรึม “ผมเห็นว่าเป็นคุณ เลยพยายามเร่งผลตรวจให้ออกเร็วกว่ากำหนด…นิดา…คุณต้องไม่เชื่อแน่เลย ว่าผลตรวจเทโลเมียร์ของคุณเป็นปกติทุกอย่าง”

“อะไรนะ” ลดานิดาไม่เชื่อหูตัวเอง ดวงตาของเธอจ้องมองภาพสะท้อนจากกระจกเงา วันนี้หล่อนแก่ลงไปอีกแล้ว

“คุณได้ยินไม่ผิดหรอก” แฟรงค์เอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “ผลตรวจเทโลเมียร์ของคุณเป็นปกติ…อายุโครโมโซมของคุณอยู่ที่ยี่สิบแปดถึงยี่สิบเก้าปี สอดคล้องกับอายุปฏิทิน”

“แปลกมาก” ลดานิดาช็อกกับผลตรวจ เธอคิดว่าตัวเองจะต้องมีเทโลเมียร์ที่สั้นลง เหมือนคนแก่คนอื่นๆ

“ใช่” น้ำเสียงของแฟรงค์ลังเล “แปลกมาก เราไม่เคยพบเคสแบบนี้มาก่อน”

“แต่นิดาแก่จริงๆ นะแฟรงค์” ลดานิดาพึมพำ “เช้านี้นิดารู้สึกว่าผมหงอกมากกว่าเดิม เนื้อตัวก็เหี่ยวย่นกว่าเดิม กระตามแขนขาก็มีมากขึ้น…”

“ผมเห็น” แฟรงค์ว่า “วันที่ได้เจอกันก็เห็นแล้วว่าคุณแก่ลงไปจริงๆ ผมก็คิดเหมือนกับคุณว่า ตรวจเทโลเมียร์จะต้องสั้นลงแน่…แต่นี่กลับกลายเป็นว่าความยาวของเทโลเมียร์เป็นปกติ…ตกลงนี่คือโรคอะไรกันแน่ คุณมีเวลาแวะมาหาผม มาตรวจเพิ่มเติมจะได้ไหม ผมอาจจะต้องขอปรึกษากับดอกเตอร์บาร์บาร่า เพราะเราไม่เคยเจอเคสแบบนี้มาก่อน”

“ได้ค่ะ ให้ไปวันนี้เลยไหม” ลดานิดาถามเพื่อน

“ดีครับ ผมว่าเคสนิดาแปลก…ถ้าหาสาเหตุพบ จะได้รีบรักษา” เขาพูดเสียงเคร่งขรึม

“จะรักษาได้หรือเปล่าก็ไม่รู้นะแฟรงค์…นาฬิกาชีวิตของฉันถูกหมุนให้เดินหน้าไปแล้ว เราจะหมุนเวลากลับคืนมาได้อย่างไร ฉันยังนึกไม่ออก”

หญิงสาวทอดสายตามองดูผ้าคลุมหน้าโบราณที่เธอสวมไว้บนศีรษะของหุ่นไม้ที่เพิ่งซื้อมา แสงแดดอ่อนจางที่ส่องผ่านหน้าต่างบานยาวเข้ามาตกต้องผืนผ้าสีงาช้าง ก่อให้เกิดเงาเลื่อมพรายระยับประหลาดตา

ชั่วขณะนั้น เธอรู้สึกราวกับผืนผ้าจะเลือนหายไปได้ ครั้นพอกะพริบตาถี่ๆ จ้องมองอย่างตั้งใจ Veil จากเวนิสก็ยังอยู่ตรงนั้น…

หรือว่า…

ลดานิดาสะดุดใจขึ้นมาอย่างรุนแรง

เรื่องเกิดขึ้นหลังจากเธอล่องหนครั้งแรก…

เช้าวันถัดมา ลดานิดาสังเกตเห็นริ้วรอยที่เริ่มปรากฏอยู่บนดวงหน้า

หลังจากนั้น เธอสวมผ้าคลุมหน้าลูกไม้ผืนนี้ ล่องหนอีกสามหน มีอยู่หนหนึ่งที่เธอล่องหนอยู่นานหลายชั่วโมง และเช้าวันถัดมา เธอก็พบว่าตัวเองยิ่งแก่ลงไปอย่างรวดเร็ว

…การล่องหนทำให้เธอแก่ตัวลง…

และความรวดเร็วของการแก่…สัมพันธ์กับเวลาที่เธอสวม Veil ผืนนี้!

 



Don`t copy text!