พรางพัสตรา บทที่ 35 : เหตุแห่งปัญหา

พรางพัสตรา บทที่ 35 : เหตุแห่งปัญหา

โดย : พงศกร

พรางพัสตรา นวนิยายออนไลน์เรื่องล่าสุดโดย พงศกร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เมื่อผ้าคลุมผมเจ้าสาวไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชุดเจ้าสาว แต่คือสิ่งที่นำ ‘ลดานิดา’ ไปเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ความรักของเขาคือความจริงหรือความลวง ผ้าคลุมผมเจ้าสาวนี้มีคำตอบ

*************************** 

…ของบางอย่างก็ตีค่าเป็นเงินไม่ได้หรอก และของบางอย่างต้องจ่ายด้วยบางสิ่งบางอย่างที่คุ้มค่ากัน นั่นอาจจะมีมูลค่ามากกว่าเงินทองหลายเท่า…

ทันใดนั้น…คำพูดของหญิงสูงวัย ผู้เป็นเจ้าของร้าน ‘เจ้าสาวต้องสาป’ ในเวนิส ก็ย้อนกลับมาในความคิดคำนึงของลดานิดาอีกครั้ง

พร้อมกับที่ขุมขนบนเรือนกายของหญิงสาวลุกเกรียว…

forget me not สีม่วงครามในแจกันแก้วเหมือนจะขยับไหวได้ กลีบแบบบางของมันกระพือเบาๆ จนดูเผินๆ เหมือนกับปีกผีเสื้อ

ชั่วขณะนั้น เหมือนเวลาจะหยุดนิ่ง

อากาศภายในห้องยะเยียบเย็น และสงัดราวกับอยู่ต่างมิติ

ดวงตาที่จ้องมองผ้าคลุมผืนโบราณเต็มไปด้วยร่องรอยประหวั่น…

หรือนี่คือราคาที่เธอต้องจ่าย

การล่องหนแต่ละครั้ง ทำให้เธอแก่ตัวลงไป ยิ่งล่องหนนานเท่าไร ความแก่ก็ปรากฏขึ้นในอัตราที่รวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น

ความจริงที่เธอได้เห็น…กับอายุขัยที่เหลืออยู่!

“ไม่…ไม่จริงใช่ไหม”

ลดานิดาพึมพำออกมาได้ในที่สุด เรื่องนี้จะต้องอธิบายได้สิ ทั้งเรื่องล่องหนและอาการแก่ก่อนวัยที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

ผ้าผืนนั้นอาจจะถักขึ้นมาจากเส้นใยบางอย่าง ที่ทำให้เกิดการหักเหของแสง แล้วคนเลยมองไม่เห็นคนที่สวม…

แสงก็คือมายา

เพราะแสงที่เรามองเห็น ดูเหมือนจะใสๆ ไม่มีสี แต่แท้จริงแล้วในแสงมีสีอยู่ตั้งเจ็ดสีรวมกัน สิ่งนี้จะมองเห็นได้เมื่อใช้แท่งแก้วปริซึมส่องสะท้อน ลดานิดายังจำการทดลองในชั้นเรียนประถมศึกษา ที่สร้างความอัศจรรย์ใจให้เธอได้เป็นอย่างดี

แต่ถ้าเป็นเพราะแสงหักเห ทำให้เธอหายตัวได้ ลดานิดาก็ยังอธิบายเรื่องเสียงพูดไม่ได้อยู่ดี

ตอนล่องหนครั้งแรก ลดานิดาจำได้ว่าพยายามเรียกพีธันดรแทบตาย หากไม่มีผลใดๆทั้งสิ้น นอกจากเขาจะมองไม่เห็นหล่อน เขายังไม่ได้ยินเสียงที่หล่อนเรียกเขาอีกต่างหาก

ลดานิดาเรียนมาทางสายวิทยาศาสตร์ ถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่า…ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้จะต้องมีเหตุผล สามารถอธิบายได้ แต่ยิ่งคิด ก็ไม่เห็นว่าจะมีเหตุผลมาอธิบายการล่องหนของตน…

ยกเว้น…

ใช่…

ยกเว้นแต่ว่า…เธอจะต้องกลับไปที่นั่นอีกครั้ง

ร้านเจ้าสาวต้องสาป!

 

ลดานิดาเป็นคนตัดสินใจรวดเร็ว เมื่อตกลงใจจะกลับไปค้นหาความจริงที่เวนิส ก่อนออกเดินทาง…เธอมีเรื่องที่ต้องจัดการหลายอย่าง

บ่ายวันนั้นเธอแวะไปหานายแพทย์แฟรงค์ที่สถาบันชีวินวิวัฒน์ เพื่อตรวจร่างกายเพิ่มเติมตามคำแนะนำของอีกฝ่าย หากทว่าไม่พบมีความผิดปกติใด นอกจากสภาพร่างกายที่แก่ลงไปอีกหลายปี

แฟรงค์เป็นคนละเอียด เขามีบันทึกภาพถ่ายของลดานิดาเมื่อครั้งที่แล้ว นายแพทย์หนุ่มถ่ายใบหน้าภาพตรง ด้านข้าง ซูมดูริ้วรอยและรูขุมขนบนดวงหน้าเอาไว้

ในการตรวจร่างกายครั้งแรก แฟรงค์ยังตรวจเส้นผม รากผม ฟัน เล็บ ผิวหนัง และสุขภาพของทุกระบบอย่างละเอียด เมื่อกลับมาตรวจในครั้งนี้ เขาก็ถ่ายภาพของลดานิดาในมุมเดิม รวมถึงตรวจสุขภาพซ้ำอีกครั้ง

เมื่อนำภาพและผลการตรวจทุกอย่างมาเปรียบเทียบกัน ลดานิดาก็พบว่าภายในเวลาไม่กี่วัน เธอแก่ตัวลงไปอีกหลายปี ผิวหนัง เส้นผม และสุขภาพโดยรวมของเธอในขณะนี้ เทียบเท่ากับผู้หญิงอายุห้าสิบปี…

ข้อมูลที่ปรากฏตรงหน้าทำให้แพทย์ทั้งสถาบันต่างพากันพิศวง ด้วยไม่เคยเจอเคสแบบนี้มาก่อน

“เป็นอันว่าคุณแก่ตัวลงไปจริงๆ” แฟรงค์ถอนใจยาว “ร่างกายแก่ แต่เทโลเมียร์ของคุณกลับปกติ…เป็นไปได้ยังไง ไม่เคยมีเคสแบบนี้มาก่อน…คุณลองลำดับเหตุการณ์ให้ผมฟังแบบละเอียดๆ อีกครั้งได้ไหม ว่ามันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไร และช่วงที่เกิดเรื่องนี้ มีอะไรผิดปกติกับตัวคุณบ้าง”

“ก็เป็นอย่างที่ฉันบอกคุณไปแล้วนั้นละแฟรงค์ มันเริ่มต้นหลังจากฉันกลับจากเวนิสเมื่อเดือนที่แล้ว…และฉันก็ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดแผกแตกต่าง” ลดานิดาพึมพำ ความรู้สึกเหมือนน้ำท่วมปาก

เธอเล่าทุกอย่างให้เขาฟังอย่างละเอียด ยกเว้นแต่เรื่องผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวผืนนั้น เพราะไม่รู้จะอธิบายได้อย่างไร ขนาดตัวเธอเองยังไม่อยากจะเชื่อ…

“แฟรงค์…ฉันขอร้อง คุณลองส่งข้อมูลให้ดอกเตอร์บาร์บาร่าดูอีกที” ก่อนลาจากกันในบ่ายวันนั้น ลดานิดาพึมพำบอกเพื่อนเสียงแผ่ว “บางทีอาจมีข้อมูลอะไรที่พวกเราไม่เห็น พวกเรามองข้ามไป…แต่ดอกเตอร์เห็น…ก็เป็นได้”

“ไม่ต้องห่วง” เขารับปาก “คุณเป็นเพื่อนของพวกเรา ผมสัญญาว่าจะหาทางให้คุณกลับมาเป็นเหมือนเดิมให้จงได้…เชื่อเถอะว่าดอกเตอร์บาร์บาร่าก็ต้องช่วยคุณอย่างสุดความสามารถเช่นเดียวกัน”

จัดการเรื่องสุขภาพของตัวเองเสร็จเรียบร้อย เธอก็เอ่ยลานายแพทย์หนุ่ม แต่แทนที่จะตรงกลับที่พัก หญิงสาวกลับแวะไปยังสำนักงานนักสืบเอกชนแห่งหนึ่ง

ไม่…ลดานิดาไม่ได้อยากรู้เรื่องระหว่างพีธันดรและภารดี

ไม่จำเป็นต้องให้นักสืบตามสืบเรื่องนั้น เพราะข้อมูลทุกอย่างเท่าที่มีอยู่ในมือเวลานี้ ก็ มากเพียงพอแล้วที่จะยืนยันว่าพีธันดรกำลังคบซ้อน

ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาดำเนินมาถึงจุดที่ว่า เธอยังจะเดินหน้าแต่งงานกับเขา ทั้งที่รู้ว่าพีธันดรไม่ได้ซื่อสัตย์กับเธออยู่อีกหรือเปล่า

การที่ลดานิดาแวะมาสำนักงานนักสืบซึ่งเธอไว้ใจ เพราะอยากได้ข้อมูลเรื่องโรงพยาบาลของภารดีมากกว่า

ภารดียื่นเรื่องจดทะเบียนเปิดโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อไร มีใครเป็นหุ้นส่วนบ้าง งานใหญ่ขนาดนี้ ภารดีไม่น่าจะทำลำพังแค่คนเดียว

ทีมงานของภารดีทำงานเป็นระบบ พวกเขาสามารถปกปิดข้อมูลได้สนิท โปรเจกต์ใหญ่ขนาดนี้ แต่ไม่เคยมีข่าวกระเส็นกระสายออกมาให้สาธารณะได้รู้เลย

ยิ่งคิดยิ่งมีคำถามมากมาย และข้อสงสัยเหล่านั้น ลดานิดาไม่สามารถจะหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง เธอจำเป็นต้องมีตัวช่วย

และตัวช่วยใดเล่า จะดีไปกว่า…นักสืบเอกชน…

 

“ผมไปด้วย”

ทันทีที่รู้ว่าลดานิดาจะเดินทางไปเวนิส บทจรก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เย็นวันนั้นเขาพาปัทมาศแวะมาหาลดานิดาที่คอนโดมิเนียมพอดี

“เบนไม่ห้ามนิดาหรือ” ลดานิดาย้อนถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ ปัทมาศเห็นบรรยากาศการพูดคุยมีท่าทางจริงจัง เลยรีบหลบเข้าไปล้างจานในครัว เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งสองได้คุยกันตามลำพัง

“นิดากำลังจะไปเวนิสเลยนะเบน”

เธอตัดสินใจเล่าให้เขาฟังหลังจากซื้อตั๋วเครื่องบินเสร็จเรียบร้อย เพราะรู้สึกว่าหากเธอจะหายตัวไปเฉยๆ คงไม่ดีแน่ ควรจะต้องบอกใครสักคนให้รู้ไว้ว่า ช่วงเวลาสี่ห้าวันต่อจากนี้ เธอจะหายตัวไปจากกรุงเทพมหานคร

ใครคนนั้นก็คือบทจร ไม่ใช่พีธันดร

สำหรับพีธันดรเธอคงไม่พูดอะไรมาก เพราะพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ พีธันดรทำตัวเหมือนเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ดาวเคราะห์ทุกดวงหมุนรอบตัวเขาอยู่แล้ว ลดานิดาตั้งใจว่าจะบอกเมื่อเดินทางถึงเวนิสแล้วเรียบร้อย

เรื่องวีซ่าไม่ใช่ปัญหาเพราะหล่อนเพิ่งขอวีซ่าแบบ Multiple Entry ไปเมื่อตอนเดินทางในครั้งที่แล้ว ชนิดของวีซ่าที่ได้รับ อนุญาตให้ลดานิดาเดินทางเข้าออกประเทศอิตาลีกี่ครั้งก็ได้ภายในระยะเวลาหนึ่งปี

“ไม่ห้าม” เขาส่ายหน้า “เพราะผมรู้ว่าห้ามไปนิดาก็ไม่ฟัง…ว่าแต่นิดาจะไปเวนิสทำไม เหลืออีกไม่ถึงสองอาทิตย์ก็จะถึงงานแต่งงานแล้ว ไม่มีใครเขาเดินทางกันช่วงนี้หรอกนะ ถ้านิดาได้รับอันตราย งานก็ต้องเลื่อนออกไป…โบราณเขา…”

“โบราณเขาถือ” ลดานิดารีบพูดแทรก “เบนจะว่าแบบนั้นใช่ไหม…นิดารู้นะว่าช่วงนี้ไม่ควรไปไหน แต่ที่ต้องไปเพราะนิดามีเรื่องสำคัญมากที่ต้องจัดการ…อีกอย่าง เบนก็จะไปกับนิดาด้วยไม่ใช่หรือ”

“ผม…”บทจรชี้หน้าอกตัวเอง ก่อนจะชี้ไปทางหญิงสาว “นิดา…ตกลงนิดาให้ผมไปด้วยได้หรือ”

“ใช่” หล่อนพยักหน้าด้วยท่าทางง่ายๆ สบายๆ “หรือเบนจะเปลี่ยนใจ”

“ไม่เปลี่ยนใจ นิดาไปไหน ผมไปด้วย” บทจรถอนใจโล่งอก นึกว่าหญิงสาวจะคัดค้านเขาเสียอีก “แต่นิดาต้องบอกผมก่อนว่าจะไปทำไม”

“ถ้าไม่บอก…เบนจะไปเป็นเพื่อนนิดาไหมล่ะ” ลดานิดาแกล้งถามชายหนุ่ม และบทจรก็นิ่งไปนาน…

เธออาจจะลืมไปแล้วว่าเมื่อยี่สิบปีก่อน ลดานิดาวัยแปดขวบก็เคยถามเด็กชายผู้เป็นทั้งพี่และเพื่อน ด้วยคำถามเดียวกัน…

แต่เขา…ไม่ลืม

‘ถ้านิดาไม่บอก เบนจะไปไหมล่ะ’

เด็กหญิงลดานิดาในชุดเครื่องแต่งกายทะมัดทะแมงจับจักรยานคันโปรด ท่าทางเหมือนกำลังจะปั่นออกไปไหน

บทจรถามว่าลดานิดาจะออกไปไหน และหล่อนก็ย้อนเขาด้วยประโยคเดียวกันนี้

‘แต่…’ บิดาของลดานิดาสั่งบริวารในบ้านทุกคนเอาไว้ว่า ห้ามบุตรสาวของเขาปั่นจักรยานออกไปที่หน้ากรมทหารเด็ดขาด

‘ผู้พันไม่อนุญาตให้นิดาปั่นจักรยานออกไปที่ถนนนะครับ’ เขานึกเดาได้ว่าหล่อนจะไปไหน

‘นิดาโตแล้ว นิดาไปได้’ ลดานิดาทำปากยื่น ‘นิดาอยากทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง เบนอย่ามาห้ามดีกว่า’

‘แต่…’ บทจรยังลังเล

‘ไม่เป็นไร’ ลดานิดาสะบัดหน้า ‘ถ้าเบนไม่ไปด้วย…นิดาไปเองก็ได้’

‘ไปสิครับ ผมไปด้วย’ เด็กชายบทจรรีบพยักหน้า ไม่ใช่เพราะอยากจะไปด้วยหรอก หากเพราะบิดาของเขากำชับนักกำชับหนาว่า ให้คอยดูแลคุณหนูลดานิดาให้ดี ถ้าเด็กหญิงดึงดันจะออกไปให้ได้ ยังไงเขาก็ต้องตามไปดูแล

เด็กหญิงหัวเราะชอบใจ อ้าปากกว้างจนเห็นฟันหลอ ก่อนจะปั่นจักรยานนำหน้าบทจนออกจากบ้านพักทหาร สู่ท้องถนนใหญ่ จุดมุ่งหมายของเธออยู่ที่ร้านขนมในตลาดสดหน้ากรมทหาร

‘อ้ะ…นิดาซื้อให้’

ลดานิดาส่งขนมโป๊งเหน่งให้บทจรหนึ่งอัน เด็กชายรับไปถือไว้ในมือ ดวงตาที่จ้องมองขนมเปล่งประกายวะวับ

‘แค่จะมาซื้อขนม นิดาบอกสิ ผมมาซื้อให้ก็ได้’ บทจรพึมพำ หากก็รับขนมไปกัดกินด้วยความเอร็ดอร่อย

‘นิดาอยากมาซื้อเอง อยากทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง’ ลดานิดาถอนใจ และบทจรก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของเด็กหญิงที่ถูกเลี้ยงมาแบบไข่ในหิน ‘ที่ผ่านมาพ่อไม่ยอมให้นิดาทำอะไรเองเลย นิดาเบื่อ…’

‘ซื้อเสร็จแล้วก็รีบกลับกันเถอะครับ’ บทจรดูนาฬิกาข้อมือเรือนโปรด ‘ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว’

หน้าปัดของนาฬิกามีมิกกี้เมาส์ยืนอยู่ แขนสองข้างของมิกกี้เมาส์เป็นเข็มสั้นและเข็มยาว นาฬิกาเรือนนี้ผู้พันนิพัทธ์บิดาของลดานิดาซื้อมาฝากเขา ตอนที่ท่านเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ

หากระหว่างที่ปั่นจักรยานกลับบ้านนั่นเอง ที่เกิดเรื่องวุ่นวาย เมื่อรถจี๊ปทหารคันหนึ่งเลี้ยวออกมาจากซอยอย่างรวดเร็ว และเกือบจะเฉี่ยวจักรยานของลดานิดาเข้า ทำให้เด็กหญิงเสียหลักหกล้ม แขนขามีแผลถลอกปอกเปิก ส่วนรถจี๊ปคันนี้แล่นเลยไปโดยไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าเกือบจะเฉี่ยวเด็กคนหนึ่ง

ความที่เป็นลูกทหารทำให้เด็กหญิงเม้มปากด้วยความอดทน เจ็บแค่ไหนก็ต้องไม่ร้อง…ลดานิดาบอกตนเองว่าห้ามร้องไห้ให้ใครเห็นเด็ดขาด เมื่อกลับถึงบ้าน บทจรรีบหยิบยามาทาแผลให้เด็กหญิง ทายังไม่ทันเสร็จ บิดาของเขาก็ขับรถพาเจ้านายกลับมาถึงบ้านพอดี

‘นั่นทำอะไร เบน’ สิบเอกขจร…ยศในเวลานั้น…เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

‘ผม…เอ้อ…’ บทจรไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เด็กชายรู้สึกเสียววาบ เมื่อเห็นสายตาเคร่งขรึมของผู้พันนิพัทธ์มองมา ‘ผมทำแผลให้คุณหนูครับพ่อ’

‘นิดาจักรยานล้ม…ค่ะ…พ่อ’ เด็กสาวชิงสารภาพ

‘จักรยานล้ม…ขี่จักรยานไปไหนกันมา’ ผู้พันนิพัทธ์ถาม สายตายังจ้องมองขนมโป๊งเหน่งในมือของเด็กชายวัยสิบสองขวบ

‘นิดา…เอ้อ…’ ลดานิดาอึกอัก รู้ดีว่าเมื่อใดที่บิดาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นนี้ หมายความว่ากำลังโกรธ

‘นิดาไปตลาดที่หน้ากรมทหารมาค่ะ’ หล่อนยอมรับอย่างกล้าหาญ ‘นิดาอยากซื้อขนม เลย…ปั่นจักรยานออกไป’

‘ปั่นจักรยานออกไปนอกกรมทหาร’ พันตรีนิพัทธ์นิ่วหน้า ‘พ่อเคยสั่งห้ามหนูแล้วไม่ใช่หรือ’

‘ค่ะ…หนู…เอ้อ…’ ลดานิดาก้มหน้านิ่ง เจ็บระบมแผลจนอยากร้องไห้ แต่จะแสดงความอ่อนแอออกมาให้พ่อเห็นไม่ได้

‘แกชวนคุณหนูไปใช่ไหมเบน’ สิบเอกขจรรีบหันไปถามลูกชาย น้ำเสียงไม่พอใจ

‘ผม…เอ้อ…’ บทจรอึกอัก

‘ใช่ไหม’ พ่อของเขาตะคอกถาม

‘ลุงขจร…หนู…’ ลดานิดาทำท่าเหมือนจะพูดอะไรออกมาสักอย่าง หากบิดาของบทจรไม่ฟัง เขาฟาดมือไปที่ก้นของบุตรชายเต็มแรง จนร่างผอมสูงของบทจรเซไป

‘พ่อจะทำโทษแกยังไงดีนะเบน…’ สิบเอกผู้เป็นพลขับแค่นเสียง ‘ไว้ใจไม่ได้เลย แทนที่จะดูแลคุณหนูดีๆ แกกลับเป็นคนชวนให้คุณหนูเหลวไหลเสียเอง…ไป…กลับบ้านเดี๋ยวนี้…พ่อจะต้องลงโทษแกให้เข็ดหลาบ ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีก…เข้าใจไหม’

‘ครับพ่อ…ผมขอโทษ…ผมผิดเอง’

แม้เวลาจะผ่านมานานหลายสิบปีแล้วก็ตาม หากเขายังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ไม่ลืม…

ลดานิดารู้ และเขาก็รู้ว่า…นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของทางเเยกบนสายสัมพันธ์ ที่พาให้เขาและเธอค่อยๆ ห่างจากกัน

…ทีละน้อย ทีละน้อย…

 



Don`t copy text!