พรางพัสตรา บทที่ 36 : Somewhere out there

พรางพัสตรา บทที่ 36 : Somewhere out there

โดย : พงศกร

พรางพัสตรา นวนิยายออนไลน์เรื่องล่าสุดโดย พงศกร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เมื่อผ้าคลุมผมเจ้าสาวไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชุดเจ้าสาว แต่คือสิ่งที่นำ ‘ลดานิดา’ ไปเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ความรักของเขาคือความจริงหรือความลวง ผ้าคลุมผมเจ้าสาวนี้มีคำตอบ

*************************** 

เพราะครั้งนี้เป็นการเดินทางโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ลดานิดาจึงได้ที่พักเป็นโรงแรมคนละแห่งกับครั้งที่แล้ว

“โชคดีนะคะที่ได้สามห้องครบจำนวนคนพอดี”

ลดานิดาบอกเพื่อนร่วมทาง อันประกอบไปด้วยบทจรและแจนิส

ตอนที่บทจรอ้อมแอ้มบอกกับเธอว่าแจนิสขอมาด้วย ลดานิดาตอบตกลงทันทีโดยไม่มีอาการอิดออด

นั่นสร้างความประหลาดใจให้กับชายหนุ่มไม่น้อย เพราะเขานึกว่าหล่อนไม่ชอบแจนิสเสียอีก แสดงว่าทริปสุโขทัยช่วยสานสัมพันธ์ให้สองสาวได้รู้จักกันมากขึ้น

เป็นแบบนี้ได้บทจรก็สบายใจ เพราะเขารู้จักทั้งลดานิดาและแจนิส หญิงสาวทั้งสองมีบุคลิกลักษณะหลายอย่างคล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นนิสัยตรงไปตรงมา พูดจาไม่อ้อมค้อม ใจนักเลงที่พร้อมจะรับผิดชอบในสิ่งที่กระทำลงไป ชอบช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ เป็นต้น นั่นทำให้เขาคิดว่าหญิงสาวทั้งสองจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้

เดิมทีแจนิสมีแผนจะต้องเดินทางไปอังกฤษในช่วงนี้ เธอเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพืชพันธุ์ที่สุโขทัยได้ส่วนหนึ่งแล้ว มีกำหนดจะต้องกลับไปนำเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาพอดี แทนที่จะบินตรงไปอังกฤษ หญิงสาวจึงตัดสินใจร่วมทางมาเวนิสด้วยกันก่อน พอเสร็จธุระแล้วแจนิสค่อยแยกตัวไป ปล่อยให้บทจรและลดานิดากลับเมืองไทยกันตามลำพัง

สำหรับลดานิดาแล้ว หญิงสาวคิดว่าการที่มีแจนิสร่วมทางมาด้วยครั้งนี้นับว่ามีข้อดี เพราะจะได้ไม่มีใครนินทาว่าเอาได้ หากใครๆ รู้เข้าว่าเธอมากับบทจรเพียงลำพังคงไม่ดีนัก

“นิดาสงสัย” หล่อนอดพึมพำกับแจนิสมิได้ “ทำไมแจนไม่พักห้องเดียวกับเบนให้รู้แล้วรู้รอด”

“ไม่ได้หรอกค่ะ” แจนิสรีบส่ายหน้า

“ทำไมจะไม่ได้” ลดานิดาเลิกคิ้ว

“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ค่ะ แล้ววันหนึ่งคุณหมอก็จะรู้เองว่าทำไม” แจนิสหัวเราะด้วยท่าทางเปิดเผย หากไม่ได้อธิบายอะไรมากกว่านั้น

โรงแรมที่พักตั้งอยู่ในตรอกเล็กๆ หลังจากเช็กอินเข้าที่พักเรียบร้อย ลดานิดาก็โทรศัพท์ไปบอกพีธันดร แต่อีกฝ่ายปิดเครื่อง หญิงสาวจึงฝากข้อความเอาไว้

ลดานิดาบอกสั้นๆ ว่ามีธุระต้องเดินทางไปต่างประเทศกะทันหัน ไม่ได้บอกว่าไปที่ไหนและไปกับใคร หญิงสาวบอกแต่เพียงว่าจะกลับถึงกรุงเทพฯ ทันวันนัดลองชุดแต่งงานแน่นอน

เพราะนั่งเครื่องบินมานับหลายสิบชั่วโมง ต่างคนต่างเพลีย เลยแยกย้ายกันไปนอนพักผ่อน พอได้งีบสักพักลดานิดาก็รู้สึกสดชื่นขึ้นนิดหนึ่ง

เริ่มชินกับอาการปวดเมื่อย และอาการหลงลืมที่เกิดขึ้น ทั้งสามนัดพบกันที่ล็อบบีของโรงแรม เมื่อลดานิดาลงมาถึงก็พบบทจรนั่งรออยู่คนเดียว

“แจนล่ะคะ” หญิงสาวเลิกคิ้ว

“ออกไปก่อนแล้ว” บทจรบอกด้วยท่าทางง่ายๆ

“อ้าว” ลดานิดารู้สึกแปลกใจ นัดกันไว้เป็นมั่นเหมาะ อยู่ๆ มาหายตัวไปแบบนี้ ลดานิดาอดแปลกใจมิได้ “มีอะไรหรือเปล่าคะ แจนไม่พอใจอะไรหรือเปล่า”

“ไม่มีอะไรครับ อย่าคิดมาก” บทจรเห็นท่าทางของลดานิดาแล้วเลยหัวเราะออกมาเบาๆ “เพื่อนสนิทของแจนส่งข้อความมาหา บอกว่าอยู่ที่เวนิสพอดี แจนไม่ได้เจอเพื่อนคนนี้มานานแล้ว เลยขอแยกตัวไปพบน่ะครับ บอกให้เราไปหาอะไรกินกันได้เลย ไม่ต้องห่วง วันนี้น่าจะกลับดึกเลย”

“อ้อ” ลดานิดาพยักหน้า หางตาของเธอเหลือบมองไปยังเสากลางล็อบบีโดยบังเอิญ

เสาทุกต้นมีกระจกเงาประดับอยู่โดยรอบ เป็นการออกแบบให้รู้สึกว่าล็อบบีกว้างกว่าความเป็นจริง

เงาในกระจกบานยาวสะท้อนให้เห็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ กำลังสนทนาอยู่กับสตรีวัยกลางคน…

ไม่ว่าลดานิดาจะพยายามแต่งหน้า แต่งผม แต่งตัวให้ดูอ่อนกว่าวัยเพียงใด หากหญิงสาวไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ว่าบัดนี้ รูปลักษณ์ภายนอกของเธอดูเป็นคนมีอายุ ยิ่งยืนคู่กับบทจร ยิ่งเห็นถึงความแตกต่างระหว่างวัย

“ว่าแต่…นิดาจะบอกผมได้หรือยัง…คุณมาที่นี่ทำไม” เขาถามเสียงหนักแน่นจริงจัง

“นิดาจะมาร้านเจ้าสาวต้องสาป…Sposa Maledetta…” ลดานิดาเหลือบมองถุงกำมะหยี่ที่ถืออยู่มือ

“เจ้าสาวต้องสาป…ชื่อน่ากลัวจัง” บทจรรู้สึกขนลุกซู่ “ว่าแต่…เป็นร้านอะไรครับ ทำไมนิดาต้องรีบร้อนมาตอนนี้ด้วย ทำไมไม่รอให้แต่งงานเรียบร้อยก่อนค่อยมากับพีท”

“เป็นร้านขายทรูโซค่ะ” ลดานิดาหมายถึงร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เกี่ยวข้องกับเจ้าสาว “ที่นิดาต้องมาตอนนี้ เพราะนิดามีเรื่องคาใจบางอย่างที่รอไม่ได้”

“ผมยังไม่เข้าใจอยู่ดี” บทจรส่ายหน้า

งานแต่งงานกำลังจะเริ่มอยู่ในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้แล้ว พีธันดรจ้างเวดดิ้งแพลนเนอร์มาจัดงานให้อลังการ เฌอแตมเป็นนักจัดงานแต่งงานชื่อดัง เธอมีไอเดียที่ทันสมัย เขาเองในฐานะที่ต้องช่วยจัดการเรื่องอาหารให้ลดานิดา บทจรเคยประชุมและพูดคุยกับเฌอแตมหลายครั้ง เขายอมรับว่าหญิงสาวคนนั้นเป็นคนเก่งมาก…แล้วอย่างนี้ เหตุใดลดานิดาจึงต้องบินมาดูทรูโซด้วยตัวเอง

“นิดาไม่รู้จะบอกเบนอย่างไรดี…ไม่ใช่ไม่อยากเล่านะคะ แต่เล่าไม่ถูกจริงๆ นิดามีเรื่องสำคัญมาก ที่จะต้องถามเจ้าของร้านด้วยตัวเอง…ใครก็ทำแทนไม่ได้ และนิดาต้องได้คำตอบก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” ลดานิดาพึมพำ

เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจ ขนาดตัวเธอเองยังไม่รู้เลยว่าเหตุผลคืออะไร ทำไมจู่ๆ คนหนึ่งคนถึงล่องหนได้ เพียงแค่สวม Veil ผืนนี้…

แล้วแบบนี้จะไปอธิบายให้บทจรเข้าใจได้อย่างไร หญิงสาวตั้งใจว่าจะต้องหาร้านให้พบ แล้วสอบถามหญิงชราเจ้าของร้านว่าทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร…

คำตอบอยู่ที่นั่น

Sposa Maledetta!

“ถ้านิดาหายเหนื่อยแล้ว…เราไปกันเลยไหมครับ” เสียงของบทจรเรียกสติของหล่อนให้กลับคืนมา “ว่าแต่ร้านอยู่ตรงไหนของเวนิส…นิดาจำได้ไหม”

“จำไม่ได้” ลดานิดาส่ายหน้า “นิดาเจอร้านนี้โดยบังเอิญ…คืนนั้น ที่มีผู้ชายฝรั่งลวนลามนิดา นิดาวิ่งหนีจากสะพานรีอัลโตลงไป แล้วก็เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ลัดเลาะไปมา เงยหน้าอีกทีก็เจอร้านนี้แล้วละ”

“อ้าว” บทจรร้องคราง “แล้วแบบนี้จะหาเจอไหมเนี่ย”

“นั่นสิ” ลดานิดานิ่วหน้า เธอลองค้นหาร้านเจ้าสาวต้องสาปจากแผนที่ สมุดโทรศัพท์ และเว็บไซต์การท่องเที่ยวต่างๆ หากไม่มีชื่อร้านเจ้าสาวต้องสาปปรากฏให้เห็นที่ใด “นิดาไม่มีข้อมูลเลย…เราลองไปที่รีอัลโตก่อนไหมคะ”

ลดานิดาหมายถึงสะพานเก่าแก่อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเวนิส

“พอไปถึง นิดาอาจจะนึกออกว่าร้านเจ้าสาวต้องสาปอยู่ตรงไหน”

“โอเค” บทจรพยักหน้าง่ายๆ ว่าอะไรก็ว่าตามกัน

ลดานิดาหมุนกาย เดินออกจากโรงแรม มุ่งหน้าไปทางสะพานแห่งนั้น

งานคาร์นิวัลเลิกไปหลายสัปดาห์แล้ว เวนิสจึงค่อนข้างจะโล่ง เดินสบาย ไม่มีนักท่องเที่ยวเดินกันแออัดเหมือนเมื่อครั้งก่อน

โรงแรมที่พักอยู่ไกลจากรีอัลโตพอสมควร ต้องเดินลัดเลาะตามตรอกซอกซอยและข้ามสะพานไปหลายสิบแห่ง กว่าจะไปถึงก็เล่นเอาลดานิดาต้องหยุดหายใจหอบหลายครั้ง

“ไหวไหม” น้ำเสียงของคนตัวสูงออกจะเป็นห่วง

“ไหวค่ะ” ลดานิดาพึมพำ ทั้งที่รู้สึกเหนื่อย…เข้าใจคนแก่แล้วว่า เวลาต้องเดินไปไหนไกลๆ พวกเขาเหนื่อยอย่างไร

“ถ้าไม่ไหว เบนจะทำยังไง” แกล้งถามออกไปอย่างนั้น หากคำตอบที่ได้รับกลับทำให้หญิงสาวถึงกับอึ้งไป

“ผมก็แบกนิดาขึ้นหลังไปไงครับ” บทจรหัวเราะเบาๆ “เหมือนตอนเป็นเด็กไง…จำได้ไหม”

“ใครจะลืม” หญิงสาวพึมพำ พร้อมกับถอนใจเบาๆ

ก่อนลดานิดาสอบไล่ชั้นประถมศึกษาปีที่หก บทจรอยู่มัธยมสามแล้ว และลดานิดาก็นึกสนุกปีนต้นมะม่วงหลังบ้านขึ้นไป ทั้งที่บิดาของเธอเคยห้ามเอาไว้เด็ดขาด

‘นิดา…ทำอะไร’

เสียงร้องทักของบทจรทำให้เด็กหญิงตกใจ เผลอปล่อยมือจากกิ่งที่เกาะอยู่ ตกตุ้บลงมานอนร้องโอดโอยอยู่ที่โคนต้น

‘นิดา…’ จำได้ว่าบทจรร้องเสียงดังลั่นด้วยความตกใจ ‘เป็นอะไรหรือเปล่า’

‘ก็เจ็บน่ะสิ ถามได้’ ลดานิดาพยายามขยับจะลุกขึ้นยืน หากไม่สามารถทำได้

‘โอ๊ย’ เด็กหญิงร้อง

‘แย่แล้ว’ เด็กหนุ่มร้อง

‘อย่าร้องสิ’ คนที่ควรจะร้องเสียงดังกลับทำท่าให้อีกฝ่ายเงียบเสียง ‘เดี๋ยวคุณพ่อได้ยิน เป็นได้เกิดเรื่องหรอก’

‘ไม่ร้องได้ยังไง’ บทจรจ้องข้อเท้าของเด็กหญิง มันบวมและผิดรูปไปอย่างเห็นได้ชัด ‘หักหรือเปล่าก็ไม่รู้’

‘ไม่หรอก ไม่หักหรอก เดี๋ยวก็หาย’ เด็กหญิงหน้าซีด ชักจะใจเสีย ลองพยายามจะลุกขึ้นยืนหากไม่สำเร็จ ทันทีที่ลงน้ำหนัก ลดานิดารู้สึกปวดข้อเท้าข้างที่ผิดรูปจนน้ำตาซึม

‘ไปหาหมอเถอะ’ บทจรตัดสินใจ บิดาของลดานิดาไปราชการต่างจังหวัดกับบิดาของเขาอีกสองสัปดาห์ถึงจะกลับกรุงเทพฯ ส่วนมารดาของลดานิดาไปทำงานยังไม่กลับบ้าน ข้อเท้าของเด็กหญิงบวมขนาดนี้ รอให้ถึงตอนเย็นคงไม่ดีแน่

‘ไม่เอา’ ลดานิดาส่ายหน้า เธอไม่ได้กลัวหมอ แต่กลัวว่าถ้าบิดารู้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่

‘ไม่ได้’ เด็กหนุ่มเสียงเข้ม ‘ยังไงก็ต้องไป ขาบวมขนาดนี้ ไม่ไปหาหมอได้ยังไง’

‘นิดาเดินไม่ไหว’

‘ผมจะแบกนิดาไปเอง’ เขาดึงลดานิดาให้ลุกขึ้น ก่อนจะแบกเด็กหญิงขึ้นหลัง แล้วพาเดินไปยังโรงพยาบาลค่ายทหารที่อยู่ถัดจากบ้านพักไปเกือบหนึ่งกิโล ถึงแม้ระยะทางจะไกล หากเด็กหนุ่มตัดสินใจไม่ปั่นจักรยานไปเพราะลดานิดาเริ่มร้องไห้งอแง ขืนปั่นจักรยานไปอาจจะพากันล้มทั้งคู่

เธอเกาะหลังของเขาแน่น แผ่นหลังของบทจรสร้างความมั่นใจให้กับลดานิดาได้อย่างน่าประหลาด แม้ตัวของเด็กหญิงจะหนักและระยะทางก็ไกล แถมแดดยังแรง หากบทจรกัดฟันแน่น ไม่บ่นให้ได้ยินสักคำ

เหงื่อเม็ดเป้งเกาะพราวบนดวงหน้าคร้ามแดดของเด็กหนุ่ม ดวงตาคู่คมมองตรงไปข้างหน้าแน่วนิ่ง ลดานิดารู้ว่าบทจรเหนื่อย หากเขาก็แบกเธอไปอย่างไม่ย่อท้อ

เมื่อถึงโรงพยาบาลประจำค่ายทหาร หมอก็รับตัวลดานิดาไปเอกซเรย์ โชคดีที่ข้อเท้าไม่หัก เพียงแต่เอ็นพลิกอักเสบ หมอจ่ายยาลดการอักเสบ และสั่งให้ลดานิดานอนพักเฉยๆ ห้ามลงน้ำหนักข้อเท้าประมาณหนึ่งสัปดาห์

‘กลับบ้านได้เลยนะครับ’ คุณหมอบอกเมื่อลดานิดาถามถึงค่าใช้จ่าย ‘เดี๋ยวค่ายาค่ารักษา หมอจะเบิกจากบัญชีของผู้พัน’

‘ไม่ได้นะคะ’

‘ไม่ได้นะครับ’

ลดานิดาและบทจรร้องขึ้นพร้อมกัน ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของนายแพทย์ผู้ทำการรักษา

‘ถ้าคุณพ่อรู้เข้า…จะต้องดุหนูแน่’ ลดานิดาตัดสินใจเล่าให้หมอฟังตามจริง ‘คุณพ่อห้ามหนูปีนต้นไม้ แต่หนูไม่เชื่อฟัง…คุณหมอช่วยหนูด้วยนะคะ อย่าบอกให้พ่อรู้’

‘ถึงผู้พันไม่รู้ แต่คุณนายก็ต้องรู้อยู่ดี’ ทหารทุกนายในค่ายนิยมเรียกภรรยาของผู้บังคับกองพันว่า ‘คุณนาย’

‘คุณแม่ไม่ว่าหรอกค่ะ’ ลดานิดาพึมพำ แม่คือคนที่เข้าใจเธอมากที่สุดแล้ว ‘หนูจะบอกคุณแม่ ว่าให้ช่วยปิดเรื่องนี้เอาไว้ อย่าให้คุณพ่อรู้’

‘หมอช่วยแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ’ หมอผู้มีบุตรสาวในวัยเดียวกันกับลดานิดาออกจะเข้าใจความรู้สึกของคนไข้วัยแรกรุ่น กิตติศัพท์ความเข้มงวดของพันโทนิพัทธ์ที่มีต่อบุตรสาว เป็นเรื่องที่รู้กันดีทั้งค่ายทหาร ‘เอาเป็นว่าวันนี้หมอจะไม่คิดค่าใช้จ่ายก็แล้วกัน แล้วหมอก็จะทำเป็นเฉยๆ เสีย เพราะข้อเท้าไม่หัก ไม่ต้องผ่าตัด อีกไม่กี่วันก็หายบวมแล้ว แต่ถ้าถึงขนาดข้อเท้าหักละก็ ยังไงก็ต้องบอกให้ผู้พันทราบ’

‘ขอบคุณค่ะคุณหมอ’

ลดานิดายกมือไหว้ด้วยความรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เธอรู้สึกว่าคุณหมอเท่เหลือเกิน นอกจากจะรักษาคนไข้ให้หายเจ็บกายแล้ว ยังช่วยให้สบายใจกลับออกไปอีกด้วย และนั่นเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้ลดานิดาอยากเป็นหมอในเวลาต่อมา

“ว่าไง ถ้าเดินไม่ไหว…ให้ผมแบกนิดาไปก็ได้นะ” เสียงหัวเราะของบทจรดังแว่วมา

“ไม่ต้อง…นิดายังเดินไหว” หญิงสาวพึมพำ ดวงตาคู่กลมโตจ้องมองสะพานโค้งอายุหลายร้อยปีที่ปรากฏตรงหน้า

“ไหนครับ…ร้านที่ว่าอยู่ทางไหน นิดาลองนึกดูดีๆ” ชายหนุ่มจับมือลดานิดา จูงให้เดินลัดเลาะหลบผู้คนขึ้นไปถึงกึ่งกลางสะพาน

หญิงสาวหมุนกายไปรอบๆ หวนนึกไปถึงคืนวันนั้น เธอขึ้นมาจากทางไหน แล้ววิ่งหนีผู้ชายร่างยักษ์นั้นไปทางไหน

“ทางโน้น…นิดาคิดว่าอยู่ทางโน้น”

ลดานิดาชี้นิ้วไปทางด้านซ้ายมือของสะพาน เลยจากร้านอาหารไปนิดหนึ่ง มีซอยเล็กๆ แอบอยู่ซอยหนึ่ง ถ้าหากจำไม่ผิดแล้วละก็ Sposa Maledetta ซ่อนตัวอยู่ที่ท้ายซอยแห่งนั้น

เธอเดินนำหน้าเขาไปด้วยความตื่นเต้น ยังจำต้นมะนาวท้ายซอยต้นนั้นได้แม่นยำ

หากทว่าเมื่อเดินไปจนสุดทาง หญิงสาวก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อพบว่าไม่มีร้านค้าใดๆปรากฏให้เห็น

เบื้องหน้าของเธอนั้นมีแต่กำแพงเก่าคร่ำคร่า…

ไม่มีบ้านคนแม้สักหลัง!

 



Don`t copy text!