พรางพัสตรา บทที่ 37 : สารจากสนธยา

พรางพัสตรา บทที่ 37 : สารจากสนธยา

โดย : พงศกร

พรางพัสตรา นวนิยายออนไลน์เรื่องล่าสุดโดย พงศกร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เมื่อผ้าคลุมผมเจ้าสาวไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชุดเจ้าสาว แต่คือสิ่งที่นำ ‘ลดานิดา’ ไปเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ความรักของเขาคือความจริงหรือความลวง ผ้าคลุมผมเจ้าสาวนี้มีคำตอบ

*************************** 

 

“จำซอยผิดแล้วละนิดา” บทจรนิ่วหน้า “ไม่เห็นจะมีร้านอะไรที่คุณว่าเลย”

“ไม่ผิด…” ลดานิดามั่นใจ เธอจำต้นมะนาวสองต้นนั้นได้

ต้นมะนาวที่ปลูกอยู่สองข้างของประตูร้าน ‘เจ้าสาวต้องสาป’ ลำต้นของมันสูงใหญ่ ดอกสีขาวสะอาดพราวเต็มต้น ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ กรุ่นอวลอยู่ในอณูอากาศรอบกาย

มือของหญิงสาวที่ถือถุงผ้ากำมะหยี่บรรจุผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวโบราณ…เกร็งแน่น…

มะนาวทั้งสองต้นยังอยู่ที่เดิม หากประตูบานนั้นหายไป…

ไม่ใช่แค่ประตูหายเท่านั้น หากทว่า…หายไปทั้งร้าน ดูเหมือนกับว่าต้นมะนาวขึ้นอยู่โดดๆ ไม่เคยมีร้านรวงอยู่ตรงนั้นมาก่อน

ลูกมะนาวสีเหลืองสดยังซุกซ่อนอยู่ตรงนั้นตรงนี้ ลดานิดาจำแม่นว่า แรกที่ได้เห็นมะนาวพวกนี้เธอยังนึกถึงบทจร และคิดอยากเก็บเอาไปให้เขาทำทาร์ตด้วยซ้ำ

แล้วอย่างนี้ จะว่าจำผิดซอยได้อย่างไรกัน!

“ก็วันนั้น…ยังมีร้านอยู่ในซอยนี้อยู่เลย” ลดานิดาพึมพำเสียงผะแผ่ว “แล้วร้านหายไปไหน…”

“ถ้ามีร้าน…เราก็ต้องเห็นสิครับ” จนแล้วจนรอด บทจรก็ไม่เข้าใจสีหน้าปริวิตกของหญิงสาว “ลองเดินสำรวจดูแถวๆ นี้กันไหม ตรอกซอกซอยในเวนิสนี่ดูคล้ายกันมาก ต้นมะนาวก็ปลูกกันอยู่ทั่วเมือง นิดาคงจำผิด ร้านที่ว่าอาจจะอยู่ที่ซอยอื่น”

“นิดาว่านิดาจำไม่ผิดนะเบน แต่…ลองดูก็ได้” ลดานิดาถอนใจ ความมั่นใจในตอนแรกเริ่มสั่นคลอนไปนิดหนึ่ง

บางที…อาจจะเป็นอย่างที่ชายหนุ่มว่า

ทั้งสองจึงเดินลัดเลาะเข้าซอยนั้นออกซอยนี้ สำรวจในรัศมีรอบสะพานรีอัลโต เดินอยู่หลายรอบ จนแน่ใจว่าไม่มีร้านเจ้าสาวต้องสาปอยู่แถวละแวกนี้จริงๆ

บทจรลองสอบถามเจ้าของร้านรวงที่ตั้งอยู่ในบริเวณโดยรอบ หลายร้านเป็นคนต่างถิ่นมาเปิดร้านค้าขาย เขาพยายามเสาะหาคนเวนิสแต่ก็หาคนที่เคยอยู่ดั้งเดิมยากเหลือเกิน คนเวนิสจริงๆ ส่วนใหญ่ขายร้าน แล้วย้ายออกไปอยู่ที่อื่นกันหมดแล้ว

ครั้นพอเจอคนเก่าคนแก่และลองถามหาร้านเจ้าสาวต้องสาป ทุกคนมีแต่ส่ายหน้าแล้วบอกว่าไม่เคยรู้จักว่ามีร้านชื่อนี้อยู่ในละแวก

แวะไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ยิ่งไม่มีข้อมูลอะไรเลย เจ้าหน้าที่ส่ายหน้าบอกไม่รู้อย่างเดียว

“พอก่อนไหมคุณ หาจนทั่วแล้ว…” บทจรถอนใจ เมื่อเดินย้อนกลับมาที่ซอยแรกอีกครั้ง ตะวันเริ่มพลบ สนธยาเริ่มคลี่คลุมและแสงแดดก็อ่อนแรงลงทุกขณะ “ผมหิว…คุณหิวไหม ไปหาอะไรกินกันก่อน”

“ก็ดีค่ะ” ลดานิดาเองก็เริ่มเหนื่อยและหิวเช่นกัน

“ผมเห็นร้านลาซานญ่าอยู่ตรงโน้น” บทจรชี้นิ้วไปทางร้านอาหารเล็กๆ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามคลอง “สนใจไหม…หรืออยากกินอะไรอย่างอื่น”

“ลาซานญ่าก็ดีนะคะ” ลดานิดาพยักหน้า บทจรอยากกินอะไรก็ให้เขาเลือกไปเลย วินาทีนี้เธอกำลังสนใจอยู่กับการหาร้านเจ้าสาวต้องสาปให้พบมากกว่า

จังหวะที่เดินข้ามสะพานรีอัลโตนั่นเอง มีผู้หญิงท้องคนหนึ่งเดินสวนมา เธอถูกผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ หนวดเครารุงรัง ชนจนเซไปเกาะราวสะพาน และบทจรก็รีบประคองเอาไว้ก่อนที่เธอจะล้มลง

“”

หญิงคนนั้นพึมพำขอบคุณเสียงแผ่วต่ำ ก่อนจะผละจากไปอย่างรวดเร็ว และวินาทีนั้นเองที่บทจรตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง

เขายกมือตะปบกางเกง แล้วพบว่ามีแต่ความว่างเปล่า

“ฉิบ…กระเป๋าสตางค์ผม”

เขาสบถก่อนจะวิ่งตามหญิงท้องคนนั้นไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่ลดานิดาได้แต่มองตามไปอย่างงุนงง ครั้นพอนึกได้ว่าเกิดอะไรขึ้น หล่อนก็วิ่งตามไปติดๆ เท่าที่กำลังวังชาจะมีเหลือ

ยิปซี!

เคยมีคนเตือนหล่อนอยู่เสมอว่ามาเวนิสให้ระวังยิปซีล้วงกระเป๋า หากมาเที่ยวหลายครั้งยังไม่เคยเจออะไรแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะบทจรนึกขึ้นได้ ป่านนี้ยิปซีท้องแก่คนนั้น ก็คงจะลอยนวลหนีไปถึงไหนๆ แล้ว

วิ่งเร็วเกินกว่าจะเป็นคนท้องปกติ ไล่กันไปจนเกือบจะคว้าตัวได้อยู่แล้ว ยิปซีคนนั้นเลี้ยวลับหายเข้าไปในตรอกเล็กๆ เสียก่อน

ตรอกที่มีต้นมะนาวคู่…

ตรอกที่ครั้งหนึ่งเคยมีร้านเจ้าสาวต้องสาปตั้งอยู่…

บทจรไล่ตามมาจนทัน และลดานิดาก็วิ่งตามมาติดๆ ส่วนยิปซีคนนั้นหยุดยืนอยู่ระหว่างกิ่งของต้นมะนาวคู่ที่โน้มเข้าหากันเหมือนสะพานโค้ง

ดวงหน้าของหล่อนขะมุกขะมอม ผมเผ้าเหมือนไม่ได้เจอหวีมานาน เสื้อผ้าเก่าและขาดรุ่งริ่ง ลดานิดาเพิ่งเห็นเดี๋ยวนั้นว่าดวงตาของหญิงท้องมีสีขาวขุ่นทั้งสองข้าง…

เธอเป็นหญิงตาบอด!

“เอากระเป๋าสตางค์ของผมคืนมา”

บทจรพูดเป็นภาษาอิตาเลียน และลดานิดาพอจะฟังออกเป็นบางคำ

“ฉันไม่ได้เอาไป” หญิงยิปซีตอบเสียงแหบพร่า…

เสียงของเธอก้องกังวานอยู่ในตรอกแคบๆ แห่งนั้น พระอาทิตย์ลับฟ้าไปนานแล้ว และรอบกายมีแต่ความสลัวราง

“จะคืนมาดีๆ หรือให้ฉันจับเธอส่งตำรวจ” บทจรขู่

“ฉันไม่ได้เอากระเป๋าสตางค์ของคุณไป” หญิงผู้นั้นยังงยืนยันคำตอบเดิม “ก่อนจะกล่าวหาฉัน คุณสำรวจดีแล้วหรือยัง”

“กระเป๋าของผม…อุ๊บ…”

บทจรล้วงกระเป๋ากางเกงของตนเองอีกครั้ง แล้วก็ต้องอุทานด้วยความประหลาดใจ เมื่อพบว่ากระเป๋าสตางค์ยังอยู่ดี!

“อะไรคะเบน” ลดานิดานิ่วหน้า ขณะที่บทจรหยิบกระเป๋าสตางค์ของเขาออกมาให้หญิงสาวดู

“อ้าว” ลดานิดาพลอยประหลาดใจไปด้วยอีกคน

“เมื่อตะกี้…มันหายไปจริงๆ นะ เป็นไปได้อย่างไร” บทจรพึมพำ เขาหันไปทางหญิงท้องแก่คนนั้น พึมพำว่า “mi scusi…มิสคูสิ…ขอโทษนะครับ”

“ไม่เป็นไร” หญิงคนนั้นตอบเสียงแหบพร่า “ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นเพียงมายา”

หล่อนจบประโยคสุดท้ายด้วยเสียงหัวเราะแผ่วต่ำ ที่สะท้อนก้องกลับไปกลับมา ยิปซีท้องแก่แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่พร่างไปด้วยแสงดาว ทั้งที่ดวงตามองไม่เห็น…

“ผมไม่เข้าใจ” หัวคิ้วเรียวยาวของบทจรขมวดมุ่น

เธอยกมือเหมือนจะห้ามบทจรเอาไว้ พร้อมกันนั้นก็ทำจมูกฟุดฟิด พร้อมกับพึมพำต่อไปอีกว่า

“ฉันได้กลิ่นของมัน…พวกคุณได้กลิ่นไหม”

“กลิ่นอะไรครับ” บทจรหันไปแปลให้ลดานิดาฟัง ก่อนจะหันกลับมาทางยิปซีคนนั้น

“กลิ่นมายา…กลิ่นความรัก ความหลง และความลวง…”

คำตอบของยิปซีลึกลับทำให้ขุมขนบนเรือนกายของบทจรลุกเกรียว เหลือบมองดูลดานิดา เขาคิดว่าหญิงสาวก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน

แน่นอน…ลดานิดาตัวเย็นวาบ

เพราะคำว่า ‘มายา’ ที่หญิงยิปซีเอ่ยออกมานั้น…เธอเคยได้ยินมาแล้วครั้งหนึ่ง

เจ้าของร้านเจ้าสาวต้องสาปเคยเอ่ยไว้เช่นนั้น

เขม้นมองหญิงท้องด้วยสะดุดใจกับคำพูดของอีกฝ่าย หากมองดูแล้ว ไม่มีอะไรเหมือนกับหญิงสูงวัยผู้นั้นเลยสักนิด

ลดานิดารู้สึกรางเลือน นึกแทบไม่ออกแล้วว่าหน้าตาของเจ้าของร้านเป็นอย่างไรกันแน่ ดูเหมือนเธอจะมีผมสีเทาเงิน…ส่วนดวงหน้านั้น แลเห็นไม่ถนัด เพราะหญิงสูงวัยมีผ้าคลุมศีรษะเอาไว้ และมักตกลงมาปกคลุมเสี้ยวหน้าเกินกว่าครึ่ง…

“ไปกันเถอะ” เขาจับมือลดานิดา ดึงให้เดินออกไปจากตรอกแห่งนั้น

“ซอยนี้เคยมีร้านอยู่” ยิปซีสาวแหงนหน้าขึ้นหัวเราะ คราวนี้เธอพูดเป็นภาษาอังกฤษ สำเนียงออกจะฟังยากสักหน่อย และประโยคนั้นทำให้ลดานิดาถึงกับชะงัก

“Sposa Maledetta…เจ้าสาวต้องสาป” หญิงสาวพึมพำ

“ใช่…Sposa Maledetta…被詛咒的新娘 (1)…Pengantin Terkutuk (2)” ยิปซีท้องแก่คนนั้นหัวเราะเสียงยะเยือกเย็น ออกเสียงภาษาแปลกๆ ที่ลดานิดาฟังไม่เข้าใจ

“เจ้าสาวต้องสาป…จะเรียกด้วยภาษาอิตาเลียน ภาษาจีน ภาษามาเลย์ หรือภาษาไหนๆ ในโลกนี้ก็ล้วนแต่มีความหมายเดียวกันทั้งนั้นละ เธอว่าไหม…”

ประโยคสุดท้าย ยิปซีคนนั้นหันมาถามลดานิดา ดวงตาสีขาวขุ่นจ้องมองหญิงสาวแน่วนิ่ง เหมือนกับว่าอยากจะมองให้ทะลุเข้าไปข้างใน

“ฉันมาตามหาร้านนี้ค่ะ คุณพอจะบอกได้ไหมว่าร้านอยู่ไหน” ลดานิดาพึมพำออกมาได้ในที่สุด

“ร้านไม่มีแล้ว” ยิปซีผู้นั้นส่ายหน้า

“จู่ๆ ร้านจะหายไปได้อย่างไร” หญิงสาวยังไม่เข้าใจ ตรงหน้าของเธอคือท้ายซอยและผนังตึกโล่งๆ ไม่มีร่องรอยของร้านรวงแต่อย่างใด

“ป่านนี้ร้านคงย้ายไปอยู่ที่ไหนแล้วละมัง ยังมีลูกค้ารออยู่อีกมากมาย” ยิปซีตาบอดแหงนหน้ามองท้องฟ้า

“ย้ายไปได้รวดเร็วแบบนี้ ย้ายไปแบบไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลยหรือคะ” ลดานิดาอดไม่ได้ “มันเหมือนกับ…เหมือนกับล่องหนไปทั้งร้านมากกว่า”

“ไม่เห็นคือไม่มี” ยิปซียังย้ำคำเดิม “ทุกสิ่งคือมายา”

“แล้วถ้าเช่นนั้น…ทำไม ครั้งก่อนฉันถึงเจอร้านเจ้าสาวต้องสาปเข้าล่ะคะ” ลดานิดายังอยากรู้ มีคำถามมากมายผุดพรายขึ้นมาเต็มไปหมด

“ทำไมต้องเป็นฉัน”

“เพราะ…” ยิปซีผู้นั้นถอนใจยาว “แรงอธิษฐาน…ใครบางคนอธิษฐานอยากให้เธอเจอรักแท้อย่างไรเล่า”

“ฉันไม่เข้าใจ” ลดานิดาส่ายหน้า

“ไม่ต้องเข้าใจหรอก” ยิปซีตาบอดหัวเราะอีก “เรื่องบางเรื่องบนโลกนี้ ก็ไม่อาจจะอธิบายเหตุผลให้เข้าใจได้”

“ไปกันเถอะนิดา” บทจรรู้สึกไม่ปลอดภัย ยิปซีคนนี้มีอะไรแปลกๆ เขาพยายามดึงให้ลดานิดาออกไปจากที่ตรงนั้น หากหญิงสาวขืนตัวเอาไว้

“ฉันอยากเจอเจ้าของร้าน บอกฉันหน่อยสิคะ…ทำอย่างไร ฉันถึงจะได้เจอเธออีก” ลดานิดายังคงถามอย่างใจเย็น

“ถ้าเขาอยากเจอเธอ…เขาจะตามหาเธอเอง” ยิปซีคนนั้นเอ่ยเสียงเยือกเย็น “แต่ถ้าเขาไม่อยากเจอ…ตามหาให้ตายอย่างไร ก็ไม่มีวันเจอ…กลับไปเสียเถิด อย่าเสียเวลาอีกเลย…”

จบประโยคนั้น ยิปซีท้องแก่ก็หัวเราะเสียงเยือกเย็น พาให้บรรยากาศน่ากลัวขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล เธอขยับกายเดินผ่านลดานิดาและบทจร เพื่อออกไปจากตรอกเล็กๆ แห่งนั้น พร้อมกับพึมพำกลอนอะไรบางอย่างอยู่ในลำคอ

“ธีโอโดเซียผู้อาภัพ…แต่ละคืนมิอาจจะหลับใหล…สองมือน้อยคอยถักผืนผ้าไป…เตรียมเอาไว้ใช้ในงานวิวาห์…แต่โอ้ว่าอนิจจา วิวาห์ล่ม…เจ้าบ่าวล้มเลิกงานเพราะโฉมหน้า…ธีโอโดเซียน้อยไม่โสภา…เจ้าบ่าวจึงหนีหน้าปล่อยให้ตรอมตรม…”

กลอนที่ยิปซีสาวท่องพึมพำนั้นไม่ค่อยมีสัมผัสนัก หากเนื้อความของมันต่างหากที่ทำให้ลดานิดาต้องนิ่งขึง

…ธีโอโดเซีย…

นั่นคือชื่อเจ้าของ Veil ที่อยู่ในถุงกำมะหยี่มิใช่หรือ…

ธีโอโดเซีย…เจ้าของผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ที่มีอำนาจลึกลับ สามารถพรางตัวของเธอให้ล่องหนไปจากสายตาของผู้คน

เสียงนั้นผะแผ่วไม่ต่างอันใดกับสายลม หากยิ่งฟังลดานิดายิ่งตัวแข็งราวต้องคำสาป ด้วยเนื้อความเหมือนกับหญิงคนนั้นพยายามสื่อสารอะไรบางอย่างกับเธอ…

ยิปซีผู้นั้นเดินห่างออกไปเรื่อยๆ หากเสียงแหบพร่ายังสะท้อนก้องกลับไปกลับมาอยู่ในตรอกแคบ

“…เป็นเสมือนเจ้าสาวต้องคำสาป ใครจะทราบว่าความรักคือยาขม รักแท้ที่หน้าตาหรือตัวตน อย่าฉงนแต่จงค้นหารักจริง…”

“เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไปค่ะ”

ลดานิดาร้องเรียก หากยิปซีสาวไม่หยุดเดินและปากของเธอก็ยังคงขมุบขมิบท่องกลอนประหลาดเรื่อยไป

กลิ่นหอม…

กลิ่นหอมที่กรุ่นอวลมาจากยิปซีท้องแก่ ที่แต่งกายขะมุกขะมอมกลับไม่ใช่กลิ่นเหม็นสาบสาง หากทว่าเป็นกรุ่นหอมที่เหมือนกับ…

ใช่…

เหมือนกับกรุ่นหอมที่อวลอยู่ภายในร้านเจ้าสาวต้องสาปไม่มีผิด!

“มีเพียงรักแท้ที่จะแก้ซึ่งอาถรรพณ์…หากวิธีการนั้นช่างยากยิ่ง…เวลาหมุนไปเรื่อยๆ อย่าประวิง ทุกๆ สิ่งที่เห็นเป็นมายา…ฮะ ฮะ ฮะ…”

ยิปซีท้องแก่ผู้นั้นแหงนหน้าหัวเราะ ก่อนจะเลี้ยวลับออกจากตรอกไป

เป็นอีกครั้งที่เสียงหัวเราะเสียดลึกเข้าไปในใจของลดานิดา

อากาศในตรอกยะเยือกเย็นลงโดยกะทันหัน สายหมอกสีขาวขุ่นไม่รู้จู่โจมมาจากทางไหน เพียงไม่ถึงอึดใจ เหมือนกับว่าทั้งตรอกเล็กแห่งนั้นถูกปกคลุมด้วยม่านสีขาวจนมองแทบไม่เห็นสิ่งใด

“นิดา คุณโอเคหรือเปล่า”

บทจรเรียกหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง เขาเอื้อมมือแข็งแรงมาจับมือของลดานิดาเอาไว้แน่น

“เดี๋ยว…คุณยิปซีคะ รอฉันก่อน”

คำตอบ…

ยิปซีคนนั้นจะต้องมีคำตอบที่เธอพยายามค้นหา

ลดานิดาสะบัดมือหลุดจากบทจร และพยายามวิ่งตามยิปซีท้องแก่คนนั้นให้ทัน หากเมื่อเลี้ยวออกไปจากตรอก ลดานิดาก็แทบเข่าอ่อน เมื่อกวาดสายตาไปโดยรอบ แล้วพบว่าตลอดทั้งถนนสายนั้น

…มีแต่ความว่างเปล่า…

 

เชิงอรรถ : 

(1) ออกเสียงว่า bèi zǔzhòu de xīnniáng เป็นภาษาจีน แปลว่า เจ้าสาวต้องสาป

(2) ภาษามาเลย์ แปลว่า เจ้าสาวต้องสาป

 



Don`t copy text!