พรางพัสตรา บทที่ 38 : อาจจะเป็นเพราะเส้นใย

พรางพัสตรา บทที่ 38 : อาจจะเป็นเพราะเส้นใย

โดย : พงศกร

พรางพัสตรา นวนิยายออนไลน์เรื่องล่าสุดโดย พงศกร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เมื่อผ้าคลุมผมเจ้าสาวไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชุดเจ้าสาว แต่คือสิ่งที่นำ ‘ลดานิดา’ ไปเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ความรักของเขาคือความจริงหรือความลวง ผ้าคลุมผมเจ้าสาวนี้มีคำตอบ

***************************  

เมื่อกลับมาถึงโรงแรม ลดานิดาพบว่าแจนิสกลับมาจากกินข้าวเย็นกับเพื่อนพอดี และบทจรเองก็เดินกลับมาด้วยอาการกระวนกระวาย เพราะอยากรู้เต็มแก่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ตลอดเวลาที่รับประทานอาหารเย็นด้วยกัน ลดานิดาเอาแต่นิ่งเงียบอย่างใช้ความคิด หญิงสาวไม่ปริปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียว

ชายหนุ่มมีคำถามมากมายเกิดขึ้นในใจ

เหตุใดลดานิดาต้องดั้นด้น เดินทางไกลกว่าครึ่งโลก เพียงเพื่อจะมาร้านขายทรูโซเจ้าสาว และหลังจากช่วยกันตามหาชนิดแทบจะพลิกทุกตารางนิ้วของเวนิส…สุดท้ายก็พบว่าร้านนั้นหายไปแล้ว

ทำไม ทำไม และทำไม…

ภาษาร่างกายของเขาคงแสดงออกชัดเจนจนลดานิดาถอนใจยาว เธอหันมาจ้องมองดวงหน้าคมสันของบทจรแล้วเอ่ยขึ้นอย่างตัดสินใจเด็ดขาดว่า

“เอาละ นิดาจะเล่าให้ฟัง ว่าทำไมต้องรีบเดินทางมาจนถึงที่นี่…เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นแบบนี้…”

แสงจากโคมกลางห้องส่องสะท้อนผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวผืนยาวที่วางแผ่อยู่บนเตียง ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของทั้งบทจรและแจนิส

ลวดลายดอกมะนาวกระจิริดร้อยเรียงต่อเนื่องกันเป็นผืนยาว มีนก กระรอก และสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย ซ่อนตัวอยู่ระหว่างช่อดอกไม้ เป็นงานฝีมือละเอียดที่เครื่องจักรในยุคปัจจุบันไม่สามารถทำเลียนแบบได้

ลวดลายบน Veil เล่าเรื่องราวของสรรพสิ่งในฤดูใบไม้ผลิ บรรยากาศที่สดใส ใบไม้ผลิบาน ดอกไม้แรกแย้ม ธรรมชาติตื่นจากความหลับใหล เหมาะสำหรับงานวิวาห์และการเริ่มต้นของครอบครัวใหม่เป็นอย่างยิ่ง

แสงจากดวงไฟสะท้อนเส้นไหมที่ถักขึ้นเป็นผ้าคลุมหน้า จนเกิดประกายระยิบราวกับมีใครเอาดวงดาวบนฟากฟ้าไปโปรยไว้ แต่ครั้นพอกะพริบตาครั้งหนึ่ง ประกายประหลาดนั้นก็กลับเลือนหายไป เส้นไหมที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ากลับเป็นเส้นไหมสีงาช้างธรรมดา

เหลือบรุ้งบนเหลื่อมไหมที่เกิดขึ้นในวันนี้แปลกไปจากเดิม เป็นประกายในรูปแบบที่ลดานิดาไม่เคยเห็นมาก่อน อาจจะเป็นเพราะองศาหรือมุมที่แสงตกกระทบ…หรืออะไรบางอย่าง จึงทำให้ผ้าโบราณอายุกว่าร้อยปี เกิดรัศมีประหลาดที่แตกต่างออกไป

หล่อนนิ่วหน้านิดหนึ่ง ก่อนจะเล่าต่อ

“มันเริ่มต้นที่เวนิสนี่ละ…หลังจากได้ผ้าคลุมหน้าผืนนี้มา นิดาก็รู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ผู้หญิงเจ้าของร้านบอกว่าเจ้าของผ้าผืนนี้ เป็นหญิงสาวยิปซีชื่อธีโอโดเซีย เธอตั้งใจถัก Veil เอาไว้ใช้ในงานแต่งงานของตัวเอง แต่เกิดเรื่องเสียก่อนก็เลยไม่ได้แต่ง เหมือนกับว่าก่อนงานแต่งงานไม่กี่วัน เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้บ้านและเธอโดนไฟคลอกจนเสียโฉม เจ้าบ่าวรับไม่ได้ที่เจ้าสาวหน้าตาน่าเกลียด เลยทิ้งเธอไปไม่แต่งงานด้วย”

“แย่มาก” แจนิสอินกับเรื่องที่ได้รับฟัง “แสดงว่าตาเจ้าบ่าวนั้นรักธีโอโดเซียที่รูปโฉม พอหน้าตาน่าเกลียดก็หมดรัก คนอะไร ทุเรศที่สุด แจนไม่เข้าใจเลยว่าคนเรารักกันที่ตรงไหน…รักที่รูปร่างหน้าตา หรือรักที่เนื้อแท้ภายใน”

“เรื่องความรัก ไม่ใช่เรื่องที่จะเข้าใจง่ายๆ หรอกนะแจน” คนที่พึมพำประโยคนั้นกลับเป็นบทจร

“อ๋อ…เหรอคะ” สำเนียงแจนิสกึ่งๆ จะประชด “นั่นสินะคะ คงจะจริงของเบน เพราะแจนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน”

“หลังจากธีโอโดเซียตาย ผ้าผืนนี้ก็ถูกขายต่อมาอีกหลายทอด” ลดานิดาไม่ทันได้สังเกตท่าทางประหลาดของบุคคลทั้งสอง เธอพึมพำเล่าบทสรุปของเรื่องนี้ว่า “เจ้าสาวทุกคนที่ซื้อผ้าผืนนี้ไป ไม่มีใครได้แต่งงานเลยสักคนเดียว…ซึ่งนิดาก็คงจะเป็นเช่นเดียวกัน”

“คุณหมอคิดว่าผ้าผืนนี้มีคำสาป…อย่างนั้นหรือคะ” แจนิสหันไปจ้องมองผ้าด้วยอาการครุ่นคิด

“จะว่าอย่างนั้นก็อาจจะใช่นะคะแจน…” ลดานิดาถอนใจยาว “ครั้งแรกที่ฟังเรื่องของธีโอโดเซีย นิดาคิดว่าเป็นแค่นิทานที่เล่าสืบต่อกันมา เรื่องหลอกเด็กแบบนั้น ไม่มีทางจะเป็นจริงไปได้หรอก ก็เลยซื้อมาแบบไม่ได้คิดอะไรมาก นิดาหยิบผ้าผืนนี้มาใช้ครั้งแรกในวันถ่ายพรีเวดดิ้ง เบนคะ…ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ…หลังจากวันนั้น ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป…”

หญิงสาวตัดสินใจไม่เล่าเรื่องล่องหนให้ทั้งสองฟัง ด้วยยังไม่แน่ใจอะไรอีกหลายอย่าง

“นิดาได้เห็นบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน พร้อมๆ กับหน้าตาของนิดาที่แก่ตัวลงไปรวดเร็วอย่างผิดธรรมชาติ”

“นิดาก็เลยมาที่นี่ เพื่อจะถามเจ้าของร้านให้แน่ใจ…อย่างนั้นหรือ” บทจรเลิกคิ้ว เริ่มปะติดปะต่อทุกอย่างได้ชัดเจนขึ้น

“ถามให้แน่ใจและถ้าเป็นคำสาปจริง…นิดาก็อยากหาวิธีแก้” ลดานิดาพึมพำ “และเจ้าของร้านก็น่าจะมีคำตอบให้”

“คุณหมอเป็นหมอนะคะ” แจนิสขมวดคิ้ว “เชื่ออะไรแบบนี้ด้วยหรือคะ”

“หมอก็เป็นปุถุชนนะคะแจน” ลดานิดาว่า “เพื่อนหมอของนิดาตั้งหลายคนก็เชื่ออะไรแบบนี้ บางคนเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์มือถือ เพราะตัวเลขที่ใช้อยู่ไม่ดี บางคนเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนตัวสะกดในชื่อใหม่ เพื่อให้โชคดี…”

“เปลี่ยนแล้วดีไหมล่ะคะ” แจนิสถามเพราะอยากรู้มากกว่าท้าทาย

“บางคนก็ดีขึ้นจริงๆ นะคะ” ลดานิดาจ้องมองดอกไม้ในแจกันตรงหน้า พร้อมกับถอนใจเบาๆ “แต่บางคนเปลี่ยนแล้ว ชีวิตก็ยังวุ่นวายเหมือนเดิม”

“ผมว่าเป็นวิธีคิดของคนมากกว่า” บทจรว่า “คนเรา ถ้าเปลี่ยนเบอร์มือถือ เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่ แต่ยังไม่เปลี่ยนนิสัย…ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น”

“แต่หลายคนก็ดีขึ้นจริงๆ นะเบน” ลดานิดานึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่ชีวิตเต็มไปด้วยความวุ่นวายยุ่งเหยิง แต่หลังจากเปลี่ยนชื่อใหม่ ทุกอย่างก็กลับดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

“ตกลง…นิดาไม่เชื่อในวิทยาศาสตร์แล้วหรือ” บทจรถามตรงๆ

“นิดายังเชื่อในวิทยาศาสตร์อยู่นะคะ แต่นิดาคิดว่าวิทยาศาสตร์เองก็มียังข้อจำกัด มีอะไรอีกตั้งมากมายในโลกใบนี้ ที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้” ลดานิดาเม้มริมฝีปากแน่น “เรื่องง่ายๆ เลย…สิ่งที่เกิดกับนิดาในตอนนี้ เบนเห็นแล้วนี่คะว่าผลการตรวจเทโลเมียร์ของนิดาเป็นปกติดีทุกอย่าง ในขณะที่รูปลักษณ์ของนิดาเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างนี้…ทั้งหมดเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่มีวิทยาศาสตร์ข้อไหนอธิบายได้”

หล่อนวาดมือไปทางหญิงสูงวัย ที่เห็นจากกระจกเงาซึ่งตั้งอยู่ปลายเตียง

“ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอกที่แก่ลงไปเรื่อยๆ แต่นิดารู้ตัวดีกว่าใคร…นิดารู้สึกว่าภายในก็แก่ลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน ฟันของนิดาเริ่มโยก กินอาหารได้ไม่มากก็อิ่มแล้ว ผิวก็มีรอยเหี่ยวย่น ทุกวันนี้นิดาเริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายเหมือนคนแก่ อาการหลงลืมของนิดาเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ อีกหน่อยคงถึงขั้นจำใครไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องนอนติดเตียง กลายเป็นภาระคนอื่น…แล้วก็…”

สายลมยามเย็นพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างห้องพักวูบหนึ่ง เหมือนใครบางคนกำลังทอดถอนใจ กลีบสีฟ้าอมม่วงของ forget me not ในแจกันใบกระจิริดกระพือไหว ใครกันหนอช่างรู้ใจหล่อน หาดอกไม้ดอกน้อยที่เต็มไปด้วยความหมายดอกนี้มาประดับไว้ในห้อง

“ไม่ มันต้องไม่เป็นอย่างนั้น มันจะไม่เป็นอย่างที่นิดาคิดแน่นอน” บทจรรีบแทรกขึ้นมาก่อนที่หญิงสาวจะพูดจบ “ผมยังเชื่อว่านิดาจะต้องป่วยเป็นโรคอะไรสักอย่าง…อาจารย์ของนิดา เพื่อนของนิดาจะต้องหาทางแก้ไขได้แน่”

“แต่ถ้ารักษาไม่ได้” ลดานิดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น “นิดาคง…”

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับนิดา ผมสัญญาว่าจะไม่ทิ้งคุณไปไหน” บทจรให้คำมั่น เขานิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เอ้อ…ถึงแม้คุณจะแต่งงาน มีพีธันดรอยู่ข้างๆ แต่ผมก็จะคอยดูคุณอยู่ห่างๆ เหมือนที่ผมทำมาตลอด ผมจะไม่ทำให้คุณต้องลำบากใจ และหวังว่าพีทจะเข้าใจเจตนาของผม”

“พีทหรือ…เราอย่าพูดถึงเขาเลย” ลดานิดาถอนใจ

“จะไม่พูดได้ยังไง ในเมื่อพวกคุณกำลังจะแต่งงานอยู่อีกไม่กี่วันนี้แล้ว” บทจรพลอยถอนใจไปด้วยอีกคน เขาคิดว่าลดานิดากำลังลำบากใจ แต่เขาอยากบอกให้เธอรู้และมั่นใจ

“ผมต้องพูดให้นิดาเข้าใจว่า ที่ผมพูดว่าจะคอยดูคุณอยู่ห่างๆ ผมหมายความเช่นนั้นจริงๆ สัญญาว่าจะอยู่ในที่ทางของตัวเอง เราจะเป็นเพื่อนกันเหมือนที่เป็นมาหลายสิบปี…ไม่ทำให้คุณมีปัญหากับพีธันดรแน่นอน”

“อย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้ได้ไหมเบน” ลดานิดาพึมพำหลังจากนิ่งไปนาน “นิดายังคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น”

“นั่นสิ…อย่าเพิ่งคิดอะไรในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงเลยเนอะ” แจนิสเห็นบรรยากาศชักเคร่งเครียด เลยรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเสียใหม่ “ว่าแต่เราจะอยู่ต่อหรือกลับกันดีคะ”

“กลับค่ะ” ลดานิดาดึงสติกลับมาอยู่ที่ปัจจุบัน “ยังไงร้านก็ไม่มีแล้ว อยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์”

“แล้วผ้า…” แจนิสเหลือบมอง Veil สีงาช้าง

“ทิ้งไว้ที่นี่ดีไหม” บทจรเสนอ “หรือยกให้ใครไปก็ได้”

“ไม่” ลดานิดาตอบรวดเร็ว เธอรีบหยิบผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวขึ้นจากเตียง พับเก็บในถุงกำมะหยี่ด้วยอาการทะนุถนอม

“ถ้าคิดว่าผ้าผืนนี้มีอาถรรพณ์ นิดาจะเก็บไว้ทำไมอีก ทำไมไม่ทิ้งมันไป” บทจรไม่เข้าใจความคิดของอีกฝ่าย

“นิดา…เอ้อ…” หล่อนพยายามคิดหาเหตุผล “นิดาชอบ…ผ้าสวยดี”

“นั่นสิคะ อย่าทิ้งเลย” แจนิสเห็นด้วย “ผ้าผืนนี้สวยมาก ฝีมือละเอียดแบบนี้หาไม่ได้อีกแล้ว…อีกอย่าง เส้นใยที่นำมาถัก…ก็ดูแปลก…ขอแจนดูใกล้ๆ อีกทีได้ไหมคะ”

“ได้สิคะ” ลดานิดาหยิบ Veil ขึ้นมาจากเตียง ส่งให้แจนิสที่รับไปถือเอาไว้อย่างทะนุถนอม

เธอจ้องมองผ้าในมือด้วยสายตาครุ่นคิด ก่อนจะยกขึ้นทำท่าเหมือนจะสวมลงบนศีรษะ

“อย่า” เสียงของลดานิดาเต็มไปด้วยความตระหนก “ไม่ได้นะ ห้ามสวมเด็ดขาด”

ใจหายวาบ เพราะถ้าแจนิสเกิดล่องหนไปต่อหน้าต่อตาของทุกคน ความลับที่อุตส่าห์ปิดบังเอาไว้ก็จะถูกเปิดเผยทันที…

ไม่ได้…เธอยังให้ใครรู้เรื่องล่องหนไม่ได้เด็ดขาด!

แจนิสชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะวางผ้าคลุมหน้าลงบนเตียงตามเดิม สายตาของหญิงสาวมอง Veil สลับกับเหลือบมองลดานิดาด้วยความสงสัย

“คือ…” ลดานิดาอ้ำอึ้ง “คือ…ที่นิดาห้าม ก็เพราะไม่อยากให้คุณแจนโชคร้ายเหมือนนิดาน่ะค่ะ..”

“แจนไม่กลัวหรอก” แจนิสพึมพำ นัยน์ตายังคงเต็มไปด้วยความครุ่นคิด เธอพึมพำว่า “คุณหมอบอกว่าอาการแก่ตัวลง…เกิดพร้อมๆ กับที่ได้ผ้าผืนนี้มา และใช้ในวันถ่ายพรีเวดดิ้ง…”

“ค่ะ” ลดานิดาตอบสั้นๆ

“เป็นไปได้ไหมว่า…” เธอวิเคราะห์ “เส้นใยอาจมีพิษ”

“นิดาไม่เข้าใจ” หญิงสาวส่ายหน้า

“เหมือน…อืม…แจนจะยกตัวอย่างอะไรดีนะ ใช่…เหมือนไอวี่พิษ…Poison Ivy ยังไงคะ…” เธออธิบาย และลดานิดาเพิ่งนึกได้เดี๋ยวนั้นว่า แจนิสคือนักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ

“เวลาที่คนเราไปโดนใบ โดนกิ่งก้านของไอวี่ก็จะเกิดแพ้ มีผื่นคัน เป็นแผล อักเสบ บางคนแพ้รุนแรงถึงขั้นช็อกได้เลย…เป็นไปได้ไหมว่า เส้นใยของผ้า…อาจมีพิษ ทำให้คนที่สวมเกิดปฏิกิริยากับผิวหนัง ทำให้ดูแก่ลง แบบที่เกิดขึ้นกับคุณหมอ”

“แต่นิดาไม่ได้แก่แค่ผิวหนังนะคะ” ลดานิดาแย้ง หากลึกลงไปในใจเริ่มคิดว่าทฤษฎีของแจนิสมีความเป็นไปได้ “แต่ทุกระบบภายในก็แก่ลงไปด้วย”

“พิษไงคะ” แจนิสยังย้ำ ขณะที่สายตายังไม่ละไปจากผ้าคลุมหน้าบนเตียง “พิษหรือ Poison อาจจะซึมเข้าไปทำลายระบบต่างๆ ของร่างกาย”

“ฟังดูเหลือเชื่อ” บทจรส่ายหน้า

“แต่ก็อาจจะเป็นไปได้นะคะ” ลดานิดากลับเห็นต่าง

“ขอให้แจนลองตรวจสอบได้ไหมคะ” แจนิสเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เสร็จจากทริปเวนิส แจนิสยังไม่ได้บินกลับไทยพร้อมกับลดานิดาและบทจร แต่เธอจะแยกไปอังกฤษ เพื่อนำข้อมูลรายงานที่ได้จากสุโขทัยไปนำเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา ก่อนจะรับฟังคำแนะนำแล้วกลับไปเมืองไทยอีกครั้ง

“ดอกเตอร์สก็อต โปรเฟสเซอร์ของแจนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องพืชพิษและพืชหายากทั่วโลก บางทีอาจารย์อาจจะรู้จักเส้นไหมที่นำมาถักเป็น Veil ผืนนี้ก็ได้นะคะ”

“แจนคิดว่าเส้นไหมนี่มีความผิดปกติหรือครับ” บทจรเขม้นมอง

“แจนก็ไม่รู้” แจนิสส่ายหน้าขณะพยายามวิเคราะห์ “ที่แน่ๆ เส้นไหมนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน เบนไม่เห็นหรือว่าตอนสะท้อนแสง…มันมีความวาว มีแสงสะท้อนๆ ดูประหลาดกว่าเส้นไหมทั่วไป…จะว่าเป็นไหมผสมเลื่อมก็ไม่น่าใช่ สมัยร้อยกว่าปีก่อน ยังไม่มีเทคโนโลยีจะทำเส้นไหมแบบนั้นออกมาได้”

“ดีเหมือนกันนะคะ” ลดานิดาไม่เคยคิดหาเหตุผลในแง่มุมนี้มาก่อน…

สิ่งที่แจนิสพูดมีความเป็นไปได้

ทั้งเรื่องที่ทำให้เธอแก่ตัวลง…

และเรื่องที่ทำให้เธอล่องหน

บางที เส้นไหมที่ใช้ทำผ้าคลุมหน้าผืนนี้ อาจไม่ใช่ไหมธรรมดา…

แต่…

“แต่จะเอาผ้าไปตรวจยังไงคะ คงให้แจนถือไปอังกฤษไม่ได้หรอกนะ เพราะนิดายังต้องใช้ผ้าผืนนี้”

ลดานิดาพึมพำ เธอยังมีภารกิจสำคัญมากรออยู่…นั่นก็คือ ‘ล่องหน’ เพื่อค้นหาความจริง…

“ไม่ยากค่ะ” แจนิสอมยิ้ม เธอแลเห็นอะไรบางอย่างในผ้าคลุมหน้าโบราณสีงาช้างผืนนั้น “แจนมีวิธี…”



Don`t copy text!